“พอมีพื้นที่ ผมกับภรรยาก็ขยับขยายจำนวนต้นไม้อะไรที่ชอบกิน

เหลือขายได้ ก็ซื้อมาปลูกไว้ เช่น มะม่วง มะพร้าว แต่จะซื้อพันธุ์ไหนจะตัดสินใจจากความชอบและความแปลกของพืชชนิดนั้นๆ ด้วย เพราะส่วนตัวเป็นคนชอบของแปลก ของที่คนอื่นไม่มี ก็พยายามศึกษาเพิ่มเติม ทำให้ปัจจุบันผมมีมะเดื่อฝรั่งกว่า 100 สายพันธุ์ เช่น บราวน์ตุรกี ญี่ปุ่น ไวท์เจนัว ที่คนทั่วไปนิยมปลูก และมีสายพันธุ์อื่นที่สั่งนำเข้าจากอิตาลี สเปน ฝรั่งเศส เป็นต้น ส่วนหม่อนปัจจุบันมี 5 สายพันธุ์ ได้แก่ เชียงใหม่ ดำออสตุรกี หิมาลายันขาว แดงไต้หวัน และชมพูอิตาลี นอกเหนือจากนั้นเป็นมะม่วงสายพันธุ์จากไต้หวันหลายต้น มะยงชิด ขนุน และมะพร้าวอีกนิดหน่อย”

เมื่อวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมาส่งผลกระทบรอบด้าน คุณธงชัย ยอมรับว่า ยอดการจำหน่ายกิ่งพันธุ์ลดลง ยอดการสั่งซื้อสินค้าจากงานประจำก็ลดลง แต่การดำรงชีวิตในแต่ละวันยังคงเหมือนเดิม การดิ้นรน คือทางออกของชีวิต จำเป็นต้องหาวิธีการดำรงชีวิตให้อยู่รอดอย่างยั่งยืน ซึ่งการทำการเกษตรก็เป็นการดำรงชีวิตที่ยั่งยืนหนทางหนึ่ง แต่ในบางช่วงก็ต้องยอมรับสภาพ เพราะปัจจัย 4 เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับมนุษย์มากกว่า

“ช่วงโควิด-19 3-4 เดือนที่ผ่านมา ยอดขายกิ่งพันธุ์ สินค้าสแตนเลส ลดลงแทบไม่เหลือ ผมจึงมองหาวิธีที่ได้มาของรายได้ ก็พบว่า มนุษย์เราจำเป็นต้องกินทุกวัน อาหารจึงน่าจะจำหน่ายได้ แต่ในภาวะเช่นนี้ อาหารแปรรูปแช่แข็งที่สามารถเก็บได้นาน เหมาะสม”

คุณธงชัยและภรรยา ไม่ได้แปรรูปด้วยตนเอง แต่เปรียบเสมือนเป็นพ่อค้าคนกลาง ที่รับจากแหล่งผลิตมาจำหน่ายตรงให้กับผู้บริโภค โดยเน้นอาหารแปรรูปแช่แข็งที่สามารถเก็บได้นาน และใช้สำหรับประยุกต์เพื่อการบริโภคได้หลากหลายเมนู เช่น ปลาสลิด เนื้อหมู เนื้อวัว ปลาช่อน ปีกไก่ ปลาส้ม เป็นต้น ซึ่งหากลูกค้าที่อยู่ใกล้เคียง ต้องการรับบริการปรุงสุก ก็ยินดีบริการและจัดส่งให้ได้

ด้วยความขยันของสองสามีภรรยา การเริ่มต้นกิจการจำหน่ายอาหารแปรรูปแช่แข็ง จึงไม่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เขายังไขว่คว้าหาสิ่งที่พอจะทำได้เพิ่มเข้ามา เพื่อให้อนาคตมีความก้าวหน้าและมั่นคง คุณธงชัย เลือกที่จะจำหน่ายแผ่นสแลทปูพื้นพลาสติก ที่ใช้แทนแผ่นอเนกประสงค์ทุกชนิด หรือใช้ประกอบเป็นพื้นมาตรฐานในงานอุตสาหกรรม รางระบายน้ำ หรือสระว่ายน้ำ เป็นต้น

“รายได้ในช่วงโควิด-19 ลดลง ผมลองหาสิ่งที่คิดว่า น่าจะเป็นรายได้ สิ่งหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัว คือ การเลี้ยงผึ้ง และชันโรง มีน้ำผึ้งที่ได้จากผึ้ง และน้ำหวานจากชันโรงมาจำหน่าย รวมถึงการต่อรังผึ้งและรังชันโรงขาย หากลูกค้าต้องการ นอกจากนี้ ยังเริ่มปลูกสมุนไพรในครัวเรือนไว้เพื่อกินในครัวเรือน ลดรายจ่าย เช่น พริก กะเพรา ตะไคร้ โหระพา ข่า ผลผลิตที่ได้เหลือมาก็แจกจ่ายเพื่อนบ้านและคนรู้จักที่เป็นมิตรไมตรีต่อกัน และตอนนี้ก็มีลูกค้าสั่งจองให้ผลิตต้นพันธุ์ไว้ให้ ก็ทำไว้จำหน่ายเป็นรายได้อีกทาง”

ที่ผ่านมา นอกจากบ้านพักและพื้นที่ปลูกต้นไม้ 150 ตารางวา รอบตัวบ้านแล้ว คนที่รู้จักมักจะชักชวนเพื่อนหรือคนที่สนใจเกี่ยวกับมะเดื่อฝรั่ง หม่อน มาให้คุณธงชัยแนะนำเกี่ยวกับการดูแล การบำรุงรักษา และการขยายพันธุ์ ซึ่งคุณธงชัยยินดีถ่ายทอดให้ แต่ขอให้นัดหมายมาล่วงหน้า

คุณขวัญตา บุตรวรรณ หรือ พี่เหมียว เจ้าของสวนผักฟาร์มสุข&คาเฟ่ ตั้งอยู่ที่ 213 หมู่ที่ 3 ตําบลนาโพธิ์ อําเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี ต้นแบบมนุษย์เงินเดือน ที่มีความฝันอยากกลับมาทำมาหากินที่บ้านเกิด สู่การปูเส้นทางวางแผนสร้างอนาคต จากการหักเงิน 10 เปอร์เซ็นต์ทุกเดือน ไว้สำหรับการซื้อต้นพันธุ์ไม้ผล ไม้ป่านานาชนิด ไว้เป็นอาชีพหลักสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวหลังลาออกจากงานประจำ

พี่เหมียว เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ตนทำงานประจำอยู่ที่จังหวัดชลบุรีมาก่อน ซึ่งด้วยลักษณะงานที่ทำเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายสมุนไพรอภัยภูเบศร มีความคลุกคลีอยู่กับสมุนไพรมาในระดับหนึ่ง จึงใช้วิชาตรงนี้มาผสมผสานกับความชอบส่วนตัวที่เป็นคนชอบปลูกต้นไม้ ปลูกผัก นำไปสู่การทำเป็นอาชีพเสริมพร้อมกับการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการปลูกผักเพิ่มเติมเพื่อสะสมประสบการณ์ให้ดียิ่งขึ้น จนประสบผลสำเร็จได้ในระดับหนึ่ง ผลผลิตที่ได้ออกมาสวยงาม เก็บนำมาโพสต์ขายผ่านช่องทางเฟซบุ๊กก็ได้รับผลตอบรับดี ทำให้มีความหวังและเป็นการจุดประกายความคิดในการวางแผนอนาคต และบั้นปลายชีวิตให้อยู่กับอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างยั่งยืน

วางแผนอนาคตก่อนลาออกจากงาน
เจียดเงิน 10 เปอร์เซ็นต์ ในการเริ่มต้น
พี่เหมียว บอกว่า ตนก็เป็นคนนึงที่ไม่ได้มีต้นทุนชีวิตที่สูงมาก ต้องอาศัยการประหยัดอดออม และหัดเป็นคนช่างวางแผน จึงทำให้มีวันนี้ได้ มีจุดเริ่มต้นมาจากการวางแผนล่วงหน้าก่อนออกจากงานประมาณ 2-3 ปี ด้วยการหักรายได้จากงานประจำทุกเดือน เดือนละ 10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อไม่ให้กระทบกับรายจ่ายในส่วนอื่นๆ ไว้สำหรับซื้อพืชพรรณ ไม้ผลที่อยากปลูก แล้วใช้ช่วงเวลาวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ขับรถจากชลบุรีกลับอุบลฯ เกือบทุกเดือน เพื่อนำไม้ผลที่ซื้อเตรียมไว้ไปลงปลูก ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปี 2565 ไม้ผลที่เคยปลูกไว้เริ่มออกดอกออกผลงอกงาม สามารถเก็บขายได้ในบางส่วน ตนจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพื่อมาทำงานเกษตรอย่างเต็มตัวบนพื้นที่ 4 ไร่ พร้อมกับการต่อยอดปลูกผักสลัด เริ่มทำจาก 2 โรงเรือน และมีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มเป็น 4 โรงเรือน จากกระแสตอบรับที่ดีของลูกค้า ปลูกเท่าไหร่ไม่พอขาย เนื่องจากในแถบพื้นที่ใกล้เคียงยังไม่มีใครทำแบบนี้ เพราะส่วนใหญ่จะเน้นปลูกพืชผักสวนครัวที่ทำง่ายๆ บวกกับสถานการณ์โควิด ที่ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบทั้งจากงานประจำ และเรื่องของสุขภาพ ส่งผลทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ทำให้ผักสลัดของที่ฟาร์มขายดี

ด้วยจุดเด่นผักสลัดของที่ฟาร์มปลูกแบบอินทรีย์ ลูกค้าที่เข้ามาซื้อจะได้รับประทานวัตถุดิบที่สด ใหม่ ทุกวัน จากความใส่ใจที่ทางฟาร์มมอบให้ โดยจะเลือกเก็บผักในตอนเช้าของทุกๆ วันไว้สำหรับต้อนรับลูกค้า รวมถึงรสชาติของผักที่หวาน กรอบ ไม่ขม ด้วยความพิถีพิถันการปลูกแบบอินทรีย์ ใส่ใจตั้งแต่กระบวนการเลือกเมล็ดพันธุ์ รวมถึงที่สวนจะเลี้ยงไส้เดือนไว้สำหรับทำปุ๋ยหมักเองโดยเฉพาะ

ปรุงดินถูกวิธี เมล็ดพันธุ์แข็งแรง
ปลูกผักอะไรก็ง๊ามงาม
สำหรับเทคนิคการปลูกผักสลัดอินทรีย์อย่างไรให้เป็นที่ต้องการของตลาด พี่เหมียว อธิบายว่า อันดับแรกต้องเริ่มจาก ต้นพันธุ์สมบูรณ์ แข็งแรง สืบเนื่องมาจากที่เมื่อก่อนตนเพาะกล้าผักขาย ทำให้ได้รู้ว่าการเลือกเมล็ดพันธุ์ และต้นพันธุ์จะต้องมีความแข็งแรง เมื่อนำไปปลูกจะทำให้มีอัตราการรอดสูง
การปรุงดิน การปลูกผักสลัดหลายคนปลูกแล้วผักไม่โต หรือแคระแกร็น สาเหตุหนึ่งเกิดมาจากดินที่ใช้ปลูก หลายท่านไปซื้อดินปลูกที่ขายตามท้องตลาดทั่วไป มีแร่ธาตุที่พืชต้องการไม่พอ แต่เคล็ดลับของที่ฟาร์มคือ การปรุงดินปลูกเองจากน้ำหมัก และปุ๋ยมูลไส้เดือนที่ทำเองเลี้ยงเอง
เคล็ดลับการปรุงดิน เน้นวัตถุดิบที่หาง่ายในท้องถิ่นเป็นหลัก 1. ดินปลูก 2-3 ส่วน 2. ปุ๋ยหมัก 1 ส่วน 3. แกลบเก่า 1 ส่วน (เป็นแกลบที่ผ่านการหมักมาแล้ว หรือเป็นแกลบที่อยู่ในเล้าไก่นำมาใช้ได้) 4. ขุยมะพร้าว 1 ส่วน แช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน

วิธีทำ นำวัตถุดิบทั้ง 4 ชนิด มาผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วรดด้วยน้ำหมักปลา จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง หรือจุลินทรีย์หน่อกล้วย ตามความสะดวกในช่วงนั้น โดยการรดแค่ดินพอชุ่ม จากนั้นทำการผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้ง แล้วนำฟางมาคลุมหมักดินทิ้งไว้ 7-15 วัน เพื่อให้เกิดจุลินทรีย์ตัวดีขึ้นมา เมื่อนำไปปลูกผักจะทำให้ผักแข็งแรง โตไว

การเพาะกล้า เทคนิคของที่ฟาร์มจะใช้วิธีการหว่านเมล็ดในตะกร้าขนมจีน หรือตะกร้าอะไรก็ได้ที่มีรูระบายน้ำ นำเมล็ดพันธุ์ผักที่ต้องการปลูกมาหว่านไว้ในตะกร้า ประมาณ 5 วัน จะเริ่มมีใบเลี้ยงขึ้นมา 1 คู่ จากนั้นจึงค่อยย้ายต้นกล้าลงในถาดเพาะ เพื่อเป็นการคัดแยกต้นที่สมบูรณ์ที่สุด “หลายคนมีคำถามว่า ถ้าไม่เพาะเมล็ดลงตะกร้าก่อนสามารถหยอดเมล็ดลงถาดเพาะเลยได้ไหม ก็ได้เหมือนกัน แต่ต้นกล้าจะโตไม่สม่ำเสมอกัน จะมีทั้งต้นที่งอกและไม่งอก ต้นที่แข็งแรงและไม่แข็งแรงผสมกัน แต่ถ้าเราหว่านเมล็ดพันธุ์ในตะกร้าก่อน แล้วค่อยย้ายลงถาดเพาะ ต้นกล้าทุกต้นจะโตเท่ากัน และแข็งแรงสมบูรณ์เหมือนกันทุกต้น”
โรงเรือนเพาะปลูก ขนาดความกว้างของโรงเรือน 4×8 เมตร เป็นโรงเรือนระบบเปิด มุงหลังคาด้วยผ้าพลาสติก ด้านข้างของโรงเรือนปล่อยโล่ง แบ่งปลูกแบบเป็น 2 รูปแบบ 1. ปลูกแบบยกแคร่สูง ประมาณ 75 เซนติเมตร จำนวน 2 โรงเรือน ข้อดีคือ ทำงานง่าย สะดวกในการดูแล 2. ปลูกติดกับพื้นดิน ใช้อิฐบล็อกวางเรียงเป็นแปลงปลูก จำนวน 2 โรงเรือน ข้อดีคือ ประหยัดต้นทุน

การดูแลรดน้ำ-ใส่ปุ๋ย รดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น การใส่ปุ๋ยหลังจากย้ายกล้าลงแปลงปลูกได้ประมาณ 2 สัปดาห์ จะทำการพรวนดินพร้อมกับใส่ปุ๋ยมูลไส้เดือนที่ทำเอง หลังจากนั้นถัดมาอีก 1 สัปดาห์ ฉีดพ่นบำรุงผักด้วยน้ำหมักมูลไส้เดือน ฮอร์โมนนมสด หรือน้ำหมักปลา ตามความสะดวก ฉีดพ่นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะทำให้ผักสลัดออกมากรอบ รสชาติดี ไม่ขม

แมลงศัตรูพืช หนอน คือศัตรูพืชตัวสำคัญของการปลูกผักสลัด แต่โชคดีตอนนี้ที่ฟาร์มยังไม่ประสบปัญหากับหนอนมากนัก อาจเป็นเพราะการหมั่นสำรวจดูแปลงอยู่เป็นประจำ หรือถ้าหากเจอหนอนภายในแปลงจะใช้วิธีจับทิ้งก่อน ถือเป็นการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น แต่ปัญหาที่มักพบบ่อยๆ ในช่วงหน้าฝนก็คือ โรคใบจุด วิธีแก้ไขในกรณีที่หากยังไม่เป็นเยอะ ให้เริ่มเด็ดใบล่างทิ้งก่อน แต่ถ้าเจอทั้งแปลงให้ถอนทิ้งทั้งแปลง แล้วตากดินทิ้งไว้เพื่อฆ่าเชื้อ
ปริมาณผลผลิต 1 โรงเรือน ปลูกได้ 2 แปลง 1 แปลง ปลูกผักได้ประมาณ 300-400 ต้น ถ้าเลือกตัดผักที่ได้มาตรฐานโตเต็มที่จำนวน 10 ต้น จะได้น้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม แบ่งขายขีดละ 13 บาท กิโลกรัมละ 120 บาท แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในจำนวนผักที่สามารถปลูกได้แปลงละ 300-400 ต้น เมื่อหักส่วนที่เสียหายออกไป จะเหลือประมาณ 250-280 ต้น ต่อแปลง ก็ยังเป็นการสร้างรายได้ที่คุ้มค่ามากๆ เพราะที่สวนเน้นทำเองทั้งหมด ทำให้มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ

ต่อยอดเปิดคาเฟ่ เน้นวัตถุดิบเสิร์ฟสดใหม่
สร้างรายได้ต่อเดือนไม่น้อย
เจ้าของบอกว่า “ค่าเฟ่” ถือเป็นการต่อยอดจากความชอบส่วนตัวที่ชอบท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ชอบพาตนเองไปอยู่ในที่ที่มีสีเขียวเยอะๆ ดังนั้น เมื่อมีโอกาสที่พอจะสานฝันของตนเองให้เป็นจริงได้ก็ไม่รอช้า เริ่มลงมือทำทันที โดยการนำเงินจากการขายผลไม้และผักสลัดมาต่อยอด เพราะเล็งเห็นช่องทางสร้างรายได้ สร้างมูลค่าจากผัก ผลไม้ที่มีอยู่ในฟาร์มมาจากช่วงที่ผ่านมามักจะมีลูกค้าของผักสลัดจะแวะเวียนเข้ามา รวมถึงคณะผู้ศึกษาดูงานจากหน่วยงานต่างๆ ที่ขอเข้ามาเรียนรู้การปลูกผักอยู่เป็นประจำ แล้วถ้าฟาร์มมีเครื่องดื่มเย็นๆ อร่อยๆ มีอาหารที่ทำจากวัตถุดิบปลอดสารให้ทุกคนทานก็คงจะดีไม่น้อย จึงเป็นที่มาของการต่อยอดในครั้งนี้ โดยเครื่องดื่ม และเมนูอาหารที่ทางคาเฟ่เสิร์ฟให้กับลูกค้า หลักๆ จะเน้นเป็นวัตถุดิบจากที่ทางร้านปลูกเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเมนู สลัดโรล สลัดข้าวโพด ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน ยำบก สลัดผัก สลัดผักธัญพืช ถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มที่คุ้มค่า เพราะปัจจุบันผักสลัดของที่ฟาร์มปลูกยังไงก็ยังไม่พอขาย ลูกค้าหลายคนติดใจ กลายเป็นลูกค้าประจำก็เยอะ ด้วยการปลูกและใส่ใจในแบบฉบับบของเรา รวมถึงลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชมคาเฟ่อยากเข้าไปตัดผักเองจากแปลงทางร้านก็มีบริการ ชอบต้นไหนตัดได้ตามความต้องการ ซึ่งหลายคนก็แฮปปี้กับตรงนี้

ฝากถึง มนุษย์เงินเดือนอยากทำเกษตร
“อันดับแรกควรมีการวางแผน ในตอนที่ยังทำงานทุกคนจะมีรายได้เข้ามาทุกเดือนอยู่แล้ว ก็อาจจะทำแบบพี่ก็ได้คือให้หักเงินที่ได้สัก 5-10 เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องเอาไปฝากธนาคารแต่เอาไปฝากไว้ใต้ดินแทน เช่น เอาไปฝากไว้กับหน่อไม้บ้าง ไม้ผลอย่างมะม่วง ฝรั่ง บ้าง รอให้เงินงอกเงยออกมาจากดิน หรือจะเลือกจับพืชที่มีราคาอย่างพี่ เลือกปลูกกล้วยแปลกหายากเพื่อสะสมเงินทุน พอถึงเวลาพี่ขุดหน่อขายได้ราคาหน่อละ 4-5 ร้อย แต่ถ้าเป็นหน่อกล้วยทั่วไปราคาก็อยู่ที่หลักสิบ ถือเป็นรูปแบบการออมเงินอีกทางหนึ่ง เพราะวันข้างหน้าเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง หากตกงานกะทันหัน หรือมีสภาวะฉุกเฉิน เราก็ยังมีในส่วนนี้มารองรับ” พี่เหมียว กล่าวทิ้งท้าย

ในช่วงฤดูฝน ผึ้งออกไปหาอาหารได้น้อยลง ขณะเดียวกันอาหารในแหล่งธรรมชาติก็มีปริมาณน้อย ซึ่งแหล่งอาหารสำคัญในช่วงนี้ ได้แก่ ข้าวโพด งา ปาล์มน้ำมัน ไมยราบ กระถินนา ฯลฯ กลุ่มพืชเหล่านี้จะให้เกสรเป็นส่วนใหญ่ เป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญแก่ผึ้ง นอกจากนี้ ในช่วงหน้าฝน หากรังผึ้งใดมีประชากรหนาแน่น เสี่ยงต่อการเกิดโรคและศัตรูผึ้งเข้าทำลาย ได้แก่ ไรศัตรูผึ้ง

ดังนั้น เกษตรกรควรสำรวจรังผึ้งหลังเก็บน้ำผึ้ง ว่าปริมาณประชากรผึ้งภายในรังมีมากน้อยเพียงใด นางพญาผึ้งมีความสมบูรณ์หรือไม่ หากพบว่าภายในรังไม่มีนางพญาผึ้ง หรือนางพญาผึ้งไม่สมบูรณ์ ประชากรผึ้งงานมีจำนวนน้อย ให้รวมรังผึ้งเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประชากรผึ้งให้เพียงพอสำหรับดูแลรัง หาอาหารป้อนนางพญาและตัวหนอนต่อไป

กรมส่งเสริมการเกษตร ให้คำแนะนำว่า รังผึ้งที่แข็งแรงต้องปราศจากศัตรูมารบกวน เกษตรกรควรหมั่นสำรวจรังผึ้งทุกสัปดาห์ หากพบไรศัตรูผึ้งให้ใช้วิธีกลกำจัด โดยการกระตุ้นให้ผึ้งสร้างหลอดรังที่มีตัวผู้จำนวนมาก ให้เกษตรกรตัดแผ่นรังผึ้งเทียมช่วงล่างออกครึ่งหนึ่ง เพื่อให้ผึ้งงานสร้างหลอดรังผึ้งใหม่

หลังจากนั้น ผึ้งนางพญาจะวางไข่เป็นผึ้งตัวผู้ในหลอดรังผึ้งที่สร้างใหม่ เนื่องจากไรมักชอบไปวางไข่ในหลอดรังของผึ้งตัวผู้ หากพบไรในหลอดรังของผึ้งตัวผู้ ให้เกษตรกรตัดหลอดรังดังกล่าวออกไปทำลายทิ้ง หรือใช้กรดฟอร์มิก กรดแลกติก กรดออกซาลิก หรือกรดอะซิติก กำจัดไรศัตรูผึ้งในช่วงที่มีการระบาด

แตงกวาญี่ปุ่น ปลูก 1 เดือน เก็บขายได้ทุกวัน เป็นเวลา 1 เดือน เนื่องจากแตงกวาญี่ปุ่นเป็นพืชล้มลุก ต้นแตงกวาจะตาย ต้องปลูกใหม่ ก่อนจะปลูกรอบใหม่ใช้เวลาจัดการแปลงอีก 1 เดือน

อดีตช่างทองฝีมือดีที่แต่ละวันทำงานยู่กับของสวยๆ งามๆ เน้นใช้ทักษะด้านฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ มาวันนี้เลือกที่จะทิ้งชีวิตทำงานในห้องแอร์มาสวมบทบาทเกษตรกรทำงานท่ามกลางอุณหภูมิธรรมชาติ เพราะมีความคิดว่าเป็นอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนที่สุด แต่ก็ยังรักสบาย เลือกปลูกแตงกวาญี่ปุ่นไร้ดิน ปลูกในโรงเรือน แถมยังใช้ระบบรดน้ำอัตโนมัติ มีรายได้ทุกวัน วันละกว่า 3,000 บาท

คุณ“ศิริ คำอ้าย” ชายหนุ่มอัธยาศัยดี วัย 50 ปี อดีตเคยเป็นช่างทองนานกว่า 20 ปี แต่แล้วเมื่อสุขภาพเริ่มไม่เอื้ออำนวย เลือกที่จะหาความมั่นคงให้ชีวิต ด้วยการลาออกมาเป็นเกษตรกร เพราะคิดว่าเป็นอาชีพที่ยั่งยืนที่สุดแล้ว

“ผมเป็นช่างทองนานกว่า 20 ปี หลังๆ อายุเยอะขึ้น สายตาเริ่มไม่ดี กลัวว่าจะถูกไล่ออกตอนแก่ เลยชิงลาออกก่อน ตอนอายุ 45 ปี เลือกไปเป็นเกษตรกร คิดว่าเป็นอาชีพที่ยั่งยืนที่สุด เพราะอย่างไรก็ตาม พืชผักเป็นอาหารที่มนุษย์ทุกคนต้องกิน ฉะนั้น ผลผลิตยังไงก็ขายได้”

นับเป็นการพลิกบทบาทจากชีวิตที่สบาย ทำงานในห้องแอร์ ต้องมาเป็นเกษตรกรทำงานท่ามกลางอุณหภูมิธรรมชาติ คุณศิริ บอกว่า เลือกปลูกแตงกวาญี่ปุ่น เพราะเป็นพืชล้มลุก ปลูก 30 วัน ก็สามารถเก็บขายได้แล้ว ลงทุนครั้งแรก 4 แสนบาท

สำหรับวิธีการปลูกแตงกวาญี่ปุ่น ของคุณศิริ เขาใช้วิธีปลูกในโรงเรือนขนาด 160 ตารางวา ปลูกในกระสอบ ไม่ใช้ดิน วางระบบน้ำหยด ตั้งเวลารดน้ำอัตโนมัติ ประหยัดได้หลายอย่าง ทั้งพื้นที่ ปุ๋ย น้ำ เวลา และแรงงาน

“ผมลงทุนครั้งแรก 4 แสนบาท ปลูกแตงกวาได้ 3,000 ต้น โรงเรือนขนาด 160 ตารางวา และระบบน้ำหยดอัตโนมัติ กว่าระบบทุกอย่างจะลงตัว อาทิ วิธีการให้น้ำ ใส่ปุ๋ย พ่นฮอร์โมน รวมทั้งโรคที่เกิดกับแตงกวาญี่ปุ่น ใช้เวลาเกือบ 2 ปี เฝ้าสังเกตการเจริญเติบโต”

ที่เกษตรกรรายนี้ บอกว่า ไม่ใช้ดิน เขาใช้ขุยมะพร้าว โดยบรรจุอยู่ในถุงพลาสติก ซึ่งวิธีการปลูกแตงกวาญี่ปุ่นไร้ดิน มีดังนี้

นำเมล็ดแตงกวาพันธุ์เจแปน 1 เพาะในถาดเพาะกล้า เป็นเวลา 7 วัน
2. นำกาบมะพร้าว ใส่ถุงพลาสติก หรือ ถุงกระสอบปุ๋ย

3. นำต้นกล้าแตงกวาที่เพาะเตรียมไว้ มาใส่ถุงที่มีกาบมะพร้าว ปลูกต่อไปเรื่อยๆ 30 วัน แตงกวาจะออกลูก เตรียมเก็บขายได้

ด้านการรดน้ำ จะรดน้ำผ่านระบบอัตโนมัติ tlc-bynum.com ซึ่งตั้งเวลาไว้ รดทุกวัน วันละ 8 รอบ ซึ่งน้ำที่รดจะผสมปุ๋ยมาเรียบร้อยแล้ว กรณีมีแมลงและศัตรูพืชจะฉีดด้วยน้ำชีวภาพซึ่งเป็นสูตรเฉพาะผสมขึ้นเอง เกษตรกรอัธยาศัยดี เผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ต่อว่า แตงกวาญี่ปุ่น ใช้เวลาปลูก 1 เดือน เก็บ 1เดือน จัดการแปลง 1 เดือน ก่อนจะปลูกรอบใหม่

อธิบายวงจรที่คุณศิริพูดถึง กล่าวคือ แตงกวาญี่ปุ่น ปลูก 1 เดือน เก็บขายได้ทุกวัน เป็นเวลา 1 เดือนเนื่องจากแตงกวาญี่ปุ่นเป็นพืชล้มลุก ต้นแตงกวาจะตาย ต้องปลูกใหม่ ก่อนจะปลูกรอบใหม่ใช้เวลาจัดการแปลงอีก 1 เดือน ซึ่งแตงกวาชอบอากาศเย็น ช่วงหน้าหนาวจะให้ผลผลิตมาก ปัจจุบันผลผลิตต่อรอบ คุณศิริ เผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ว่า ราว 5 ตัน ถ้าช่วงอากาศร้อนมาก จะลดลงเหลือเพียง 3 ตัน ทุกวันนี้เก็บขายทุกวัน (ตลอด 1 เดือน) ได้วันละ 300-400 กิโลกรัม

ปัจจุบันกระแสรักสุขภาพมาแรง ทั่วโลกต่างต้องการบริโภคพืชผักผลไม้อินทรีย์ที่ปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง ทั้งตัวผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมกันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สินค้าพืชผักผลไม้อินทรีย์สามารถขายได้ราคาดีกว่าพืชที่ปลูกด้วยเคมี ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐและเอกชนจึงหันมาสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชผักผลไม้อินทรีย์กันมากขึ้น

หัวใจการผลิตผักอินทรีย์ อยู่ที่การจัดการธาตุอาหารและศัตรูพืชที่เหมาะสม 1.การจัดการธาตุอาหาร แนะนำให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ สำหรับการปลูกผักกวางตุ้งและหอมแบ่ง หากมีอินทรียวัตถุในดินน้อยกว่า 1.5% ต้องใส่ปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพอัตรา 2.8 ตัน ต่อไร่ ส่วนแปลงปลูกกะหล่ำปลี คะน้า และกวางตุ้ง ที่มีอินทรียวัตถุในดินต่ำ ควรทำปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศในอัตรา 2 ตัน ต่อไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง หลังย้ายปลูก 10 และ 30 วัน

2.การจัดการศัตรูพืชที่เหมาะสม ควรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา ผสมปุ๋ยหมักคลุกดิน หรือรองก้นหลุมพร้อมปลูก เช่น

– โรคเน่า โคนเน่า ในกะหล่ำปลี กวางตุ้ง และคะน้า สามารถควบคุมได้โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา รองก้นหลุมในอัตรา 10 กรัม ต่อวัน – โรครากเน่า โคนเน่า ของหอมแบ่ง สามารถดูแลป้องกันได้โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาอัตรา 100 กรัม ต่อตารางเมตร

– โรคใบจุดหรือใบไหม้ ฉีดพ่นด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์มาอัตรา 100 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

– ด้วงหมัดผัก หนอนกระทู้ผัก หนอนใยผัก หนอนคืบกะหล่ำ สามารถควบคุมได้โดยใช้ไส้เดือนฝอย 10 ถุง ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 3-5 วัน ติดต่อกัน 3 ครั้ง สำหรับกะหล่ำปลี นอกจากใช้ไส้เดือนฝอยแล้วให้ฉีดพ่นสลับกับบีทีในอัตรา 60 มิลลิกรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 3-5 วัน ติดต่อกัน 3 ครั้ง นครพนม-กาฬสินธุ์ แหล่งผลิตผักอินทรีย์

พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีศักยภาพ ได้แก่ จังหวัดนครพนม เป็นแหล่งผลิตผักตระกูลกะหล่ำ หอมแบ่ง ผักกาดหอม ผักชี แตงร้าน พริก และมะเขือเทศ ส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์เน้นผลิตผักกินใบ ได้แก่ กวางตุ้ง คะน้า กะหล่ำปลี และหน่อไม้ฝรั่ง ทั้งสองจังหวัดมีพื้นที่และแหล่งน้ำเพียงพอ มีระบบการผลิตที่พึ่งพาตนเองได้ สามารถเพิ่มและสร้างช่องทางการตลาดได้