พักทำนา!! ปลูกกะเพรา โหระพา แมงลัก พื้นที่ 1 ไร่ สร้างรายได้

หลายคนคงคุ้นเคยและรู้จักผักสวนครัวรั้วกินได้ที่เป็นผักกินใบต่างๆ อาทิ กะเพรา โหระพา ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นพืชทางเลือกสำหรับเกษตรกรที่ต้องการอาชีพเสริม โดยเกษตรกรหลายคนพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เลิกทำนาหันมาปลูกพืชผักเหล่านี้ รับทรัพย์เข้ากระเป๋ากันทุกวัน

สำหรับผักสวนครัวตระกูลกะเพรา โหระพา และใบแมงลัก เป็นพืชล้มลุก ใบเป็นรูปไข่ บางและนุ่ม ลำต้นและใบมีขนปกคลุม มีรสเผ็ดร้อน ช่อดอกตั้งตรง มีดอกติดรอบแกนช่อเป็นชั้นๆ จัดเป็นเครื่องเทศที่ยอดนิยม ถือว่าเป็นราชาแห่งเครื่องเทศเลยก็ว่าได้ โดยในปัจจุบันนิยมนำมาใช้ปรุงอาหารและนำมาทานเป็นผักเคียงกับอาหารชนิดต่างๆ

ป้ามณี วงศ์มหิง เกษตรกรผู้ปลูกใบกะเพรา โหระพา และใบแมงลัก จำหน่ายที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เคยทำนา แต่สู้กับภาวะแล้งไม่ไหว เลยหันมาปลูกผักสวนครัว ซึ่งทำรายได้ทุกวัน ตกวันละ 500 บาท โดยบอกว่า แค่ 1 ไร่ ก็ตัดขายไม่ทันแล้ว

“อย่างกะเพรา เป็นผักสวนครัวที่ปลูกง่าย ชอบดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี ส่วนการปลูกก็ง่ายมาก ขุดหลุมตื้นๆ ปลูก รดน้ำ แล้วใส่ปุ๋ยคอก จากนั้น รดน้ำวันละครั้ง” สำหรับกะเพราที่ปลูกกันทั่วไปมีอยู่ 2 ชนิด คือ กะเพราขาวและกะเพราแดง สามารถขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด แต่จะชอบดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ ร่วนซุย ระบายน้ำดี โดยแต่ละพันธุ์จะมีอายุเฉลี่ย 1-2 ปี

“พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ถึง 15,000 ต้น หลังจากปลูกแล้ว 30 วันก็เก็บขายได้ และเก็บขายได้นาน 6-7 เดือน เก็บเกี่ยวได้ 10-15 ครั้ง แต่หลังจากนั้นผลผลิตจะลดลง กิ่งก้านแข็ง แตกยอดน้อย ต้องรื้อและปลูกใหม่”

และหลังจากเก็บมาแล้ว จะนำไปล้างน้ำเปล่า ผึ่งลมให้แห้ง ตัดแต่งใบออกบางส่วน และนำมามัดเป็นกำ กำละ 1.5 ขีด

รายการ WeekendFarm รายการเกษตรในคอนเซ็ปต์ เรื่องเกษตรไม่ยากอย่างที่คิด We Can Do It ใครก็ทำได้ ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 21.00-22.00 น. ทาง VoiceTV21

เมื่อวันที่ 20 กันยายน นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร และศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 14 แห่ง ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เก็บตัวอย่างน้ำพริกพร้อมบริโภค เช่น น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกกะปิ น้ำพริกขี้กา น้ำพริกเผา น้ำพริกปลาร้าสับ น้ำพริกตาแดง น้ำพริกนรก แจ่วบอง เป็นต้น ที่จำหน่ายตามตลาดสด ตลาดนัด ศูนย์โอท็อป ศูนย์ของฝากทั่วประเทศ เพื่อตรวจเฝ้าระวังคุณภาพและความปลอดภัยน้ำพริกพร้อมบริโภคของประเทศไทย ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2555-2558 รวมทั้งสิ้น 1,071 ตัวอย่าง พบว่าไม่ผ่านมาตรฐาน 164 ตัวอย่าง หรือคิดเป็นร้อยละ 15 เป็นน้ำพริกพร้อมบริโภคแบบเปียก 346 ตัวอย่าง ไม่ผ่านมาตรฐาน 84 ตัวอย่าง หรือคิดเป็นร้อยละ 24 และน้ำพริกแบบแห้ง 725 ตัวอย่าง ไม่ผ่านมาตรฐาน 80 ตัวอย่าง หรือคิดเป็นร้อยละ 11

นพ.อภิชัยกล่าวอีกว่า สาเหตุที่ไม่ผ่านมาตรฐานด้านเคมี พบการใช้วัตถุกันเสียเกินปริมาณที่อนุญาต ร้อยละ 11 ชนิดของวัตถุกันเสียที่พบมากสุด ได้แก่ กรดเบนโซอิก โดยปริมาณที่พบในน้ำพริกแบบแห้ง 1,089-6,872 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (มก./กก.) และน้ำพริกแบบเปียก 1,005-14,004 มก./กก. ข้อกำหนดอ้างอิงตามมาตรฐานโคเด็กซ์ (CODEX) ไม่เกิน 1,000 มก./กก. ขณะที่ด้านจุลชีววิทยา พบการปนเปื้อนจุลินทรีย์และเชื้อโรคอาหารเป็นพิษเกินเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 4.7 พบมากที่สุดในน้ำพริกแบบแห้ง พบจำนวนจุลินทรีย์รวม ร้อยละ 2.9 เชื้อโรคอาหารเป็นพิษ เช่น เชื้อบาซิลลัส ซีเรียส (Bacillus cereus) และเชื้อคลอสตริเดียม เพอร์ฟิงเจน (Clostridium perfringens) ร้อยละ 1.2 น้ำพริกแบบเปียก พบจำนวนจุลินทรีย์รวม ร้อยละ 1.4 เชื้อโรคอาหารเป็นพิษ ร้อยละ 1.4 จากผลตรวจที่ได้ พบว่า น้ำพริกแบบเปียกพบการใช้วัตถุกันเสียเกินเกณฑ์มาตรฐาน ร้อยละ 29.7 มากกว่าน้ำพริกแบบแห้งที่ตรวจพบร้อยละ 12

“น้ำพริกแบบแห้งมีการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ ร้อยละ 2.9 มากกว่าน้ำพริกแบบเปียก ร้อยละ 1.4 เชื้อโรคอาหารเป็นพิษ น้ำพริกทั้ง 2 แบบมีโอกาสตรวจพบเชื้อบาซิลลัส ซีเรียส และเชื้อคลอสตริเดียม เพอร์ฟิงเจน ร้อยละ 14 เท่ากัน สำหรับเชื้อสเเตปฟิโลคอกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) และเชื้อซาลโมเนลล่า (Salmonella spp.) ตรวจไม่พบทุกตัวอย่าง” นพ.อภิชัยกล่าว และว่า น้ำพริกพร้อมบริโภคมีคุณภาพไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานกำหนด ส่วนใหญ่พบการใช้วัตถุกันเสีย ทั้งกรดเบนโซอิกและกรดซอร์บิกเกินกว่าค่ามาตรฐานกำหนด แต่เมื่อนำมาประเมินความเสี่ยงกรดเบนโซอิกและกรดซอร์บิก จากการบริโภคน้ำพริกคลุกข้าว โดยอ้างอิงจากข้อมูลการบริโภคอาหารของประเทศไทย พบว่า ปริมาณการได้รับสัมผัสยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ แต่ก็ต้องมีการตรวจเฝ้าระวังเป็นประจำ

นพ.อภิชัยกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังพบการปนเปื้อนจุลินทรีย์เกินเกณฑ์ ยีสต์และรา และจุลินทรีย์ก่อโรคอาหารเป็นพิษ สำหรับจุลินทรีย์ก่อโรคอาหารเป็นพิษที่พบว่าเป็นปัญหา ได้แก่ เชื้อบาซิลลัส ซีเรียส และเชื้อคลอสตริเดียม เพอร์ฟิงเจน ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่สร้างสปอร์ พบในดินและฝุ่น จึงมักติดปนมากับวัตถุดิบ เช่น พริก เครื่องเทศ และสมุนไพร สปอร์ของเชื้อเหล่านี้ถูกทำลายได้ยากภายใต้กระบวนการผลิตน้ำพริกที่ใช้ความร้อนไม่สูงนัก นอกจากนี้ยังพบว่า เขตสุขภาพที่พบว่าน้ำพริกพร้อมบริโภคไม่ผ่านมาตรฐานมากที่สุด 2 อันดับแรก ได้แก่ เขตสุขภาพที่ 1 จ.เชียงใหม่ เชียงราย รองลงมาคือ เขตสุขภาพที่ 9 จ.นครราชสีมา และส่วนใหญ่มาจากผลิตภัณฑ์ชุมชน

กุ้ง เป็นสัตว์น้ำที่คนไทยนิยมบริโภคกันมาก และเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศไทย ทั้งยังทำรายได้เข้าประเทศปีละหลายพันล้านบาท การที่จะนำกุ้งไปรับประทานหรือนำไปแปรรูป มักจะพบปัญหาในการปอกเปลือกออกจากตัวกุ้ง และการผ่าหลังกุ้ง ซึ่งหากไม่มีความชำนาญหรือไม่มีประสบการณ์ในการปอกจะใช้เวลานาน หากใช้มีดในการช่วยปอก บางครั้งมีดอาจจะบาดมือได้ ดังนั้น การสร้างเครื่องผ่าหลังกุ้ง จะแก้ปัญหาการผ่าหลังและปอกเปลือกกุ้งให้ง่าย สะดวก รวดเร็ว มีความปลอดภัย และที่สำคัญได้ปริมาณมาก เป็นการลดต้นทุนและค่าแรงงาน

น.ส. ณัฐสิมา นาคบุตร น.ส. ธัญญลักษณ์ สุทธนะ และ น.ส. มณีรัตน์ เหลืองทรงชัย นิสิตภาควิชาวิศวกรรมการอาหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ได้ศึกษาออกแบบและสร้างเครื่องผ่าหลังกุ้ง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ประหยัดต้นทุนแรงงาน โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษา ดร. วรศักดิ์ สมตน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

ในเบื้องต้น นิสิตทั้ง 3 คน ได้ทำการศึกษาลักษณะทางกายภาพของกุ้ง ที่ใช้ในการทดลองกับเครื่องที่สร้าง โดยได้วัดขนาด ความกว้าง ความยาว และความหนาของตัวกุ้ง เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องผ่าหลังกุ้ง โดยออกแบบให้ตัวเครื่องมีขนาดกะทัดรัด ชิ้นส่วนต่างๆ สามารถถอดประกอบได้ง่าย เพื่อให้สะดวกในการทำความสะอาดหลังการใช้งาน

เครื่องผ่าหลังกุ้งที่ออกแบบประกอบด้วย ชุดป้อนกุ้งมีลักษณะเป็นลูกกลิ้งบากร่องตรงกลาง จำนวน 2 ตัว คือ ตัวเล็กและตัวใหญ่ ซึ่งทำจากแท่งซุปเปอร์ลีน โดยลูกกลิ้งทั้ง 2 ตัว ทำหน้าที่ดึงและประคองตัวกุ้งเข้าสู่กลไกการผ่า ซึ่งเป็นแผ่นใบมีดกลมที่หมุนอยู่ตลอดเวลาขณะเครื่องทำงาน โดยมีมอเตอร์ไฟฟ้า ขนาด 90 วัตต์ เป็นต้นกำลังในการหมุนชุดลูกกลิ้งและใบมีด จากการทดสอบผ่ากุ้ง จำนวน 100 ตัว พบว่าใช้เวลา 3.02 นาที หรือคิดเป็นอัตราการผ่าหลังกุ้ง ประมาณ 1,900 ตัว ต่อชั่วโมง โดยกุ้งที่ผ่าได้นั้น พบว่าสามารถผ่าได้ตรงกึ่งกลางหลังกุ้งพอดี ซึ่งเร็วกว่าการใช้คนผ่าถึง 2.67 เท่า และสามารถผ่าได้ตรงกึ่งกลางหลังกุ้งพอดี จำนวน 75 ตัว หรือ 75% ความยาวและความลึกของรอยผ่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.22 และ 0.79 เซนติเมตร ตามลำดับ ซึ่งเป็นระยะที่สามารถปอกเปลือกกุ้งและดึงเส้นดำออกได้ง่าย สำหรับกุ้งที่ใช้ในการทดสอบคือ กุ้งกุลาดำ และกุ้งขาวแวนนาไม (กุ้งขาว)

นับเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจของนิสิตภาควิชาวิศวกรรมอาหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ที่ได้คิดค้น และทำการศึกษาออกแบบและสร้างเครื่องผ่าหลังกุ้ง เพื่อให้ปอกเปลือกได้ง่าย เพิ่มกำลังการผลิต รวดเร็วขึ้น และเป็นการประหยัดต้นทุนค่าจ้างแรงงานด้วย สนใจติดต่อได้ที่โทรศัพท์ (034) 281-098 หรือ email: fengwss@ku.ac.th

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ว่าได้หารือเศรษฐกิจภาพรวมในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ซึ่งรองนายกฯ เป็นห่วงในกลุ่มของเกษตรกร เพราะราคาพืชผลการเกษตรอ่อนตัวลง จึงให้กระทรวงการคลังออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรทั้งในด้านรายจ่ายและเพิ่มรายได้

“กระทรวงการคลังเตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรไว้อยู่แล้วซึ่งในสัปดาห์นี้กระทรวงการคลังสำนักงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประชุมร่วมกันเพื่อมีมาตรการออกมา โดยอาศัยกลไกของธนาคารเพื่อเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และจะให้ที่ประชุมครม.พิจารณาเห็นชอบในวันอังคารที่ 27 ก.ย.ต่อไป ทั้งนี้มาตรการจะผสมผสานกัน อาทิ สินเชื่อเกษตร เป็นต้น ซึ่งต้องให้ผ่าน ครม.ก่อน ถึงจะบอกรายละเอียดได้ ส่วนวงเงินงบประมาณให้สำนักงบประมาณไปพิจารณา” นายอภิศักดิ์กล่าว

นายอภิศักดิ์กล่าวว่า สำหรับประมาณการเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ยังไปได้ดี คาดว่าจีดีพีโตประมาณร้อยละ 3 ขึ้นไป อย่างไรก็ตามไตรมาส 4 จะมาจากแรงกระตุ้น 2 ส่วน ได้แก่ 1.การเบิกจ่ายงบประมาณปกติ และ 2.เงินที่เพิ่มเติมให้เกษตรกร รวมถึงการเบิกจ่ายของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้วย ซึ่งจีดีพีไตรมาส 4 คาดว่าจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย ยังไม่ดีนัก จึงต้องเร่งรัดการเบิกจ่าย แต่ถ้าบริหารจัดการได้ดี จะทำให้ไตรมาส 4 พยุงตัวอยู่ได้

“การเบิกจ่ายของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในปีหน้า (ปี 60) จะเร่งรัดให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจนำโครงการที่มีแผนจะทำใน 2-3 ข้างหน้านำมาทำได้เลย เพราะเป็นจังหวะดีที่เงินสำรองภายในประเทศไทยยังมีปริมาณสูงอยู่ ซึ่งหน่วยงานรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่มีแผนโครงการที่จะลงทุนในระยะยาวอยู่แล้ว จึงให้รีบมาทำในปีงบประมาณ 60 ให้หมด ทั้งนี้ได้ให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ผู้อำนวยการ สคร.ไปเร่งรัดและสรุปตัวเลขออกมา” นายอภิศักดิ์กล่าว

นายอภิศักดิ์กล่าวต่อว่า เนื่องจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทั้งระบบ 56 หน่วยงานรัฐวิสาหกิจมีมูลค่าถึง 10 ล้านล้านบาท ซึ่งเมื่อมีการลงทุนเมื่อไรจะกระตุ้นและเป็นตัวอย่างให้ภาคเอกชนเห็นเพื่อลงทุนตาม ซึ่งขณะนี้เอกชนลงทุนน้อยมาก ถึงแม้จะให้สิทธิพิเศษลงทุนภายในปีนี้จำนวนมากเพื่อกระตุ้นให้ลงทุนก็ตาม

นายอภิศักดิ์กล่าวว่า สำหรับการเบิกจ่ายนั้น ขณะนี้ทุกหน่วยงานวางแผนและลงทุนล่วงหน้าในการจัดซื้อจัดจ้างทันที ซึ่งปกติต้องรอให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณผ่านก่อน แต่มีการออกระเบียบใหม่ ว่า เมื่อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณผ่านสภาในวาระที่ 2 และวาระ 3 ให้เตรียมจัดซื้อจัดจ้างทันที และเมื่อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประกาศในราชกิจจานุเบกษาก็สามารถทำต่อได้ทันทีและเริ่มเบิกจ่ายได้ในเดือนมกราคม

“งบประมาณโครงการตั้งแต่2ล้านบาท ต้องเบิกให้เสร็จภายในเดือนธันวาคม และถ้าโครงการขนาดใหญ่กว่า จะต้องมีการจัดซื้อจัดจ้างได้ภายในสิ้นปี ซึ่งจะทำให้เบิกจ่ายได้เร็วขึ้น” นายอภิศักดิ์กล่าว

นายอภิศักดิ์กล่าวว่า สำหรับมาตรการการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบได้ส่งให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว รอบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมครม.ต่อไป อันดับแรก ขออธิบายถึงธรรมชาติของดินในสองภูมิภาคที่กล่าวมา เริ่มจากภาคกลาง

ดินส่วนใหญ่เป็นดินเหนียว ที่เกิดจากการทับถมของตะกอนดิน ดินจึงมีปริมาณธาตุโพแทสเซียม (K) อย่างเพียงพอสำหรับความต้องการของต้นข้าว ปุ๋ยสูตร 16-20-0 เหมาะสมกับการให้ผลผลิต และค่าใช้จ่ายในการใช้ปุ๋ย ส่วนดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น โดยเฉลี่ยมีลักษณะเป็นดินทราย หรือดินเหนียวปนทราย ดินประเภทนี้จะขาดธาตุโพแทสเซียม (K) ดังนั้น ปุ๋ยที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดคือ ปุ๋ยสูตร 16-16-8 หรือสูตรใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม ควรนำดินไปวิเคราะห์หาความอุดมสมบูรณ์ของดินทุกๆ 3 ปี เพื่อปรับปรุงการใส่ปุ๋ยลงในนา เพราะธาตุฟอสฟอรัส (P) อาจมีมากเกินความต้องการ หากลดการใช้ธาตุฟอสฟอรัสลง ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้ในทำนองเดียวกัน เพราะว่าธาตุดังกล่าวมีราคาค่อนข้างแพง ด้วยแนวคิดดังกล่าว

กรมวิชาการเกษตรจึงมีโครงการแนะนำการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และโครงการคล้ายกันของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับภาคเอกชน จัดทำโครงการปุ๋ยสั่งตัด หรือใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมกับความต้องการของพืชปลูกเช่นเดียวกับตัดเสื้อให้พอดีตัวผู้ใส่ ในแง่วิชาการประเทศไทยไม่เคยด้อยกว่าประเทศอื่นใดในภูมิภาคนี้ แต่ภาครัฐไม่เคยสนับสนุนและให้ความสำคัญกับด้านนี้เลย หากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งผมเคยนำมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ทราบมาก่อน ผมขออนุญาตนำมาเล่าให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง ที่ประเทศเวียดนาม หลังจากสงครามเวียดนามสงบลง เวียดนามได้ทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ มีชื่อว่า แผนโดเหม่ย โดยเน้นการพัฒนาการผลิตข้าวเป็นพื้นฐานสำคัญในการยกระดับฐานเศรษฐกิจของชาติ แผนดังกล่าวนี้ ส่งผลให้เวียดนามสามารถส่งออกข้าวได้เป็นอันดับต้นๆ ของโลก และกลายมาเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย

โดยใช้เวลาไม่ถึงเพียง 20 ปี ประเทศอินโดนีเซีย มีโครงการลัมปุง โดยระดมนักวิชาการร่วมกันเร่งพัฒนาการผลิตข้าวให้พอเพียงบริโภคในประเทศ และ ประเทศฟิลิปปินส์ มีโครงการ นาซากาน่า 99 มีวัตถุประสงค์เดียวกับประเทศอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทั้งสองประเทศยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ก็ตาม แต่ก็ทำให้ปริมาณการนำเข้าข้าวลดปริมาณลงอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อกลับมามองดูบ้านเรา ถึงเวลาที่ต้องมีการทบทวน และพัฒนาระบบการผลิต การแปรรูป การอนุรักษ์ และการส่งออก ให้เข้มข้นกว่าที่ผ่านมา เรามีคนเก่งและซื่อสัตย์อยู่มากมาย เราใช้ทรัพยากรเป็นหรือไม่ ช่วยกันตอบหน่อยครับ

เมื่อวันที่ 21 กันยายน นายบัญชา อรุณเขต ประธานสภาเกษตรกร จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า ขณะนี้พื้นที่การปลูกลางสาดของ อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ มีเหลือไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์แล้ว เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมาประสบปัญหาราคาตกต่ำเหลือเพียงกิโลกรัมละ 5-6 บาทเท่านั้น เกษตรกรจึงโค่นทิ้ง บางส่วนมีกิ่งออกแล้วใช้กิ่งของลองกองเสียบแทน จนกลายเป็นลางกองขึ้นมาแทน อนาคตอาจจะทำให้ลางสาดหมดไปจากลับแลก็เป็นได้ และที่สำคัญคำขวัญของจังหวัดที่บอกว่า “เมืองลางสาดหวาน” ก็จะต้องเปลี่ยนไปเป็นคำอื่นแทน ดังนั้นจึงอยากให้ทางจังหวัดหรือผู้เกี่ยวข้องหันมาทำการอนุรักษ์ไว้ ด้วยการปลูกเพิ่มขึ้นมาทดแทนที่ตัดโค่นไป เพื่อให้ลางสาดอยู่คู่จังหวัดและลับแลตลอดไป

“การที่ลางสาดเหลือไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์นั้นถือว่าเป็นเรื่องดีกับเกษตรกรที่ยังมีผลผลิตอยู่ เพราะวันนี้ราคาพุ่งจากกิโลกรัมละ 6 บาทเป็นกิโลกรัมละ 35 บาท หรือ 3 กิโลกรัม 100 บาท ซึ่งแพงกว่าลองกองที่กิโลกรัมละ 20 กว่าบาทเท่านั้น เหตุที่ลางสาดตกต่ำก่อนหน้านี้เนื่องจากมีพื้นที่ปลูกมาก และมีปลูกเพียงจังหวัดเดียว เมื่อราคาตกต่ำจะให้รัฐบาลเข้ามาช่วยพยุงราคาก็คงเป็นไปไม่ได้ ขณะเดียวกันนักการเมืองระดับชาติก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยสนใจปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรเลยแม้แต่น้อย” นายบัญชากล่าว

นางสุรีย์ ยอดประจง นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย เปิดเผยว่า 3 สมาคม ได้แก่ สมาคมการค้า มันสำปะหลัง สมาคมโรงงานผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลัง ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ได้หารือและเห็นตรงกันว่ารัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาราคามันสำปะหลังตกต่ำใน ขณะนี้ โดยจะเสนอกระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลให้ชดเชยเงินให้เกษตรกรที่ขาดทุนในฤดูกาลที่แล้วเช่นเดียวกับข้าว อัตราไร่ละ 1,000 บาท เพื่อลดปัญหาการเร่งขุดหัวมันสดออกสู่ตลาดพร้อมกันในช่วง 2 เดือนจากนี้

นอกจากนี้ เสนอให้ภาครัฐต้องเข้มงวดการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านโดยให้ทำตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด และกำหนดให้นำเข้าได้เฉพาะด่านถาวร หรืออาจจะใช้วิธีกำหนดโควตาการ นำเข้า

“ขณะนี้ราคามันสำปะหลัง กิโลกรัมละ1.30 บาท จากลดลงจากกิโลกรัมละ 2 บาท จากช่วงเดือนพฤษภาคม 2559 ประกอบกับเกษตรกรประสบปัญหาขาดทุนมา 2 ฤดูกาลผลิตตั้งแต่ปี2557/58 จากผลกระทบภัยแล้งและผลผลิตมันไม่ได้คุณภาพตามความต้องการตลาด จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข “นางสุรีย์ กล่าว

เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรชาวนาผู้ปลูกข้าวในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ทุกอำเภอ ได้รับผลกระทบจากปัญหาสภาวะภัยแล้ง ฝนไม่ตกติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่านลงแปลงนาแตกงอกช้ากว่าปกติ และมีหญ้าขึ้นมาแทนที่

นายพรเทพ เทวัญพิศพงษ์ อายุ 65 ปี thehistoryof.net เป็นเจ้าของแปลงนาข้าว หมู่ที่ 16 บ้านบึง ต.อ่าวน้อย อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า มาเช่าที่นาไว้จำนวน 23 ไร่ เพื่อปลูกข้าว โดยเสียค่าเช่าไร่ละ 400 บาท โดยเน้นใช้แรงงานตัวเอง 2 คนตายายเพื่อลดต้นทุน เนื่องจากราคาขายข้าวเปลือกต่อเกวียนละ 6,400 บาท หลังจากเมื่อเดือนที่ผ่านมาเห็นว่า ฝนเริ่มตกลงมาเล็กน้อย จึงหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวลงแปลงนา แต่ฝนได้หยุดตก จึงต้องรอน้ำฝนที่ตกลงมาชโลมบนพื้นดิน เพื่อให้เมล็ดข้าวแตกงอกออกมา แทนการสูบน้ำจากแหล่งน้ำที่มีอยู่ไม่มากนักเข้าแปลงนา เพื่อประหยัดน้ำไว้ใช้ตอนฝนไม่ตก

“การสูบน้ำเข้าแปลงนาในแต่ละครั้ง จะทำให้เสียต้นทุนเพิ่มกว่าเดิมอีกนับเป็นหมื่นบาท ต่อการเก็บเกี่ยวในแต่ละครั้ง จึงต้องหาทางพยายามลดต้นทุนในการผลิต แต่จากการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวลงแปลงนาฝนไม่ตก ทำให้ข้าวงอกช้า แต่มีหญ้าขึ้นมาแทนที่ อย่างไรก็ดีขณะนี้ข้าวในนาส่วนใหญ่เกิดความเสียหาย หากฝนไม่ตกลงมาภายในสิ้นเดือนนี้ ข้าวทั้งหมดที่หว่านไว้คงได้รับความเสียหายทั้งหมด และคงไม่มีเงินลงทุน” นายพรเทพ กล่าว

นำเข้าข้าวสาลีและกากข้าวโพดจำนวนมหาศาล ทำเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ข้าวโพด มันสำปะหลังในประเทศราคาทรุดหนัก ชาวไร่หมดตัว ร้องสภาเกษตรกรแห่งชาติเร่งหารือรัฐใช้ ม.44 ปิดประตูนำเข้าและเร่งเยียวยาเกษตรกร ก่อนผลผลิตออกตลาดไตรมาสสุดท้ายจำนวนมาก ขู่ขับไล่รัฐมนตรีพาณิชย์หากไม่เร่งแก้ไข

รายงานข่าวจากสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมากลุ่มตัวแทนชาวไร่ปลูกข้าวโพดในจังหวัดเพชรบูรณ์ เชียงราย และภาคเหนือ กับตัวแทนชาวไร่มันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้มาร้องเรียนต่อนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้ใช้มาตรา 44 ยุติการนำเข้าข้าวสาลีและกากข้าวโพดเอทานอล (DDGS) ที่มีปริมาณนำเข้าเพิ่มสูงทุกปี ส่งผลกระทบต่อราคาข้าวโพด และราคามันสำปะหลัง รวมทั้งข้าวอย่างหนัก ล่าสุดข้าวโพดที่ออกสู่ตลาดขายสดที่เชียงรายและเพชรบูรณ์เหลือ กก.ละ 4.20 บาท ขณะที่มีต้นทุนการผลิตที่ กก.ละ 4.40 บาท ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 700 กก. หัวมันสำปะหลังสดในภาคอีสานเหลือ กก.ละ 1.20 บาท บางแห่งเหลือ กก.ละ 95 ส.ต. หากรัฐไม่เร่งแก้ไขยุติการนำเข้า ราคาจะยิ่งตกต่ำหนักในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาดจำนวนมาก

ตัวแทนชาวไร่ข้าวโพด ชี้แจงว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาข้าวโพดขายสดให้พ่อค้าคนกลางยังขายได้กก.ละ7.30บาท แต่ในไตรมาสแรกปีนี้มีการนำเข้าข้าวสาลีและกากข้าวโพดมาทดแทนข้าวโพดและมันสำปะหลัง ตามข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์สูงถึง 777,276.87 ตัน และ 166,471.02 ตันตามลำดับ ในขณะที่ปี 2558 ที่ผ่านมานำเข้าสูงถึง 3,467,117.12 ตัน และ 462,347.33 ตันตามลำดับ เทียบกับปี 2556 ที่นำเข้าเพียง 810,424.29 ตัน และ 226,176.11 ตันตามลำดับ ส่วนตัวแทนผู้ปลูกมันสำปะหลังชี้แจงว่า นอกจากจีนและโรงงานแป้งมันสำปะหลังในไทย จะกดราคารับซื้อมันสำปะหลังจากไทยแล้ว ยังได้รับผลกระทบจากผู้ผลิตอาหารสัตว์ในไทยกดราคารับซื้อและซื้อน้อยลงไปด้วย จากการนำเข้าข้าวสาลีและกากข้าวโพดที่ไม่ควบคุมปริมาณนำเข้าและอัตราภาษีเป็นศูนย์ ซึ่งปกติจะมีการใช้มันสำปะหลังในอาหารสัตว์โดยรวมกว่า 20% ในการผลิตอาหารสัตว์ในไทย ทำให้ชาวไร่มันสำปะหลังทั้งประเทศอยู่ไม่ได้ เพราะต้นทุนการปลูกมันสำปะหลังอยู่ที่ กก.ละ 1.80-1.90 บาท ในขณะที่รำข้าวก็ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าข้าวสาลีและกากข้าวโพดเช่นกัน