พานิชย์ทิ้งท้ายว่า การปลูกข้าวนั้นมี 2 ลักษณะคือ

พันธุ์ข้าวทั่วไปซึ่งราคาถูก ราคากิโลกรัมละไม่แพง แต่อีกด้านคือพันธุ์ข้าวพรีเมียมที่นักวิชาการแนะนำ เช่น ข้าวพันธุ์ทับทิมชุมแพ ราคาซื้ออาจสูงถึงกิโลกรัมละ 80 บาท ซึ่งในงานจะนำข้าวเกรดพรีเมียมมาให้ชิม เช่น พันธุ์สังข์หยดของพัทลุง พันธุ์หอมมะลินิล ข้าวกล้องญี่ปุ่น ข้าวปะกาอำปึล (ข้าวดอกมะขาม) ซึ่งนำมาทำข้าวต้มอร่อยมาก

งาน มหัศจรรย์พันธุ์ข้าวมงคล พืชผลของพ่อ ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมใหญ่ประจำปีที่จะทำให้คนไทยได้ร่วมแสดงความอาลัย และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีต่อเกษตรกรและชาวนาไทย

รวมทั้งน้อมนำแนวทางพระราชปณิธานมาใช้ในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมและวิถีชีวิต เพื่อสร้างสุขอย่างยั่งยืน ตามรอยพระยุคลบาท “พ่อของแผ่นดิน” นายเกษม เคนะอ่อน อายุ 61 ปี อดีตกำนันตำบลเต่างอย ต.เต่างอย อ.เต่างอย จ.สกลนคร เปิดเผยว่า นอกจากทำนาทำไร่แล้ว หลังหมดวาระในการเป็นกำนัน ก็ได้หันมาทำเกษตรแบบเต็มตัว โดยได้ใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งหลังจากที่ลดการทำนาแล้วมาทำแปลงปลูก เมล่อน โดยอาศัยช่วงที่เป็นกำนัน มีการเดินทางไปศึกษาดูงานหลายที่และอ่านตำราประกอบ มองว่าการปลูกเม่ลอน สามารถสร้างรายได้ดี แต่ต้องลงทุนสูง ขณะนี้ปลูกแล้ว 2 โรงเรือน เป็นพันธุ์ “เลดี้โกลด์” และเริ่มให้ผลผลิตแล้ว 1 โรงเรือนหรือประมาณ 400 ต้น ส่วนโรงเรือนที่ 2 กำลังเริ่มที่จะให้ผลผลิต ส่วนค่าลงทุนจะตกอยู่ที่ประมาณ 80,000 บาท ต่อโรงเรือนในครั้งแรก

นายเกษม กล่าวอีกว่า ตอนนี้ เม่ล่อนให้ผลผลิตและจำหน่าย กิโลกรัมละ 50 บาท เป็นราคาที่หน้าโรงเรือน เฉลี่ยแล้วจะได้ประมาณ 53,000 บาท ต่อโรงเรือน หากมี 2 โรงเรือน ก็จะได้ไม่น้อยกว่า 100,000 บาท คิดว่าเป็นมูลค่าที่น่าพอใจ กว่าการปลูกพืชอื่นๆ แต่ที่สำคัญ เมล่อน เป็นพืชผลผลิตที่ผู้ปลูกต้องมีเวลาดูแลใกล้ชิด เพราะเมล่อน จะมีปัญหาเรื่องโรค เช่น พวกรา แต่เมื่อผลผลิตออกมาก็คุ้มค่า ในส่วนของตนเอง มุ่งการปลูกไปที่การปลอดสารเคมีทุกชนิด ดังนั้นผู้บริโภคมีความสบายใจหายห่วงปลอดภัยแน่นอน และได้ทำเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกร ให้หันมาปลูกพืชที่ไม่ใช้สารเคมี แล้วจะมีราคาดี และเป็นที่ต้องการของตลาดตอนนี้มีออเดอร์เข้ามามาก จนไม่พอขาย

“คิดว่าเป็นรายได้ ที่ดีกว่าการทำนา และการทำเกษตรอย่างอื่นตามที่เห็นมา หากเกษตรกรท่านใดสนใจอยากดูงานหรือศึกษางาน สามารถติดต่อโดยตรง พร้อมให้คำปรึกษาฟรี” นายเกษมกล่าว

หลายคนเมื่อได้ยินแล้วอดนึกขำ หัวเราะว่า นอนนาแก้จนได้อย่างไร

วันนี้มีโอกาส เดินทางไปตามคำบอกของชาวบ้านว่า มีผู้ทำโครงการนอนนาแก้จน มีชาวบ้านเข้าร่วมโครงการและนำไปเป็นตัวอย่าง ที่บ้านบัว พบกับเจ้าของสวนและโครงการ หลังทักทายกันแล้ว ก็พาเที่ยวชม

ดร. พลังพงศ์ คำจวง กรรมการบริหาร ศูนย์อุตสาหกรรมบัวแก้วธานี อยู่บ้านเลขที่ 224 หมู่ที่ 5 บ้านบัว ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เล่าถึงความเป็นมาของโครงการชวนนอนนาแก้จนว่า แต่เดิมก็ทำนา ทำสวน หลังจากเรียนหนังสือจบก็เคยคิดที่จะทำงานราชการ แต่ชีวิตก็ไปทำธุรกิจหลายอย่าง และสุดท้ายก็มาทำโรงงานตัดเสื้อผ้า และผลิตถุงกอล์ฟส่งประเทศญี่ปุ่น แต่จากปัญหาภาวะเศรษฐกิจจึงหยุดไปช่วงหนึ่ง แต่ยังคงผลิตเสื้อผ้าเช่นเดิม

ในช่วงนั้นก็หันมาลงเล่นการเมืองระดับท้องถิ่น ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นนายกเทศบาลตำบลบัวสว่าง และเนื่องจากมีแนวคิดโครงการช่วยชาวบ้าน จึงคิดโครงการ “นอนนาแก้จน” ขึ้น พร้อมกับโครงการขยายไฟฟ้า เพื่อเป็นฐานของการทำโครงการ

ต่อมาได้ลงมือทำเองเพื่อเป็นการนำร่อง ให้ชาวบ้านเห็น ฟื้นวิถีชีวิตชุมชน คนในหมู่บ้าน หันมาทำจริงจัง พร้อมยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ไปด้วย จึงมีชาวบ้านสนใจและทำกันมากมาย

สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วม หากไม่มีวัว ควาย เลี้ยง…ทางโครงการก็จะแจกให้ยืมเลี้ยง เมื่อวัวและควายนั้นได้ลูกหลานออกมาก็จะมอบให้กับคนที่นำไปเลี้ยง ส่วนแม่พันธุ์ก็จะคืนมาให้กับเกษตรกรรายอื่นต่อไป ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการให้ ทั้งนี้ เป็นการเพิ่มประชากรวัว ควาย ในตัวด้วย พร้อมส่งเสริมให้ชาวบ้านใช้ปุ๋ยมูลวัวและควาย

“โครงการนอนบ้านมั่งคั่ง นอนนาแก้จน เป็นนโยบายที่คิดขึ้นจากพื้นฐานชีวิตความเป็นอยู่ของคนชนบทซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ มีทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุด แต่คุณภาพชีวิต การศึกษา สุขอนามัย สิ่งอำนวยความสะดวกน้อยกว่าคนในเมือง วันนี้นโยบายดังกล่าวจึงเป็นแนวทางอีกทางหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตคนชนบทดีขึ้น เมื่อเศรษฐกิจชาวบ้านชนบทเข้มแข็งมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น คิดว่าจะทำให้สังคมในเมืองเข้มแข็งเป็นเงาตามตัว นี้จึงเป็นที่มาของแนวคิดดังกล่าว” ดร. พลังพงศ์ บอก

ดร. พลังพงศ์ บอกว่า วิถีชีวิตชนบทไทยที่กำลังจะหายไปเพราะสังคมอุตสาหกรรมเข้ามาทดแทนแรงงานชนบท โดยสินค้าเกษตรถูกครอบงำด้วยกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่และการทุจริตเชิงนโยบายของรัฐบาลหลายคณะตั้งแต่อดีตเป็นต้นมา ต้นทุนปุ๋ยยากำจัดศัตรูพืชราคาสูง ราคาพืชผลตกต่ำ ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ภัยแล้ง น้ำท่วม ภัยธรรมชาติ นี่แหละคือกระดูกสันหลังของชาติ ไม่ได้เป็นเนื้อกับเขา เป็นเพียงแค่กระดูกรอวันผุเท่านั้น

เมื่อเกษตรกรได้ไปอยู่ในที่ดินทำกินของตนเองหรือที่ทำงานของเขา เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย มีเงินออม ครอบครัวอยู่พร้อมหน้าอบอุ่น ประเพณีมีคนสืบทอดให้รุ่นหลัง เงินกระจายทุกกลุ่ม ราคาที่ดินหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น ความเจริญกระจายตัว จะทำให้เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง มีผลทำให้เศรษฐกิจในเมืองมั่นคงไปด้วย เป็นวงจรที่มั่นคง มีเสถียร ประเทศชาติมั่งคั่ง

การแก้จนต้องเริ่มจากการพึ่งพาตนเอง ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์เพื่อลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

จากสภาพปัจจุบันภาคเกษตรกรรม พบว่าชาวบ้านมีหนี้สินเพิ่มขึ้น เนื่องจากรายจ่ายมากกว่ารายได้ เกิดการกู้หนี้ยืมสิน ขณะเดียวกัน หน่วยภาครัฐก็จะมักจะใช้วิธีการแก้ปัญหาความจนด้วยการทุ่มเทงบประมาณให้กับชาวบ้าน แต่คนเหล่านั้นก็ไม่มีความพร้อมที่จะบริหารจัดการเงิน ทำให้มีเงินเท่าไรก็ไม่พอ ขณะที่ปัญหาความจนก็ยังคงอยู่ ซึ่งข้อเท็จจริงจากการที่ได้ไปวิเคราะห์ในระดับล่าง

ปัญหาความยากจนที่แท้จริงก็คือ การที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ถึงแม้ความจนต้องแก้ด้วยตัวเอง แต่ต้องมีชักนำคน เริ่มต้นช่วยเหลือและเพิ่มแนวทางการแก้จน ให้เขาพึ่งตนเองได้ก่อน

ดร. พลังพงศ์ กล่าวอีกว่า คำว่า “นอนนาแก้จน” หากนึกย้อนภาพในอดีตของคนอีสานที่เมื่อถึงฤดูกาลทำนา ชาวนาก็จะลงไปนอนที่ทุ่งนา และมีการปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ไว้กินเอง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข ดังนั้น การไปอยู่เถียงนาก็คือ สภาพการพึ่งพาตนเองที่ไม่ใช้การบริโภคจากภายนอก ซึ่งเมื่อได้แนวคิดนี้ จึงได้นำชาวบ้านในหมู่บ้านนำร่อง คือบ้านบัว ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร โดยสิ่งแรกต้องเริ่มจากการปรับกระบวนทรรศน์ที่จะพึ่งพาตนเองก่อน เพราะถ้ามัวแต่จะรอรับอย่างเดียวก็จะไม่ประสบผลสำเร็จ

ดร. พลังพงศ์ บอกว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ได้รับการเลือกเข้าไปเป็นผู้บริหาร เทศบาลตำบลบัวสว่าง ได้ใช้งบประมาณลงทุนขยายเขตไฟฟ้าสู่ไร่ สู่นา เพื่อนำความสว่างไสวให้ทั่วพื้นที่รับผิดชอบ เพราะคิดว่าเมื่อไฟฟ้าไปถึง ชาวบ้านจึงจะสามารถออกไปอาศัยตามหัวไร่ปลายนาได้ตลอดทุกฤดูกาล ไม่ต้องอุดอู้ปลูกเรือนติดๆ กันในหมู่บ้านเหมือนสลัม บางครอบครัวมีลูกมากต้องเอาตู้เสื้อผ้ามากั้นเป็นห้องเล็กๆ

โครงการนี้ นำมาสู่การพิชิตความยากจน ลดรายจ่ายอย่างถาวรคือ ค่าน้ำมันรถจักรยานยนต์เทียวไปนาทุกวัน ซึ่งหลายคนอาจปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ไว้กินเอง จึงต้องเทียวไปเฝ้า ซึ่งรายจ่ายค่าน้ำมันในส่วนนี้ก็จะหมดไป

จากการประเมิน ได้ประเมินจากโครงการนอนนาแก้จนมีอยู่ 4 ด้าน คือ

ความยากจนลดลง
พออยู่พอกิน
ชีวิตมีสุข
ครอบครัวแห่งการเรียนรู้
โดยพบว่าครอบครัวที่เข้าโครงการมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สังเกตได้จากซื้อหวยน้อยลง แต่ไม่ถึงกับไม่ซื้อเลย กินเหล้า สูบบุหรี่ ก็ลดลงเช่นเดียวกัน ซึ่งก็จะทำให้ความยากจนลดลง แต่ไม่ใช่หมดไปเสียทีเดียว เป็นแบบค่อยเป็นคอยไป แต่ที่สำคัญก็คือ เขามั่นใจเรื่องของการแก้จนที่ว่า ต่อไปนี้เขาจะแก้จนด้วยการไม่รอรับเงินอย่างเดียวแล้ว พื้นที่นำร่องตำบลสว่างนี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีในแง่ของการพึ่งพาตนเอง ครอบครัวมีสุข ความขัดแย้งในครอบครัวลดลง ซึ่งเมื่อพื้นที่นำร่องประสบความสำเร็จแล้ว เชื่อว่าในอนาคตจะนำไปขยายเป็นเครือข่ายไปทั่วทั้งจังหวัดสกลนคร

นายเสนอ หรือลุงเจอ ใจดี อายุ 60 ปี พร้อมภรรยาคู่ชีวิต นางยุพิน ใจดี วัย 56 ปี ชาว หมู่ 7 บ้านสร้างติ่ว ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม คงเก็บเกี่ยวผลผลิตจากน้ำพักน้ำแรงของตนที่สร้างไว้ทั้งชีวิตอย่างมีความสุข แม้เศรษฐกิจโลกจะถดถอย แต่ถ้าขยันหมั่นเพียรปัญหาเรื่องปากท้องก็จะไม่เกิด สองผัวเมียคู่นี้พิสูจน์ให้ประจักษ์ในบรรทัดต่อไป

ลุงเจอเกษตรกรรุ่นใหญ่ เจ้าของสวนส้มเขียวหวานอยู่ในพื้นที่บ้านโคกสะอาด หมู่ 2 ต.นาแก เล่าเท้าความหลังก่อนจะประสบผลสำเร็จกับสวนส้มแห่งนี้ว่า ต้องออกจากบ้านเกิดตั้งแต่อายุ 14 ปี( พ.ศ.2514) ดิ้นรนหางานทำถึงจังหวัดจันทบุรี เป็นลูกจ้างอยู่ในสวนทุเรียน เงาะ แซมด้วยส้มเขียวหวานประปราย ได้ค่าแรงวันละ 13 บาท ทำทุกอย่างในสวนตามแต่เถ้าแก่สั่ง ถึงอายุ 19 ปี กลับมาแต่งงานกับนางยุพิน ก่อนจะพาครอบครัวไปทำงานในสวนด้วยกัน

ช่วงที่ได้ผลผลิตจะขายได้วันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 60 กก. กิโลละ 60 บาท แต่ละงวดจะขายได้ครั้งละ 1.4 ตัน(1,400 กก.) รวมสองงวดเป็น 2.8 ตัน(2,800 กก.)X 60 = 168,000 บาท/ปี (ไม่รวมที่ตอนกิ่งขายกิ่งละ 100 บาท ตกเดือนละ 35 ต้น) หักค่าปุ๋ย+ยาฆ่าแมลงออกครั้งละ 1 หมื่นบาท ส่วนน้ำสูบมาจากฝายน้ำล้นใกล้ๆสวน จะเหลือเงินสุทธิที่ตนและภรรยาสามารถอยู่กันได้อย่างมีความสุข โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงสั่งสอนไว้ ขณะนี้ได้พัฒนาทดลองปลูกเงาะ ลองกอง ฝรั่ง ขนุน สละอินโดฯลฯ ตรงท้ายสวนจำนวนหนึ่ง หากประสบผลสำเร็จจะขยายพื้นที่ที่เหลืออยู่ปลูกอย่างจริงจังต่อไป

ด้วยการศึกษาเพียงชั้น ป.4 ลุงเจอพร้อมภรรยายืนหยัดต่อสู้กับอุปสรรคทั้งหลายจนประสบผลสำเร็จในชีวิต โดยใช้หลักธรรมในการดำเนินชีวิต พึงพาอาศัยกับธรรมชาติอย่างสมดุลและเอื้อซึ่งกันและกัน “เกียรติ ชื่อเสียง ลาภ ยศ สรรเสริญ ล้วนเป็นเพียงสิ่งสมมุติเท่านั้น”

ต๋าว เป็นพืชป่า ที่สมัยก่อนมีอยู่มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดที่มีเขตติดต่อกับสาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อย่างจังหวัดเลย อุตรดิตถ์ น่าน

ที่จังหวัดน่าน มีการใช้ประโยชน์จากต๋าวมานานแล้ว ต่อมาประชากรของพืชชนิดนี้ลดลง ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงริเริ่มปลูกขึ้นมาใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าที่จะได้ผลผลิต แต่ที่เห็นมีผลิตผลบริโภคกันอย่างต่อเนื่อง เพราะส่วนหนึ่งนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน

ทางจังหวัดแพร่ น่าน เรียกไม้วงศ์ปาล์มที่นำผลผลิตมากินเป็นอาหารว่า ต๋าว

แต่ทางจังหวัดเลย เรียกว่า ตาว มีหมู่บ้านหนึ่งชื่อว่า “แก่วตาว” ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย

ต๋าว มีถิ่นกำเหนิดในประเทศแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นอินเดียและไทย บริเวณที่ไม้ชนิดนี้ขึ้นอยู่เป็นป่าเขาที่สมบูรณ์และชุ่มชื้น พืชที่ใกล้เคียงกับต๋าวคือชก ขึ้นอยู่ทางใต้ ที่จังหวัดสราษฏร์ธานี มีเทือกเขาชื่อว่า “เขาชก”

ข้อแตกต่างระหว่างต๋าวกับชกคือใบต๋าวมีใบย่อยเรียงกันเป็นระเบียบในระนาบเดียวกัน แต่ใบชกมีใบย่อยเรียงตัวหลายระดับ

การใช้ประโยชน์จากต๋าวและชกนั้น สมัยก่อนประชากรของพวกเขามีมาก ชาวบ้านมักนำยอดอ่อนมาแกงจะได้อาหารที่มีรสชาติคล้ายแกงยอดมะพร้าว แต่ทุกวันนี้ ต้นของต๋าวและชกมีน้อย จึงใช้เฉพาะผลอ่อนมาแปรรูป โดยการเชื่อมใช้รับประทานเป็นของหวาน คุ้นเคยกันดีในถ้วยขนมหวานและไอศครีม

ต๋าวและชกเมื่อผ่านการแปรรูปแล้ว ก็จะกลายเป็นลูกชิด

ใครรู้บ้างว่า…กว่าที่ต๋าวจะมีผลผลิต ต้องใช้เวลานานแค่ไหน ต๋าวเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ต้นสูง 6-15 เมตร ไม่มีกิ่งแขนง โคนต้นไม่มีหน่อ ใบเป็นแฉกคล้ายใบมะพร้าว มีใบรูปขนนก โคนของเส้นใบมีกาบใบห่อหุ้มเรียกว่ารก

ออกดอกเป็นช่อ เริ่มออกดอกและติดผลทะลายแรกจากกาบใบบนสุด แล้วทะยอยลงมาข้างล่าง ผลเป็นทะลาย มีหลายแขนง ไม่มีก้านผล

ตั้งแต่ปลูกจนออกดอก ใช้เวลา 8-15 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน ตั้งแต่ออกดอกจนผลแก่จัดใช้เวลา 36 เดือนหรือ 3 ปี

ต๋าวต้นหนึ่งให้ผลผลิตได้ 7-10 ทะลาย ทะลายหนึ่งมีประมาณ 3,000 ผล

ผลกว้าง 3.0-4.5 เซนติเมตร ส่วนใหญ่ในหนึ่งผลมี 3 เมล็ด เมื่อผลแก่เปลือกของเมล็ดจะกลายเป็นกะลาแข็งสีดำ

เนื่องจากจำนวนของต้นต๋าวในธรรมชาติมีน้อยลง แต่มีการใช้ประโยชน์จากต๋าวกันมาก ปัจจุบันจึงมีการเพาะเมล็ด แล้วปลูกในพื้นที่จังหวัดน่าน รวมทั้งจังหวัดพะเยา

ฤดูกาลเก็บเกี่ยวต๋าวอยู่ในช่วงปลายฝนเดือนตุลาคม ไปจนถึงเดือนมีนาคมของอีกปี

สมัยก่อน การสัญจรไปมาลำบาก วิธีการนำผลผลิตต๋าวออกจากป่า เป็นเรื่องยุ่งยาก

คนเก็บผลผลิตต๋าว จะรู้ก่อนว่า มีต๋าวขึ้นอยู่ป่าไหน เมื่อถึงเวลาก็รวบรวมสมัครพรรคพวก พร้อมอุปกรณ์และอาหารการกิน มุ่งไปยังจุดหมาย

เมื่อพบแหล่งต๋าว ก็สร้างที่พักขึ้นอย่างง่ายๆ โดยใช้ผ้ายางกันฝน

จากนั้นจึงเริ่มเก็บต๋าวจากต้น ซึ่งเมื่อก่อน ใช้วิธีโค่นต้น ซึ่งจะได้เป็นบางทะลายเท่านั้น แต่ทุกวันนี้ คนเริ่มรู้คุณค่า จึงเก็บเฉพาะทะลายที่ได้ที่เท่านั้น

เมื่อได้ทะลายต๋าวขนาดใหญ่แล้ว ทำการปลิดผลจากขั้ว แล้วต้มในน้ำเดือดนานราว 1 ชั่วโมง นำผลที่ต้มตัดหัวหรือท้าย จากนั้นใช้ไม้บีบให้เนื้อในหลุดออกมา อุปกรณ์ที่ใช้ต้มคือปีป หากต้มผลต๋าว 6 ปีป จะบีบได้เนื้อ 1 ถังหรือ 18-21 กิโลกรัม เนื้อต๋าวที่ได้จะถนอมไว้โดยการแช่น้ำ จากนั้นจึงนำออกมาจำหน่าย

การเข้าไปเก็บผลต๋าว เมื่อก่อนยุ่งยาก ต้องเสี่ยงกับโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะไข้ป่า การก่อฟืนก็ทำได้ยาก เนื่องจากเป็นช่วงฤดูมรสุม ฝนตกต่อเนื่องกันนาน แต่ทุกวันนี้ การทำงานรวดเร็วขึ้น รถมอเตอร์ไซค์ สามารถซอกซอนไปตามไหล่เขา เข้าใกล้แหล่งต้นต๋าวได้มากที่สุด เมื่อมีผลผลิตก็ทะยอยนำมาใส่รถใหญ่

คุณประกาย วงศ์วิเศษ เจ้าของธุรกิจ หจก. วงศ์วิเศษรุ่งเรืองน่าน ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 73 หมู่ที่ 4 ถนนน่าน-พะเยา ตำบลไชยสถาน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน เล่าว่า ในอดีตครอบครัว ทำธุรกิจโรงสีข้าวควบคู่กับโรงงานแปรรูปต๋าว ซึ่งจะออกเดินป่า เก็บและรับซื้อจากชาวบ้าน เป็นธุรกิจของครอบครัวที่มีพี่ น้อง พ่อและแม่ช่วยกันดูแลและบริหารจัดการ พอหลังจากแต่งงานแยกย้ายออกมามีครอบครัว ตนก็รับธุรกิจโรงงานแปรรูปต๋าวมาดูแลต่อจากพ่อแม่

“เมื่อก่อน บริเวณพื้นที่ป่าจังหวัดน่าน นับว่าเป็นแหล่งที่มีต้นต๋าวเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะขึ้นเองตามธรรมชาติ ที่สร้างมาเพื่อเป็นอาหารให้กับมนุษย์ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ เมื่อถึงฤดูกาลก็จะเข้าป่าไปเก็บผลต๋าวออกมาขาย บางคนก็เก็บมาแปรรูปขายเอง บางคนก็เก็บผลสดออกมาขายให้กับโรงงานในตัวจังหวัด ผมเป็นโรงงานหนึ่งที่รับซื้อ”คุณประกายเล่า

ต๋าวที่รับซื้อ จะแบ่งออกเป็น 4 แบบด้วยกัน แต่ละแบบราคารับซื้อจะมีความแตกต่างกันออกไปตามคุณภาพและมาตรฐานของผล

ต๋าวน้ำ เป็นต๋าวที่เก็บและต้มให้เปลือกนิ่ม ซึ่งต้องใช้เวลาสั้นๆ ก่อนที่จะนำมาส่งขายให้กับโรงงาน เพื่อเข้าสู่กระบวนการแปรรูปขั้นตอนต่อไป

ต๋าวแห้ง เป็นต๋าวที่เก็บและต้มให้เปลือกนิ่มระดับหนึ่ง นำไปทำให้แห้งก่อนส่งให้กับโรงงาน พอถึงโรงงานก็จะนำมาต้มอีกครั้งให้พองตัวและบีบเอาเนื้อด้านในออกมาทำเป็น ต๋าวผสมน้ำเชื่อม

ต๋าวกะเทย เป็นต๋าวที่ไม่สมบูรณ์แบบ สังเกตได้จากจุกด้านบนของผลจะหายไป ราคาและคุณภาพก็จะตกลงมา

ต๋าวสี เป็นต๋าวที่มีผลสีเหลือง ต้องเอามาฟอกสีให้ขาวก่อนที่จะนำไปทำเป็นต๋าวผสมน้ำเชื่อม

นอกจากรับซื้อจากชาวบ้านในพื้นที่แล้ว คุณประกาย ยังออกตระเวนหาซื้อต๋าวจากประเทศเพื่อนบ้าน อย่างประเทศพม่า ประเทศเขมร และประเทศลาว มาแปรรูปส่งขาย ในแต่ละปีโรงงานจะแปรรูปต๋าวได้เพียง 1 ครั้ง ซึ่งมีทิศทางสวนกันกับความต้องการของผู้บริโภคที่มีเพิ่มทุกวัน ทำให้แต่ละปีปริมาณต๋าวที่แปรรูปจะขาดตลาด ราคาก็สูง

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรน่าน กรมวิชาการเกษตร มองเห็นถึงอนาคตของพืชป่าชนิดนี้ หากไม่มีการอนุรักษ์ อีกไม่กี่ปีก็คงจะหายไปจากผืนป่า จึงได้อนุรักษ์ต้นต๋าว หรือต้นมะต๋าว โดยขยายพื้นที่ปลูกต้นต๋าวเพิ่มขึ้น

คุณตราครุฑ ศิลาสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรน่าน บอกว่า บริเวณศูนย์วิจัยฯ มีต้นต๋าวขึ้นอยู่จำนวนไม่น้อย ต้นที่ให้ผลผลิตได้ 2-3 ปี ได้ทะยอยตายลง ทางศูนย์วิจัยฯจึงได้ปลูกขึ้นใหม่แทน

“ในตำราบอกว่า ปลูกไปแล้ว 8-15 ปีจึงมีผลผลิต แต่หากปลูกแล้วดูแลดี บางต้น 5 ปีก็มีผลผลิตแล้ว งานที่ทางศูนย์วิจัยฯทำกันตอนนี้ คือหาต้นที่มีผลผลิตคุณภาพดี เพื่อนำมาเพาะขยายสู่ผู้สนใจ อีกอย่างหนึ่งที่ศึกษากันอยู่คือเครื่องบีบผล สำหรับผู้สนใจ อีกไม่นานนักคงให้บริการทางด้านข้อมูล และต้นพันธ์ได้”คุณตราครุฑกล่าว

คุณสมโภชน์ ชูศิริ อดีตผู้อำนวยการโครงประทานจังหวัดตราดและจังหวัดจันทบุรี เกษียณอายุมาตั้งแต่ ปี 2554 หากย้อนเวลาเพียง 4 ปี น่าทึ่งและประหลาดใจว่า เขาทำได้อย่างไรให้พื้นที่ขนาด 40 ไร่ “สวนทอฝัน” เป็นสวนอินทรีย์ที่สวยงาม มีสัตว์เลี้ยงที่สวยงามอย่างไก่ฟ้า ม้าที่ช่วยกัดกินหญ้า และอุดมด้วยพืชผลนานาชนิด ล้วนให้ผลผลิตแล้วทั้งสิ้น มังคุด ลองกอง ปาล์มน้ำมัน อินทผาลัม และล่าสุดมะนาวในโข่

แข่งขันกันเติบโตและให้ผลตอบแทนเป็นรายได้หลักแสนในแต่ละปี เจ้าของสวนบอกว่า เป็นความโชคดีที่ได้มรดกสวนจากคุณแม่มาเป็นต้นทุนสำคัญ ด้วยการค่อยๆ สร้างพืชผลใหม่ด้วยเงินออม เงินสะสมด้วยหลักของการดำเนินชีวิตแบบพอเพียงตลอดชีวิตรับราชการ เขายืนยันว่าฝันเขายังไม่จบเพียงวันนี้ อนาคตยังมีฝันอีกมากมาย โดยเฉพาะเมื่อส่งผ่านไปยังคุณฐาปนา ชูศิริ ลูกชายคนเล็กวัย 29 ปี ที่จบปริญญาตรี สาขามัณฑศิลป์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่จะช่วยทักทอสานต่อสวนทอฝัน เริ่มสะสมทุน

“สวนทอฝัน” ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 2 หมู่ที่ 8 ตำบลทุ่งนนทรี อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด อยู่ห่างจากตัวอำเภอเขาสมิงไปเพียง 3 กิโลเมตร บริเวณสวนร่มรื่น ตั้งแต่เข้าไปในเขตสวนทอฝัน ร่มรื่นด้วยสวนมังคุด ลองกอง ปาล์มน้ำมัน อินทผลัม มะนาว ด้านหลังสวนปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ สวนไผ่ ริมฝั่งแม่น้ำเขาสมิงมีเรือนรับรองอยู่ริมน้ำ รับลมโกรกเย็นสบายตลอดเวลา ไม่ร้อนสักนิดแมัจะเป็นเวลาช่วงเที่ยงๆ แดดแรงจัด ช่วงเวลาพูดคุยกันเห็นว่ามีเกษตรรุ่นใหม่วัยหลังเกษียณแวะเวียนมาชมสวนมะนาว อินทผลัม พร้อมหาความรู้ขอคำแนะนำ

“สมโภชน์” ชาวจังหวัดตราดแท้ๆ เล่าว่า เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวชลประทาน จากมหาลัยเกษตรศาสตร์ ก็เริ่มต้นรับราชการ ไต่เต้าตามลำดับขั้นในกรมชลประทาน จนกระทั่งตำแหน่งก่อนเกษียณในปี 2554 คือผู้อำนวยการโครงประทานจังหวัดตราด 5 ปี และย้ายมาเกษียณตำแหน่งเดียวกันที่จังหวัดจันทบุรี 3 ปี ช่วงรับราชการมีครอบครัวและลูก 3 คน ช่วงเวลาหนึ่งเห็นว่าชีวิตราชการไม่น่าจะมั่นคง จึงคิดอยากทำสวนไว้ในอนาคตเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตครอบครัว โชคดีที่มีที่ดินสวนยางพารา 40 ไร่ ที่แม่ยกให้เป็นต้นทุนเดิม ซึ่งกว่าจะได้เริ่มลงมือทำจริงจังก็เข้าสู่ปี 2530

“ช่วงปี 2522-2525 ไปช่วยงานสร้างเขื่อนอ่างเก็บน้ำในค่ายอพยพชาวกัมพูชาที่ชายแดนเขาล้าน จังหวัดตราด สัมผัสกับการสู้รบในแนวชายแดน ท่ามกลางเสียงปืนและระเบิด เห็นว่าชีวิตการทำงานเสี่ยง ไม่ปลอดภัย อาจจะเสียชีวิตหรือพิการได้ ตอนนั้นความดีความชอบพิเศษไม่ได้เหมือนหน่วยงานอื่น เพราะไม่ได้เป็นการสั่งการให้ไปช่วยทำราชการเหมือนหน่วยงานอื่นๆ จึงคิดหาหลักฐานให้ครอบครัวอีก 4-5 ปี ต่อมาเริ่มบุกเบิกสวนยางพาราและผลไม้ของแม่ที่ไม่มีใครดูแล ใช้เงินออมน้อยนิดลงไปในสวนจากเงินเดือนที่ได้เดือนละ 3,000-4,000 บาท พร้อมๆ กับพยายามหาความรู้ไปเรื่อยๆ ประกอบกับพื้นฐานเป็นลูกชาวสวนอยู่แล้ว ระยะหลังเงินเดือนเริ่มสูงขึ้นเป็นหลักหมื่น เพราะเป็นคนไม่สูบบุหรี่ เที่ยวกลางคืน หรือตีกอล์ฟเหมือนเพื่อนๆ วันหยุดเสาร์-อาทิตย์เข้าสวนมีเงินออม ทุ่มลงไปในสวนเดือนละเป็นหมื่นบาท คิดว่าจะรับราชการต่ออีกระยะให้ได้ซี 7 เงินเดือนสูงเก็บสะสมได้มากพอจะลาออกมาทำสวน ถึงเวลาจริงๆ พรรคพวกให้อยู่ซี 8 เพื่อให้ได้สายสะพายก็เลยอยู่ต่อถึงเกษียณ” คุณสมโภชน์เริ่มเล่าถึงแรงบันดาลใจ

เริ่มจากเลี้ยงไก่ฟ้า นกยูง…รายได้เงินแสนต่อยอดสวนผลไม้

คุณสมโภชน์เล่าว่า ช่วงแรกๆ ที่คิดมาทำสวนไม่มีเงินทุนมากนักและยังทำงานรับราชการอยู่ด้วย เริ่มจากใช้เงินลงทุนสะสมจากการเลิกสูบุหรี่รวมๆ ปีละน่าจะ 100,000-200,000 บาท แล้วคิดหารายได้ต่อยอดด้วยการเลี้ยงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไก่ฟ้า นกยูง และเพาะพันธุ์ขายลูก เลี้ยงอยู่ 40-50 ตัว การเลี้ยงต้องเอาใจใส่หาวิธีดูแลแบบภูมิปัญญาชาวบ้านให้ไก่แข็งแรงและไม่เจ็บป่วย เช่น ฤดูฝนให้ไก่กินใบกะเพรา พริกขี้หนู มะละกอ แก้หวัดบำรุงร่างกาย และให้กินน้ำผสมน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งได้ผลดี ไก่แข็งแรงขายลูกได้เงินแสน เป็นทุนสะสมทำสวนอย่างจริงจัง เริ่มจากการขุดสระน้ำไว้ 2 แห่ง รวมๆ แล้วประมาณ 3 ไร่ครึ่ง เพื่อให้มีน้ำเพียงพอตลอดปี โค่นยางพาราเก่าปลูกพันธุ์ใหม่ แต่เมื่อได้กรีดกลับเจอปัญหาราคาถูกหาคนกรีดยากจึงตัดโค่นและเปลี่ยนมาปลูกลองกอง ทุเรียน ปลูกสละเนินวงศ์แซม แต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่ได้ดูแลเอง มีเวลาเฉพาะเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น

ที่เลี้ยงมี 2-3 สายพันธุ์ เราจะฟักไข่ในตู้ไม่ให้แม่ฟักเสียเวลาและได้ลูกร้อยเปอร์เซนต์ เพราะไก่ฟ้าปีหนึ่งจะออกลูกครั้งเดียว ราคาแต่ละสายพันธุ์ต่างกัน เช่น หางยาวลิฟท์ ราคาคู่ละ 8,000 บาท เยลโล่ 7,000 บาท คอแหวน 3,000 บาท ส่วนนกยูง 5,000 บาท มีรายได้เดือนละ 200,000 บาท พอจะเป็นทุนไปทำสวนได้ ตอนโค่นยางพารา เปลี่ยนมาเป็นสวนลองกอง ทุเรียน แต่เมื่อลองกองออกผลออกมาถูกกดราคาต่ำมาก ทุเรียนโดนน้ำท่วมหนัก คิดใหม่เอาสละเนินวงศ์มาปลูกแซมในลองกอง ปลูกมังคุด ส้มโอ ขนุนแซม แต่ตอนนั้นไม่ได้ทำจริงจังเพราะย้ายไปทำงานที่ต่างจังหวัด เรียกว่ายังไม่ประสบผลสำเร็จกับสวน” คุณสมโภชน์ฟื้นความหลัง

ทุนหลังเกษียณขยายผล…สวนอินทผาลัม มะนาวและส้มโอ

คุณสมโภชน์เล่าต่อไปว่า สวนทอฝันเปลี่ยนแปลงมาสู่ภาพที่เห็นในปัจจุบัน สวนปาล์ม อินทผาลัม มะนาว เริ่มทำไว้ก่อนเกษียณเล็กน้อยเมื่อประมาณ 5-6 ปี เมื่อสวนผลไม้ลองกอง ทุเรียนไม่ได้ผลดี จึงได้ทดลองนำมะนาว ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม ขนุนทองประเสริฐมาปลูกแต่ยังไม่ได้ผลดีเช่นกัน จึงหันไปปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ 10 ไร่ เพื่อประกันความเสี่ยง มุ่งหวังให้มีผลผลิตเป็นรายได้ทุกๆ เดือน พอเกษียณออกมามีเงินก้อน 200,000 บาท ได้ลงทุนบุกเบิกปลูกพืชตัวใหม่ 2-3 ชนิด คือ ปลูกอินทผาลัม 200 ต้น ใช้พันธุ์เลกเคอร์นัวผสมกับบาร์ฮีมาเพื่อบริโภคผลสด ปลายปีจะเริ่มให้ผล โดยลูกชายได้เตรียมด้านการตลาดไว้แล้ว และระหว่างต้นลองกองได้ปลูกมะนาวในโข่ซีเมนต์ประมาณ 400-500 ต้น และปลูกในเข่งอีก 150 ต้นในกระถุงเล็กอีก 2,000 ต้น และเตรียมพื้นที่ไถพรวนไว้ 3 ไร่สำหรับปลูกส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามอีก 100 ต้น เพราะเป็นพันธุ์ที่มีราคาดี ใช้กิ่งตอนเสียบยอด 4 ปีก็น่าจะให้ผลแล้ว นอกจากนั้นได้เตรียมทุเรียนเทศไว้อีก 100 ต้นที่จะลงแปลงปลูกอีกต่อไป

“ภรรยาและลูกชายคนเล็กมาอยู่ช่วยดูแลในสวนจะทำให้มีเวลาทำสวนกันมากขึ้น ต่อไปอาจจะปลูกมะนาวแทนปาล์มน้ำมัน เพราะรายได้ดีกว่าประมาณไร่ละ 60,000-100,000 บาท ขณะที่ปาล์มไร่ละประมาณ 14,000 บาท มะนาวเป็นมะนาวกลายจากเมล็ดที่มีเหลืออยู่ 3 ต้น มีความทนทานสูง น้ำดีและมีกลิ่นหอม ได้นำมาขยายพันธุ์ปลูกใหม่ ขายทั้งเป็นกิ่งตอนมีลูกค้าฝั่งกัมพูชาเข้ามาสั่งซื้อเป็น 1,000 กิ่ง กิ่งชำอายุ 1-2 เดือน ใส่ถุงชำกิ่งละ 100-130 บาท และดัดแปลงปลูกใส่กระถางสวยๆ ออกดอกและมีลูกทะยอยให้กิน เป็นไม้ประดับได้ต้นละประมาณ 1,800-2,000 บาท ตอนนี้กำลังหาวิธีทำให้มีผลผลิตทะยอยออกตลอดปีโดยเฉพาะฤดูแล้ง และมองเห็นว่าส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามน่าจะทำตลาดได้ดี ราคาส้มโอที่ตลาด อตก.ลูกละ 400-500 บาท ขอแค่ลูกละ 100-150 บาทน่าจะพอแล้ว” คุณสมโภชน์กล่าว

ทุกอย่างเกษตรอินทรีย์…บวกภูมิปัญญาชาวบ้าน

คุณสมโภชน์เล่าว่าใน “สวนทอฝัน” พืชผลทุกอย่างเป็นเกษตรอินทรีย์ เลี้ยงทั้งม้าและไก่ เพื่อนำมูลสัตว์ไปทำปุ๋ยคอก ม้าเลี้ยงไว้หนึ่งคู่ช่วยกินหญ้าในสวน เลี้ยงไก่ไข่ไว้กินไข่ด้วย และทำน้ำหมักชีวภาพไว้ใช้พ่นฆ่าแมลง เชื้อราที่ต้นไม้โดยเฉพาะมะนาว นอกจากนี้ได้ศึกษานำภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ เช่น การทำปุ๋ยคอก จะใช้ดินผสมกับขี้ม้า ขี้ไก่ กากถ่านอย่างละเท่าๆ กัน หรือสูตรการทำปุ๋ยใช้เองเรียกว่าจุลินทรีย์เบญจกุลที่ได้รับคำแนะนำจากคุณศุภชัย สัตถาการ ประธานมูลนิธิจำเนียร ลองทำใช้ได้ผลดีโดยเฉพาะการปลูกมะนาวที่ไม่ทราบสายพันธุ์ได้ตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “พันธุ์เขาสมิง” ปลอดสารเคมี 100%

“ดินที่ปลูกมะนาวจะปรับปรุงดินด้วยขี้ม้า ขี้วัว นม กากถ่าน กากมะพร้าวเพื่อให้มีจุลินทรีย์ จากนั้นทำจุลินทรีย์เบญจคุณ ใช้ดินจาก 5 แห่งในสวน คือ จากกอหน่อกล้วย จอมปลวก น้ำซาวข้าวเหนียว แป้งข้าวหมาก รากข้าวจุลินทรีย์ ปั้นเท่าลูกเทนนิส ผสมกับนมวัว น้ำรำอาหารไก่เล็กอย่างละลูก ปั้นเป็นลูกขนาดลูกเทนนิสทิ้งไว้ 3-4 วัน ให้เชื้อเดินเห็นเป็นสีขาว จึงนำไปฝังในดินบริเวณโคนต้นมะนาวที่ปลูกในบ่อซีเมนต์ 1 ลูกต่อ 1 ตารางเมตร จุลินทรีย์นี้จะช่วยให้รากเดินได้สะดวก ช่วยย่อยปุ๋ย รากดูดอาหารย่อยสลายได้ง่ายช่วยให้เติบโตเร็ว ส่วนการให้อาหารทางใบจะใช้น้ำส้มควันไม้ฉีดพ่นกันแมลงทางใบ” คุณสมโภชน์กล่าว

สานฝัน…ทำโฮมสเตย์ บ้านพักบนต้นไม้

คุณกาญจนา ชูศิริ ภรรยา และคุณฐาปนา ชูศิริ ลูกชายคนเล็ก บาคาร่าออนไลน์ ได้เข้ามาอยู่รวมกันที่สวนทอฝันเป็นครอบครัว คุณสมโภชน์สานฝันต่อไปว่า จะทำโฮมเสตย์รองรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ หรือคนไทยที่ต้องการมาพักนานๆ อยู่กับธรรมชาติ โดยเฉพาะในฤดูผลไม้ เพราะที่นี่มีผลไม้ ทุเรียน มังคุด ลองกอง เป็นสวนเกษตรอินทรีย์ที่ต้องพัฒนาให้ได้การรับรองมาตรฐาน GAP นักท่องเที่ยวมาพักแล้วปลูกผักปลอดสารพิษรับประทานเอง มีครัวให้ปรุงอาหาร พักผ่อนล่องแพ หรือพายเรือแคนูเล่นในแม่น้ำเขาสมิงหลังสวนซึ่งได้เตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกไว้แล้ว เช่น ห้องน้ำ ศาลานั่งพัก และเตรียมขุดสระเลี้ยงปลาสวยงาม ปลาแรดสีขาวตัวแดง ส่วนภรรยาเตรียมทำโรงเรือนไม้ดอกโป๊ยเซียน