พี่กรร เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำเกษตรว่า ก่อนหน้านี้ตนทำงาน

เป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สถิติ อยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมาได้แต่งงานมีครอบครัวและได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านของสามีที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งสามีของตนนั้นประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าขายผักผลไม้ส่งตลาดมาเลเซีย และในขณะนั้นเมื่อประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว มะนาวขายดีมาก สามีขายมะนาวส่งตลาดที่มาเลเซียได้ทุกวัน วันละกว่า 6 ตัน ตนและสามีจึงมีแนวคิดที่ว่าอยากจะทดลองปลูกมะนาวขายเอง ถือว่าเป็นการเพิ่มรายได้ และลดค่าขนส่งทางไกลจากราชบุรีมาด้วย นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเริ่มต้นทำเกษตร และเลือกที่จะปลูกมะนาวเป็นพืชสร้างรายได้เป็นอย่างแรก

ประสบปัญหาดินเปรี้ยว สู่การจุดประกาย
ไอเดีย “ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์”
พี่กรร บอกว่า หลังจากที่ตนและสามีตกลงกันว่าจะปลูกมะนาวขายเอง ก็เริ่มมีการจัดสรรพื้นที่ปลูก ให้มีความเหมาะสม แต่ด้วยความที่ตนและสามีไม่มีความรู้ในการทำเกษตรมาก่อนเลย เพราะฉะนั้นทุกอย่างจึงเริ่มต้นด้วยการจ้าง จ้างทั้งคนปลูก คนดูแล ปลูกแบบวิถีพ่อค้า ใช้เงินแก้ปัญหา สุดท้ายก็ไปไม่รอด เนื่องจากคนงานที่จ้างก็ไม่ได้เป็นเกษตรกรที่เชี่ยวชาญการปลูกมะนาวโดยตรง เพราะในสมัยนั้นการปลูกมะนาวทางใต้ยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก ทั้งคนปลูกคนดูแลยังขาดประสบการณ์ ทำให้การปลูกมะนาวในครั้งแรกยังไม่ประสบผลสำเร็จ ปลูกแล้วมีแต่ใบ ไม่มีลูก

จึงหยุดการปลูกมะนาวไว้ แล้วกลับมาตั้งหลักใหม่ ด้วยการนำประสบการณ์ที่ล้มเหลวมาวิเคราะห์ว่า เกิดขึ้นเพราะอะไร ซึ่งก็ได้คำตอบว่า เพราะเราเริ่มทำโดยที่ไม่มีความรู้อะไรเลย แล้วต้องแก้ปัญหาอย่างไร และในเมื่อไม่มีความรู้ ก็เดินไปหาความรู้ ซึ่งในปัจจุบันความรู้หาง่ายมาก ทั้งทางอินเตอร์เน็ตและศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งที่นราธิวาสก็มีศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

เราจึงไม่รอช้าที่จะเดินเข้าไปขอความรู้ ขอคำปรึกษาที่ศูนย์ เรื่องของการปลูกมะนาว ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ที่สวนปลูกมะนาวแล้วไม่ได้ผลผลิต มีแต่ใบ และหลังจากการได้พูดคุยถึงปัญหาต่างๆ ทางศูนย์ก็ได้ดำเนินการช่วยเหลือด้วยการนำเอาดินของที่สวนไปตรวจวิเคราะห์ค่าดิน แล้วได้ผลออกมาว่า ดินที่สวนเป็นดินเปรี้ยว ไม่เหมาะกับการปลูกพืช และประกอบกับที่สวนเป็นพื้นที่เก่าที่เคยเลี้ยงวัว ซึ่งขี้วัวจะมีผลทำให้มะนาวบ้าใบ คือมีแต่ใบ แต่ไม่มีลูก จึงต้องกลับมาคิดต่อว่า แล้วต้องทำอย่างไร ซึ่งก็ได้ไปปิ๊งไอเดียจากที่เคยเห็นจากหลายๆ ที่ ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ แล้วเขาก็ได้ผลดี แล้วถ้าเราทดลองทำบ้างก็น่าจะเป็นไปได้ ถือเป็นการแก้ปัญหาดินเปรี้ยวที่เป็นอุปสรรคไปด้วย จึงเป็นที่มาของการเริ่มต้นปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์

โดยเริ่มขุดบ่อยกร่องใหม่ แล้วเอาบ่อซีเมนต์มาลง ครั้งแรก 200 บ่อ ตอนกิ่งขยายแปลงปลูกลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ จนประสบผลสำเร็จในการปลูกมะนาว และได้เริ่มขยับขยายพื้นที่ปลูกพืชผสมผสานต่อ ด้วยการนำพืชตระกูลส้มมาปลูกเพิ่ม ทั้งส้มโอ และส้มโชกุน ถือเป็นผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่เป็นดาวเด่นของสวน มีการเลี้ยงปลา ต่อยอดพัฒนาไปสู่การแปรรูปผลิตภัณฑ์ เช่น มะนาว หากช่วงที่ราคาตกหรือผลผลิตล้นตลาด ก็จะนำมาแปรรูปเป็น น้ำมะนาวพร้อมดื่ม หรือแปรรูปเป็นมะนาวเกล็ดหิมะ แล้วแต่โอกาส

นอกจากนี้ ยังมีการแปรรูปปลาที่เลี้ยงไว้ ด้วยการนำมาทำเป็นปลาส้มตามคำแนะนำของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จนสามารถตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนปลาส้มบ้านเปลได้ โดยการสนับสนุนครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากที่ภาคใต้น้ำท่วม มีปลาตะเพียน รวมถึงปลาชนิดอื่นๆ อีกมาก ทางศูนย์จึงเสนอให้มีการแปรรูป เพื่อจะได้มีกินมีใช้ในครัวเรือน และจากการแปรรูปในครั้งนั้น กลายเป็นอาชีพเสริมของคนในชุมชนจนถึงทุกวันนี้

เทคนิคปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์
ต้นทุนต่ำ รายได้ดี มีเงินเก็บ
เจ้าของบอกว่า ที่สวนมีพื้นที่ทำการเกษตรบริเวณรอบบ้าน ประมาณ 3 ไร่ รวมที่อยู่อาศัยด้วย การปลูกมะนาวจากเริ่มแรกปลูก 200 บ่อ ถึงปัจจุบันได้มีการขยับขยายปลูกเพิ่มเป็น 300 บ่อ พันธุ์มะนาวที่ปลูกจะมีหลายสายพันธุ์ผสมกันไป เนื่องจากที่สวนเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ จึงมีความต้องการที่จะให้คนที่เข้ามาศึกษาหาความรู้ที่สวนได้เห็นของจริง ได้เรียนรู้ความแตกต่างของมะนาวแต่ละสายพันธุ์ เพื่อช่วยให้คนที่สนใจจะปลูกตัดสินใจได้เร็วขึ้นตามจุดประสงค์ว่าจะปลูกไว้กินหรือเพื่อขาย หรือถ้าถามประสบการณ์ของที่สวน หากจะปลูกเพื่อการค้าก็จะแนะนำเป็นพันธุ์แป้นรำไพ ด้วยลักษณะเด่นที่เปลือกบาง น้ำเยอะ เหลืองช้า เก็บไว้ได้นาน ส่วนมะนาวที่กำลังเป็นกระแสอยู่ตอนนี้จะเป็นมะนาวทูลเกล้าไร้เมล็ด กลุ่มลูกค้าของมะนาวสายพันธุ์นี้จะเป็นกลุ่มแม่บ้าน สะดวกตรงที่ไม่ต้องแคะเมล็ดออกมา หั่นแล้วสามารถบีบใช้ได้เลย

วิธีการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์
การปลูกมะนาวในบ่อวงซีเมนต์ ขั้นตอนการผสมดินปลูกถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญ ดินต้องร่วนซุย ที่สวนมีการลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง ตายไปก็หลายต้น กว่าจะได้สูตรดินปลูกที่ลงตัว

ในสัดส่วน 1:1:1 ดังนี้

หน้าดิน 1 ส่วน

แกลบ 1 ส่วน

ขุยมะพร้าว 1 ส่วน

ถ้ามะนาวเป็นกิ่งตอน ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเพิ่ม ให้รดน้ำอย่างเดียว แต่ถ้าเป็นต้นพันธุ์ที่ใส่ถุงดำ เป็นต้นพันธุ์พร้อมปลูก อันนี้ต้องมีส่วนผสมเพิ่มเติมขึ้นมาคือ ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักสักเล็กน้อย

ขนาดความกว้างของวงบ่อซีเมนต์… แนะนำว่า ให้ใช้ขนาดกว้างตั้งแต่ 90 เซนติเมตรขึ้นไป ยิ่งบ่อใหญ่ยิ่งดี เพราะบ่อยิ่งกว้าง อายุการอยู่ของมะนาวจะยืนขึ้น รากจะขยายเจริญเติบโตได้ดี วิธีการปลูก… ใส่ดินที่ผสมไว้แค่ 1 ส่วน 3 ของบ่อ รองก้นบ่อด้วยกากมะพร้าวฉีก เพื่อเก็บกักความชื้น แล้วนำดินที่ผสมไว้ลงไป และจากประสบการณ์ที่ปลูกมะนาวมา ที่สวนสรุปได้ว่า การปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์ถ้าจะให้ได้ผลดี ต้องมีฝาปิดรองพื้นข้างล่าง เพื่อที่ไม่ให้รากออกไปหาอาหารกินเองได้

ดังนั้น เมื่อรากออกหาอาหารกินเองไม่ได้ เราจะสามารถคุมอาหาร คุมการเจริญเติบโตของมะนาวได้ มะนาวก็จะออกลูกตามพัฒนาการไปเรื่อยๆ เจ้าของสวนมีหน้าที่คอยสังเกตดูแลรดน้ำใส่ปุ๋ย ดูโรคพืชเพียงเท่านั้น

ระบบน้ำ… หากปลูกไม่มาก สามารถต่อสายยางเดินรดน้ำได้ แต่ถ้าหากปลูกมากอย่างของที่สวน จะใช้ระบบน้ำหยด ในช่วงมะนาวยังเล็ก ให้รด 3-4 วันครั้ง แล้วหลังจากนั้นให้รดตามความเหมาะสม อย่างที่ภาคใต้จะมีฝนมาก ก็อาศัยน้ำฝนช่วย แต่ถ้าช่วงร้อนจัดจะเปิดสปริงเกลอร์รดใบ หรือใช้สายยางฉีดก็ได้

ปุ๋ย…ที่สวนใช้ปุ๋ยหมักเป็นหลัก จะมีการใช้ปุ๋ยเคมีบ้างในช่วงที่ต้นโทรมออกผลผลิตในปริมาณมาก จะใส่เป็นสูตร 15-15-15 ปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ส่วนปุ๋ยหมักนั้นจะเริ่มใส่ตอนอายุ 2 เดือนขึ้นไป 1 ปี ใส่ 3 ครั้ง ปริมาณครั้งละ 1 ชามข้าวทั่วไป

ผลผลิตต่อต้น… ขึ้นอยู่ที่สายพันธุ์และความสมบูรณ์ของต้น เฉลี่ยออกมาแล้ว ผลผลิตต่อ 1 ต้น จะได้ไม่ต่ำกว่า 10 กิโลกรัม ต่อรุ่น

จุดเด่นมะนาวสวนบังมะบ้านเปล…
เป็นมะนาวที่ได้รับรองมาตรฐาน GAP ปลอดภัยต่อผู้บริโภค
จุดเด่นเรื่องการทำตลาด ใช้ความซื่อสัตย์และจริงใจเป็นที่ตั้ง เปรียบลูกค้าเสมือนญาติ กลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้มะนาวของที่สวนไม่เคยล้นตลาด และจะพิเศษกว่าที่สวนอื่นในเรื่องของราคา ไม่ว่ามะนาวจะมีราคาแพงขนาดไหน ทางสวนจะการันตีราคาไม่เกิน กิโลกรัมละ 60 บาท หรือถ้าช่วงไหนราคามะนาวตก ในตลาดเหลือ กิโลกรัมละ 15 บาท ที่สวนก็ขาย 15 บาท เพราะฉะนั้นลูกค้าที่เราขายให้จะไม่ใช่ลูกค้าที่ไปขายต่อ จะเป็นลูกค้าที่ทำร้านอาหาร ซึ่งข้อดีของการประกันราคานี้ส่งผลดีกับลูกค้าตรงที่ลูกค้าสามารถกำหนดค่าใช้จ่ายได้ว่า ในแต่ละวัน หรือแต่ละเดือน เขาจะต้องมีค่าใช้จ่ายมะนาวในการทำอาหารเท่าไร เขาสามารถรู้ค่าใช้จ่ายและคำนวณต้นทุนได้ ถือเป็นการแบ่งเบาภาระให้กับลูกค้าไปด้วย

ปลูกมะนาว 300 บ่อ
ขายได้ทั้งผลและกิ่งพันธุ์
สร้างรายได้หลักแสนต่อปี
เจ้าของบอกว่า มีรายได้จากการขายมะนาวต่อปีประมาณแสนกว่าบาท เมื่อเทียบกับต้นทุนแล้ว มะนาวยังเป็นพืชที่น่าลงทุน เพียงแต่ผู้ปลูกต้องศึกษาหาข้อมูลและการต่อยอดให้ดี การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ยังเป็นอะไรที่น่าสนใจ เพราะว่าทุกอย่างลงทุนแค่ครั้งแรก ต่อไปถ้าต้นเสื่อมโทรมเกษตรกรเพียงแค่หาต้นพันธุ์มาลงใหม่

มะนาว ถือเป็นพืชที่ดูแลไม่ยากถ้าเข้าใจลักษณะนิสัย เปรียบเสมือนคน ถ้าอยู่อย่างเข้าใจกัน ก็จะอยู่กันได้นาน มะนาวก็เช่นกัน หรือถ้าหากท่านใดมีกำลังทำไหว ก็สามารถต่อยอดขยายกิ่งพันธุ์ขายเพิ่มได้อีกช่องทางหนึ่ง

ยกตัวอย่าง ที่สวนนอกจากปลูกเพื่อขายผลผลิตแล้ว ยังมีการสร้างช่องทางเพิ่มรายได้ด้วยการขยายกิ่งพันธุ์มะนาวขายเพิ่มเติม โดยที่สวนจะมีกิ่งพันธุ์มะนาวขายอยู่หลายสายพันธุ์ด้วยกัน ราคาจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่ตามสายพันธุ์ที่เลือกซื้อ ถ้าเป็นพันธุ์ตลาดอย่าง แป้นรำไพ ราคาขายกิ่งละ 100 บาท แต่ค่อนข้างเป็นพันธุ์ที่ดูแลยาก มีโรคประจำคือ โรคแคงเกอร์ แต่ถ้าเป็นในส่วนของต้นพันธุ์ตาฮิติ ทูลเกล้าไร้เมล็ด หรือพิจิตรอื่นๆ อยู่ที่ 150 บาท และถ้าเป็นในส่วนของกิ่งตอน ก็จะถูกลงมา ในราคากิ่งละไม่ถึง 100 บาท สำหรับท่านที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียด หรืออยากจะโทร.มาปรึกษาวิธีการปลูกก่อนก็ได้ ยินดีให้ความรู้กับเกษตรกรทุกท่าน คุณชาคริยา วิวรวงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดวิธีการปลูกมะนาวเพิ่มเติม หรือสนใจสั่งซื้อต้นพันธุ์ ติดต่อได้ที่เบอร์โทร. 092-926-6246 ชุมชนคลองน้อย ตำบลคลองน้อย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นชุมชนที่ใช้ชีวิตริมสองฝั่งคลอง เพราะเป็นพื้นที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำ มีแม่น้ำและลำคลองตามธรรมชาติล้อมรอบหลายสาย “สวนมะพร้าว” คืออาชีพหลักของชาวชุมชนคลองน้อย ชาวบ้านส่วนใหญ่จะปลูกมะพร้าวกันแทบทุกครัวเรือน อาชีพรองคือ การปลูกไม้ผล ได้แก่ กระท้อน มังคุด ส้มโอ มะนาว ชมพู่ทูลเกล้า กล้วย พืชผักต่างๆ และสวนปาล์มน้ำมัน

ปี 2560 ชาวสวนปาล์มน้ำมันตำบลคลองน้อย จำนวน 68 ราย รวมตัวกันเป็นแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมันตำบลคลองน้อย เนื้อที่ 771 ไร่ ภายใต้การนำของ คุณสุมาตร อินทรมณี ในฐานะผู้จัดการเกษตรแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมันตำบลคลองน้อยและเป็นนายกสมาคมชาวสวนปาล์ม จังหวัดสุราษฎร์ธานี

เนื่องจากในอดีตชาวชุมชนคลองน้อย ทำสวนมะพร้าวเป็นอาชีพหลัก หลังประสบปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำก็หันมาทำสวนปาล์มน้ำมันกันมากขึ้น แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ขาดความรู้เรื่องการปลูก การบำรุงรักษาสวนปาล์มน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเกิดการรวมกลุ่มแปลงใหญ่มีการสนับสนุนให้สมาชิกเรียนรู้วิธีการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตปาล์มน้ำมัน ผสมปุ๋ยใช้เอง และใช้ปุ๋ยหมักจากทะลายปาล์ม และแนะนำให้สมาชิกใส่ปุ๋ยตามผลการวิเคราะห์ดินและใบปาล์มน้ำมัน กำหนดกติกาการเก็บเกี่ยวผลผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานสินค้าเกษตรทะลายปาล์มน้ำมัน

แปลงใหญ่ปาล์มน้ำมันตำบลคลองน้อย มีการบริหารจัดการกลุ่มโดยใช้ระบบการควบคุมภายใน (Internal Control System : ICS) มาใช้ ในการควบคุมคุณภาพผลผลิต โดยเน้นให้จัดทำข้อตกลงภายในกลุ่ม แบ่งการบริหารงานเป็นฝ่ายต่างๆ เช่น การควบคุมคุณภาพสินค้าเกษตร การผสมปุ๋ยใช้เอง การดำเนินการทางวิชาการ การควบคุมคุณภาพผลผลิต รวมทั้งเชื่อมโยงการตลาดกับลานเททะลายปาล์มในพื้นที่ โดยทำข้อตกลงซื้อขายปาล์มน้ำมันคุณภาพโดยยึดหลักมาตรฐานเดียวกัน

ใช้ทฤษฎีพ่อ แก้ดินกรด-น้ำท่วมในสวนปาล์ม ปัจจุบัน สวนปาล์มน้ำมัน เนื้อที่ 10 ไร่ ของคุณสุมาตร ถูกยกให้เป็นแปลงตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพราะเก็บผลปาล์มออกขายได้ 4 ตัน ต่อเดือน เมื่อเทียบกับสวนปาล์มทั่วไปที่มีพื้นที่ปลูกเท่ากัน แต่มีผลผลิตเพียง 2.5-3 ตัน นอกจากนี้ ยังมีรายได้เสริมในสวนปาล์มไม่ต่ำกว่าเดือนละ 20,000 บาท สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันจากทั่วทั้งประเทศแวะเวียนเข้ามาศึกษาเรียนรู้วิธีการปลูกปาล์มน้ำมันจากคุณสุมาตร

ผู้มาเที่ยวชมสวนปาล์มน้ำมันของคุณสุมาตรจะได้เรียนรู้เรื่องการจัดการดินและการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า เช่น

ทฤษฎีแกล้งดิน ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในอดีตสวนแห่งนี้ประสบปัญหาน้ำท่วมขัง เจอน้ำขึ้น-น้ำลง ตลอด ทำให้ดินมีสภาพเป็นกรดรุนแรง ไม่เหมาะสำหรับการปลูกพืช ต้องใช้วิธีปรับสภาพดินโดยการเปิดน้ำท่วมพื้นที่ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 12 ชั่วโมง แล้วปล่อยน้ำออก ทำทุกๆ 2 เดือน สามารถแก้ปัญหาดินเปรี้ยวให้กลายเป็นดินจืด หลังจากนั้นใส่ปูนขาว ปีละ 1 ครั้ง เพื่อปรับสภาพดินตามด้วยปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน ทำให้ปัจจุบันผืนดินแห่งนี้มีสภาพดีเหมาะสำหรับใช้เพาะปลูกพืชได้

ทฤษฎีแก้มลิง คุณสุมาตร น้อมนำแนวทางการบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริของ รัชกาลที่ 9 เรื่องทฤษฎีแก้มลิงมาใช้ในการเก็บน้ำไว้ใช้ช่วงหน้าแล้ง
การจัดการวัชพืชโดยชีววิธี เมื่อเจอปัญหาวัชพืชรกในสวนปาล์มน้ำมัน ประมาณช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน คุณสุมาตร จะปล่อยให้น้ำท่วมวัชพืชในแปลงสวนปาล์ม ประมาณ 3 วัน ก่อนจะปล่อยน้ำออก ทำให้ต้นวัชพืชล้มตายกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ในแปลงสวนปาล์มต่อไป วิธีนี้ช่วยลดต้นทุนค่าสารเคมีกำจัดวัชพืช ประหยัดค่าปุ๋ย ลดการใช้แรงงาน
“หากเจ้าของสวนปาล์มน้ำมันรายใดมีพื้นที่ทำกินอยู่ใกล้แหล่งน้ำ มีน้ำขึ้น น้ำลง ตามหลักจันทรคติ แนะนำให้นำทฤษฎีแกล้งดิน ทฤษฎีแก้มลิง ไปประยุกต์ใช้ในสวนปาล์มของตัวเอง รวมทั้งขุดลอกร่องสวนโดยนำตะกอนดินมาใส่โคนต้นปาล์มเพื่อเป็นปุ๋ยชีวภาพและช่วยการระบายน้ำได้ดีขึ้นต่อไป” คุณสุมาตร กล่าว

การบริหารจัดการสวนปาล์มน้ำมันด้วยเทคนิคดังกล่าว ทำให้คุณสุมาตรมีต้นทุนการผลิตปาล์มน้ำมันโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1 บาทกว่า ต่อกิโลกรัมเท่านั้น เพราะเขาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพใช้เอง เสริมด้วยปุ๋ยเคมี ตามค่าวิเคราะห์ดิน เช่น ปุ๋ยเคมี สูตร 13-7-35 เนื่องจากสวนปาล์มน้ำมันในเขตพื้นที่นี้ ให้ผลผลิตมาก จึงต้องเสริมธาตุอาหารประเภทโพแทสเซียมเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ในภาพรวม ถือว่าสวนของคุณสุมาตรใช้ปุ๋ยค่อนข้างน้อยมาก เพียงแค่ 8 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี แต่สามารถเก็บผลผลิตได้ประมาณ 8 เดือน ต่อปี เรียกว่าเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ปริมาณสูงกว่าสวนปาล์มน้ำมันในพื้นที่ดอน ที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แค่ 4-5 เดือน ต่อปี

รายได้เสริม เดือนละ 2 หมื่น

บ่อยครั้งที่ชาวสวนปาล์มน้ำมันประสบปัญหาขาดทุน เนื่องจากประสบปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ คุณสุมาตรจึงสร้างภูมิคุ้มกันตัวเอง โดยทำเกษตรผสมผสานร่วมแปลงสวนปาล์มน้ำมัน เช่น ปลูกต้นเตยหอมริมร่องสวน เลี้ยงผึ้งโพรง เลี้ยงปลา-หอยขมในร่องสวน และเลี้ยงไก่ไข่ ไก่พื้นเมืองในสวนปาล์ม แม้เจอปัญหาวิกฤตราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำสักแค่ไหน คุณสุมาตรก็ไม่เดือดร้อน เพราะมีรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี จากการขายไก่ไข่ ไก่พื้นเมืองและใบเตยหอม ไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท ต่อเดือน

คุณสุมาตร บอกว่า การทำเกษตรผสมผสานในสวนปาล์ม มีประโยชน์มากมาย โดยผึ้งโพรงช่วยผสมเกสรในสวนปาล์ม เก็บน้ำผึ้งออกขายปีละ 1 ครั้ง สวนการเลี้ยงไก่ นอกจากมีรายได้จากการขายไก่และไข่ไก่แล้ว ยังได้มูลไก่เป็นปุ๋ยคอกบำรุงต้นปาล์มและใช้มูลไก่เป็นอาหารเลี้ยงปลาได้ เพราะมูลไก่มีธาตุอาหารมากมาย ทั้งไนโตรเจนโปรตีน แคลเซียม และฟอสฟอรัส

ส่วนต้นเตยหอม ปลูกดูแลง่าย แต่อย่าใส่ปุ๋ยมาก จะทำให้เตยหอมเติบโตได้ไม่ดี ใส่ปุ๋ยเล็กน้อย ทุกๆ 5-6 เดือน ต้นเตยหอมก็เติบโตงอกงาม ตัดใบเตยออกขายได้ทุกๆ 2 วัน ในราคากิโลกรัมละ 25-30 บาท ให้กับกลุ่มลูกค้าหลักคือ ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจขนมลอดช่อง และร้านดอกไม้ ปัจจุบันชาวสวนปาล์มน้ำมันได้หันมาปลูกต้นเตยหอมเสริมรายได้ในสวนปาล์มน้ำมันเพิ่มมากขึ้น จึงวางแผนสร้างมูลค่าใบเตยหอมโดยผลิตเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพราะใบเตยหอมเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงหัวใจได้เป็นอย่างดี

คุณสุมาตร ฝากเชิญชวนเกษตรกรและผู้สนใจแวะเข้ามาชมแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมันตำบลคลองน้อย หากมาในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม จะได้ร่วมสนุกกับกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ช็อป ชิม ชมผลไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น เช่น กระท้อน มังคุด ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีงานเทศกาลของดีคลองน้อย จัดประกวดผลไม้ จัดกิจกรรมบุฟเฟ่ต์ผลไม้ และจัดแข่งขันภูมิปัญญาท้องถิ่นประเภทต่างๆ ที่ผ่านมามีกลุ่มคนไทยและต่างประเทศ รวมทั้งสถาบันการศึกษาหมุนเวียนเข้ามาศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง วิถีชีวิตชาวสวนปาล์มน้ำมัน กิจการวิสาหกิจชุมชน การทำสวนเกษตรผสมผสาน ฯลฯ ตลอดทั้งปี ภายในชุมชนแห่งนี้เปิดให้บริการที่พักแบบโฮมสเตย์ให้แก่นักท่องเที่ยวที่สนใจอีกด้วย

ผู้สนใจเรื่องปาล์มน้ำมัน สามารถแวะไปเยี่ยมชมแปลงปาล์มน้ำมันต้นแบบของ คุณสุมาตร อินทรมณี ได้ทุกวัน โดยสวนแห่งนี้ตั้งอยู่ เลขที่ 77/1 หมู่ที่ 9 ตำบลคลองน้อย อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัด

ปัจจุบัน คนในโลกมี 7,300 ล้านคน คาดว่า ปี ค.ศ. 2050 โลกจะมีประชากร 9,000 ล้านคน สถานการณ์อาหารสำหรับบริโภคอาจเข้าสู่ภาวะวิกฤต องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) พบว่า แมลงและหนอนจะถูกนำมาเป็นอาหารโปรตีนที่สำคัญ ในโลกมีแมลงเป็นล้านชนิด แต่มีแมลงที่กินกันอยู่ปัจจุบัน ราว 2,000 ชนิด

ปริมาณโปรตีนในแมลงบางชนิดใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ เช่น หมู และไก่ แต่บางชนิดก็มีมากกว่า หนอนบางชนิดให้ไขมันได้ดี เช่น หนอน สรุปได้ว่าคุณค่าทางอาหารที่ร่างกายต้องการมีครบถ้วนเหมือนเนื้อสัตว์ที่เราบริโภคกันอยู่ทุกวันนี้ และการผลิตแมลงเล็กๆ เหล่านี้ยังประหยัดทรัพยากรอาหารสัตว์ได้อีกมาก เพราะวัวน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ใช้อาหารถึง 8 กิโลกรัม ส่วนแมลง เช่น เนื้อจิ้งหรีดในปริมาณเท่ากัน ใช้อาหารแค่ 1.2 กิโลกรัม เท่านั้น

วัฒนธรรมการกินแมลงของเรามีมานานแล้ว segerpark.net ภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดดเด่นที่สุดในเรื่องนี้ เนื่องจากสภาพภูมิอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง แมงกุดจี่ แมงอีนูน จิ้งโกร่ง บึ้ง เป็นอาหารยอดฮิต ในภาคเหนือแมลงก็เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมอาหารเช่นกัน

ด้วงงวงมะพร้าว ด้วงสาคู หรือ ด้วงลาน จัดว่าเป็นด้วงงวงขนาดกลาง ตัวเต็มวัย ปีกมีสีน้ำตาลดำ อกมีสีน้ำตาล และมีจุดสีดำ มีขนาดลำตัวยาว ประมาณ 25-28 มิลลิเมตร ทั้งตัวผู้และตัวเมียมีขนาดและลักษณะภายนอกคล้ายคลึงกัน ต่างกันที่ตัวผู้งวงสั้น และมีครีบเล็กใกล้ส่วนปลายของงวง ส่วนตัวเมียงวงจะยาว ตัวหนอนมีสีเหลืองปนน้ำตาล ดักแด้เป็นปลอกทำด้วยเศษชิ้นส่วนจากพืชที่กินเป็นอาหาร ด้วงงวงมะพร้าวนี้เป็นชื่อที่ทางภาคเหนือนิยมเรียกกัน เนื่องจากพบมากในต้นมะพร้าว หมาก ปาล์ม ต้นตาล อินทผลัม และต้นสิบสองปันนา ด้วงชนิดนี้คือศัตรูตัวร้ายของต้นมะพร้าว

การทำลายมะพร้าวนั้น ด้วงแรด จะเจาะนำไปก่อน แต่ต้นมะพร้าวไม่ตาย เมื่อใดที่ด้วงงวงเจาะซ้ำ เข้าไปกัดกินเนื้อในต้นมะพร้าว จะทำให้ต้นมะพร้าวตายลง

ชาวสวนมะพร้าวจะกลัวมาก หากเจอด้วงงวง หรืออีกชื่อหนึ่งคือ ด้วงไฟ

ปัจจุบัน มีการเลี้ยงด้วงงวง เพื่อเอาระยะตัวหนอนมาเป็นอาหาร

ที่อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย คุณครูสมศักดิ์ ศรีวรรณะ หรือ ครูต๋อย ครู คศ.1 สอนนักเรียนชั้น ป.1 -ป.2 ที่โรงเรียนริมวัง ๑ หมู่บ้านงิ้วเฒ่า ตำบลป่าหุ่ง เป็นคนเชียงรายโดยกำเนิด เกิดความสนใจเรื่องการเลี้ยงด้วงงวง เนื่องจากความชอบรับประทาน จึงได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างเอาใจใส่ ในช่วงปี 2556 ผ่านการเลี้ยงและล้มลุกคลุกคลานประสบความสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้างด้วยสูตรอาหารที่เปลี่ยนไป สิ่งที่ต้องคำนึงในการเลี้ยงคือ จุดที่เลี้ยงต้องขึงด้วยตาข่าย หรือซาแรน 80 เปอร์เซ็นต์ ทุกด้าน ป้องกันด้วงงวงพ่อแม่พันธุ์บินหนี หรือศัตรูของด้วงงวง เข้ามาทำลายไข่

วิธีการเลี้ยงด้วงมะพร้าว ครูต๋อย เล่าถึงวิธีการเลี้ยงด้วงงวง ว่า เมื่อตัวด้วงงวงพ้นสภาพจากการเป็นหนอนก็จะเริ่มผสมพันธุ์ได้เลย ครูต๋อยใช้ด้วงงวงมะพร้าวที่โตเต็มวัยตัวผู้และตัวเมีย จำนวน 5 คู่ ลงในกะละมังที่ใส่อาหารเตรียมไว้ อาหารด้วงสูตรครูต๋อยคือ ใช้มันสำปะหลังทุบ โดยมีสูตรและวิธีทำง่ายๆ คือ นำมันสำปะหลังสับมา 4 กิโลกรัม ใส่กระสอบอาหาร เช่น ถุงใส่กระเทียม หรือหอมใหญ่ ที่ค่อนข้างโปร่ง ใช้ไม้หน้าสามที่ทำด้ามจับไว้ทุบ ประมาณ 10 ครั้ง แล้วนำไปแช่น้ำสะอาด 1 คืน โดยให้น้ำท่วมมันสำปะหลัง จึงนำมาผึ่งให้สะเด็ดน้ำ นำอาหารลูกหมูชนิดสูตรโปรตีนไม่ต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ จำนวน 3-4 ขีด ผสมลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากันพร้อมกับน้ำจำนวนครึ่งลิตร นำมาใส่กะละมังที่เลี้ยงซึ่งมีขนาดความกว้าง ประมาณ 50 เซนติเมตร นำเปลือกมะพร้าวสดหรือแห้งก็ได้ขนาดชิ้นเล็ก ใหญ่ วางบนอาหารเพื่อแม่พันธุ์สามารถเจาะเปลือกด้านนิ่มเข้าไปวางไข่ได้ เพราะเปลือกมะพร้าวในการเลี้ยงแบบนี้จะเป็นที่อยู่อาศัยของด้วงเท่านั้น ไม่ได้เป็นอาหาร นอกจากนี้จะวางกล้วยน้ำว้าสุกไว้ 1 ลูก บนอาหารอีกด้วย