พี่ปื้ด เปิดเผยว่า พื้นที่สวนเกษตรของพวกตนเป็นของ

คุณแม่เริ่ม หนูพันขาว อายุ 77 ปี มารดาของน้องมน ซึ่งเป็นแม่ยายของตนที่ทำสวนมาตั้งแต่ปี 2505 หรือเมื่อ 59 ปีที่แล้ว ตนและน้องมนได้เข้ามาดูแลประมาณ 10 ไร่ โดยได้ร่วมกันหันมาทำเกษตรปลอดสารพิษเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เพราะอยากให้ชาวชุมพรได้กินพืชผักผลไม้ที่ปลอดภัยไร้สารเคมี

ซึ่งสวนของแม่ยายและของตนสองคนมีลักษณะเป็นสวนเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกพืชผักผลไม้หลายชนิด เช่น กาแฟพันธุ์โรบัสต้า ทุเรียนหมอนทอง มะยงชิด มะปราง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มะฮอกกานี กระถินณรงค์ ส้มจี๊ด ฯลฯ รายได้หลักของครอบครัวคือ การปลูกส้มจี๊ด ส่งให้ตลาดและเครือข่ายในจังหวัด ราคากิโลกรัมละ 20 บาท ซึ่งส้มจี๊ดสามารถนำไปทำเครื่องดื่ม ใช้แทนมะนาว และน้ำยาทำความสะอาดได้ ตนปลูกส้มจี๊ดอยู่ประมาณ 70 ต้น ขณะที่ความต้องการส้มจี๊ดในชุมพรมีมาก จึงผลิตส่งเกือบไม่ทัน

“สวนของเราไปสร้างเครือข่ายปลูกส้มจี๊ดป้อนตลาดไว้ที่ อำเภอทุ่งตะโก ที่เขาไชยราช อำเภอปะทิว และที่อำเภอท่าแซะ รวมประมาณ 30 กว่าครอบครัว ซึ่งทั้งหมดจะปลูกส้มจี๊ดแบบเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีแม้แต่รายเดียว” คุณบุญส่ง กล่าว

ด้าน น้องมน ภรรยาคู่ชีวิตของพี่ปื๊ด ก็เปิดเผยว่า ตนมีงานหลักที่เป็นงานประจำคือ เป็นพยาบาลแผนก ไตเทียม อยู่ที่โรงพยาบาลวิรัชศิลป์ หลังจากเลิกงานและในช่วงวันหยุดก็จะเข้ามาทำงานในสวน และงานที่รับผิดชอบอยู่ก็คือการทำปุ๋ยหมักจากเศษใบไม้และมูลสัตว์ ซึ่งจะนำใบไม้แห้งและทะลายปาล์มมาผสมกับมูลสัตว์ พวกมูลวัว มูลสุกร ในอัตราส่วน 3 : 1 นั่นคือ ใบไม้แห้ง 3 ส่วน มูลสัตว์ 1 ส่วน เรียกว่า การทำปุ๋ยหมักแบบกองใหญ่รูปสามเหลี่ยมไม่พลิกกลับ และปุ๋ยหมักในตะกร้าหรือวงตาข่ายไม่ต้องพลิก ซึ่งทั้งสองแบบใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ก็จะได้ปุ๋ยอินทรีย์ปลอดสารพิษ เพื่อนำไปใช้กับพืชผักผลไม้ต่างๆ ภายในสวน

นอกจากการทำปุ๋ยหมักที่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจาก อาจารย์ขจรรักษ์ พู่พัฒนศิลป์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้-ชุมพร ที่อำเภอละแมแล้ว ยังดูแลการเลี้ยงหมูป่า การเผาถ่านจากเศษไม้กาแฟ การทำน้ำส้มควันไม้เพื่อใช้ในการไล่แมลง และดูแลไม้ยืนต้นเนื้อแข็ง พวกต้นมะฮอกกานี ต้นกระถินณรงค์ ฯลฯ ด้วย ซึ่งที่ผ่านมามีผู้สนใจเข้ามาศึกษาและเรียนรู้การปลูกพืชแบบผสมผสาน รวมทั้งการทำปุ๋ยหมักให้มีคุณภาพในสวนของตนอยู่เสมอ ซึ่งตนและพี่ปื๊ดก็พร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้ให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด เพราะอยากให้ชาวชุมพรได้กินอาหารที่ปลอดสารพิษ จะได้ไม่ต้องนำเงินที่ได้จากการทำงานไปใช้ในการจ่ายค่ารักษาพยาบาล

พี่ปื๊ด กล่าวเสริมตอนท้ายว่า การทำงานด้านเกษตรนั้น พึงระลึกเอาไว้เสมอว่า ทำอย่างไรจะลดต้นทุนได้มากที่สุด เช่น การทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ ใช้งบประมาณไม่เกิน 2,000 บาท จะเทียบเท่ากับการที่เราซื้อปุ๋ยเคมี ราคา 10,000 บาท สามารถลดต้นทุนได้เกือบ 8,000 บาท ส่วนผลที่ได้ก็คือ เราได้กินพืชผักปลอดสารพิษที่ปลอดภัย และไม่ต้องเสียเงินให้หมอ พยาบาล เป็นค่ารักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่เกิดจากการกินอาหารที่มีสารเคมีปนเปื้อน ดินในสวนของตนส่วนใหญ่จะมีปุ๋ยหมักที่ตนและน้องมนทำเต็มไปหมด จึงทำให้พืชผักผลไม้ทุกชนิดในสวนเป็นพืชคุณภาพและปลอดภัย

ผู้สนใจที่จะเข้าไปเยี่ยมชม สวนศีล เกษตรอินทรีย์ ของสองสามีภรรยา สามารถติดต่อล่วงหน้าได้ที่ โทร. 085-409-1762 หรือเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ “สวน ศีล เกษตรอินทรีย์ Saun Sil Organic Farming” ทั้งพี่ปื๊ด-บุญส่ง วันเสือ และ น้องมน-สุมนมาลย์ หนูพันขาว ยินดีให้การต้อนรับด้วยความเป็นกันเอง

ลุงเฉลิม พีรี ปราชญ์เกษตรดีเด่น จังหวัดกำแพงเพชร นับเป็นต้นแบบของการปรับเปลี่ยนวิถีเกษตร จากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว เป็นเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ทำสวนส้มโออินทรีย์ โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ จากจุลินทรีย์เบญจคุณ มีการเลี้ยงไก่ เป็ด หมูหลุม การผลิตน้ำส้มควันไม้ และการผลิตน้ำหมักจากพืชสมุนไพรที่หาได้ในท้องถิ่น มาใช้ทดแทนการใช้สารเคมี นอกจากนั้น ยังได้ปรับสวนส้มโอ เป็นการปลูกไม้ยืนต้นแบบผสมผสาน มีความร่มเย็นเป็นธรรมชาติ เป็นผู้ค้นพบเทคนิคการขยายพันธุ์พืชแบบควบแน่น ซึ่งมีอัตราการรอดตายสูง ทำได้ง่าย ไม่ต้องดูแลรักษามาก

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) จังหวัดปทุมธานี ได้ขยายผลศูนย์เรียนรู้เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครอบคลุมในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณพระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ด้านการเกษตร
และเผยแพร่องค์ความรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงให้เข้าถึงประชาชนมากยิ่งขึ้น เพื่อให้คนไทยได้ร่วมเรียนรู้ศาสตร์พระราชา สืบสาน รักษา ต่อยอด สืบทอดพลังแห่งความดีผู้ทรงเป็นดั่งกำลังของแผ่นดิน

ขณะเดียวกัน ศูนย์เรียนรู้เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ยังทำหน้าที่เชื่อมโยงการทำเกษตรตามแนวทางเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงทั่วประเทศ และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์ความรู้ด้านการเกษตร ให้คนไทยได้ใช้พัฒนาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเอง ครอบครัว และชุมชนท้องถิ่น

สวน “เกษตรสมคิด” ของ ลุงเฉลิม พีรี เป็น 1 ในศูนย์การเรียนรู้เครือข่ายพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ขับเคลื่อนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชรและพื้นที่ใกล้เคียง ที่ผ่านมา มีเกษตรกรและคนรุ่นใหม่ที่สนใจในด้านการเกษตรจำนวนมากได้มีโอกาสเข้ามาศึกษาดูงานที่สวนเกษตรสมคิด ของลุงเฉลิม ซึ่งเป็นการเรียนรู้แบบ “Active Learning” ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่สนใจเรื่องการทำเกษตรกรรมมากขึ้น

ลุงเฉลิม พีรี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 75 หมู่ที่ 3 บ้านใหม่ ตำบลบึงสามัคคี อำเภอบึงสามัคคี จังหวัดกำแพงเพชร โทร. 081-921-9217 ลุงเฉลิม ได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ชาวบ้านด้านเกษตร ที่ขยันเรียนรู้นวัตกรรมการเกษตรใหม่ๆ เพื่อนำมาใช้พัฒนาสวนเกษตรสมคิดมาอย่างต่อเนื่อง และเผยแพร่ความรู้ด้านเกษตรให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป ทำให้ลุงเฉลิมได้รับรางวัลปราชญ์เกษตรดีเด่น ของจังหวัดกำแพงเพชร และได้รับพระราชทานปริญญาเศรษฐศาสตร์ มหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริ ประจำปี 2557 มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร

เดิมที ลุงเฉลิม มีอาชีพทำไร่อ้อย และปลูกข้าวโพดฝักอ่อนส่งโรงงาน ต่อมาปรับเปลี่ยนมาทำสวนส้มโอ ซึ่งเป็นพืชเชิงเดี่ยว ต้องซื้อปัจจัยการผลิตต่างๆ ทั้งปุ๋ยและยา ทำให้มีภาระหนี้สินมากมาย

ปี 2550 ลุงเฉลิม มีโอกาสไปดูงานศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ ได้เรียนรู้แนวทางการปรับปรุงบำรุงดินที่เสื่อมโทรม รวมทั้งการอนุรักษ์ดินและน้ำ สร้างแรงจูงใจให้น้อมนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับปรุงพื้นที่ทำกินของตนเอง โดยมี กศน. อำเภอบึงสามัคคี เป็นที่ปรึกษาให้การสนับสนุนช่วยเหลือมาตลอด ลุงเฉลิม เลิกใช้สารเคมีทางการเกษตรและปรับปรุงสวนส้มโอเป็นสวนเกษตรผสมผสาน ที่ปลูกดูแลในระบบเกษตรอินทรีย์ทั้งหมด

ลุงเฉลิม เลี้ยงไก่ เป็ด เลี้ยงหมูหลุม ผลิตน้ำส้มควันไม้และน้ำหมักจากพืชสมุนไพรที่หาได้ในท้องถิ่น มาใช้ทดแทนการใช้สารเคมี และใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากก้อนเบญจคุณ ของมูลนิธิอาจารย์จำเนียร สาระนาค ที่ลุงทำเอง โดยพัฒนาต่อยอดจากการเข้าอบรมความรู้กับ กศน. อำเภอบึงสามัคคี

ลุงเฉลิม เปิดบ้านเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามแนวพระราชดำริ และเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจเทคนิคการลดต้นทุนการผลิตในการทำเกษตรอินทรีย์ เช่น การทำปุ๋ยเบญจคุณ เพื่อใช้ในการเกษตร การพัฒนาพันธุ์ข้าวโพด มะขามเปรี้ยวเนื้อแดง ฯลฯ ลุงเฉลิม รับเป็นวิทยากรเผยแพร่ความรู้ด้านเกษตรพอเพียงให้กับหน่วยงานต่างๆ มากมาย

พร้อมกับเผยแพร่ความรู้ด้านเกษตรผ่านเฟซบุ๊กเพจ “สวนลุงเฉลิมพีรี” และ “สวนลุงเฉลิมเกษตรพอเพียง” และ YouTube “ป้อมซังเกษตรสร้างชีวิต” ผลงานที่ผ่านมาสร้างชื่อเสียงจนได้รับรางวัลศูนย์การเรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ระดับอำเภอดีเด่น ประจำปี 2556 ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

การขยายพันธุ์พืชแบบควบแน่น

ฐานการเรียนรู้ที่โดดเด่นของสวนเกษตรสมคิด คือ การขยายพันธุ์พืชแบบควบแน่น สามารถนำไปใช้กับพืชได้หลายชนิด เช่น มะนาว มะกรูด ชมพู่ สะเดา มะเดื่อ หม่อนบราซิล ทับทิม แคนา แคป่า มะกอก มะไฟ ตะขบป่า พืชผักพื้นบ้าน ไม้ผล ไม้ป่า พืชสมุนไพร แมงลัก ผักแพว ผักขม ฯลฯ การขยายพันธุ์พืชด้วยวิธีนี้มีข้อดีคือ สามารถขยายพันธุ์ได้ครั้งละมากๆ ตามที่ต้องการ พืชไม่กลายพันธุ์ และมีความแข็งแรง

การขยายพันธุ์พืชแบบควบแน่น เปรียบเหมือนงานวิจัย ที่น่าทึ่ง เพราะใช้ยอดของต้นไม้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นกิ่งแก่ ที่ใช้ปักชำกันทั่วไป นับเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านหรือเรียกว่า นักวิจัยไทบ้านนั่นเอง

ยกตัวอย่าง การขยายพันธุ์มะนาว แบบควบแน่น เริ่มจากเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ได้แก่ ยอดมะนาว ความแก่อ่อน 40-60% น้ำสะอาด แก้วพลาสติก ขนาดบรรจุ 10 ออนซ์ ถุงพลาสติกใส ขนาด 6×11 นิ้ว ยางวงเส้นเล็ก

วิธีทำ เก็บดินจากบริเวณที่มีอินทรียวัตถุน้อย ทำดินให้ร่วนซุย พรมน้ำคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วปั้นดู พอติดมือ (กำพอเป็นก้อน) นำดินใส่ให้เต็มแก้วพลาสติก โดยแบ่งใส่ 3 ครั้ง แต่ละครั้งกดดินให้แน่น ระดับ 80% ใช้ไม้แหลมหรือกรรไกรเสียบตรงกลางแก้วที่ใส่ดินให้ลึกไม่เกิน 3 ใน 4 ส่วน ของแก้ว ใช้กรรไกรคม ตัดยอดมะนาวตามที่ต้องการ ตัดให้ยาวประมาณ 12-18 เซนติเมตร ข้อสำคัญ อย่าให้แผลที่ตัดเปลือกฉีก จะออกรากไม่ดี

ขั้นตอนต่อมา ใช้กรรไกรตัดหนามออกให้หมด ป้องกันหนามแทงถุง ถ้าอากาศเข้าจะออกรากยาก นำยอดมะนาวเสียบลงในรูที่เสียบไว้ให้สุด กดดินรอบกิ่งมะนาวให้แน่น อย่าให้หลวม จะออกรากยาก นำถุงพลาสติกครอบลงแล้วรัดด้วยยางวง จำนวน 2 เส้น แล้วดึงก้นถุงให้ยางไปรัดอยู่ที่ขอบปากแก้ว นำไปเก็บไว้ในที่ร่มรำไร หลังจากนั้น 15-20 วัน ให้ตรวจดูราก พอพบรากให้ปล่อยจนรากมีสีน้ำตาลค่อยกลับถุง

การกลับถุง มีวิธีดังต่อไปนี้

1. ให้นำถุงออกจากแก้ว ช่วงประมาณ 18.00 น. เพื่อป้องกันความร้อน

2. นำถุงออกแล้ว นำแก้วมะนาวที่ออกรากแล้ว ใส่กลับลงไปในถุง (เปิดปากถุงไว้ ไม่ต้องใช้ยางวงรัด)

3. ทิ้งไว้ในร่มรำไร ประมาณ 5-7 วัน ค่อยนำแก้วมะนาวออกจากถุง เพื่อให้มะนาวปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม

4. หลังจากนั้นนำแก้วมะนาวที่ออกจากถุง พักตัวไว้ในร่ม 7-10 วัน ค่อยนำไปเพาะในกระถาง หรือนำไปปลูกได้เลย

ดินเพาะชำต้นไม้ (สูตรเบญจคุณ)

อีกหนึ่งเคล็ดลับที่น่าเรียนรู้ในสวนเกษตรสมคิดคือ ดินเพาะชำต้นไม้ (สูตรเบญจคุณ) วิธีทำก็แสนง่าย เริ่มจากเตรียมอุปกรณ์ทั้งหมด น้ำหนักรวม 10 กิโลกรัม ได้แก่

1. วัสดุย่อยสลายแล้ว (2 ส่วน) เช่น ใบไม้ ฟาง หญ้า กิ่งไม้

2. ดินที่สมบูรณ์ใต้กองวัสดุที่มีขุยไส้เดือนบ่งบอกถึงความสมบูรณ์ (2 ส่วน)

3. น้ำสะอาด

4. ก้อนเบญจคุณ จำนวน 2 ก้อน

วิธีทำ ให้นำวัสดุย่อยสลายเทกอง นำดินเททับกองวัสดุ ผสมให้เข้ากัน นำก้อนเบญจคุณทุบละเอียด คลุกเคล้าให้เข้ากับกองดิน ผสมกันดีแล้ว ให้นำน้ำสะอาดพรมลงไปแล้วคลุกเคล้าไปเรื่อยๆ ความชื้น 40-50% พูนดินที่คลุกแล้วให้เสมือนลักษณะจอมปลวก นำกระสอบป่านหรือผ้าพลาสติกคลุมความชื้นแล้วนำวัสดุที่หนักทับบนผ้าพลาสติกเพื่อรักษาความชื้น คลุมทิ้งไว้ 5-7 วัน นำมาใช้ชำต้นไม้ได้ทุกชนิด

น้ำหมักผลไม้เบญจคุณ สูตรย่อส่วน

อุปกรณ์สำคัญ ได้แก่

1. ถังขนาด 40-50 ลิตร

2. น้ำสะอาด 22.5 ลิตร

3. น้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม

4.จุลินทรีย์เบญจคุณ 2 ก้อน

5. ผลไม้รวม 5 ชนิด รวมน้ำหนัก 7.5 กิโลกรัม (มะละกอสุก ฟักทองแก่ แตงไทย แตงโม มะม่วงสุก กล้วยน้ำว้าสุก ส้มโอสุก กระท้อนสุก ฟักข้าวแก่) นำผลไม้มาสับหรือหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จะได้ย่อยเอนไซม์เร็วขึ้น หมักทิ้งไว้ 45 วัน ถึง 5 เดือน ในระยะเวลา 45 วัน จะต้องคนทุกวัน น้ำหมักผลไม้เบญจคุณ ใช้เร่งการเจริญเติบโตของพืชได้ดี

ลุงเฉลิม ใช้หลักการปรัชญาเกษตรพอเพียงมาใช้บริหารจัดการทรัพยากร เพื่อให้เกิดการพึ่งพาตัวเอง เพื่อให้ตัวเองและครอบครัวหลุดพ้นจากความยากจนอดอยาก ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ใช้ปัญญาให้เกิดประโยชน์กับสังคม หากใครมีข้อสงสัยประการใด ติดต่อสอบถามกับลุงเฉลิมได้โดยตรงตามที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ข้างต้น

มะเฟือง เป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่รู้จักกันดี อุดมไปด้วย วิตามิน เอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ไนอะซีน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันเส้นใย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็กและพลังงาน ในปริมาณไม่น้อยเลย

สำหรับพันธุ์ของมะเฟืองนั้นเช่นเดียวกับผลไม้อื่นๆที่มีหลากหลายพันธุ์ แต่ที่ขึ้นชื่อและเป็นที่นิยมคือ พันธุ์ บี 17 หรือที่มีอีกชื่อว่า Honey Star

ทรงผลค่อนข้างยาว และมีความกว้างสม่ำเสมอตลอดผล ผลมีความยาวประมาณ 8 – 10 เซนติเมตร กลีบผลหนา มีฐานกว้าง ร่องระหว่างผลตื้น ที่ผิวของกลีบ มีจุดประเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ยังมีเปลือกบาง เมื่อแก่จัดมีสีเหลืองเข้ม จนถึงเหลืองอมส้ม เนื้อนิ่มฉ่ำน้ำ มีกลิ่นหอม รสหวาน

ความหวานวัดได้ 11.5 องศาบริกซ์ รสไม่ฝาด มี 5 – 10 เมล็ดต่อผล มะเฟืองบี 17 จะให้ผลผลิตตลอดทั้งปี แต่เก็บผลผลิตได้มาก ช่วงเดือนมิถุนายน – กันยายน

วิธีการปลูกมะเฟือง ในส่วน ระยะปลูก ใช้ระยะ 4×4 เมตร (หลังปลูกปีที่ 3 จะตัดต้นเว้นต้น) แต่ถ้า ขุดหลุม ขนาด 50x50x50 เซนติเมตร ทั้งนี้ในการปลูกนั้นควรรองก้นหลุมด้วย โดโลไมต์ : 0-3-0 : 15-15-15 : ปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 100 กรัม : 100 กรัม : 100 กรัม : 100 กรัม : 50 กรัม : 3 กิโลกรัม ต่อหลุม การดูแลรักษา โดยหลังจากปลูกจะให้น้ำวันเวันวันในฤดูแล้ง

นอกจากนี้ หลังจากปลูก 1 เดือน จะใส่ปุ๋ย 21-0-0 อัตรา 50 กรัม ต่อต้น เมื่ออายุปลูก 2 เดือนขึ้นไป จะใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-13 หรือ 15-15-15 อัตรา 50-100 กรัม ต่อต้น ต่อเดือน และใช้เมธามิโตฟอส : เบนเลท : 21-21-21 อัตรา 30 : 10 : 30 ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 2 สัปดาห์ ต่อครั้ง

หลังจากปลูก 8-10 เดือน จะเริ่มแต่งกิ่งเพื่อเลี้ยงทรงพุ่ม หลังจากตัดแต่งกิ่งเสร็จ มะเฟืองจะเริ่มแทงช่อดอก เมื่อแทงช่อดอก 10-15 วัน จะพ่นยาฆ่าแมลงอัตราเดิม 2 สัปดาห์ ต่อครั้ง พอดอกบาน 40 วัน จะปลิดแต่งผลเหลือไว้เฉพาะผลที่ต้องการ แล้วใช้ถุงพลาสติกสีขาวขุ่น หรือถุงกระดาษ ห่อผลไว้ถุงละ 1 ผล

ทั้งนี้ ต้นที่มีอายุ 12 เดือน สามารถห่อผลไว้ได้ ประมาณ 10-20 ผล ต่อต้น ในขณะที่ต้นที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป สามารถเก็บผลผลิตได้รุ่นละไม่ต่ำกว่า 15 กิโลกรัม ต่อต้น

เมื่อเก็บผลผลิตแล้วจะเริ่มตัดแต่งกิ่งมะเฟือง แล้วฉีดพ่นยาป้องกันกำจัดโรคแมลงอัตราเดิม เพื่อเตรียมเลี้ยงดอกรุ่นต่อไป

มะเฟืองหวานๆ สีเหลืองสด ที่ห้อยเป็นระย้าบนต้น จึงนับเป็นอีกหนึ่งความน่าสนใจ หากจะมีไว้ที่ในสวนข้างบ้านสักหนึ่งต้น… คุณประเสริฐศักดิ์ แสงสัทธา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก (สศท.2) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มุ่งเน้นนโยบายการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรของไทย โดยส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับศักยภาพและความเหมาะสมของพื้นที่ รวมทั้งแนวโน้ม ความต้องการของตลาด สำหรับพื้นที่ภาคเหนือ พบว่า “ไผ่ซางหม่น” นับเป็นหนึ่งในพืชทางเลือกที่มีโอกาสทางการตลาด และมีศักยภาพการผลิตในพื้นที่ (ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2564) ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกรวม 544 ราย เนื้อที่ปลูกครอบคลุมทั้ง 16 จังหวัดภาคเหนือ รวมทั้งสิ้น 2,680 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 70 ของเนื้อที่ปลูกรวมทั้งประเทศ แหล่งผลิตสำคัญ 3 อันดับแรก ได้แก่ อุตรดิตถ์ แพร่ และน่าน มีเนื้อที่ปลูกรวม 1,641 ไร่ หรือร้อยละ 59 ของเนื้อที่ปลูกรวมของภาคเหนือ และคิดเป็นร้อยละ 47 ของเนื้อที่ปลูกรวมทั้งประเทศ โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกทั้ง 3 จังหวัด รวม 363 ราย

สำหรับไผ่ซางหม่น นับว่าเป็นพันธุ์ที่มีลักษณะโดดเด่นคือ holidaypalace.co.uk เจริญเติบโตเร็ว มีลำต้นตรงโดยธรรมชาติและมีขนาดสม่ำเสมอ สามารถใช้ประโยชน์ตลอดทั้งลำในการแปรรูป จึงทำให้เกษตรกรนิยมปลูกและตัดลำเพื่อจำหน่ายให้แก่โรงงานแปรรูป รวมถึงลักษณะลำไผ่มีเนื้อหนาเหมาะสมต่อการนำไปผลิตเป็นชีวมวล เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน ซึ่ง สศท.2 ในฐานะหน่วยงานที่ทำการศึกษาวิจัยด้านเศรษฐกิจการเกษตรระดับพื้นที่ ได้ศึกษาวิจัยด้านการผลิตและการตลาดไผ่ซางหม่นของภาคเหนือ พบว่า

ปีแรกของการลงทุนเกษตรกรจะมีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 7,020 บาท ต่อไร่ ซึ่งต้นทุนส่วนใหญ่เป็นค่าพันธุ์ไผ่ อยู่ที่ 3,500 บาท ต่อไร่ คิดเป็นร้อยละ 50 ของต้นทุนรวมทั้งหมด

ในปีที่ 2-3 มีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 3,520 บาท ต่อไร่ ต่อปี และต้นทุนในปีที่เริ่มให้ผลผลิต

ซึ่งเป็นปีที่ 4 ขึ้นไป เฉลี่ยอยู่ที่ 7,520 บาท ต่อไร่ ต่อปี โดยต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 7 เนื่องจากมีค่าจ้างแรงงานในการเก็บเกี่ยวผลผลิตและเกษตรกรต้องบำรุงรักษาต้น

ซึ่งเกษตรกรจะตัดลำไผ่เพื่อจำหน่ายเมื่อมีอายุตั้งแต่ปี 4 ขึ้นไป ทั้งนี้ ลำไผ่จะมีความสมบูรณ์มากเมื่อมีอายุตั้งแต่ 6-10 ปี และสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 20-30 ปี ด้านการให้ผลผลิต ไผ่ซางหม่นจะให้ผลผลิตลำไผ่เฉลี่ย 8,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี เกษตรกรจำหน่ายลำไผ่ได้ในราคา 1.50 บาท ต่อกิโลกรัม (ราคา ณ เดือนพฤษภาคม 2565) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 12,000 บาท ต่อไร่ ต่อปี คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 4,480 บาท ต่อไร่ ต่อปี

ด้านสถานการณ์ตลาดไผ่ซางหม่นของภาคเหนือ พบว่า ปริมาณของผลผลิตยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมแปรรูป ทั้งนี้ ผลผลิตลำไผ่ซางหม่นทั้งหมดจะถูกส่งไปยังโรงตอกไม้เส้นในพื้นที่ เพื่อทำการแปรรูปจากไม้ไผ่ทั้งลำให้กลายเป็นไม้เส้น หลังจากนั้นจะส่งออกไปยังโรงงานแปรรูปเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ไม้ตะเกียบ ไม้เสียบลูกชิ้น โดยผลผลิตไม้เส้นร้อยละ 70 ส่งออกไปยังโรงงานแปรรูปต่างจังหวัด ได้แก่ ราชบุรี ร้อยเอ็ด และกรุงเทพฯ ส่วนอีกร้อยละ 30 ส่งออกไปยังโรงงานแปรรูปในพื้นที่ ได้แก่ อุตรดิตถ์ และแพร่