พืชผักสวนครัว ถูกใช้เป็นอาหารบริโภคในครัวเรือนเหลือกินก็ขาย

ทำให้มีรายได้ทุกวัน เลี้ยงปลา หมู เป็ด ไก่ ขายสร้างรายได้รายเดือน ส่วนรายได้รายปีมาจากการขายข้าวนาปี ผลไม้และการแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลผลิต ประเภท มะพร้าว กล้วย เสาวรส สร้างรายได้ทะลุหลักหมื่นต่อเดือน ส่วนไม้ยืนต้น เช่น ต้นยางนา ที่ปลูกไว้ เป็นเงินออมวัยเกษียณและเป็นมรดกให้ลูกหลาน ต้นยางนาที่ปลูก เขาขยายพันธุ์เองใช้เงินลงทุนไม่ถึง 10 บาท ผ่านไป 20 ปี เมื่อตัดไปขาย สร้างรายได้ 15,000 บาท ต่อต้น ทีเดียว

“เมื่อก่อนผมเคยทุกข์ยากลำบากจากภาระหนี้สินก้อนโตจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว แต่หลังจากปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตน้อมนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ทำไร่นาแบบเกษตรผสมผสาน ก็ประสบความสำเร็จ สามารถปลดหนี้สินและมีรายได้ที่ยั่งยืน ความสุขในชีวิตของผมในวันนี้คือ เปิดบ้านเป็นศูนย์ฝึกอบรมเกษตรผสมผสานบ้านโนนรังบูรพา เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้ประชาชนที่สนใจได้เรียนรู้เรื่องการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อปรับเปลี่ยนแนวความคิด ให้รู้จักพึ่งตนเองและพึ่งพากันเองในชุมชนได้ เพื่อปลดหนี้ และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนเช่นเดียวกับผม” คุณจันทร์ที กล่าวในที่สุด

จากกรณีชาวบ้านในชุมชนเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ร้องเรียนไปยังกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ว่า มีกลุ่มนายทุนอ้างเอกสารสิทธิที่ดินทำหนังสือขออนุญาตเข้าไปตัดไม้บนเขาภูนั่งยอง ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยมะหาด-เขานั่งยอง หลังกรมป่าไม้มีการแก้ไขกฎหมายใหม่ ให้สามารถขออนุญาตตัดไม้ในที่ดินกรรมสิทธิ์ได้ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวชาวบ้านได้ร่วมกันปลูกและดูแลรักษาต้นไม้มานานกว่า 20 ปี ซึ่งเบื้องต้นพบมีการตัดไม้ประดู่ขนาดใหญ่ ประมาณ 1 คนโอบ สูงเกือบ 5-6 เมตร ถูกตัดไปแล้ว 1 ต้น และยังมีการพ่นสีหมายเลขลงบนต้นไม้ขนาดใหญ่ที่เตรียมเข้าไปตัดบนเขาอีกประมาณ 300-500 ต้น โดยพบว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวมีลักษณะเป็นภูเขาอยู่ติดกับบริเวณที่ได้รับสัมปทานโรงโม่หินของบริษัทเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง

ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม นายอรรถพล เจริญชันษา ว่าที่อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบ และดำเนินคดีสืบหาตัวผู้กระทำผิดแล้ว ทั้งนี้หนังสือที่กลุ่มนายทุนใช้อ้างกับชาวบ้านนั้น จากการที่ตนตรวจสอบพบว่า ไม่ใช่หนังสือขออนุญาตตัดไม้ในที่เอกสารสิทธิ แต่เป็นหนังสือชี้แจงแนวทางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เรื่องการใช้งานระบบการจัดเก็บข้อมูลการปลูกต้นไม้ (e-Tree) และระบบการขอและออกหนังสือรับรองไม้ทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งออกไปยังราชอาณาจักร ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการขออนุญาตตัดไม้ในที่ดินเอกสารสิทธิ ตามกฎหมายใหม่ของกรมป่าไม้

นายอรรถพล กล่าวอีกว่า ในส่วนหนังสือขออนุญาตตัดไม้ในที่ดินเอกสารสิทธิที่มีบุคคลรายหนึ่งทำเรื่องขออนุญาตตัดไม้ในที่ดินแปลงดังกล่าวมาที่กรมป่าไม้นั้น ได้อ้างเอกสารสิทธิ ส.ค. 1 รวม 180 กว่าไร่ ซึ่งตรวจสอบเบื้องต้นไม่น่าจะตรงแปลงกับบริเวณดังกล่าว และไม่น่าเป็นไปได้ที่ ส.ค. 1 บางแปลงจะมีเนื้อที่ใหญ่ขนาดนั้น โดยพบข้อพิรุธหลายอย่างว่าน่าจะเป็น ส.ค. 1 ที่ออกโดยมิชอบหรือไม่ นอกจากนั้น บุคคลที่ทำเรื่องขออนุญาตตัดไม้ในบริเวณดังกล่าวยังมีชื่อไม่ตรงกับผู้ครอบครองเอกสารสิทธิ ส.ค. 1 ที่นำมาอ้าง ซึ่งตามหลักกฎหมายบุคคลที่จะมาขออนุญาตตัดไม้ในที่ดินกรรมสิทธิ์ต้องเป็นเจ้าของที่ดิน และเป็นที่ดินที่ออกเอกสารสิทธิโดยชอบตามกฎหมายเท่านั้น ถ้าไม่ใช่ที่ดินของตัวเองก็ไม่สามารถนำมาขออนุญาตตัดไม้ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบและแจ้งความดำเนินคดี โดยรวมถึงการใช้เอกสารหลักฐานต่างๆ ที่อาจเป็นเท็จด้วย

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เป็นอีกหนึ่งโครงการ ที่ทางกองทุน เอฟทีเอ ได้อนุมัติงบกว่า 25 ล้านบาท ตั้งแต่ ปี 2559-65 ให้กับสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด จ.กำแพงเพชร เพื่อให้สมาชิกมีอาชีพ มีรายได้ เกษตรกรมีความรู้ ทักษะในการเลี้ยงโคแม่พันธุ์ และโคขุนอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถจัดทำแปลงหญ้า ปลูกพืชอาหารสัตว์ คิดสูตรอาหารและนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเป็นอาหารโคเพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยมีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินการของสหกรณ์

ทั้งนี้ จากที่กองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ (กองทุนเอฟทีเอ) ได้อนุมัติงบประมาณให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อไปแล้ว 7 โครงการ 176 ล้านบาท เพื่อรองรับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า โดยเฉพาะกรอบการค้าไทย-ออสเตรเลีย ซึ่งปี 2563 จะสิ้นสุดมาตรการปกป้องพิเศษ (เอสเอสจี) ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าเนื้อโคจากออสเตรเลียไม่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า ส่งผลให้ราคาเนื้อโคนำเข้าจากต่างประเทศมีราคาถูกลง

นางอัญชนา กล่าวต่อว่า จากการติดตามของผลการดำเนินงาน ตั้งแต่ ปี 2559-61 สศก. พบว่า เกษตรกรที่เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร การเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพ จำนวน 100 ราย ส่วนใหญ่ ร้อยละ 96 มีการนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการเลี้ยงโคได้ตามมาตรฐานที่กำหนด และมีสมาชิกที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการ มีความสนใจที่จะเข้าร่วมและหันมาสนใจอาชีพเลี้ยงโคเพิ่มขึ้น

นางอัญชนา กล่าวว่า ด้านกิจกรรมการเลี้ยงโคเนื้อ พบว่า การเลี้ยงโคเนื้อแม่พันธุ์ สหกรณ์ได้จัดหาโคแม่พันธุ์ให้สมาชิกครบ 250 ตัว เพื่อผลิต โคขุนต้นน้ำ แก้ปัญหาการขาดแคลนโค โดยปัจจุบันมีลูกโคที่เกิดใหม่เพิ่มขึ้น รายละ 4 -5 ตัว และสหกรณ์ได้จัดหาโคเพศผู้เพื่อเลี้ยงเป็นโคขุน ให้แก่สมาชิก จำนวน 400 ตัว ซึ่งภายหลังการขุนเป็นระยะเวลา 6 เดือน พบว่า เกษตรกรสมาชิก มีกำไรจากการจำหน่ายโคขุนให้แก่สหกรณ์ ประมาณ 5,600 บาท/ตัว สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโครงการที่มีกำไร ไม่เกิน 4,000 บาท/ตัว

ทั้งนี้ สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการจะจำหน่ายโคให้กับสหกรณ์ในราคาประกัน โดยสหกรณ์ประกันราคาโคขุนที่กิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งราคาตลาดทั่วไปรับซื้อโคขุนที่ กิโลกรัมละ 85 บาท โดยเกษตรกรยังมีรายได้จากการรวบรวมมูลโคในฟาร์มและจำหน่ายมูลโค รายละ 1,000-2,000 บาท ต่อเดือน จึงนับได้ว่าโครงการดังกล่าวสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ และพัฒนาคุณภาพในการผลิตสินค้าโคเนื้อให้สามารถแข่งขันกับโคเนื้อที่นำเข้าจากต่างประเทศได้

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่กองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA) ได้อนุมัติงบประมาณให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อไปแล้ว 7 โครงการ 176 ล้านบาท เพื่อรองรับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า โดยเฉพาะกรอบการค้าไทย – ออสเตรเลีย ซึ่งในปี 2563 จะสิ้นสุดมาตรการปกป้องพิเศษ (SSG) ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าเนื้อโคจากออสเตรเลียไม่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า ส่งผลให้ราคาเนื้อโคนำเข้าจากต่างประเทศมีราคาถูกลง

โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เป็นอีกหนึ่งโครงการ ที่ทางกองทุน FTA ได้อนุมัติงบประมาณกว่า 25 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2559 – 2565 แก่สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อให้สมาชิกมีอาชีพ มีรายได้ เกษตรกรมีความรู้ ทักษะในการเลี้ยงโคแม่พันธุ์ และโคขุนอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถจัดทำแปลงหญ้า ปลูกพืชอาหารสัตว์ คิดสูตรอาหารและนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเป็นอาหารโคเพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยมีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินการของสหกรณ์

การดำเนินกิจกรรม ประกอบด้วย จัดอบรมเพิ่มทักษะความรู้ความสามารถในการเลี้ยงโคเนื้อให้มีประสิทธิภาพให้แก่เกษตรกรสมาชิก โดยมีกรมปศุสัตว์เป็นพี่เลี้ยงในการติดตามและให้คำปรึกษาการเลี้ยงโค เป็นระยะเวลา 4 ปี มีการสนับสนุนปลูกหญ้าเนเปียร์เพื่อเป็นพืชอาหารสำหรับเลี้ยงโคในพื้นที่ รายละ 1 ไร่ ซึ่งจะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต และภายหลังการฝึกอบรม กองทุน FTA ได้ให้การสนับสนุนเงินยืมปลอดดอกเบี้ยเพื่อจัดหาโคแม่พันธุ์และโคเพศผู้ให้แก่เกษตรกรที่ผ่านการฝึกอบรม โดยจัดหาโคสาว รายละ 5 ตัว จำนวน 50 ราย รวม 250 ตัว เพื่อเร่งผลิตโคแม่พันธุ์ที่ลดจำนวนลง และจัดหาโคเพศผู้ น้ำหนักตัวประมาณ 200 – 250 กิโลกรัม เพื่อเลี้ยงเป็นโคขุน รายละ 8 ตัว จำนวน 50 ราย รวม 400 ตัว นอกจากนี้ ได้พัฒนาประสิทธิภาพ และคุณภาพในการผลิตโคเนื้อมีชีวิต ให้มีมาตรฐานสามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ โดยมีศูนย์การเรียนรู้การเลี้ยงโคขุนให้แก่สมาชิกและผู้เลี้ยงโค 1 ศูนย์

จากการติดตามของผลการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2559 – 2561 สศก. พบว่า เกษตรกรที่เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร “การเลี้ยงโคเนื้อคุณภาพ” จำนวน 100 ราย ส่วนใหญ่ ร้อยละ 96 มีการนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการเลี้ยงโคได้ตามมาตรฐานที่กำหนด และมีสมาชิกที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการ มีความสนใจที่จะเข้าร่วมและหันมาสนใจอาชีพเลี้ยงโคเพิ่มขึ้น

ด้านกิจกรรมการเลี้ยงโคเนื้อ พบว่า การเลี้ยงโคเนื้อแม่พันธุ์ สหกรณ์ได้จัดหาโคแม่พันธุ์ให้สมาชิกครบ 250 ตัว เพื่อผลิตโคขุนต้นน้ำ แก้ปัญหาการขาดแคลนโค โดยปัจจุบันมีลูกโคที่เกิดใหม่เพิ่มขึ้นรายละ 4 – 5 ตัว และสหกรณ์ได้จัดหาโคเพศผู้เพื่อเลี้ยงเป็นโคขุน ให้แก่สมาชิกจำนวน 400 ตัว ซึ่งภายหลังการขุนเป็นระยะเวลา 6 เดือน พบว่า เกษตรกรสมาชิก มีกำไรจากการจำหน่ายโคขุนให้แก่สหกรณ์ ประมาณ 5,600 บาท/ตัว สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโครงการที่มีกำไร ไม่เกิน 4,000 บาท/ตัว ทั้งนี้ สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการจะจำหน่ายโคให้กับสหกรณ์ในราคาประกัน โดยสหกรณ์ประกันราคาโคขุนที่กิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งราคาตลาดทั่วไปรับซื้อโคขุนที่กิโลกรัมละ 85 บาท

นอกจากนี้ เกษตรกรยังมีรายได้จากการรวบรวมมูลโคในฟาร์มและจำหน่ายมูลโค รายละประมาณ 1,000 – 2,000 บาท ต่อเดือน จึงนับได้ว่าโครงการดังกล่าวสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ และพัฒนาคุณภาพในการผลิตสินค้าโคเนื้อให้สามารถแข่งขันกับโคเนื้อที่นำเข้าจากต่างประเทศได้

สำหรับกลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าโคเนื้อ รวมทั้งผู้ที่จะเสนอขอรับการสนับสนุนจากกองทุนฯ ในสินค้าเกษตรอื่นๆ สามารถจัดทำเป็นโครงการปรับโครงสร้างการผลิตสินค้า เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโดยตรงหรือโดยอ้อมจากการเปิดเสรีทางการค้า (Free Trade Area : FTA) ซึ่งโครงการที่เสนอต้องเป็นโครงการช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับเกษตรกร มีความเป็นไปได้ทั้งการผลิตและการตลาดโดยใช้ตลาดนำการผลิตและคุ้มค่าในการลงทุน โดยสามารถเสนอโครงการฯ ผ่านหน่วยงานราชการระดับกรม เพื่อส่งต่อให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ เพื่อให้การช่วยเหลือต่อไป ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่ส่วนบริหารกองทุนภาคเกษตร เบอร์โทรศัพท์ (02) 561-4727หรือโทรสาร

เปิดตลาดกลางยางพาราออนไลน์ ซื้อยางพาราง่ายๆ

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท อาลีบาบา (ผู้ประกอบการเว็บไซต์ขายส่งสินค้ารายใหญ่ของโลก) ได้เข้าหารือร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เพื่อหาแนวทางการจัดตั้งตลาดซื้อขายยางแบบส่งมอบจริงผ่านระบบออนไลน์ในประเทศไทย เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการยางพาราของประเทศจีน ซึ่งเป็นโอกาสในการขยายช่องทางการตลาด เนื่องจากปัจจุบันตลาดซื้อขายยางในประเทศไทยมีอยู่ 2 ระบบ คือ ระบบตลาดสัญญาซื้อขายยางพาราล่วงหน้า และระบบตลาดกลางยางพารา ดังนั้น การจัดตั้งระบบการซื้อขายยางพาราออนไลน์จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการเพิ่มช่องทางการซื้อขายยางพารารูปแบบใหม่ เน้นจุดเด่นที่ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถติดต่อประมูลยางพาราได้โดยตรง และนัดเวลาการส่งมอบสินค้าได้ตามความต้องการ โดย กยท. จะทำหน้าที่ควบคุมและรับรองคุณภาพมาตรฐานยางพาราที่ส่งเข้าตลาดทั้งหมด

“แนวทางการร่วมมือกับอาลีบาบาในครั้งนี้ จะส่งผลดีต่อเสถียรภาพราคายางอย่างแน่นอน เนื่องจากประเทศจีนเป็นผู้ใช้ยางพารารายใหญ่ จึงคาดว่าปริมาณการซื้อยางพาราผ่านระบบออนไลน์จะไม่ต่ำกว่า 2 แสนตัน/ปี ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทยจะได้เปรียบเรื่องการมีผลผลิตยางพาราหลายรูปแบบ

ซึ่งนอกจากยางแท่งแล้ว ยังมีน้ำยางข้นและยางแผ่นรมควันคุณภาพดีที่สามารถนำมาประมูลซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ได้ เพื่อประโยชน์ต่อผู้ค้าที่จะได้เลือกซื้อวัตถุดิบที่หลากหลายขึ้น ในส่วนรายละเอียดต่างๆ จะมีการหารืออีกครั้งภายในสัปดาห์หน้าเพื่อกำหนดวิธีการที่ชัดเจนต่อไป” นายณกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในการสัมมนา ทิศทางประมงพื้นบ้านไทยในอนาคต ว่า ภาคการประมงปัจจุบันที่มีเรื่องการค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง จำเป็นอย่างยิ่งที่ชาวประมงพื้นบ้าน ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง โดยต้องเรียนรู้กฎเกณฑ์ทางการค้ามากขึ้น แต่เป้าหมายโดยรวมไม่ใช่เพื่อให้ไทยหลุดพ้นจากใบเหลือง ของการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม หรือไอยูยู ของสหภาพยุโรปหรืออียู แต่การปรับเปลี่ยนทั้งหมดนี้มีเป้าหมายหลักคือเพื่อการทำประมงอย่างยั่งยืน

องค์ประกอบการทำประมง เรื่องประมง คน และเครื่องมือ ทั้งหมดนี้ต้องออกกฎหมายรองรับ โดยเรือทุกลำ แรงงานทุกคนต้องขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง และใช้เครื่องมือที่ไม่ทำลายล้าง ผู้ที่กระทำความต้องถูกดำเนินคดีและใช้ ซึ่งประมงพื้นบ้านก็ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์นี้ เพื่อร่วมกันใช้ทรัพยากรอย่างเสมอภาค ตามที่ประมงได้จัดสรร โควตาการจับปลา ที่มาจากการประเมินผลผลิตสูงสุดที่ยั่งยืน (MSY)ทุกปี

ตามการรายงานของกลุ่มเรือประมงพาณิชย์ พบว่า หลังที่รัฐบาลไทยให้ความเข้มงวดไอยูยู ในปี 2560 ประมงไทยสามารถจับปลาได้ 1.17 ล้านตัน ปี 2561 (ม.ค.- ต.ค.) มีการจับปลาได้มากกว่าปีที่แล้ว และคาดว่าทั้งปีจะเพิ่มขึ้นเป็น 2-3 ล้านตันเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าทรัพยากรสัตว์น้ำของไทยมีมากขึ้น

“6 สิ่งที่ประมงพื้นบ้านต้องทำคือ การอนุรักษ์ทรัพยากรเพื่อความยั่งยืน ใชเครื่องมือไม่ทำลายล้าง ร่วมกันฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ ไม่เพิ่มขยะในทะเล ศึกษาวิจัย และ การสร้างขีดความสามารถการค้าประมงพื้นบ้านซึ่งต้องมีกติกาภายในเพื่อนำไปสู่การทำประมงแบบยั่งยืน”
ทั้งนี้ประมงพื้นบ้านทุกราย ต้องขึ้นทะเบียนกับกรมประมง เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูล และกำหนดงบประมาณให้การช่วยเหลือ ในส่วนนี้ มีแนวความคิดจะจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือขึ้นปัจจุบันอยู่ระหว่างหารือเพื่อวางแผน เบื้องต้นรัฐบาลจะประเดิมเงินทุนให้ก่อน และหารายได้จากการขายปลา ในขณะที่ประมงพื้นบ้านต้องรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ เพื่อสร้างอำนาจการต่อรอง เพิ่มความหลากหลายและร่วมกันแก้ไขปัญหา

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า การขึ้นทะเบียนประมงพื้นบ้านนอกเหนือต้องมีรายชื่อชาวประมงแล้ว เรือและเครื่องมือการจับปลาต้องไม่ผิดกฎหมายด้วย ปัจจุบันมีข้อกังวลว่า เรือของประมงพื้นบ้านนั้นมีขนาดเกิน 10 ตันกรอสหรือไม่ หากมากกว่านี้ จะถือว่าเป็นเรือพาณิชย์ทันที ซึ่งชาวประมงต้องพิจารณาเรื่องดังกล่าวด้วย

ส่วนเขตการจับปลา กำหนดไว้ในพระราชกำหนดการประมง 2558 ที่ไม่เกิน 3 ไมล์จากชายฝั่ง และไม่เกิน 1.5 ไมล์ทะเล รอบเกาะ แต่สามารถยืดหยุ่นได้ตามการพิจารณาของคณะกรรมการระดับจังหวัด

นายบรรจง นะแส ประธานที่ปรึกษาสมาคมรักษ์ทะเลไทย กล่าวว่า ประมงพื้นบ้าน มีสัดส่วนถึง 85 % ของภาคการประมงไทย แต่นโยบายเรื่อง ไอยุยู ที่ผ่านมา กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประมงพาณิชย์เท่านั้น เช่นมาตรการซื้อเรือ ได้ตั้งงบประมาณไว้ถึง 680 ล้านบาท หากต้องการช่วยกลุ่มประมงพื้นบ้าน ด้วยการจัดตั้งกองทุนขึ้นก็ควรใช้เงินประเดิมมากกว่า 680 ล้านบาท ด้วย

กยท. จัดประชุมเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการด้านยางพารา (HRPP) มุ่งเน้นงานวิจัยตอบโจทย์การผลิตยางอย่างยั่งยืน ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรชาวสวนยาง

การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการประจำปีความร่วมมือทางวิชาการด้านยางพารา (Hevea Research Platform in Partnership, HRPP) ประจำปี 2561 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-14 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมรามาด้าพลาซ่า แม่น้ำ ริเวอร์ไซต์ กรุงเทพฯ โดยมีนักวิจัยทั้งจากไทยและต่างประเทศเข้าร่วมเพื่อนำเสนองานวิจัยเพื่อร่วมกันพัฒนาการผลิตยางอย่างยั่งยืน ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง กล่าวว่า การจัดประชุมความร่วมมือทางวิชาการด้านยางพารา ภายใต้หัวข้อ “ความยั่งยืนและการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในการผลิตยาง กับความท้าทายด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร” เพื่อระดมความคิดเห็นในการพัฒนาศักยภาพความร่วมมือทางวิชาการ แลกเปลี่ยนความรู้และผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับยางพารา เผยแพร่ผลงานวิจัยที่ได้จากการศึกษาวิจัยร่วมกันออกสู่สาธารณชนในรูปแบบต่างๆ ตลอดจน เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านเครือข่ายระหว่างการยางแห่งประเทศไทย สถาบันทางการศึกษาของประเทศไทย และสถาบันวิจัยจากประเทศฝรั่งเศส โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนา จำนวน 101 คน ประกอบด้วยผู้แทนจาก กยท. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบัน CIRAD และ สถาบัน IRD จากประเทศฝรั่งเศส และหน่วยงานจากภาคเอกชนเข้าร่วมประชุม

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานเครือข่ายยางสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย บรรยายพิเศษในหัวข้อ “สถานการณ์และความคาดหวังในการส่งเสริมความเข้มแข็งการผลิตยางอย่างยั่งยืน” กล่าวโดยสรุปว่า ต้องการให้สนับสนุนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง ส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศ สนับสนุนให้มีการปลูกแทนแบบผสมผสานหรือเกษตรทฤษฎีใหม่แต่ควรศึกษาก่อนว่าเป็นพืชที่ตลาดต้องการหรือไม่ สนับสนุนการรับรองมาตรฐานสวนยาง หรือ FSC แต่หัวข้อที่จะตรวจสอบรับรองควรสอดคล้องกับวิถีของเกษตรกรไทย

ดร. กฤษดา สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการ บรรยายพิเศษเรื่อง นโยบายในการขับเคลื่อนกับการพัฒนาการผลิตและสร้างความยั่งยืนของการผลิตยางในประเทศไทย กล่าวถึง บทบาทและหน้าที่ของการยางแห่งประเทศไทยในการดำเนินงานโครงการและมาตรการต่างๆ ตามนโยบายของรัฐบาล เช่น การลดพื้นที่ปลูกยางในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม การส่งเสริมและพัฒนาการปรับเปลี่ยนอาชีพอื่นเพิ่มเติมนอกจากการมีรายได้จากสวนยางทางเดียว การส่งเสริมการใช้ยางภาครัฐโดยเฉพาะการนำยางพาราไปทำถนน การสนับสนุนสินเชื่อเสริมเพิ่มสภาพคล่องแก่สถาบันเกษตรกรในการขยายกำลังการผลิตหรือปรับเปลี่ยนเครื่องจักร การสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการในการเพิ่มกำลังการผลิตหรือการเก็บสต๊อกยาง ความคืบหน้าโครงการสร้างความเข้มแข้งแก่เกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงได้กล่าวถึงนโยบายของการยางแห่งประเทศไทยในด้านการส่งเสริมนวัตกรรมยาง การส่งเสริมความเข้มแข็งของกลุ่ม/สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง

ในส่วนไฮไลท์ของงานวิจัยที่นำเสนอในการประชุมในครั้งนี้ มีหลายเรื่องที่น่าสนใจ เช่น 1. ตัวแปรที่มีผลต่อคุณภาพและคุณสมบัติของยางในกระบวนการผลิตยาง โดย ดร. Laurent VAYSSE จากสถาบัน CIRAD 2. การใช้เทคโนโลยีด้านอวกาศมาประยุกต์ใช้กับงานด้านยางพารา เช่น การตรวจสอบพื้นที่ปลูกยาง การพยากรณ์ผลผลิต รวมถึงการตรวจสอบสภาพภูมิอากาศเพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการบริหารจัดการยาง โดย ดร. ปกรณ์ เพชรประยูร จาก GISTDA 3. ทางรอดของเกษตรกรในสภาวะราคายางพาราตกต่ำ นำเสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยการส่งเสริมการกรีดที่มีความถี่น้อยลงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานกรีด การใส่ปุ๋ยตามค่าการตรวจสอบดิน การเฝ้าระวังและเตือนภัยด้านโรคและสภาพแวดล้อมที่เป็นภัยคุกคาม และการเพิ่มมูลค่าของสวนยางโดยเฉพาะในเรื่องคาร์บอนเครดิต โดย รศ.ดร. พูนพิภพ เกษมทรัพย์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

นอกจากนี้ ยังมีการนำผลงานวิจัยอีกหลายเรื่องเช่น การประเมินการเจริญเติบโตของต้นยาง การศึกษาระบบกรีดแบบต่างๆ ที่มีผลต่อปริมาณผลผลิต การปลูกสร้างสวนยางแบบระบบป่ายาง การจัดการสวนยางหลังเปิดกรีดที่ดีและยั่งยืน การวิเคราะห์ดินและการจัดการปุ๋ยในสวนยาง การลดกลิ่นเหม็นจากโรงงานผลิตยาง การศึกษาปริมาณโปรตีนและไขมันในน้ำยาง เป็นต้น ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เน้นย้ำในเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางนำความรู้ไปปรับใช้ พัฒนาประสิทธิภาพผลผลิตให้เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งสามารถลดต้นทุนเพื่อให้รายได้เกษตรกรเพิ่มสูงขึ้น เป็นการสร้างความยั่งยืนในการทำอาชีพสวนยางต่อไป

กรมหม่อนไหม ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และภาคเอกชน พัฒนาการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตหม่อนไหมเพื่อขับเคลื่อนระบบการผลิตและนวัตกรรมไหมไทย เพื่อยกระดับศักยภาพ และพัฒนาความยั่งยืนไหมไทย

กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และภาคเอกชน นำร่องโดย บริษัท สิ่งทอซาติน (แบรนด์ PASAYA) และ หจก.เรือนไหมใบหม่อน วิจัย “โครงการการพัฒนาต้นแบบศักยภาพการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตหม่อนไหมเพื่อขับเคลื่อนระบบการผลิตและนวัตกรรมไหมไทย” ให้แก่ชุมชนเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่มีศักยภาพทั่วประเทศ ตั้งเป้าพัฒนาต้นแบบศักยภาพการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตหม่อนไหมเพื่อขับเคลื่อนระบบการผลิตและนวัตกรรมไหมไทยกรณีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ เพื่อใช้เป็นต้นแบบการผลิตและธุรกิจการค้าไหมไทย สามารถสร้างศักยภาพ สร้างความยั่งยืนและพร้อมก้าวไปสู่เวทีโลกในอนาคต

นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า โครงการพัฒนาต้นแบบศักยภาพการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตหม่อนไหมเพื่อขับเคลื่อนระบบการผลิตและนวัตกรรมไหมไทย เป็นการศึกษาการรวมกลุ่มการผลิตไหมไทยที่มีศักยภาพตามความเข้มแข็งของแต่ละกลุ่ม ในการดำเนินรูปแบบการผลิตไหมแปลงใหญ่ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ไหมอุตสาหกรรม ไหมหัตถกรรม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากไหมและผลพลอยได้จากผลิตภัณฑ์พาณิชย์ โดยได้มีการร่วมมือพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับ กลุ่มเกษตรปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทอผ้าและแปรรูป และภาคเอกชน ได้แก่ หจก.เรือนไหมใบหม่อน และบริษัท สิ่งทอซาติน จำกัด (แบรนด์PASAYA) โดย คุณชเล วุทธานันท์ กรรมการผู้จัดการฯ เป็นที่ปรึกษาโครงการ ร่วมให้มุมมองในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของการตลาด การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ และด้านอื่นๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนให้การดำเนินธุรกิจประสบความสำเร็จทั้งโซ่คุณค่าไหมไทย

การดำเนินโครงการการพัฒนาต้นแบบศักยภาพการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตหม่อนไหมเพื่อขับเคลื่อนระบบการผลิตและนวัตกรรมไหมไทย จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้กลุ่มเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีการรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็งโดยมีแนวทางเป้าหมายเดียวกัน ทั้งเรื่องการมองกลุ่มตลาดร่วมกัน เพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของตลาด และร่วมปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

พัฒนาคุณภาพของวัตถุดิบไหมไทย และพัฒนาต้นแบบธุรกิจภายใต้การสร้างโซ่คุณค่าของการรวมกลุ่ม (Cluster) ซึ่งส่งผลให้มีการพัฒนาความหลายกลายของสินค้าที่ตอบสนองความต้องการลูกค้าอย่างแท้จริง มีการตลาดใหม่ๆ ที่กลุ่มสามารถตอบโจทย์ทางการตลาดได้ และพัฒนากระบวนการผลิตให้มีคุณภาพ สามารถลดต้นทุนได้ ทำให้ท้องถิ่นเกิดเป็นชุมชนเข้มแข็ง สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายและสามารถก้าวสู่ตลาดในต่างประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ผศ.ดร. กรทิพย์ วัชรปัญญาวงศ์ เตชะเมธีกุล หัวหน้าโครงการบูรณาการวิจัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการได้รับทุนสนับสนุนจาก สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (สวพ.มก.) การวิจัยร่วมกันครั้งนี้เน้นการวิเคราะห์หาปัจจัยที่เป็นตัวขับเคลื่อน (Key Driver) ที่ทำให้การรวมกลุ่มมีความเข้มแข็งและประสบความสำเร็จ มีการจัดการการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

สามารถนำผลิตภัณฑ์ของกลุ่มออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งพิจารณาสร้างความเชื่อมโยงผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ ได้แก่ ด้านการตลาด ผู้ใช้ประโยชน์กลุ่มต่างๆ ทั้งในประเทศและตลาดอาเซียน นำข้อมูลที่ได้มาบูรณาการนำไปสู่รูปแบบกลยุทธ์การบริหารจัดการใหม่อย่างมีศักยภาพที่แท้จริง ด้วยการใช้แนวคิดร่วมออกแบบ (Co-design) และ Customization เข้ามาร่วมพัฒนา และพัฒนาแนวทางการใช้ระบบการผลิต เทคโนโลยี และนวัตกรรม