พืชพื้นบ้านเป็นทั้งอาหารและยากะเพราควายผักกลิ่นรสร้อนแรง

เป็นยาดีหลายท่านคงเคยตั้งคำถาม และอยากรู้จัก ว่าพืชผักชนิดนี้มีดีอย่างไร? หลายคนยังไม่รู้จัก ก็อยากจะบอกว่า คนไทยเราเขารู้จักกันมานาน ถึงแม้ว่าจะมีคนบอกกล่าวว่าไม่ใช่พืชพื้นถิ่นของไทยก็ตามที แต่คนไทยเราเขาชอบมากๆ เป็นคนไทยนิยมกินอะไรที่เผ็ดร้อนอยู่แล้ว ผักชนิดนี้นิยมนำมาปรุงแต่งกลิ่นรสอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่ต้องการดับกลิ่นคาว กลิ่นสาบของเนื้อสัตว์บางชนิด ที่ลำพังข่า ตะไคร้ เอาไม่อยู่ “กะเพราควาย” ชื่อดูดุดัน เรียกกันแถบภาคกลางเป็นส่วนใหญ่ ในถิ่นภาคเหนือ เรียก “จันทน์จ้อ” และชื่ออย่างเป็นทางการคือ “ยี่หร่า”

กะเพราควาย มีชื่อสามัญว่า Shrubby Basil
ชื่อวิทยาศาสตร์ Ocimmum gratissimum
อยู่ในวงศ์กะเพรา LAMIACEAE

เป็นพืชล้มลุก ประเภทพุ่ม อายุยืนกว่าปี ชอบขึ้นที่ดินสมบูรณ์ มีอินทรียวัตถุมาก น้ำดีพอสมควร แต่ก็ขึ้นได้ดีกับดินทุกชนิดเหมือนกัน ต้องการแสงแดดมากพอสมควร เนื่องจากเป็นพืชที่มีใบดก ใบใหญ่ แต่กิ่งก้านเล็ก กรอบ หักง่าย จึงไม่ทนทานต่อสภาพลมแรง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด งอกงาม เจริญเติบโตเร็ว สามารถใช้ใบประกอบอาหาร และทุกส่วนใช้ประโยชน์เป็นยา ได้ตั้งแต่ต้นเล็กๆ อายุเดือนเศษๆ กลิ่นที่ไม่มีใครเหมือน ใช้เป็นส่วนผสมอาหาร ยา เครื่องหอม เครื่องดื่ม สกัดน้ำมันหอมระเหย ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ฯลฯ

กะเพราควาย หรือ จันทน์จ้อ หรือ ยี่หร่า คำเรียกที่ว่า “ยี่หร่า” เรียกเหมือนกันในผัก 2 อย่าง อย่างแรก คือ กะเพราควาย ที่กำลังกล่าวถึง ยี่หร่าอีกอย่าง เรียก ผักยี่หร่า หรือ ผักชีลา ผักชีลาว ผักจี ประเภทเดียวกับผักชี เป็นผักต้นเล็ก เหมือนต้นผักชี คู่ซี้กับต้นหอม ผักล้มลุกอายุสั้นเดือนสองเดือน ออกดอก ติดเมล็ด “กะเพราควาย” ที่กำลังกล่าวถึง ทนนานถึงข้ามปีก็มี ถ้าดูแลดีๆ เวลาเอาไปใช้ทำอาหาร ก็ใช้เพียงไม่กี่ใบ ไม่กี่ยอด ได้กลิ่น รส มากกว่าที่ต้องการเสียอีก กลิ่นสาบ กลิ่นคาว ที่ว่าเป็นหนัก เจอกะเพราควายสักยอด ใบสองใบ ดับสิ้นกลิ่นสาบคาวหมด

เคยมีบทประพันธ์กาพย์เห่เรือว่า “มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง ชายใดได้กลืนแกง แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา” ยี่หร่าในแกงมัสมั่นคือกะเพราควาย มีเมนูอาหารต่างๆ หลายสูตร ที่ใช้ยี่หร่าเป็นส่วนประกอบ เป็นเครื่องปรุง ในลักษณะเป็นผัก หรือส่วนอื่นที่เป็นเครื่องเทศ เช่น เมล็ดหรือผล ใบแห้งบด รากและต้นบด

เมื่อก่อนในชนบทมักจะปลูกต้นยี่หร่า หรือ กะเพราควาย หรือจันทน์จ้อ ไว้ข้างห้างนา สวนหลังบ้าน ชายป่า ริมบึง ปลูกเอาไว้ใช้ปรุงอาหารจากเนื้อสัตว์ที่มีกลิ่นสาบคาวมาก เช่น แพะ เป็ด สัตว์ป่าเกือบทุกชนิด สัตว์บ้านบางอย่างที่มีบางชุมชนเล็กๆ บางกลุ่มเล็กๆ มักแอบลอบทำกินคือ “หมา” แกงเนื้อหมา ต้องใส่จันทน์จ้อ เนื้อเก้งเอ๋ง 3 กิโล ใส่จันทน์จ้อ กะเพราควาย 1 กำมือ ระวังอันตราย ผิดกฎหมาย แต่สุดแซ่บ

กะเพราควาย ขยายพันธุ์ง่าย จะตัดกิ่งยอดชำ หรือที่นิยมทั่วไปคือเพาะเมล็ด หรือถ้าไม่ต้องการต้นกล้าปริมาณไม่มาก สักต้นสองต้น ก็ขอแบ่งเอาต้นอ่อนที่มักงอกอยู่บริเวณใต้ต้นแม่ เพราะต้นกะเพราควาย เมื่อติดดอก เปลี่ยนเป็นผล ผลแก่จะแตกเมล็ดจะร่วงหล่นบริเวณใต้ต้น หรือใครได้พบต้นกะเพราควายที่แก่ ติดดอกออกผล เห็นผลเริ่มแก่สักครึ่งช่อผล เด็ดไปใส่ภาชนะตากแดดให้แก่ทั้งช่อ นำไปขยี้โรยลงแปลงดินได้ จะได้ต้นกะเพราควายใหม่ตามที่เราต้องการ จะแยกย้ายเอาไปปลูก หรือแบ่งให้คนที่มาขอเอาไปปลูก ก็ได้ทั้งหมด เราปลูกไว้เก็บกินสักต้นสองต้น หรือจะปลูกไว้ขายใบ หรือแยกใส่ถุงไปเร่ขายก็ตามสะดวก

กะเพราควาย มีถิ่นกำเนิดจากแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อินเดีย จีน เขาเอามาเป็นเครื่องปรุงอาหาร ดับคาวเนื้อสัตว์ ป้องกันไม่ให้อาหารเน่าเสีย ใช้น้ำมันหอมระเหยแต่งกลิ่นอาหาร แต่งกลิ่นน้ำหอมต่างๆ เป็นพืชที่ตั้งพุ่มสูงไม่เกิน 80 เซนติเมตร ลำต้นสีน้ำตาล แตกกิ่งก้านเล็กๆ ใบเดี่ยวออกเป็นคู่ตามกิ่งก้าน รูปทรงใบกลมรี ปลายใบแหลม โคนใบสอบ ขอบใบหยัก ดอกออกปลายยอดเป็นช่อ เหมือนกะเพรา มีดอกย่อยเล็กๆ มากมาย ผลเป็นช่อเหมือนกับดอก เรียกกันรวมๆ ว่า เมล็ด ลักษณะทรงกลมสีเขียวเมื่ออ่อน เปลี่ยนเป็นน้ำตาล น้ำตาลแก่ถึงดำ แก่จัดจะรูดหลุดจากช่อง่ายๆ เอาไปใช้ประโยชน์ต่างๆ ได้

คุณค่าทางอาหาร และสารหรือแร่ธาตุสำคัญที่กะเพราควายมีอยู่ ใบกะเพราควาย 100 กรัม หรือ 1 ขีด ประกอบด้วย เส้นใยอาหาร หรือไฟเบอร์ 26.8 กรัม โปรตีน 14.5 กรัม ไขมัน 0.6 กรัม วิตามินบีหนึ่ง 0.10 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.25 มิลลิกรัม วิตามินบีสาม 0.62 มิลลิกรัม แคลเซียม 2 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 215 มิลลิกรัม เหล็ก 25.5 มิลลิกรัม

กะเพราควายมีคุณสมบัติที่ดีในการใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ รากและต้น ช่วยให้ระบบการย่อยอาหารดี ผลหรือเมล็ดมีสารสำคัญในการทำลายเชื้อจุลินทรีย์ ส่วนใบ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญและเป็นผลผลิตส่วนใหญ่ มีผลในการป้องกันการเกิดมะเร็ง ช่วยขับเหงื่อ ขับไล่ของเสียออกจากร่างกาย แก้คลื่นไส้อาเจียน ท้องอืด ขับลม ช่วยเจริญอาหาร ลดอาการปวดประจำเดือนของสตรีได้ดี

กะเพราควาย นอกจากจะใช้ใบในการปรุงอาหารเป็นหลักแล้ว เมล็ดยังนำมาคั่วบดเป็นเครื่องเทศปรุงกลิ่นรสอาหาร ผสมเครื่องปรุงแกงเผ็ด แกงเขียวหวาน แกงกะหรี่ แกงมัสมั่น ซึ่งเมล็ดที่บดหรือตำเป็นผง ใช้หมักเนื้อ ช่วยถนอมอาหารไม่ให้เน่าเสียเร็ว

การหมักเนื้อด้วยผงเมล็ดกะเพราควาย อยู่ได้โดยเนื้อสัตว์ไม่เน่าเสียเป็นสัปดาห์นะ เพราะสารที่อยู่ในเมล็ดกะเพราควาย มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์นั่นเอง กลิ่นและรสสามารถดับกลิ่นคาว เหม็นอับของเนื้อสัตว์ได้ น้ำมันหอมระเหยก็เช่นกัน ดับกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ได้

มะม่วงแก้วขมิ้น มีถิ่นกำเนิดจากประเทศกัมพูชา “มะม่วงแก้วขมิ้น” ถูกนำเข้ามาปลูกเพื่อเก็บผลผลิตและขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่งจำหน่ายในประเทศไทยมาเป็นระยะเวลานานแล้ว มะม่วงแก้วขมิ้น เป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศไทย เนื่องจากเป็นมะม่วงที่ติดผลง่าย ติดผลดกตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องใช้วิธีบังคับให้ติดผลนอกฤดูกาลเหมือนมะม่วงสายพันธุ์อื่นบางชนิด ปลูกมะม่วงให้ได้ผลผลิตดีที่สุดควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน มะม่วงที่ปลูกจะมีการเจริญเติบโตที่ดีมากกว่ามะม่วงที่ปลูกในฤดูแล้ง แต่ถ้าหากมีระบบการให้น้ำที่ดี ก็สามารถปลูกมะม่วงได้ทุกฤดูกาล

ต้นมะม่วงแก้วขมิ้นใช้ระยะเวลาในการปลูก 3 ปี ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว มะม่วงแก้วขมิ้น เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดกลาง มีอายุประมาณ 10-20 ปี ลำต้นสูงประมาณ 15-20 เมตร ลำต้นแตกกิ่งตั้งแต่ระดับต่ำ เป็นทรงพุ่มกลม มีกิ่งหลัก และกิ่งแขนงมาก เมื่อแลดูจนกระทั่งเป็นทรงพุ่มหนา เปลือกลำต้นก็จะแตกร่องเป็นแผ่นสะเก็ด และมีสีเปลือกลำต้นสีดำอมเทา ใบมะม่วงแก้วขมิ้น ออกเป็นใบเดี่ยว มีก้านใบสีเขียว โคนใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบมีสีเขียวเข้มและเป็นมัน

มะม่วงแก้วขมิ้น มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ผลดิบหรือแก่จัด เนื้อของผลจะแน่นละเอียด กรอบ มัน มีรสชาติหวานปนเปรี้ยวเพียงเล็กน้อย หรือมี 3 รส ใน 1 ผล หากผลที่สุกแล้วจะเป็นสีเหลืองเข้มเหมือนดั่งสีของขมิ้น มีรสชาติที่หวาน เนื้อไม่เละ และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวของมะม่วงแก้วขมิ้น แต่ผู้คนส่วนมากนิยมทานผลดิบมากกว่า ในส่วนของผลที่สุกแล้วสามารถทานสดก็ได้ หรือนำไปแปรรูป อย่างเช่น มะม่วงกวน มะม่วงอบแห้ง เป็นต้น

คุณอารีรัตน์ คชรัตน์ อายุ 31 ปี อาศัยอยู่ที่ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ปัจจุบัน คุณอารีรัตน์ ประกอบอาชีพเกษตรกร คุณอารีรัตน์ กล่าวว่า แรกเริ่มเดิมทีตนเองไม่เคยคิดที่อยากจะปลูกมะม่วงมาก่อน แต่ด้วยมีคนรู้จักกัน มาพูดถึงการวิธีการปลูกมะม่วงแก้วขมิ้น และตลาดประเทศจีนที่มีความต้องการสูง จึงทำให้คุณอารีรัตน์รู้สึกสนใจและอยากลองที่จะปลูก ด้วยเดิมทีคุณอารีรัตน์มีความรู้ด้านเกษตรอยู่แล้ว การปลูกมะม่วงแก้วขมิ้นจึงไม่เป็นเรื่องที่ยากอะไร

ปัจุบัน คุณอารีรัตน์ เป็นเกษตรกรปลูกมะม่วงแก้วขมิ้นมามากกว่า 4 ปี แล้ว มีจำนวนไร่ที่ปลูกมะม่วงแก้วขมิ้นถึง 105 ไร่ คุณอารีรัตน์กล่าวว่า มะม่วงแก้วขมิ้นถือเป็นการปลูกมะม่วงที่ต้นทุนต่ำ แต่ให้ผลตอบแทนที่สูง ติดผลดี ดก แต่ถ้าหากอยากให้ต้นมะม่วงแก้วขมิ้นดกดี ดกมากๆ แบบสวนของเรา แนะนำให้ใช้วิธีเพาะเมล็ดในการปลูก ต้นที่ปลูกลงดินจะแข็งแรง และดกมากๆ กว่าการเพาะปลูกด้วยวิธีตอนกิ่ง และทาบกิ่ง และยังทำให้ต้นมีอายุที่ยืนนานขึ้นไปอีก

คุณอารีรัตน์ ได้อธิบายถึงขั้นตอนในการเพาะปลูกมะม่วงแก้วขมิ้น โดยเริ่มจากทางสวนจะให้วิธีเพาะขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเมล็ด เริ่มจากการเลือกเมล็ดพันธุ์มะม่วงแก้วขมิ้นที่เป็นเมล็ดแก่จัด นำมาผ่าเปลือกด้านนอกออก จะเห็นได้ว่าด้านในมีเนื้อขาวๆ นิ่มๆ ให้น้ำเมล็ดด้านในออก ทำการเพาะลงถุงเพาะ วิธีนี้จะช่วยให้เมล็ดสัมผัสได้ถึงอากาศของแต่ละพื้นที่นั้นๆ และน้ำเข้าไปในเมล็ดได้ง่าย ทำให้เมล็ดงอกได้เร็ว

ข้อควรระวังในการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด คือเมล็ดที่เอาออกแล้ว ต้องรีบเพาะลงถุงเพาะชำภายใน 1 สัปดาห์ ไม่ควรเก็บเมล็ดที่ผ่าแล้วไว้นานเกินกว่านี้ เพราะอาจทำให้อัตราการงอกลดลงได้ วัสดุในการเพาะที่ใช้คือดินเพาะปลูก และปุ๋ยคอก ผสมกันในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ใส่ดินที่ผสมแล้วลงไปก้นถุง และนำเมล็ดที่เตรียมในการเพาะใส่ลงไป จากนั้นใส่ดินกลบลงไปให้เต็มถุงนำไปวางในโรงเพาะและรดน้ำให้ชุ่ม

การรดน้ำในช่วงการเพาะเมล็ดถือว่าสำคัญมาก ทางสวนจึงมีการรดน้ำให้กับต้นพันธุ์ทุกวัน หากวันไหนฝนตกอากาศชื้นก็ไม่จำเป็นต้องรดน้ำในวันนั้น เมื่อเมล็ดได้รับน้ำในปริมาณที่ดีก็จะทำให้เมล็ดสมบูรณ์งอกเร็ว เมื่อครบระยะเวลา 3 เดือน ก็สามารถนำลงแปลงปลูกได้เลย

แปลงปลูกของทางสวนจะยกร่องให้สันร่องสูง ประมาณ 0.5 เมตร หรือ 50 เซนติเมตร ปลูกมะม่วงบนสันร่อง ระยะระหว่างสันร่อง ประมาณ 6 เมตร ความกว้างของร่อง 1.0 เมตร หรือ 100 เซนติเมตร ในส่วนของระยะปลูกนั้น ระยะห่างของแถว 4 เมตร ระยะห่างของต้น 4 เมตร จะทำให้มีจำนวนต้นและผลผลิตมากขึ้นต่อพื้นที่ แต่ก็ต้องดูแลการจัดการในสวนให้ดีและดูแลมากกว่าปกติ ในส่วนของระยะหลุมในการปลูกจะมีขนาด กว้างxยาวxสูง 50x50x50 เซนติเมตร หลังจากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม ทางสวนจะใช้สปริงเกลอร์ในการรดน้ำ เมื่อหลังลงหลุมปลูกแล้ว จะเป็นการให้น้ำ 1-2 วัน 1 ครั้ง แล้วแต่สภาพอากาศในแต่ละวัน

การปลูกมะม่วงแก้วขมิ้นไม่มีการดูแลอะไรยาก ทางสวนจะปลูกกล้วยแซมเพื่อคอยกันลมให้กับต้นมะม่วง เมื่อถึงช่วงติดดอกไม่ให้ดอกมะม่วงร่วง เมื่อลงแปลงปลูกแล้ว ทำเพียงแค่รดน้ำสม่ำเสมอ เมื่อถึงช่วงที่ต้นติดดอก อาจจะมีแมลงและโรคพืชมากวนใจบ้าง เช่น โรคแมลงจากแมลงวันทอง ทางสวนก็จะทำกับดักเพื่อล่อแมลงวันทองให้ลงไปในขวดกับดัก แทนการไปกัดกินมะม่วง และให้สารอาหารที่โคนต้นสำหรับเร่งในการเปิดตาดอก เมื่อต้นมะม่วงเริ่มเปิดตาดอกแล้ว ไม่นานก็สามารถออกผลผลิตออกมาให้เกษตรกรได้เก็บเกี่ยว

คุณอารีรัตน์ กล่าวถึงตลาดของมะม่วงแก้วขมิ้น เป็นมะม่วงที่มีความต้องการของตลาดสูง ด้วยมะม่วงแก้วขมิ้นนั้น นิยมกินผลดิบ ที่มีรสชาติดีและกลิ่นหอมเฉพาะตัว หรือจะทานสุกก็สามารถทานได้ นำไปแปรรูปก็ยังได้ ทำให้ตลาดมะม่วงแก้วขมิ้นไม่ตันแน่นอน ตอนนี้ทางสวนผลผลิตเกือบ 100% ส่งตรงให้กับโรงงานแปรรูปมะม่วงกวนส่งออกประเทศจีน แต่หากมีผลผลผลิตเหลือตกค้างก็จะนำไปส่งตลาดค้าส่งทั่วประเทศ

“ต้องยอมรับจริงๆ เลยว่า มะม่วงแก้วขมิ้นปลูกง่าย ต้นทุนต่ำ 3 ปี ก็สามารถคืนทุนได้แล้ว และที่สำคัญมะม่วงแก้วขมิ้นยังให้ผลผลิตที่ดก หากเพาะด้วยเมล็ดแล้วความดกจะยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก เป็นที่ต้องการของตลาดในประเทศและต่างประเทศ อย่างตลาดประเทศจีนที่มีความต้องการสูงมาก”

สำหรับท่านใดที่สนใจมะม่วงแก้วขมิ้น กิ่งพันธุ์มะม่วงแก้วขมิ้น เมล็ดพันธุ์มะม่วงแก้วขมิ้น ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณอารีรัตน์ คชรัตน์ อายุ 31 ปี อาศัยอยู่ที่ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี 70150 โทรศัพท์ 093-005-9271 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ทางเฟซบุ๊ก หน่อกล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง สายพันธุ์ยักษ์

คุณสุนทร คมคาย รองประธานกลุ่มสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ปราจีนบุรี อยู่บ้านเลขที่ 69 หมู่ที่ 4 ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เกษตรกรนักสู้ นักพัฒนา และเปรียบเสมือนผู้นำความยั่งยืนมาสู่ชุมชน ด้วยการลด ละ เลิก ใช้สารเคมี หันมาทำเกษตรอินทรีย์เพื่อความยั่งยืนจนประสบผลสำเร็จ สามารถสร้างรายได้จากสวนเกษตรอินทรีย์ได้มากกว่าปีละครึ่งล้าน

คุณสุนทร คมคาย เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำเกษตรว่า ตนเคยทำงานเป็นพนักงานขายปุ๋ยเคมีมาก่อน เมื่อถึงจุดอิ่มตัวกับการเป็นลูกจ้างก็ได้ลาออกจากงานกลับมาเปิดร้านขายเคมีภัณฑ์เป็นของตัวเอง และมีการทำเกษตรปลูกไม้ผลควบคู่กันไป โดยการนำความรู้เรื่องสารเคมีมาประยุกต์ใช้กับวิชาการเกษตรที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จนกระทั่งในปี 2533 เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เมื่อกำลังจะมีโรงงานไฟฟ้ามาตั้งในหมู่บ้าน ตนได้มีส่วนร่วมเป็นแกนนำคัดค้านการก่อสร้างโรงงาน และมีภาคประชาชนจากหลายกลุ่มเข้ามาช่วย

จากวิกฤตครั้งนั้นกลายเป็นโอกาสจบเรื่องราวต่างๆ ไป แต่ยังเหลือมิตรภาพดีๆ จากการที่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้อาชีพจากเพื่อนๆ หลายกลุ่มที่เข้ามาช่วยกัน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขต ที่เข้ามาเป็นจุดเปลี่ยนให้ลด ละ เลิก การใช้สารเคมี แล้วหันกลับมาทำเกษตรอินทรีย์แทน ซึ่งในตอนแรกก็ยังไม่เชื่อว่าการทำเกษตรอินทรีย์จะทำได้จริง แต่เมื่อได้เปิดใจทดลองทำเกษตรอินทรีย์ก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดไว้ และหลังจากนั้นก็ได้มีการต่อยอดพัฒนารูปแบบการทำมาเรื่อยๆ จนประสบผลสำเร็จ ได้มีการรวมกลุ่มเกิดขึ้น

ในนามกลุ่มสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ปราจีนบุรี จัดตั้งขึ้นเมื่อต้นปี 2562 สถานที่ทำการอยู่ที่ตำบลนนทรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เป็นการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรที่ทำการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์จากหลากหลายตำบลในจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อร่วมกันขยายพื้นที่และพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ ได้รับการรับรองมาตรฐานตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับสากล เช่น PGS, organicthailand, IFOAM, EU, CANADA มีผลผลิตหลักคือ ข้าว พืชผัก ผลไม้ สมุนไพรและผลิตภัณฑ์แปรรูปด้านอาหาร ปัจจุบันมีสมาชิกเกือบ 200 ราย ในแต่ละปีสามารถสร้างเงินเข้ากลุ่มได้ปีละ 2 ล้านกว่าบาท นับเป็นความสำเร็จที่ยั่งยืนมากๆ

ลด ละ เลิก สารเคมี
หันทำเกษตรอินทรีย์
ชีวิตสดใส มีรายได้ที่ยั่งยืน
เจ้าของบอกว่า taniavaughan.com ตนมีพื้นที่ทำการเกษตรอยู่ประมาณ 60 ไร่ มีการจัดสรรพื้นที่ปลูกแบบเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชไร่ พืชสวน พืชสมุนไพรพื้นบ้าน เลี้ยงสัตว์ โดยมีพืชที่สร้างรายได้หลักอยู่หลายชนิด ทั้งในส่วนของพืชผักตามฤดูกาล และพืชผักพื้นบ้าน เช่น ผักกูด ผักปลัง ที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพขณะนี้ และนอกเหนือจากประโยชน์ที่มีมากมายแล้ว ด้วยเหตุผลส่วนตัวนั้นมีความต้องการที่จะผลักดันและฟื้นฟูภูมิปัญญาการกิน การมีชีวิตที่ผูกพันกับทรัพยากรท้องถิ่น จึงอยากส่งเสริมเรื่องของการปลูกพืชพื้นบ้านให้มากขึ้น และมองเห็นว่าผักพื้นบ้านเป็นผักที่มีพลังที่สุด ชาวบ้านสามารถเข้าถึงเกษตรอินทรีย์ได้ง่ายขึ้น จึงเป็นการเริ่มต้นการทำเกษตรอินทรีย์ที่ดีที่สุด

“ผักปลัง ผักเก่าแก่ที่มีมาแต่สมัยโบราณ ปัจจุบันเริ่มมีการแพร่หลายเป็นที่รู้จักของคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มคนรักสุขภาพ เนื่องจากผักปลังมีสรรพคุณเป็นได้ทั้งอาหารและยา ในตำรายาไทย

ดอก ใช้ทาแก้กลากเกลื้อน แก้โรคเรื้อน ดับพิษฝีดาษ คั้นเอาน้ำทาแก้หัวนมแตกเจ็บ

ต้น แก้อึดอัดแน่นท้อง ระบายท้อง แก้อักเสบบวม ต้มดื่มแก้ไส้ติ่งอักเสบ ราก แก้รังแค แก้โรคผิวหนัง แก้ท้องผูก แก้พรรดึก ขับปัสสาวะ ใช้ทาถูนวดให้ร้อน เป็นผักที่มีเมือกมาก กินแล้วช่วยระบาย ปลูกง่าย ต้นทุนต่ำ

ถ้าพูดเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ “เขวี้ยงไปตรงไหน ก็ขึ้นตรงนั้น” เปรียบให้เห็นถึงความเป็นพืชที่ปลูกง่ายมากๆ นั่นเอง” ขั้นตอนการปลูก
วิธีการขยายพันธุ์ …ผักปลัง สามารถขยายพันธุ์ได้ 2 วิธี ดังนี้

การเพาะเมล็ด …เริ่มจากการเก็บผลแก่ตามธรรมชาติ ผลเมื่อแก่เต็มที่แล้วจะมีสีม่วงเข้มเป็นทรงกลม ข้างในมีจำนวน 1 เมล็ด ต่อผล นำมาล้างน้ำตากแดดจนแห้ง ผสมดินใช้ปุ๋ยคอกเก่า แกลบดำ ผสมแล้วกรอกลงไปในถาดเพาะ จากนั้นนำเมล็ดผักปลังที่เตรียมไว้หยอดลงไปในถาดเพาะ ฝังกลบเมล็ดประมาณครึ่งเซนติเมตร แล้วรดน้ำ พอต้นเริ่มมีใบขึ้นสัก 2 ใบ ก็สามารถย้ายไปปลูกในกระถางที่ใหญ่ขึ้น หรือจะปลูกลงดินก็ได้

การปักชำ …จะเลือกเถาที่แก่มาชำ เพราะจะเจริญเติบโตได้ไวกว่าการใช้เถาอ่อน จากนั้นเตรียมการผสมดิน เลือกตัดเถาที่มี 2-3 ข้อ ตัดเป็นปากฉลาม ตัดใบออกให้เหลือครึ่งหนึ่ง หรือจะตัดออกทั้งหมดเลยก็ได้ เพื่อลดการคายน้ำ แล้วปักลงไปในดินที่เตรียมเอาไว้
วิธีการปลูกลงดิน …ผักปลัง เป็นพืชอวบน้ำ ชอบความชุ่มชื้น ชอบดินโปร่ง เหมาะกับปลูกในดินร่วนผสมปุ๋ยคอก เตรียมดินโดยการไถพรวนผสมปุ๋ยคอกเก่า แล้วคลุมด้วยฟางเพื่อกักเก็บความชื้นในดิน จากนั้นนำกล้าที่เตรียมไว้มาลงแปลงปลูก ในระยะห่าง 30×30 เซนติเมตร

วิธีการดูแลรักษา
การให้น้ำ …การดูแลรักษาผักปลังไม่ต้องมีอะไรมาก เพราะพื้นฐานเป็นพืชที่ปลูกง่ายอยู่แล้ว เพียงมีระบบน้ำให้สักหน่อยในช่วงที่แล้งหรืออากาศหนาวเกินไป ถ้าปล่อยตามระบบธรรมชาติต้นจะออกดอกติดเมล็ด ต้นจะไม่ค่อยงาม โดยที่สวนจะให้ระบบน้ำมินิสปริงเกลอร์เปิดรดทุกเย็น

ปุ๋ย …ใส่ปุ๋ยหมักธรรมดา ผักปลังเป็นผักกินยอด กินใบ ก็จะต้องการธาตุไนโตรเจนที่สูงหน่อย ปุ๋ยที่ใส่ทางดินเป็นปุ๋ยหมัก ในอัตราส่วนดังนี้

ขี้ไก่ 3 ส่วน
ขี้หมู 1 ส่วน
แกลบ 3 ส่วน
แกลบดำ 1 ส่วน
น้ำหมักรกหมู ปริมาณ 1-2 ลิตร ผสมน้ำแล้วราดลงไปในกองปุ๋ย
พด.1 ในอัตรา 1 ส่วน 3 ของซอง เทผสมผคลุกเคล้าลงไปในกองปุ๋ย 7 วัน กลับกองครั้ง หมักทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน สามารถนำมาใช้ได้
การเก็บเกี่ยวผลผลิต …เมื่อผักปลังมีลำต้นยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร จะเริ่มเด็ดยอด โดยเวลาที่เหมาะสมคือ ในตอนเช้ามืด เพราะจะทำให้ได้ผักปลังที่อวบและสด ผักปลังมีคุณสมบัติคือ เมื่อเด็ดยอดจะทำให้แตกยอดมาก เมื่อเก็บแล้วนำมามัดเป็นกำ สามารถนำไปขายให้กับผู้บริโภคต่อไป

ผลผลิตต่อวัน …พื้นที่ปลูกผักปลังครึ่งงาน เก็บผลผลิตได้วันละประมาณ 10-15 กิโลกรัม ถือเป็นปริมาณที่น่าพอใจ

ราคา …แล้วแต่รูปแบบการขาย ถ้าแพ็กขายเอง จะขายในราคา ขีดละ 15 บาท แต่ถ้าเป็นราคาส่ง ราคากิโลกรัมละ 40 บาท แต่กว่าจะไปถึงผู้บริโภค ราคาผักปลังจะเป็นผักที่มีค่ามาก ราคากิโลกรัมละเกือบร้อยบาท ถือเป็นพืชพื้นบ้านที่ไม่ควรมองข้าม