พื้นทราย เหมาะสำหรับไก่ที่ช่วงอายุขนกำลังหลุดหรือโรยตัว

เพราะทรายมีความชื้นและเย็น ช่วยให้ไก่ฟื้นตัวได้เร็ว ทั้งยังเหมาะสำหรับการเลี้ยงพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ เพราะจะช่วยให้ไก่อารมณ์ดี จำนวนไข่มาก รวมถึงผ่อนคลาย โอกาสจิกไข่แตกน้อย

ในทุกวัน กิจกรรมที่ต้องดูแลไก่ ไม่ต้องใช้เวลามาก เพราะไก่พื้นบ้านที่เลี้ยงจัดอยู่ในกลุ่มไก่สวยงาม โดยเริ่มจากการย้ายไก่ออกนอกโรงเรือน ปล่อยให้เดิน วิ่ง ตามพื้นที่กั้นบริเวณไว้ ระหว่างนั้นทำความสะอาดโรงเรือน ต่อมาให้อาหารและน้ำ

คุณเกรียงไกร ย้ำถึงความสะอาดภายในโรงเรือนต้องดีที่สุด เพราะจะช่วยไม่ให้เกิดเชื้อโรคภายในโรงเรือน ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ไก่ป่วย

สำหรับอาหาร คุณเกรียงไกร เผยเทคนิคอาหารที่ให้กับไก่พื้นบ้านของตนเองว่า ผสมอาหารเอง โดยใช้ข้าวเปลือก 50 เปอร์เซ็นต์ ข้าวกล้องหรือข้าวเม็ดแตก 30 เปอร์เซ็นต์ หัวอาหารหมูนม 20 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ ยังมีอาหารเสริมนอกรอบ ไม่ได้ให้ทุกวัน แต่ให้สม่ำเสมอ คือ อาหารสุนัข ช่วยบำรุงระบบโครงสร้าง กระดูก ให้มีความแข็งแรง ขนเงางาม

หญ้า เพราะเป็นพืชตัวสำคัญที่ช่วยบำรุงเรื่องขนให้เงางามตามธรรมชาติ

เปลือกหอยตำละเอียด เพราะเปลือกหอยมีแคลเซียมสูง ก่อนให้ไก่กินควรแช่น้ำแล้วนำไปผสมกับหัวอาหาร

อาหารและน้ำ จะเติมให้ตลอดทั้งวัน โดยไม่กังวลว่าจะสิ้นเปลือง เป็นการบำรุงไก่

“หัวอาหารหมูนม ช่วยเรื่องการเจริญเติบโต ทำให้ไก่โตเร็ว เพราะมีโปรตีนมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์เป็นส่วนผสม และหัวอาหารหมูนมใช้เป็นอาหารทดแทนสำหรับลูกหมูที่เริ่มอดนม จึงนำมาประยุกต์ใช้กับสัตว์ปีก แต่ให้กินในปริมาณที่เหมาะสม ตามอายุของไก่ ซึ่งได้ผล ไก่แข็งแรงและเจริญเติบโตเร็ว”

ในบางครั้งจะให้น้ำมันตับปลา หรือวิตามินบำรุงร่างกายของคน ในปริมาณตามน้ำหนักตัวไก่ เพราะคุณเกรียงไกร เคยทดลองในไก่ แยกกลุ่มที่ให้และไม่ให้วิตามินบำรุงร่างกายของคน และน้ำมันตับปลา พบว่า กลุ่มไก่ที่ได้รับวิตามินบำรุงร่างกายของคนและน้ำมันตับปลา มีความแข็งแรง สดใส ร่าเริง มากกว่า จึงให้น้ำมันตับปลาและวิตามินบำรุงร่างกายของคนเป็นประจำ

ในไก่ มีไรไก่ หากต้องการให้ไก่สวยงามตามแบบที่ต้องการ ควรอาบน้ำให้ไก่ 2-3 เดือน ต่อครั้ง ถ้าไก่อยู่ในช่วงผลัดขน การอาบบ่อยครั้งในช่วงนั้น จะทำให้ขนที่ขึ้นมาใหม่ดกดำ สวยงาม

พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ จะได้รับการผสมพันธุ์ไปตั้งแต่แม่พันธุ์เป็นไก่รุ่น กระทั่งอายุไม่เกิน 5 ปี จึงปลดระวางจากการเป็นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ในแต่ละครั้งไก่อายุไม่เกิน 2 ปี จะให้ไข่ 13-15 ใบ แต่ขนาดไข่เล็ก ส่วนแม่พันธุ์ที่อายุเกิน 2 ปีขึ้นไป จะให้ไข่ครั้งละ 9-10 ใบ แต่ไข่มีขนาดใหญ่

หลังจากแม่พันธุ์ให้ไข่แล้ว คุณเกรียงไกร ยังคงใช้วิธีธรรมชาติในการฟักไข่ คือปล่อยให้แม่ไก่ฟักไข่เอง เมื่อได้ลูกไก่แล้ว จึงแยกออกมานำไปเข้ากรงอนุบาล

คุณเกรียงไกร บอกว่า สิ่งที่จำเป็นมากคือ การทำวัคซีน โดยไก่แรกเกิดถึง 15 วัน ให้วัคซีนป้องกันโรคนิวคาสเซิล ไก่อายุ 15-30 วัน ให้วัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์ แต่ทั้งนี้ การทำวัคซีนก็ไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันโรคได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับการเลี้ยง โรงเรือน ซึ่งควรสะอาด แต่วัคซีนจะช่วยลดอัตราการเกิดโรคได้

ปัจจุบัน คุณเกรียงไกร ทำตลาดต่างประเทศไว้ 5 ประเทศ ได้แก่ คูเวต บาห์เรน อินโดนีเซีย สปป.ลาว และมาเลเซีย โดยมาเลเซียเป็นตลาดใหญ่ที่มีความต้องการไก่พื้นบ้านค่อนข้างสูง อีกทั้งยังมีลูกค้าจากต่างประเทศเดินทางมาซื้อถึงฟาร์ม เฉลี่ยไก่ที่ส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ มากกว่า 200 ตัว ในแต่ละปี

ในการจำหน่ายแต่ละครั้ง จำหน่ายเป็นคู่ ผู้-เมีย ราคาเริ่มต้นหลักพันบาทถึงหลักหมื่นบาท ขึ้นกับอายุและสายพันธุ์ของไก่ “ตลาดต่างชาติยอมรับว่า ของเราดี แต่ละประเทศจะมีออเดอร์มา เช่น ต้องการไก่เหลืองหางขาว อายุ 3 เดือน จำนวน 20 คู่ เราก็จัดส่งให้ ขายตั้งแต่ไก่เล็กถึงไก่ใหญ่ แล้วแต่ความต้องการ ซึ่งปัจจุบันนี้ ตลาดต้องการมาก แต่เราผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ”

ด้วยเหตุนี้ คุณเกรียงไกร จึงขยายฐานการผลิต โดยมุ่งไปที่ช่วยเหลือเพื่อนเกษตรกรด้วยกัน โดยให้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไป เมื่อผสมแล้วได้ลูกไก่ ก็รับซื้อคืน เพื่อนำไปขายให้กับลูกค้าที่ต้องการ ประกันราคาลูกไก่คู่ละ 500 บาท ปัจจุบันมีลูกฟาร์มถึง 14 ราย ทั้งในจังหวัดสิงห์บุรี และจังหวัดในภาคต่างๆ

“ต่างประเทศต้องการไก่พื้นบ้านเลือดแท้ เพราะเป็นความเชื่อ นำไปประดับบารมี หรือนำไปประดับซุ้ม ซึ่งหากมีการชนไก่จะนำน้ำที่ไก่พื้นบ้านเลือดแท้กิน ไปให้ไก่ชนกินและเช็ดตัว เอาฤกษ์เอาชัย”

ปัจจุบัน คุณเกรียงไกร มีไก่พื้นบ้านที่ตลาดต้องการสูง 3 ชนิด คือ เหลืองหางขาว ประดู่หางดำ และเขียวหางดำ ทั้งยังมีไก่พื้นบ้านเลือดแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ชนิดอื่นอีก เพราะต้องการเก็บรักษาสายพันธุ์และอนุรักษ์สายพันธุ์ไว้ไม่ให้สูญหาย ซึ่งคุณเกรียงไกร ยินดีให้คำแนะนำสำหรับผู้สนใจ โดยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (087) 118-8151 หรือเยี่ยมชมโรงเรือน ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 43/4 หมู่ที่ 8 ตำบลพักทัน อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี

คุณสยาม สกุณนา หรือ อาจารย์สยาม ผู้เชี่ยวชาญการเลี้ยงผึ้งโพรงป่า เล่าว่า กว่าจะเป็นมืออาชีพอย่างทุกวันนี้ได้ ตนลองผิดลองถูกมานานกว่า 4 ปี เมื่อก่อนเคยเป็นอาจารย์สอนวิชาเกษตรกรรมอยู่ที่ กศน. จังหวัดพะเยา ต่อมาได้ลาออกไปทำงานบริษัทปุ๋ย หลังจากนั้นลาออกจากบริษัทปุ๋ยอีก ด้วยเหตุผลที่ว่าเบื่องานประจำ เพราะนิสัยส่วนตัวเป็นคนรักอิสระ ไม่ชอบเป็นลูกน้องใคร จึงกลับมาอยู่บ้านที่อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา เช่าที่ทำนาจำนวนกว่าร้อยไร่ แรกๆ ก็ดี เพราะมีพื้นฐานเรื่องปุ๋ยเยอะ ประกอบกับช่วงนั้นราคาข้าวยังดีอยู่ แต่ช่วงหลังๆ ราคาข้าวเริ่มตก จากตันละหมื่นกว่าบาทเหลือเพียงตันละสี่ถึงห้าพันบาท ช่วงนั้นก็เจ๊งเลย เป็นหนี้ล้านกว่าบาท

เริ่มเลี้ยงผึ้งโพรง เพราะเป็น “หนี้” หลังจากที่เลิกทำนา อาจารย์สยาม เป็นหนี้ธนาคารล้านกว่าบาท ถ้าจะดันทุรังทำเกษตรต่อไปคงไม่ไหว ยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ ครั้นจะกลับไปทำงานเดิมอายุก็มากแล้ว ช่วงนั้นคือเครียดมาก ไม่รู้จะหันไปทางไหน ตอนนั้นจำได้ว่าเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์พอดีเห็นชาวบ้านที่หาผึ้งป่าเป็นอาชีพ วันหนึ่งเขาได้น้ำผึ้ง 20-40 ขวด ต่อวัน เป็นน้ำผึ้งเดือน 5 ขายราคาบ้านๆ ก็ได้ขวดละ 200 บาท ลองคำนวณดูเล่นๆ วันหนึ่งขายได้ 40 ขวด ตกวันละ 8,000 บาท และประกอบกับที่ตัวเองชอบกินน้ำผึ้งอยู่แล้ว จึงลองเดินเข้าป่าไปหาน้ำผึ้งโดยที่ไม่มีความรู้อะไรเลย ถือว่าเป็นการแก้เครียดไปด้วย ช่วงแรกหาไม่ได้เลย เพราะคิดว่าผึ้งต้องอยู่ตามพุ่มไม้สูงๆ ถามชาวบ้านเขาก็ไม่บอก

เกือบถอดใจ และวันหนึ่งไปนั่งพักเหนื่อยแถวริมห้วย ได้ยินเสียงคล้ายแมลงบินออกมาจากพื้นดิน หลังจากนั้นจึงเข้าใจ ผึ้งรังแรกที่เจอคือเจอในหลุมเป็นผึ้งโพรง จากประสบการณ์ครั้งนั้นจึงต่อยอดมา จากที่หาผึ้งไม่ได้เลยกลายเป็นว่าหาได้มากกว่าชาวบ้านซะอีก หาได้วันละเป็น 10 รัง จึงมีความคิดจะเอาผึ้งป่ามาเลี้ยง เพราะตั้งประเด็นตรงที่ว่าความต้องการของตลาดต้องการสูงมาก หาเท่าไรก็ไม่พอขาย ตรงนี้เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมเลี้ยงผึ้งป่า

วิธีการเลี้ยง และการดูแล

วิธีการเลี้ยงผึ้งโพรงป่าไม่ยุ่งยากอะไร เพราะผึ้งที่เราดูแลเป็นผึ้งที่ถูกคัดสายพันธุ์โดยธรรมชาติ มีความแข็งแกร่ง ให้ใช้วิธีคิดง่ายๆ เหมือนกับว่าเราเอาไก่ป่ามาเลี้ยง ตามใจเขา แทนที่เราจะบังคับให้เขาตามใจเรา ลองเอาตัวเองไปเป็นผึ้งป่าดูว่าเขาชอบแบบไหน ไม่ชอบแบบไหน เราก็จัดเอื้อสิ่งแวดล้อมในรังให้เขาอยู่สบาย หมั่นดูแลความสะอาด กำจัดมด แมลง ด้วยน้ำมันเครื่องเก่าหยอดไปที่ขาตั้งรังผึ้ง ถ้ารังสกปรกยากที่ผึ้งจะอยู่ ไม่ควรใช้ขี้ผึ้งทาในรัง ถือว่าเป็นตัวล่อหนอนแว็ก

หนอนแว็ก ถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของผึ้ง เวลาระบาดผึ้งจะไม่ยอมกลับรังแล้วก็หนีรังไปเลย องค์ประกอบหลักที่จะทำให้ผึ้งป่ามาอยู่กับเรา รังต้องดี สบาย ไม่ร้อน ถ้าจะให้ดีความกว้างของรังควรมีความกว้าง 38 เซนติเมตร สูง 30 เซนติเมตร และยาว 50 เซนติเมตร เจาะโพรงผึ้งให้ถูกตำแหน่ง ผึ้งจะอพยพไปตามแหล่งอาหาร ต้องดูว่าช่วงนี้มีแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ไหม มีดอกไม้บานทั้งปี อยู่ใกล้แหล่งอาหาร แหล่งน้ำ แบบนี้เข้าตามคุณสมบัติเราก็ทำแหล่งล่อได้

การดูแลนั้น แรกๆ อาจารย์สยามก็ทำเหมือนชาวบ้านเอาไม้มาเจาะโพรงเอาขี้ผึ้งมาทา ผึ้งก็เข้าบ้างไม่เข้าบ้าง ทำ 100 รัง เข้า 10-20 รัง ถือว่าสุดยอดแล้ว แต่พอเริ่มเปลี่ยนวิธีคิด ทดลองทำกลิ่นล่อผึ้งป่าขึ้นมา เพราะว่าใช้ขี้ผึ้งมันมีข้อจำกัด ขี้ผึ้งก็จะเป็นตัวทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย โดยการใช้กลิ่นล่อผึ้งจากฟีโรโมน ที่เรียนแบบจากต่างประเทศ เปรียบเสมือนกลิ่นผึ้งอพยพ แล้วฉีดสเปรย์สัปดาห์ละครั้ง

ระยะเวลาให้น้ำผึ้ง

ปกติทั่วไปผึ้งจะให้น้ำหวาน 3-4 เดือน ต่อการเก็บน้ำผึ้ง 1 ครั้ง แต่สำหรับอาจารย์สยามจะเก็บเฉพาะน้ำผึ้งเดือน 5 เท่านั้น เพราะช่วงระยะเวลาอื่นน้ำผึ้งคุณภาพจะต่ำ มีความชื้นสูง เก็บรักษาไว้ไม่ได้นาน รสชาติของน้ำผึ้งจะไม่มีความหอมที่หลากหลาย เพราะมีข้อจำกัดคือ ไม่ใช่ฤดูดอกไม้บาน ไม่มีความหลากหลายของมวลพฤกษา รสชาติไม่ค่อยดี จะขายราคาไม่แพงก็ได้

เทคนิคการคั้นน้ำผึ้งแบบพิเศษ ได้น้ำผึ้งใสบริสุทธิ์ เก็บรักษาได้นาน 2 ปี

ถ้าจะให้น้ำผึ้งสะอาด ใสบริสุทธิ์ไม่มีสิ่งปนเปื้อนเลยต้องเริ่มตั้งแต่การตัดแยกตัวอ่อนออกจากรัง ไม่ให้โดนมือตั้งแต่แรก เมื่อตัดแล้วให้ใช้ถุงพลาสติกห่อเก็บทันทีไม่ให้โดนอากาศ หลังจากนั้นก็เข้าสกัดด้วยเครื่องที่พลังงานแสงอาทิตย์ วิธีที่อาจารย์สยามคิดค้นขึ้นมา ที่นี่จะไม่ใช้การบีบน้ำผึ้งด้วยมือ หรือเครื่องจักร แต่อาจารย์คิดเครื่องสกัดน้ำผึ้งจากพลังงานแสงอาทิตย์ขึ้นมาเอง ใช้อุณหภูมิไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส แล้วปล่อยให้น้ำผึ้งไหลลงมาจนหยดสุดท้าย เพราะฉะนั้นตัวอ่อนจะไม่มีปนน้ำผึ้งเลย ทำให้ได้น้ำผึ้งที่บริสุทธิ์

การตลาด และการแปรรูปผลิตภัณฑ์

ต้องบอกก่อนเลยว่า อาจารย์สยามไม่มีหน้าร้าน ตลาดของอาจารย์ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์แล้วติดใจ บอกต่อกันไป อีกส่วนขายผ่านทางสื่อโซเชี่ยล แค่นี้ก็ผลิตไม่ทันขายอยู่แล้ว สาเหตุหลักที่ขายดีถึงทุกวันนี้เพราะด้วยเรื่องของคุณภาพ ถ้าไม่ใช่น้ำผึ้งเดือน 5 ไม่ขาย ด้วยเหตุนี้จึงได้ใจลูกค้า และนอกจากน้ำผึ้งเดือน 5 ยังมีการขายอุปกรณ์เลี้ยงผึ้งโพรงป่าอย่างครบวงจร หรือจะเป็นผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้งต่างๆ เช่น

รังตรงส่วนที่เป็นขี้ผึ้ง นำมาทำขี้ผึ้ง มีคนมารับซื้อถึงที่ กิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 200-300 บาท เพื่อเอาไปเป็นส่วนผสมของเทียน ทางภาคเหนือเขาเชื่อว่าถ้าเป็นเทียนทำจากผึ้งป่า จะศักดิ์สิทธิ์
หัวกะทิน้ำผึ้ง ผึ้ง 1 รัง จะมีหัวกะทิแค่ 1-2 รวง เท่านั้น เมื่อกินรสชาติจะหอมหวาน มีคุณค่าสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน
น้ำผึ้งที่เก็บจากเดือน 5 เท่านั้น บรรจุขวด ขนาด 750 ซีซี ราคาขายปลีก ขวดละ 350 บาท

แนะนำเกษตรกรอยากเลี้ยงผึ้งป่าเป็นอาชีพเสริม

อาจารย์สยาม แนะนำว่า สำหรับผู้ที่อยากเลี้ยงผึ้งเป็นอาชีพเสริม ทำประมาณ 5-10 รัง ก็สามารถอยู่ได้แล้ว เพราะผึ้ง 1 รัง 1 ปี สามารถให้ผลผลิตได้ไม่ต่ำกว่า 10 ขวด ขวดละ 300 บาท 10 ขวด คิดเป็นเงิน 3,000 บาท 10 รัง คิดเป็นเงิน 30,000 บาท ต่อปี ลงทุนครั้งเดียวใช้ได้นาน ลงทุนเพียง 1,300 บาท สามารถเลี้ยงได้ 1 รัง อุปกรณ์ต้องเป็นรังไม้ได้มาตรฐาน จะใช้ไซซ์ฝรั่งไม่ได้ ต้องเป็นรังไม้เก่าปลอดกลิ่น ไม่ใส่สี ไม่มีกลิ่นแปลกปลอม แล้วก็ทำให้ระบายอากาศได้ดี

“การเลี้ยงอย่างแรกต้องเรียนรู้และเข้าใจผึ้งก่อน เรียนรู้นิสัยของผึ้งบ้านเรา ถ้าเข้าใจก็ง่าย ต้นทุนปรับใช้ได้ตามที่เราสะดวก ถือว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจมากๆ เพราะตอนนี้ตลาดผึ้งพันธุ์ภายในประเทศยังไม่พอบริโภค ยิ่งเป็นผึ้งป่ายิ่งหายาก เพราะตอนนี้ข้าราชการ หรือพนักงานเงินเดือน ที่ไม่ค่อยมีเวลาก็เริ่มหันมาสนใจเลี้ยงผึ้งเป็นอาชีพเสริมกันแล้ว ไม่ต้องดูแลมาก” อาจารย์สยาม บอก

ชาวบ้านพันดอน หมู่ที่ 9 ตำบลบ้านพร้าว อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง มีที่ดินเป็นของตนเองน้อย รายได้ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับผู้จ้าง บางรายจึงเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย โดยใช้ที่ของเพื่อนบ้าน ย้ายที่เพาะไปเรื่อยๆ แต่เมื่อมีโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยการเปิดโอกาสให้ชุมชนเสนอโครงการตามความต้องการ ทำให้ชาวบ้านพันดอนแห่งนี้ได้มีอาชีพที่มั่นคง ทำรายได้ในระดับน่าพอใจ

คุณสมเดช ศิริวงศ์ (ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 9) โทร. (087) 214-6499 ประธานกลุ่มเพาะเห็ดฟางในโรงเรือนบ้านพันดอน เล่าให้ฟังว่า ชาวบ้านพันดอน มีพื้นที่ทำการเกษตรเป็นของตนเอง ประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งประกอบอาชีพทำไร่อ้อยและนาข้าว อีกราว 65 เปอร์เซ็นต์ มีอาชีพรับจ้าง (ผู้สูงวัยเลี้ยงหลาน วัยแรงงานรับจ้างต่างจังหวัด บางส่วนรับจ้างในพื้นที่) ต่อมาเมื่อประมาณ 5 ปี ที่ผ่านมา ได้เริ่มนำเห็ดฟางแบบกองเตี้ยมาเพาะในหมู่บ้าน จึงมีชาวบ้านให้ความสนใจเพาะ เนื่องจากอายุสั้น ให้ผลผลิตเร็ว ประมาณ 2 สัปดาห์ ก็ทำเงินได้แล้ว แต่มีปัญหาคือ การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย ต้องย้ายที่ใหม่ไปเรื่อยๆ เนื่องจากหากใช้ที่เดิมจะเกิดโรค ผลผลิตไม่ดี ประกอบกับชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ส่วนใหญ่ไม่มีพื้นที่ บางรายไปขอใช้ที่ของคนอื่นเพาะ

ดังนั้น เมื่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน จึงได้จัดประชาคมหมู่บ้านและได้เสนอโครงการเพาะเห็ดฟางในโรงเรือน โดยใช้ที่โรงเรียนเก่าของหมู่บ้านเป็นสถานที่ดำเนินการ สมาชิก 42 ราย โดยใช้พื้นที่จำกัดและที่สำคัญเพาะได้ตลอดปี โดยไม่ต้องย้ายที่ใหม่ไปเรื่อยๆ ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา งบประมาณ 500,000 บาท ค่าแรง 250,000 บาท (ไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์) ค่าวัสดุ 244,900 บาท

ขนาด กว้าง 4 เมตร ยาว 8 เมตร สูง 4 เมตร หลังคาทรงหน้าจั่ว โครงหลังคาทำด้วยไม้ไผ่ มัดด้วยเศษผ้าเก่า (ไม่ใช้ตะปู)
ภายในโรงเรือนสร้างชั้นเพาะเห็ด ขนาด กว้าง 1.30-1.50 เมตร 3 ชั้น แต่ละชั้นห่างกัน 60-70 เซนติเมตร จำนวน 2 แถว(ซ้าย-ขวา) มีทางเดินตรงกลาง แต่ละชั้นปูด้วยไม้ไผ่ จากนั้นนำซาแรนหรือมุ้งเขียวมาปูทับอีกชั้นหนึ่ง (เพื่อไม่ให้วัสดุเพาะร่วงหล่น)
หลังคาและภายในโรงเรือนบุด้วยผ้าพลาสติก ด้านนอกล้อมด้วยซาแรน
ติดเครื่องวัดอุณหภูมิไว้ภายในโรงเรือน เพื่อควบคุมให้เหมาะสมต่อการออกดอก

ส่วนผสมและวัสดุเพาะ (ต่อ 1 โรงเรือน)

เปลือกมันสำปะหลัง 4 ตัน
ปุ๋ยคอก (มูลวัว มูลควาย) 12 กระสอบ (กระสอบละ 25-30 กิโลกรัม)
มูลหมู 2 กระสอบ
รำอ่อน 50 กิโลกรัม
หัวเชื้อเห็ดฟาง 36 ก้อน (36 กิโลกรัม) นำส่วนผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำไปวางบนชั้นในโรงเรือน ความหนา ประมาณ 8 เซนติเมตร
อบฆ่าเชื้อด้วยเตาอบไอน้ำ โดยจุดไฟที่เตา จะเกิดไอน้ำ ที่ต่อท่อไปยังโรงเรือน ที่อุณหภูมิ 65-70 องศาเซลเซียส เป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อฆ่าเชื้อที่อยู่ในโรงเรือนและวัสดุเพาะ ทิ้งไว้ 1 คืน
เปิดโรงเรือนระบายอากาศออก (เปิดประตูหน้า และประตูหลัง) ประมาณ 2 ชั่วโมง
เมื่อเย็นแล้ว นำเชื้อเห็ดมาขยำให้ละเอียด นำไปโรยบริเวณผิวหน้าของวัสดุเพาะให้กระจายสม่ำเสมอ (หัวเชื้อ 6 ก้อน/ชั้น)
รดน้ำให้เปียก โดยใช้ฝักบัว แล้วปิดโรงเรือน
ปล่อยทิ้งไว้ 2 วัน 2 คืน เชื้อจะเริ่มสร้างเส้นใย เมื่อเริ่มออกสีเหลืองเล็กน้อยให้รดน้ำจนเปียก หรือเรียกระยะนี้ว่า ระยะตัดเชื้อ แล้วปิดโรงเรือน
ปล่อยทิ้งไว้อีก 2 คืน จะเริ่มเห็นดอกเห็ด แต่ยังไม่โต รออีก 1-2 วัน จะเริ่มเก็บเห็ดได้ ทั้งนี้ จะต้องรักษาอุณหภูมิให้ได้ประมาณ 32 องศาเซลเซียส
จะเก็บดอกเห็ดได้หลังเพาะ 7 วัน และเก็บต่อเนื่องอีกประมาณ 7 วัน โดยใช้เวลาในการเพาะแต่ละรุ่น ประมาณ 15 วัน หรือเดือนละ 2 รุ่น เก็บผลผลิตช่วงเช้ามืด วันละ 50 กิโลกรัม/โรงเรือน โดยเฉลี่ย 1 โรงเรือน จะได้ผลผลิตรวมประมาณ 350 กิโลกรัม

ตลาดต้องการสูง

มีแม่ค้ามารับซื้อถึงที่ ในราคาขายส่ง กิโลกรัมละ 55 บาท รับจำนวนมาก ไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยแม่ค้ารายนี้ยังกระจายให้แม่ค้ารายย่อยในจังหวัด ต่างจังหวัดหลายรายและบางส่วนส่งออกไป สปป. ลาว ด้วย มีรายได้ ประมาณ 19,000-20,000 บาท/โรงเรือน/รุ่น โดยกลุ่มมีโรงเรือน จำนวน 4 โรง หรือสามารถทำรายได้ประมาณ 160,000 บาท/เดือน

“ในด้านการผลิต กลุ่มได้ทดลองนำผักตบชวาซึ่งเป็นวัชพืชน้ำ มาเป็นส่วนผสมของวัสดุเพาะ ปรากฏว่า ทำให้ดอกเห็ดโตมาก ได้น้ำหนักมาก และยังลดต้นทุนอีกด้วย”

ความยั่งยืน หรือการต่อยอดโครงการ

กลุ่มสามารถเพาะเห็ดฟางป้อนตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดปี ทำให้มีงานทำ มีรายได้ต่อเนื่อง
รายได้จากการจำหน่ายเห็ด จะแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 เป็นต้นทุนค่าวัสดุในการเพาะ ส่วนที่ 2 หักเข้ากลุ่ม ส่วนที่ 3 ปันผลค่าแรงงานให้กับสมาชิก
สมาชิกบางรายเริ่มเห็นช่องทางเพิ่มรายได้ จึงลงทุนสร้างโรงเรือนในที่ของตนเอง (ที่อาศัย) ขณะนี้มีประมาณ 20 ราย ซึ่งทำให้สมาชิกมีงานทำตลอดปี มีอาชีพที่มั่นคงมากขึ้น

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ที่แปลงเกษตรกร บ.ท่าลาด ม.9 ต.ไฮหย่อง อ.พังโคน จ.สกลนคร นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันสาธิตและแปลงเรียนรู้ข้าวโพดหลังฤดูทำนา ในโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2561 ที่อนุมัติในหลักการให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา เพื่อปรับสมดุลของปริมาณการผลิต การตลาดข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เกษตรกรมีรายได้และอาชีพที่มั่นคงยั่งยืน จากกิจกรรมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในช่วงฤดูนาปรัง และลดการพึ่งพาจากภายนอกประเทศ โดยกำหนดพื้นที่เป้าหมายการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา หรือพื้นที่นอกเขตชลประทานหรือพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีศักยภาพ และมีแหล่งน้ำตลอดฤดูเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ตาม Zoning by Agri-map สำหรับ จ.สกลนครมีพื้นที่เพาะปลูกไปแล้วกว่า 3 พันไร่

การจัดงานวันสาธิตและแปลงเรียนรู้ข้าวโพดหลังฤดูทำนา โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาจังหวัดสกลนคร จัดขึ้นเพื่อให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา เห็นถึงความสำคัญของการปรับสมดุลของปริมาณการผลิต

การตลาดข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการจัดนิทรรศการ การเพิ่มผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เครื่องจักรกลการเกษตร ชุดดินที่เหมาะสมในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การแสดงและจำหน่ายสินค้าศูนย์เรียนรู้และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร โดยงานนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับรถไถสาธิตเครื่องทุ่นแรงหยอดเมล็ดข้าวโพดแบบไถกลบในตัว เพื่อให้เกษตรกรได้เห็นตัวอย่างการปลูกข้าวโพดอย่างง่ายลดต้นทุนการผลิตและสร้างความมั่นใจว่าการปลูกข้าวโพดจะไม่มีปัญหาถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยมีตลาดรองรับและการดูแลจากรัฐบาล