พื้นที่ปลูกในปัจจุบันปัจจุบัน พื้นที่ปลูก ที่ตำบลศรีประจันต์

มีปลูกประมาณ 100-200 ไร่ ก็ขยับสลับไปเรื่อย ในอดีตทำกันบ้านละ 1-2 ไร่ พอใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์ แต่ปัจจุบัน ปลูกในเชิงการค้ากันมากขึ้น

“นี่เราไปดีล กับสำนักงานอุตสาหกรรมภาค 8 ในการผลิตแป้งกระจับ หรือจะนำไปทำเป็นแป้งอะไรได้บ้าง ซึ่งหากมีการแปรรูปได้ ก็จะสามารถมีช่องทางการขายได้มากขึ้น”

รายได้
ผลผลิตต่อฤดู หากมีการผลิตในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงมิถุนายน จะเสี่ยงโดนฝน แต่จะได้ราคาดี กก.ละ 18-20 บาท ถ้าปลูกช้าไปกว่านั้น ราคาจะตกมาที่ 11 บาท/กก.

เช่น ใน 1 ไร่ ได้ 1,000 กก. ราคา กก.ละ 18 บาท ก็จะได้ 18,000 ต่อไร่

ตอนนี้มีเรื่องการขายยอดสวยงามเข้ามาอีก 1 ยอด 1 บาท -1.20 บาท สามารถทำยอดขายได้อีก ฉะนั้น 1 ไร่ ผลผลิตเกือบๆ 20,000 บาท ต่อรอบการผลิต

การเก็บผลผลิต
กระจับอ่อน มีสีน้ำตาลอ่อน กระจับแก่ มีสีน้ำตาลเข้ม คนเก็บมือใหม่ ใช้วิธีกดเขา ถ้าเขาแก่ แข็ง ไม่หัก หากนำไปต้มกิน ต้องใช้กระจับแก่ แข็งๆ แวะมาเยี่ยมมาเยือน สวนลัคกี้ฮิลล์ ป่าละอู จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ป่าละอู มีภูมิอากาศค่อนข้างดี ฝนตกบ่อย และพิเศษไปกว่านั้นคือ มีละอองหมอกมากในหน้าฝนที่ยาวนาน หรือคำพังเพยที่ว่า ฝนแปดแดดสี่ เป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และแหล่งปลูกผลไม้ เช่น ชมพู่น้ำดอกไม้ ที่ทางสวนคือ คุณวันเพ็ญ ยุทธารักษ์ ได้ปลูกไว้ 700 กว่าต้น ในเนื้อที่กว่า 50 ไร่ ทำเป็นสวนผสม แบ่งแปลงปลูกชมพู่ เป็น 5 แปลงใหญ่ กระจายในพื้นที่ มีทั้งทุเรียนสายพันธุ์ต่างๆ กว่ายี่สิบสายพันธุ์ มะยงชิด รวมทั้งผลไม้แปลกๆ เช่น ละมุดสาลี่ยักษ์ มะม่วงยักษ์โชคไพบูลย์ เงาะ ลองกอง มังคุด และเลม่อน

คิดอย่างไร ถึงมาอนุรักษ์ ชมพู่น้ำดอกไม้ และนำมาต่อยอดเป็นธุรกิจ
คุณวันเพ็ญ ยุทธารักษ์ กล่าวว่า เดิมได้ปลูกชมพู่น้ำดอกไม้ที่สวนในจังหวัดปราจีนบุรี ปลูกแล้วมีความชอบเป็นการส่วนตัว คิดที่จะขยายการปลูก และคิดว่าปลูกชมพู่น้ำดอกไม้แล้วตลาดจะต้องไปได้ดี จึงขยายและย้ายมาปลูกเพิ่มที่ป่าละอู เพราะพอมีที่ดินอยู่บ้าง ชอบดินฟ้าอากาศที่บริสุทธิ์ของที่นี่ ปรากฏว่าได้ผลดีเกินคาด เหมือนกับที่ปราจีนบุรี ชมพู่น้ำดอกไม้ เป็นชมพู่พันธุ์ดั้งเดิมของไทย หน้าตาแปลกๆ มองผ่านนึกว่าเป็นลูกจันทน์และคล้ายลูกพลับ แต่มีมงกุฎ หรือกลีบเลี้ยงคล้ายมังคุดตรงก้น พอกัดแล้วมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เหมือนกลิ่นดอกนมแมว ส่วนรสชาติหวานกว่าชมพู่ทั่วไป เนื้อมีความคล้ายชมพู่มะเหมี่ยว ชมพู่น้ำดอกไม้เป็นไม้ผลโบราณมากและหายาก แต่ตอนนี้กระแสเริ่มมา ราคาเริ่มดี เพราะเป็นผลไม้ที่มีทั้งสรรพคุณทางยาและคุณค่าทางอาหารสูง

ชมพู่น้ำดอกไม้ เป็นผลไม้ไทยโบราณที่นับวันจะหายากมากขึ้นเรื่อยๆ ผลสุกมีกลิ่นหอมแบบดอกกุหลาบ โตไวและเลี้ยงง่าย ผลไม้เก่าแก่ชนิดนี้กำลังจะสูญหายไปกับกาลเวลา คงถึงเวลาที่เราต้องเร่งอนุรักษ์กัน ด้วยรูปทรงที่สวยงาม สีสันของผล ความหวาน กรอบ และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว จึงทำให้เป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว นอกจากรสชาติแล้ว ยังปลูกง่าย โตเร็ว ให้ผลผลิตเร็ว เพียง 2-2 ปีครึ่ง ก็ให้ผลผลิตแล้ว ปลูกได้ง่าย เป็นทั้งไม้ผลและไม้ประดับที่ให้ร่มเงา สร้างรายได้เร็ว ผลเก็บไว้ในตู้เย็นได้นาน เหมาะสำหรับเป็น ผลไม้ที่ขายทางออนไลน์ โดยผลไม่ช้ำง่าย เหมาะสำหรับการทำธุรกิจสวนไม้ผลในภาวะปัจจุบัน สร้างรายได้จากสวนถึงมือผู้บริโภคโดยตรง ส่งทั่วประเทศไทย

และอีกอย่างหนึ่ง เป็นเพราะว่ารสชาติโบราณที่ถูกปากคนไทย เป็นผลไม้ที่มีรสหวาน กรอบ (หวานกว่าชมพู่ทั่วไป) ชิมแล้วบอกต่อ ที่สำคัญก็คือ เป็นผลไม้ปลูกแบบธรรมชาติจริงๆ ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมี ใช้แค่ปุ๋ยคอกและน้ำหมักชีวภาพก็เพียงพอแล้ว ซึ่งที่สวนได้ทดลองทำน้ำหมักขึ้นมาเอง ซึ่งก็ได้ผลค่อนข้างดีมาก เพราะไม้ผลชนิดนี้มาจากป่าธรรมชาติ การปลูกเลียนแบบธรรมชาติก็ได้ผลดีเช่นกัน

การนำมาปลูกเป็นธุรกิจ หรือสวนไม้ผลนั้น การดูแลก็ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการกำจัดวัชพืชก็ง่ายขึ้น เป็นการบริหารจัดการที่แบ่งพื้นที่บางส่วน ประมาณ 50 ไร่ ในการปลูกเป็นพืชเชิงเดี่ยวเชิงธรรมชาติ และทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปด้วย เป็นผลไม้ที่มีราคาดี สร้างรายได้ให้กับสวนได้เป็นอย่างดี

ความสวยที่กินได้ ลักษณะของผลเป็นลักษณะกลมแบนนั้น มีรสหวาน หอมอ่อนๆ ด้วยรูปทรงที่สวยงาม แปลกตาจากชมพู่ทั่วไป ทำให้เป็นที่สนใจของผู้บริโภค โดยเฉพาะคนไทยชอบกลิ่นหอมแบบนี้มาก

การปลูกชมพู่น้ำดอกไม้ กว่าจะถึงวันนี้ทางคุณวันเพ็ญได้ลองผิดลองถูกเรื่องของการปลูก การให้ปุ๋ย โดยเฉพาะการปลูกแบบธรรมชาติปลอดสารนั้นเหมือนโจทย์ใหญ่ ทำให้การศึกษาเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด มีโจทย์ให้เราได้ค้นหาอยู่ตลอด โดยเฉพาะเรื่องของการให้ปุ๋ยเพื่อให้ลูกดก และมีรสหวาน รักษาความสมดุลของดิน หรือเรียกว่าค่า ความเป็นกรดด่าง ถ้าเกิดความสมดุล ก็แทบจะไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง และคงความดกไว้ ทำให้ผลผลิตที่ได้เกินคุ้ม

คุณวันเพ็ญ กล่าวว่า “อยากจะอนุรักษ์ผลไม้พื้นเมืองของไทยและแถบเอเชียใต้ โดยเฉพาะในบ้านเรา ซึ่งหากินยาก แต่ปลูกง่าย ความสวยที่กินได้ ให้ทั้งร่มเงาและปลูกประดับบ้านก็ได้ สำหรับท่านที่มีพื้นที่น้อยก็สามารถปลูกเป็นไม้ประดับแบบร่มเงา ยังมีผลไม้แบบปลอดสารให้รับประทานเองที่บ้านอีกด้วย”

ชมพู่น้ำดอกไม้ เป็นผลไม้เก่าแก่กว่าชมพู่ทรงยาวทั่วไปอย่างบ้านเรา ชมพู่น้ำดอกไม้มี 2 สี สีแดง และสีเหลือง แต่พันธุ์ในบ้านเรามีสีเหลืองอมเขียว มีกลิ่นหอม…สีเหลืองสืบสายพันธุ์จากมาเลเซีย อินโดนีเซีย แต่ก็ขึ้นงอกงามได้ทั่วไปในป่าราบในบ้านเรา รสชาติจะหวาน ถ้ายังไม่แก่จัด ก็จะติดรสฝาดนิดๆ ถ้าแก่จัดจะหวาน กรอบ ให้ผลดกมาก ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤษภาคม ถือว่าเป็นฤดูกาลหลักของชมพู่ นอกนั้นก็จะให้ผลผลิตประปราย มีให้กินเรื่อยๆ ทั้งปี

ส่วนสายพันธุ์สีแดง ได้แหล่งต้นพันธุ์มาจากแหล่งที่ปลูกทั่วๆ ไปในเมืองไทย ก็นำเมล็ดมาเพาะ และค้นพบได้ว่าสีแดงม่วงจะพบได้ทั่วไปทุกภาคในประเทศไทย เป็นไม้ยืนต้นสูงได้ถึงราวๆ 20 เมตร

การตลาด และการขาย
ที่สวน ผลผลิตเฉลี่ย 700 ต้น ในเนื้อที่สวนผสม ประมาณ 50 ไร่ เฉลี่ยผลผลิตได้ประมาณ 3-4 ตัน ต้นที่มีอายุ 2 ปีขึ้นไป เฉลี่ยเก็บได้ ประมาณ 3-5 กิโลกรัม ต่อต้น ต้นที่มีอายุ 5 ปีขึ้นไป เก็บได้ทั้งหมด 25 กิโลกรัม ต่อต้น โดยสุกไล่เลี่ยกัน การทำสวนชมพู่น้ำดอกไม้เหมือนเป็นการศึกษาเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด ที่สวนปลูกพันธุ์สีแดงและสีเหลือง เรื่องของการบำรุงต้นที่สวนได้ทำน้ำหมักด้วยตนเอง โดยได้ลองผิดลองถูกมาจนได้น้ำหมักชีวภาพที่ทำให้ชมพู่เติบโตได้ค่อนข้างดี

ผลผลิตออกมามากในเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤษภาคม ต้นชมพู่ 700 ต้น เฉลี่ยทั้งสวนจะได้ผลผลิตประมาณ 4 ตัน ปัจจุบัน การตลาดในยุคนี้ส่วนมากขายทางออนไลน์เป็นส่วนใหญ่ ราคาต้นทุนจากสวน 150-200 บาท ถ้าคัดเกรดดับเบิ้ลเอ จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 600 บาท (น้ำหนักต่อลูก ประมาณ 100 กรัมขึ้นไป) แต่ก็จะมีจำนวนไม่มาก ส่วนมากจะสั่งซื้อจากลูกค้า จากห้างใหญ่ที่ขายของเกรดพรีเมี่ยม

การห่อผล
จำเป็นมาก ในกรณีที่ปลูกแบบธรรมชาติปลอดสารพิษ แต่ก็มีบ้างที่มีแมลงวันทองมาเจาะวางไข่ พอแก่จัดเราจะเก็บเกี่ยวก็สร้างความเสียหายให้แก่สวนไม่น้อยเหมือนกัน การห่อผลที่ดีห่อด้วยถุงพลาสติกใส่ของใช้ทั่วไป หรือเรียกว่าถุงก๊อบแก๊บ จะได้ผลดีกว่าอย่างอื่นและต้นทุนต่ำด้วย การห่อผลยังทำให้ผิวเรียบเนียน และสีสวยงามอีกด้วย

วิธีการปลูก และการขยายพันธุ์

ชมพู่น้ำดอกไม้ ทำได้ 2 วิธี คือ ใช้เมล็ด และกิ่งตอน

การปลูก ขุดดินให้ลึก กว้าง 50 เซนติเมตร แล้วนำเมล็ดหรือกิ่งตอนของชมพู่ลงปลูก เกลี่ยดินกลบ แล้วใช้ฟางข้าวปิดโคนต้นเพื่อช่วยเก็บความชื้น รดน้ำ 2 วัน ต่อครั้ง เมื่อปลูกแล้ว (ถ้าเป็นกิ่งตอน) ให้ทำไม้ปักยึดผูกกับต้น เพื่อป้องกันการโค่นล้ม โดนลม ป้องกันไม่ให้เฉา ควรปลูกใกล้คลอง เพราะชมพู่น้ำดอกไม้เป็นไม้ผลที่ชอบน้ำ ชมพู่น้ำดอกไม้จะเริ่มออกผลปลายฤดูหนาว ช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนพฤษภาคม ระยะห่าง 4×4 เมตร การดูแลรักษาง่าย ไม่ต้องฉีดยาฆ่าแมลง เพียงแต่ห่อผลด้วยถุงพลาสติก เพื่อป้องกันนก กระรอก และแมลง รบกวนเท่านั้น

ชมพู่น้ำดอกไม้ปลูกง่าย โตไว ให้ผลได้ภายใน 2 ปี

ลักษณะใบ จะเรียวยาวคล้ายใบมะม่วงขนาดเล็ก ผลคล้ายลูกจันทน์ เมื่อสุกมีกลิ่นหอมคล้ายดอกนมแมว ถ้าปลูกไว้ห่างจากบ้าน ประมาณ 2 เมตร จะได้กลิ่นหอมชื่นใจของดอกชมพู่ ผลมีน้ำหนัก ประมาณ 60-80 กรัม ถ้าบำรุงต้นดีๆ ก็จะให้ลูกโตถึง 100 กรัม หรือขนาดเท่าๆ กับลูกมังคุด ความหวาน 16 องศาบริกซ์ (หวานกว่าชมพู่ทุกชนิด) เนื้อกรอบ แต่ถ้าปล่อยให้สุกงอมมากเนื้อจะนุ่มน่ากิน

มารู้จักที่มาของชมพู่น้ำดอกไม้
ชื่อวิทยาศาสตร์ Syzygium jambos (L.) Alston จัดอยู่ในวงศ์ชมพู่ (MYRTACEAE)[1] ชมพู่น้ำดอกไม้ มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า มะชมพู่ มะน้ำหอม (พายัพ), ชมพู่น้ำ ฝรั่งน้ำ (ภาคใต้), มะห้าคอกลอก (แม่ฮ่องสอน), มซามุด มะซามุต (น่าน), ยามูปะนาวา (มลายู-ยะลา)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นชมพู่พันธุ์ดั้งเดิมของไทย มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคอินโด-มาลายัน ในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาค โดยจัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง เช่นเดียวกับชมพู่แดง มีความสูงของต้น ประมาณ 10 เมตร เปลือกต้นค่อนข้างเรียบ เป็นสีน้ำตาล ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการตอนกิ่ง เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีความชื้นพอเหมาะ ชอบแสงแดดส่องถึงแบบเต็มวัน ในปัจจุบันมีสายพันธุ์หลักอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ที่มาจากประเทศไทย ผลจะเป็นสีเหลืองและพันธุ์ที่มาจากประเทศมาเลเซีย ผลจะเป็นสีแดง โดยจะให้ผลหลังการปลูกประมาณ 2 ปี มักขึ้นตามป่าราบทั่วไป พบปลูกกันบ้างตามสวนเพื่อเก็บไว้กินหรือขายเป็นสินค้า

สรรพคุณทางยา ชมพู่น้ำดอกไม้ เป็นทั้งยาสมุนไพร เช่น

ใบ และ เปลือกของลำต้น ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ

เมล็ด ใช้ในการป้องกันโรคท้องร่วง โรคบิด และโรคหวัด แก้เบาหวานและแก้ท้องเสีย

ผล ใช้ปรุงเป็นยาหอม ชูกำลัง บำรุงหัวใจ แก้ลม

ชมพู่น้ำดอกไม้ อุดมด้วยวิตามินมากมาย ตั้งแต่ วิตามินเอ วิตามินบี 1 บี 2 บี 3 วิตามินซี มีแคลเซียม ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม แมงกานีส ฟอสฟอรัส และสังกะสี ที่สำคัญคือ ลดคอเลสเตอรอล (อ้างอิง พีรศักดิ์ วรสุนทโรสถ และคณะ. ทรัพยากรพืชในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2 : ไม้ผลและไม้ผลเคี้ยวมัน. กทม. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย. 2544. หน้า 412-414, https://medthai.com)

สมมุติฐานของการตั้งชื่อ “ชมพู่น้ำดอกไม้” ก็คงมาจากกลิ่น เพราะมีผลที่กินได้ มีกลิ่นหอม ถึงไม่แรงมากแต่กลิ่นแตกต่างกับผลไม้ทั่วไป ที่มีกลิ่นหอม สมัยโบราณน่าจะนำมากินเพื่อให้มีกลิ่นปากที่หอมจากภูมิปัญญาชาวบ้านในสมัยโบราณ

การปลูกชมพู่น้ำดอกไม้ นอกจากเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ไม้ ซึ่งเป็นเหมือนต้นไม้โบราณของไทยไม่ให้สูญพันธุ์ไป ยังสร้างรายได้ค่อนข้างดี เป็นผลไม้ที่เป็นทางเลือกของเกษตรกร นอกจากผลที่มีรสชาติหวานและกลิ่นหอมเฉพาะตัวแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยาสมุนไพร และสารอาหารต่างๆ มากมาย

ด้วยเหตุนี้ ชมพู่น้ำดอกไม้ จึงยังเป็นที่ต้องการของตลาดและสามารถขายได้ราคาดีมากกว่าผลไม้อีกหลายๆ ชนิด เพราะฉะนั้นการปลูกต้นชมพู่น้ำดอกไม้จึงน่าสนใจ และทางคุณวันเพ็ญจึงเป็นส่วนหนึ่งของการปลูกไม้ผลชนิดนี้ ทั้งเพื่อเป็นการอนุรักษ์และเป็นทั้งการค้าที่สร้างรายได้ให้แก่สวนไม่น้อยเลยทีเดียว

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณวันเพ็ญ ยุทธารักษ์ สวนลัคกี้ฮิลล์ เลขที่ 66 หมู่ที่ 1 ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 77110 เบอร์โทร. 092-805-8689 เชื่อหรือไม่…ผึ้งและชันโรง แมลงตัวเล็กๆ จะมีบทบาทเปลี่ยนแปลงโลกและสิ่งแวดล้อม แถมสร้างอาชีพและรายได้อย่างน่าทึ่งทีเดียว สิบปากว่าไม่เท่ากับตาเห็น อยากให้ทุกท่านมาพิสูจน์ความจริงกัน ที่ศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองและแมลงผสมเกสร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ราชบุรี (มจธ.ราชบุรี) เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานการเรียนรู้เรื่องผึ้ง หรือ “Bee Park” ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี

ศูนย์วิจัยฯ แห่งนี้ ศึกษาเรื่องผึ้งมากว่า 15 ปี เน้นศึกษาเรื่องการใช้ประโยชน์จากผึ้งพื้นเมืองเอเชีย การประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ มีบริการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่กลุ่มเกษตรกรที่สนใจพัฒนาการเลี้ยงผึ้งพื้นเมืองอย่างยั่งยืน ปัจจุบัน หัวหน้าศูนย์วิจัยฯ คือ รศ.ดร.อรวรรณ ดวงภักดี เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมผึ้งและภาษาผึ้งคนแรกของไทย ล่าสุด ยังเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรติ “Regional President of Asia” ของสภาบริหารของสมาคมผึ้งโลก

รศ.ดร.อรวรรณ กล่าวว่า ทางศูนย์มุ่งศึกษาวิจัยเรื่องผึ้งใน 4 ประเด็นหลัก คือ 1. พฤติกรรมผึ้ง ความหลากหลายของผึ้งและปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผึ้งทางการเกษตรและการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศ (climate change) 2. สร้างเครื่องมือที่ชื่อว่า รังผึ้งฉลาด (smart hives) เพื่อศึกษาภาษาผึ้งผ่านแอปพลิเคชั่น beeconnex โดยทำร่วมกับภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. 3. ใช้ประโยชน์จากผึ้งเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และ 4. สร้างน้ำผึ้งมูลค่าสูงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะจำหน่ายผ่านแบรนด์ “BEESANC” ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับผลผลิตน้ำผึ้งของเกษตรกรที่ผ่านการอบรมจากทั่วประเทศไทย

ที่ผ่านมาทางศูนย์ได้ถ่ายทอดความรู้เรื่องการเลี้ยงผึ้ง ตั้งแต่ชนิดของผึ้งในประเทศไทย การคัดเลือกชนิดผึ้ง การเลี้ยง การปลูกพืช อาหารผึ้ง การออกแบบสวน ขั้นตอนการเก็บ การแยกขยายกล่อง ไปจนถึงกระบวนการผลิตน้ำผึ้งแบบธรรมชาติเพื่อให้ได้น้ำผึ้งคุณภาพที่ดีที่สุดในเวลาที่ดีที่สุด การวิเคราะห์คุณสมบัติอาหารฟังก์ชั่นของน้ำผึ้ง จนถึงการทำตลาด โดยเน้นการเลี้ยงผึ้งแบบเลี้ยงไว้กับพื้นที่และสามารถเลี้ยงได้ตลอดทั้งปี จัดหลักสูตรอบรมการเลี้ยงผึ้งชันโรงให้แก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจ กระทั่งสามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเครือข่ายทั่วประเทศได้เป็นจำนวนมาก อาทิ เกษตรกรกลุ่มเลี้ยงผึ้งพื้นเมืองและชันโรง อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี, กลุ่มมละบริภูฟ้า ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังได้อบรมการเลี้ยงผึ้งชันโรงให้กับครูและเด็กโรงเรียนชายขอบระดับชั้น ป.1-ป.6 เพื่อเสริมทักษะการเลี้ยงผึ้งให้กับเด็กๆ ที่ขาดโอกาส เด็กที่ครอบครัวมีฐานะยากจนจะได้มีวิชาติดตัว สามารถนำรายได้จากน้ำผึ้งและชันโรงไปเรียนต่อได้ หรือเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว โมเดลนี้เราเริ่มทำกันแล้วในพื้นที่ที่อยู่ชายขอบราชบุรีและค่อยๆ ขยายออกไปยังจังหวัดข้างเคียงทั้งเพชรบุรีและกาญจนบุรี

สร้างเครือข่ายผู้เลี้ยงผึ้งไทย

ที่ผ่านมา สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (AGRITEC) สนับสนุนทุนวิจัยให้ ผศ.ดร.อรวรรณ ดำเนินโครงการ “การพัฒนาเครือข่ายผู้เลี้ยงผึ้งไทยระดับท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมอาชีพผลิตน้ำผึ้งเอกลักษณ์เฉพาะของประเทศไทย”

โดยทางศูนย์วิจัยฯ ได้สร้างโมเดล BEESANC เพื่อเป็นมาตรฐานใหม่น้ำผึ้งไทย เพื่อเกษตกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมที่มีเป้าหมายหลักในการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยการใช้ความรู้จากงานวิจัย Beesanc Model เป็นรูปแบบการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) และนวัตกรรม มาเป็นกลไกในการพัฒนาน้ำผึ้งมูลค่าสูงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สำหรับ BEESANG กลุ่มตลาด Hi-End บนพื้นฐานของการเป็นน้ำผึ้งออร์แกนิกแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่ได้รับการรับรองจากศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองและแมลงผสมเกสร ของ มจธ.

เป้าหมายของ BEESANC คือ สร้าง The Social Enterprise จากโมเดลการเลี้ยงผึ้งเพื่อออกแบบน้ำผึ้ง สู่การเป็นธุรกิจเพื่อสังคม โดยมีการดำเนินการใน 3 ด้าน คือ

1. สร้างรายได้ ส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจชุมชน : พัฒนาโมเดลเลี้ยงผึ้ง สำหรับผู้มีรายได้น้อย-พัฒนากระบวนการเลี้ยงผึ้งให้ได้มาซึ่งน้ำผึ้งที่มีคุณภาพและมูลค่าสูง-ถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการเลี้ยงผึ้ง ให้กับผู้สนใจกลุ่มต่างๆ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งผ่านน้ำผึ้งจากผู้ผลิตที่เข้าเกณฑ์ของ BESSANC ไปสู่ผู้บริโภค

2. สุขภาพและทางเลือกที่ดีกว่าของผู้บริโภคเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรปลอดสารพิษ และให้เสริมสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับผู้บริโภค-เป็นทางเลือกแหล่งให้ความหวานเพื่อสุขภาพที่ดีกว่าการใช้น้ำตาลทราย-เป็นกว่าผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ด้านรสชาติและคุณค่า ที่สามารถแข่งขันกับกลุ่มน้ำผึ้งในตลาดบนได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถออกแบบตามความต้องการของผู้บริโภคได้

3. สร้างความยั่งยืนของระบบนิเวศและผลกระทบเชิงบวกเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น กระบวนการผลิตปราศจากการใช้สารเคมีในทุกขั้นตอน เพราะกระบวนการเลี้ยงผึ้งและชันโรงมีส่วนช่วยเพิ่มความหลากหลายและการติดผลของพืช ทั้งพืชเกษตรและพืชป่า นอกจากนี้ รูปแบบการเลี้ยงผึ้งช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ปลอดสารพิษให้กับชุมชน

สำหรับเครือข่ายผู้เลี้ยงผึ้งพื้นเมืองและธุรกิจเพื่อสังคม microfitcomputer.com Beesanc ที่ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงผึ้งพื้นเมืองของกลุ่มวิจัยผึ้งพื้นเมือง มจธ.ราชบุรี ทำให้เกิดเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งโพรง ผึ้งมิ้ม และชันโรง กว่า 783 คน จาก 567 ครัวเรือน 245 หมู่บ้านทั่วประเทศ

กลุ่มเกษตรกรดังกล่าวได้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายผลิตน้ำผึ้งเอกลักษณ์จากป่าธรรรมชาติ วิธีธรรมชาติทำให้น้ำผึ้งทุกขวดผลิตจากฟาร์มเลี้ยงผึ้งพื้นเมืองไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เครือข่ายดำเนินการขายน้ำผึ้งเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบน้ำผึ้งแท้ และก่อตั้งเป็นธุรกิจเพื่อสังคมในนามบริษัท BeeSanc ซึ่งปัจจุบันมีหน้าร้านอยู่ที่ร้านค้ามูลนิธิชัยพัฒนา สาขาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบัน สร้างรายได้ให้เครือข่ายในหมวดเลี้ยงผึ้งและผลิตภัณฑ์ผึ้งเพิ่มขึ้นกว่า 28.5% ต่อไป

เลี้ยงผึ้ง สร้างอาชีพยั่งยืน

คุณแมนรัตน์ ฐิติธนากุล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 11 ตำบลบ้านคา อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่เข้าร่วมอบรมความรู้เรื่องการเลี้ยงผึ้งกับ มจธ.ราชบุรี เล่าให้ฟังว่า เดิมที ครอบครัวทำอาชีพปลูกสับปะรดและผักมานานหลายปี แต่ประสบปัญหาภาวะหนี้สินและปัญหาสุขภาพ เนื่องจากการใช้สารเคมีตกค้างในร่างกายทำให้ร่างกายเจ็บป่วย จึงปรับมาทำการเกษตรในรูปแบบวนเกษตร ปลูกพืชผสมผสานร่วมกับปลูกไม้ป่าและเลี้ยงผึ้งชันโรงทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีสุขภาพที่ดีขึ้น

ผู้ใหญ่แมนรัตน์เป็นแกนนำชาวบ้านจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงผึ้งและชันโรง อำเภอบ้านคา เพื่อเผยแพร่ความรู้เรื่องผึ้งและชันโรงให้แก่ผู้สนใจทั่วไป โดยมี ผศ.ดร.อรววรณ ดวงภักดี และอาจารย์ปรีชา รอดอิ่ม ผู้เชี่ยวชาญวิจัยด้านชีววิทยาผึ้ง ห้องปฏิบัติการวิจัยผึ้งพื้นเมือง มจธ.ราชบุรี เป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการ

ผู้ใหญ่แมนรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เดิมทีอำเภอบ้านคา เป็นพื้นที่สีแดง ชาวบ้านเพาะปลูกพืชโดยใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดปัญหาสารเคมีตกค้างในร่างกาย หลังจากได้อบรมความรู้เรื่องการเลี้ยงผึ้งและชันโรง มจธ.ราชบุรี จนประสบความสำเร็จ สร้างรายได้ที่ดีและมีสุขภาพที่ดีขึ้นก็พยายามชักชวนชาวบ้านในชุมชนหันมาเลี้ยงผึ้งและชันโรง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งเกิดปัญหาวิกฤตโควิด-19 เกิดปัญหาแรงงานตกงานจำนวนมาก จึงชักชวนให้มาเลี้ยงผึ้งและชันโรง ปรากฏว่าขายได้เงินกลับมาเลี้ยงครอบครัว เกิดกระแสบอกต่อปากต่อปากทำให้เห็นคุณค่าของการเลี้ยงผึ้งและชันโรง มีคนสนใจมาเลี้ยงเพิ่มมากขึ้น จึงค่อยๆ ลดการใช้สารเคมีไปโดยปริยาย

นอกจากนี้ ผู้ใหญ่แมนรัตน์ได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายโรงเรียนใกล้บ้านอบรมหลักสูตรการเลี้ยงผึ้ง หลังจากนั้นมีการเพิ่มเนื้อหาดังกล่าวเข้าไปในหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะเด็กๆ ในชุมชนแห่งนี้ หลังจบ ป.6 ก็ไม่ได้เรียนต่อ วิธีนี้ช่วยดึงเด็กเข้ามาในระบบด้วยการฝึกอบรมอาชีพให้เขา เพราะใครๆ ก็สามารถเลี้ยงผึ้งและชันโรงได้ เพียงแค่บริเวณนั้นต้องเป็นการทำเกษตรอินทรีย์เท่านั้น ผึ้งดูดน้ำหวานจากผลไม้หรือดอกไม้ที่ไม่มีสารเคมี ซึ่งทางกลุ่มได้มีการฝึกอบรมอาชีพการเลี้ยงผึ้งและชันโรงฟรีมาโดยตลอด เพื่อให้ครอบครัวมีรายได้และลดการใช้สารเคมีในชุมชนให้มากที่สุด