พื้นที่ในกรุงเทพฯ ถือเป็นยุทธภูมิแรกที่คุณเฉียงมองเห็นอย่างชัดเจน

เพราะว่าในเมืองหลวงยังไม่เคยปรากฏว่ามีใครสร้างหรือทำธุรกิจผลิตก้อนเห็ดอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะย่านกลางกรุง จากนั้นจึงเริ่มลงมือสร้างโรงเรือนภายในบ้านพักและจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ เข้ามาเสริมทันที พร้อมกับวางแผนการทำอาชีพเห็ดของเขาผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อเป็นตัวผลักดันสินค้าของเขาเข้าสู่ตลาดการแข่งขันที่ดุเดือด แต่ก็ไม่ได้กังวลเพราะเขาและแฟนต่างมีความจัดเจนในเรื่องการใช้สื่อประเภทนี้มาตั้งแต่ครั้งสมัยทำทีวีแล้ว

คุณเฉียง มองว่า กลุ่มคนในเมืองจะซื้อก้อนเห็ดเพื่อนำไปเปิดดอกใช้บริโภคอาหารแทนการหาซื้อเห็ดตามท้องตลาดทั่วไปเพราะมีอันตราย ดังนั้น เขาจึงมุ่งใช้จุดขายที่นำเสนอเรื่องความสะดวกในการเลี้ยงดอกที่สามารถทำได้ง่ายในพื้นที่อันจำกัดบริเวณที่พัก ไม่ว่าจะเป็นในครัว บริเวณข้างบ้านหรือหลังบ้าน หรืออาจเป็นตู้เก็บของ ชั้นวางรองเท้า และอีกมากมายที่สามารถนำมาดัดแปลงใช้สำหรับเลี้ยงดอกเห็ด แล้วในที่สุดเขาก็ประสบความสำเร็จตามที่วางแผนไว้

ตอนนี้ลูกค้าของคุณเฉียงไม่เพียงในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่กลับขยายวงออกไปยังต่างจังหวัดหลายแห่ง สร้างความประหลาดใจอย่างมาก แต่ภายหลังเขาพบข้อมูลว่าลูกค้าเหล่านี้บางรายไม่ใช่หน้าใหม่ในการรู้จักเห็ด แถมยังเคยมีประสบการณ์เลี้ยงเห็ดมาบ้าง แต่กลับถูกหลอกซื้อก้อนเห็ดที่ขาดคุณภาพ ทำให้ไม่สามารถมีดอกเห็ดที่สมบูรณ์ได้ จนทำให้บางรายถึงกับหมดเงินไปเป็นเรือนแสนบาท

อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่มีการติดต่อซื้อ-ขายก้อนเห็ด คุณเฉียงกับภรรยาจะต้องให้ข้อมูลทุกอย่างที่ละเอียด พร้อมติดตามผลการซื้อทุกเวลา แล้วช่วยลูกค้าแก้ไขปัญหาในทุกระยะ จนกระทั่งลูกค้าสามารถเพาะ-เลี้ยงเห็ดได้ประสบความสำเร็จ สิ่งเหล่านี้จึงทำให้ลูกค้าทุกรายเกิดความประทับใจและกลับมาซื้อเพิ่มอีก หรือแนะนำคนรู้จักให้มาซื้อก้อนเห็ดที่ฟาร์มแห่งนี้

สำหรับก้อนเห็ดที่ฟาร์มนี้ผลิตขายให้แก่ลูกค้าสามารถผลิตได้ทุกสายพันธุ์ แต่จะเน้นการผลิตเฉพาะจำนวนตามออเดอร์เท่านั้น ที่ผ่านมาพบว่าลำดับการขายก้อนเห็ดจำนวนมาก-น้อย ได้แก่ ภูฏาน นางรมฮังการี เป๋าฮื้อ และเห็ดขอน ทั้งนี้ สามารถรองรับยอดการสั่งได้จำนวนมากเพราะมีกำลังการผลิตเฉลี่ย 30,000 ก้อน ต่อเดือน

ภายหลังที่มีกลุ่มเลี้ยงเห็ดทั้งลูกค้าและสมาชิกเพื่อนสนิทเกิดขึ้นจึงได้หารือกันว่าควรสร้างมูลค่าของเห็ดด้วยการแปรรูปเป็นน้ำเห็ด ซึ่งเป็นการนำเห็ดถั่งเช่าสีทองกับเห็ดหัวลิง ซึ่งเห็ดทั้งสองชนิดมีคุณสมบัติและสรรพคุณทางยาที่มีประโยชน์มากมาย อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะผลิตได้สำเร็จและลงตัว แต่ยังไม่ได้เปิดตัวเพราะอยู่ระหว่างการขออนุญาตกับทาง อย.

ทางด้านราคาขายอยู่ในเกณฑ์ดังนี้ ถ้าเท่ากับหรือน้อยกว่า 100 ก้อน ขายในราคาก้อนละ 15 บาท, ถ้า 100-500 ก้อน ขายราคาก้อนละ 12 บาท, ถ้าเกิน 1,000 ก้อน ขายในราคาก้อนละ 7-8 บาท อย่างไรก็ตาม ราคาที่กำหนดไว้นี้ คุณเฉียง บอกว่า อาจปรับลดได้ตามความเหมาะสม โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ มีการประกันก้อนหากมีปัญหาที่เกิดขึ้นจากการผลิต

สำหรับพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล (ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ) มีบริการส่งฟรีในจำนวนไม่ต่ำกว่า 500 ก้อน แต่ในกรณีที่เป็นลูกค้าต่างจังหวัดจะขอเพียงค่าน้ำมันเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ลูกค้าอาจเดินทางมารับเองได้

ปัจจุบันฟาร์มเห็ดกลางกรุง ครูจัน ไม่เพียงผลิตก้อนเห็ดที่มีคุณภาพขายเท่านั้น ฟาร์มแห่งนี้ยังเปิดบ้านเป็นศูนย์เรียนรู้ แล้วยังจัดอบรมการผลิตก้อนเห็ดเป็นคอร์สให้กับผู้สนใจในราคาไม่แพง แถมเจ้าของและภรรยายังใจดียินดีให้คำปรึกษาแก่ผู้มีปัญหาทั้งที่เป็นลูกค้าและไม่ใช่ลูกค้าอีกด้วย ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ (089) 780-2095 เพราะต้องการให้ทุกท่านได้บริโภคเห็ดที่สมบูรณ์มีคุณภาพโดยไม่ถูกหลอกอีกต่อไป

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 เกษตรกรชาวจังหวัดสกลนครที่ผ่านมาปลูกอะไรก็ไม่สำเร็จ แต่เมื่อได้ลองปลูกกล้วยหอมทอง ผลไม้ที่เต็มไปด้วยสารอาหาร กลับพบว่าประสบผลสำเร็จมีรายได้มากถึงไร่ละ 1 แสนบาท และมีการรวมกลุ่มเกษตรกร จนเกิดเป็นวิสาหกิจชุมชนที่เข็มแข็งเพื่อส่งขาย โดยนายทอง ตกพันธุ์ อายุ 58 ปี และ นางมะณีวัน พรมกสิกร อายุ 51 สองสามีภรรยา ชาวบ้านนาถ่อน ตำบลต้นผึ้ง อำเภอพังโคน สกลนคร ช่วยกันดูแลกล้วยหอมทองกว่า 1 พันต้น ที่ปลูกไว้ในพื้นที่ 4 ไร่ โดยมะณีวัน เล่าว่า เดิมทำนา ปลูกยางพารา แต่ราคาตกต่ำ จึงหันมาปลูกมะเขือเทศก็ต้องขาดทุน เพราะโดนศัตรูพืชระบาด ต่อมาศึกษาพบว่ากล้วยหอมทองเป็นที่ต้องการของตลาด จึงซื้อพันธุ์กล้วยหอมทองจากปทุมธานี 400 ต้นมาปลูกตั้งแต่เมื่อ 4 ปีก่อน

นายทอง กล่าวว่า การปลูกกล้วยหอมทอง ต้องให้ความสำคัญตั้งแต่การเตรียมดิน โดยขุดหลุมปลูกขนาด ขนาด 50X50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร ระยะห่างต่อหลุม 2 เมตร นำหน่อกล้วยลง จากนั้นใส่ปุ๋ยคอกผสม ใช้ดินและฟางกลบรอบหลุม หมั่นดูแลเติมปุ๋ยคอกและให้น้ำ ระวังโรคจุดใบด่าง และใบไหม้ ใช้เวลา 6-7 เดือน ต้นกล้วยจะให้ผลผลิตพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกกล้วยได้ 400 ต้น เก็บผลผลิตขายได้ครั้งละ 8 – 9 หมื่นบาท แต่ละปีเก็บผลผลิตได้ 2 ครั้ง และเมื่อต้นกล้วยอายุ 2 ปีก็จะโค่นทิ้งแล้วนำหน่อกล้วยรอบต้นเดิมกลับมาปลูกทดแทน สำหรับกล้วยหอมทอง 1 เครือ น้ำหนักเฉลี่ย 18-20 กิโลกรัม ราคาขายหน้าสวนกิโลกรัมละ 40 บาท

ทั้งนี้ นางมะนีวัน และเกษตรกรในตำบลต้นผึ้งรวมตัวเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกกล้วยหอมทอง นอกจากขายผลยังขายหน่อกล้วย แปรรูปกล้วยหอมทองเพิ่มมูลค่า มีตลาดรองรับทั่วทั้งประเทศและเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้การปลูกกล้วยหอมทอง

กล้วย ถูกนำมาใช้แทนคำเปรียบเปรยในประโยคบ่อยครั้ง เช่น เรื่องกล้วยๆ ของกล้วยๆ หรือแม้กระทั่ง คำว่า ง่ายกว่ากล้วย ก็แสดงให้เห็นว่า กล้วย เป็นไม้ผลชนิดหนึ่งที่พบเห็นได้ง่าย นำมาใช้ประโยชน์ได้ง่าย รวมถึง ปลูกง่าย

การันตีการปลูกว่า “ง่าย” ได้ไม่ยาก ลองพิจารณาจากตรงนี้ พื้นที่เพียง 1 ตารางวา ก็สามารถปลูกกล้วย ให้ได้ผลผลิตดี งอกงาม ใช้ประโยชน์ในทุกส่วนจากต้นกล้วยได้ ไม่ยากจริงๆ

วิธีปลูก

– หลุมปลูก ควรขุดหลุมขนาดประมาณ 50 คูณ 50 เซนติเมตร (กว้างxยาวxสูง) ใส่ปุ๋ยรองก้นหลุม 3-4 กำมือ หากมีปุ๋ยคอก ให้ใช้ปุ๋ยคอก แต่ถ้าไม่มีให้ซื้อปุ๋ยชีวภาพมาใส่แทน พันธุ์ สายพันธุ์กล้วยจัดว่าเป็นสิ่งสำคัญ ถ้ามีสายพันธุ์ที่ดีก็วางใจไปเกินครึ่งว่า การปลูกกล้วยครั้งนี้จะประสบความสำเร็จ ได้เครือใหญ่ ผลสวย รสชาติดี แต่ถ้าสายพันธุ์ไม่แน่ชัด ก็ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ เพราะกล้วย อย่างไรก็คือ กล้วย ถ้าไม่ใช่กล้วยป่าก็ไม่ต้องกังวล เพราะอย่างไรเสียก็ไม่มีเมล็ดในผลกล้วยให้รำคาญยามกิน

หน่อกล้วย หาซื้อได้ตามชอบใจ ตามร้านจำหน่ายพันธุ์ไม้ หากพื้นที่เพียง 1 ตารางวา จำนวน 1 หน่อ จัดว่ากำลังดี เมื่อได้หน่อกล้วยมาแล้ว วางหน่อกล้วยลงในหลุมปลูก ควรกลบหลุมปลูกให้ดินพอกขึ้นคลุมโคนกล้วยพอสวยงาม

– การดูแลบำรุงรักษา หลังการปลูกเพียง 1 สัปดาห์ จะเริ่มเห็นใบอ่อนกล้วยแตกขึ้นใหม่ ควรเอาใจใส่ ดังนี้ การรดน้ำ ให้รดน้ำทุก 2-3 วัน ถ้าฝนตกก็งดรดน้ำ แต่ถ้าไม่ได้อยู่บ้าน ขาดการรดน้ำ 1-2 สัปดาห์ ก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับกล้วย
การใส่ปุ๋ย ขอให้คำนึงถึงความสะดวก ใช้ปุ๋ยที่มีหรือหาซื้อง่าย ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี ปุ๋ยคอก ปุ๋ยชีวภาพ อัตราการใส่ปุ๋ย คำนวณจาก 1 กิโลกรัม ต้น/ปี แบ่งใส่ 3 เดือนครั้ง ครั้งละ 250 กรัม หรือมากกว่าก็ได้ ไม่มีผลกระทบอะไร
ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 1 หลังปลูก 1 สัปดาห์ สูตร 15-15-15

ใส่ปุ๋ยหลังครั้งที่ 1 ประมาณ 3 เดือน ใช้สูตร 15-15-15

ใส่ปุ๋ยหลังครั้งที่ 2 ประมาณ 3 เดือน ใช้สูตร 15-15-15

ใส่ปุ๋ยหลังครั้งที่ 3 ประมาณ 3 เดือน ใช้สูตร 13-13-21

ปุ๋ยพืชสด เมื่อกล้วยออกจากเครือจนเราสามารถตัดได้ ให้นำต้นเก่ามาสับเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำกลับมาใส่ จะช่วยป้องกันความชื้น และเป็นปุ๋ยรอให้กับหน่อใหม่ที่จะเกิดขึ้นด้วย การตัดแต่งหน่อ และใบแก่
การไว้หน่อ และการตัดแต่งหน่อก็มีความสำคัญในการปลูกกล้วยมาก เพราะจะให้ต้นโต หรือต้นสมบูรณ์ดี พร้อมส่งผลไปถึงลูก หรือเครือกล้วยด้วย หากเราไม่ตัดแต่งหน่อกล้วยออกทิ้งบ้าง ก็จะกลายเป็นกล้วยแคระแกร็น

การตัดแต่งหน่อ ให้ตัดแต่งหน่อกล้วยที่ขึ้นมาในทุกๆ ช่วงอยู่ตลอด หากยังไม่ถึงช่วงการไว้หน่อ

การตัดแต่งใบกล้วยที่เหลืองเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ทิ้งไป พร้อมทั้งตัดใบที่งอหักลงไปด้วย เท่านี้ก็จะทำให้ต้นกล้วยดูไม่รกรุงรัง และสวยงาม

การไว้หน่อกล้วย ควรเริ่มไว้หน่อแรก เมื่อกล้วยอายุ 4 เดือน ไปแล้ว และหน่อต่อไปทุก 4 เดือน แต่ในช่วงการออกปลี ควรงดการไว้หน่อ เพื่อให้ผลกล้วยและเครือสมบูรณ์ดี

การตัดปลีกล้วย เมื่อปลีกล้วยแทงเครือออกมาจนเราเห็นว่าเครือกล้วยสมบูรณ์ หรือออกจนหมดปลีแล้ว ให้เราตัดปลี จากหวีสุดท้ายนับไปอีก 1-2 หวี แล้วตัด แล้วนำปูนแดงหรือยากันราทา ป้องกันเน่า
การเก็บเกี่ยว ให้พิจารณาจากการนับจำนวนวัน โดยเฉลี่ยแล้ว ผลกล้วยจะแก่เมื่อมีอายุประมาณ 90 วัน หรือพิจารณาจากเหลี่ยมมุมของผล ผลแก่จะมีลักษณะค่อนข้างกลม เก็บเกี่ยวโดยใช้มือข้างหนึ่งจับปลายเครือ แล้วใช้มีดฟันก้านเครือให้ขาดออก
การป้องกันกำจัดศัตรูพืช
– โรคใบจุด ป้องกันโดยนำไปเผา หรือใช้สารเคมีคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ หรือสารป้องกันกำจัดเชื้อรา แมนโคเซบ หรือเบนโนมิล

– ด้วงงวง ป้องกันโดยใช้สารเคมีประเภทดูดซึม เช่น โตฟอส

– หนอนม้วนใบกล้วย ป้องกันโดยใช้สารเคมีคลอไพลิฟอส

– แมลงวันผลไม้ ใช้สารล่อแมลง สารเมทิลยูลินอลผสมสารฆ่าแมลงล่อทำลายแมลงวันเพศผู้ หรือใช้สารฆ่าแมลงมาลาไธออน หรือ ไดเมทโทเอท แต่โดยรวมแล้ว โรคในกล้วยก็จะมีน้อยมาก ที่โรคหลัก ในที่ปลูกกล้วยมาก ก็จะเจอ โรคไฟทอปทอร่า หรือที่เรียกเชื้อไฟทอปทอร่า อาจทำให้รากเน่า โคนเน่า ใบเหลืองแห้ง หรือที่เรียกว่าตายพราย และก็มีหนอนม้วนใบ อย่างไรก็ตาม หากดูแลรักษากล้วยสมบูรณ์ดีแล้ว ปัญหาเรื่องโรคและแมลงที่อาจเกิดขึ้นได้มีน้อย โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกกล้วยที่ไม่มากนักอย่างที่กล่าวมา

เพียงเท่านี้ แม้จะมีพื้นที่น้อย แต่กล้วยเพียง 1 หน่อ สามารถแตกหน่อออกได้อีก อาจขุดหน่อนำไปขยายพันธุ์ยังพื้นที่อื่น หรือปล่อยให้แตกหน่อเติบโตในกอเดียวกันก็ทำได้

จัดอยู่ในลำดับต้นๆ ของผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเยอะมาก สำหรับ “มัลเบอร์รี” หรือ “ลูกหม่อน” ผลไม้ชนิดหนึ่งที่เมื่อสุกผลแล้วจะเป็นสีดำ รสชาติเปรี้ยวอมหวาน เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง ลักษณะลำต้นตั้งตรง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบปลายใบแหลมยาว

ซึ่ง “หม่อน” แต่เดิมเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศจีนตอนใต้ แถบเทือกเขาหิมาลัย ต่อมามีการนำมาปลูกในอินโดจีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ แถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทยสามารถปลูกได้ในหลายพื้นที่เช่นกัน

ที่ตำบลหลักสอง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร มีสวนมัลเบอร์รี่ขนาดพื้นที่ 3 ไร่ เจ้าของ คือ คุณสุรวุฒิ เหลืองขมิ้น เกษตรกรชายวัย 56 ปี เนรมิตพื้นที่บริเวณนี้ให้กลายเป็นสวนมัลเบอร์รี่ ด้วยต้นหม่อนจำนวน 300 ต้น จำหน่ายทั้งผลสดและแปรรูป นอกจากนั้นยังเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ รายได้แต่ละเดือนเกือบ 3 แสนบาทเลยทีเดียว

คุณสุรวุฒิ เท้าความว่า เกิดมาในครอบครัวเกษตรกร ตอนเด็กๆ ปลูกสารพัดทั้งผักและผลไม้ อาทิ กล้วย ส้ม มะนาว มะพร้าว องุ่น ส่วนต้นหม่อนนั้นเริ่มปลูกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หรือราว พ.ศ.2550 โดยได้กิ่งพันธุ์หม่อน 1 ต้นมาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ปลูกเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน พ.ศ.2560 มี ต้นหม่อน 300 ต้น บนพื้นที่ 3 ไร่ เก็บผลผลิตแต่ละครั้งราว 1 – 2 ตัน ขายส่ง ขายปลีก รวมถึงแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อีกด้วย

“ตอนแรกผมปลูกต้นมัลเบอร์รี่ แซมไปกับต้นไม้อื่น ในสวน ปลูก 4 ปี ลองเก็บผลไปขาย ปรากฏขายดีจากกิโลกรัมละ 80 มาเป็นกิโลกรัมละ 200 บาท จากต้นหม่อนต้นเดียวก็เพิ่มเป็นหลายสิบต้น นอกจากนั้นยังทำกิ่งตอนขาย หากปลูกด้วยกิ่งตอน ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี สามารถเก็บผลผลิตได้ โดยหม่อนจะออกลูกปีละ 2 ครั้ง ถ้าดูแลดีๆ สามารถเก็บผลผลิตได้ปีละ 4 ครั้ง ผมขายกิ่งตอนตามตลาดนัดจังหวัด สมุท สาคร นครปฐม กาญจนบุรี เพชรบุรี”

คุณสุรวุฒิ บอกต่อว่า ต้นหม่อนปลูกไม่ยาก ทนต่อสภาวะแห้งแล้งได้พอสมควร ส่วนปุ๋ยที่ใช้นั้น เลือกใช้ปุ๋ยสั่งตัด โดยคิดสูตรผสมขึ้นด้วยตัวเอง เพื่อให้พืชเจริญเติบโตได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งไม่ใช้สารเคมีในช่วงออกผล ใช้เวลาปลูก 50 – 60 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตได้ และให้ผลดกตลอดทั้งปี

สำหรับสายพันธุ์ต้น “มัลเบอร์รี” ที่เกษตรกรคนนี้ปลูก คือ สายพันธุ์กำแพงแสน 42 เป็นพันธุ์ที่มีลูกดก รสชาติหวาน เติบโตง่าย เหมาะกับพื้นที่ในเขตภาคกลาง โดยใช้กิ่งชำในการปลูก เว้นระยะห่างต่อต้นประมาณ 2-3 เมตร ปลูกทิ้งไว้โดยไม่ต้องดูแลอะไรมาก ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง

ช่วงที่แตกใบอ่อน เจ้าของสวนแนะนำให้ฉีดยาบำรุงที่เป็นชีวภาพแค่ 1-2 ครั้ง ปลูกครบ 7-8 เดือนจะออกผลผลิตให้เก็บได้ หลังจากออกผลผลิตแล้วให้ตัดแต่งกิ่ง จากนั้นเว้นช่วง 3 เดือน ก็จะออกผลผลิตในครั้งต่อไป ซึ่งในสวนแห่งนี้มี 300 ต้น ผลผลิตจะออกหมุนเวียนตลอดทั้งปี เก็บผลผลิตได้ตลอด

ในเรื่องการทำตลาดนั้น เกษตรกร บอกว่า เน้นขายผลสดเป็นหลัก ขายปลีกราคากิโลกรัมละ 200 บาท ขายส่ง 180 บาท สถานที่จัดจำหน่ายเน้นขายตามตลาดนัดสถานที่ราชการ โรงพยาบาล กลุ่มคนที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพ งานเทศกาล มีพ่อค้าคนกลางรับซื้อบ้าง มีนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนเข้ามา นอกจากนั้นมีบางส่วนนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น น้ำมัลเบอร์รี่ 100 เปอร์เซ็นต์ เครื่องดื่มมัลเบอร์รี่ผสมกับโยเกิร์ต ทำแยม โดยใช้ผลมัลเบอร์รี่หั่น 1 กก. กับน้ำตาลทรายแดง 3 ขีด

“ผมขายในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียว อาทิ กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม กรุงเทพฯ ส่วนแม่ค้าที่มารับไปขายต่อ หากซื้อ 10 กิโลกรัมขึ้นไป จะอยู่ที่ 180 บาท ซึ่งรายได้แต่ละเดือนหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วจะมีกำไรอยู่ที่ 70,000 – 80,000บาท เป็นรายได้สามารถเลี้ยงคนในครอบครัวได้สบาย”

สำหรับข้อดีของต้นมัลเบอร์รี คือ ปลูกง่าย ดูแลไม่ยาก แต่จะมีปัญหาบ้างเช่นเรื่องการเก็บเกี่ยว เพราะต่อครั้งจะให้ผลผลิตค่อนข้างเยอะ ต้องเก็บผลสุกออกจากต้นไม่เกิน 3 วัน เพราะถ้าเกินนี้จะเกิดเชื้อรา

ในเรื่องการตลาดนั้นมีปัญหาบ้าง คุณสุรวุฒิ บอกว่า ลูกหม่อนเป็นผลไม้ที่อายุน้อย หากเก็บนานผลสดจะเน่า เกิดความเสียหาย ดังนั้นเลือกนำมาแปรรูป สำหรับคนที่สนใจปลูกมัลเบอร์รี่ เกษตรกรย้ำว่า เรื่องตลาดสำคัญมาก ควรศึกษาว่าปลูกแล้วจะขายยังไง ขายให้ใคร ขายที่ไหน แต่หากสนใจจริงๆ ก็สามารถปลูกได้ โดยเเริ่มปลูกแต่น้อย 10 – 20 ต้น

“มัลเบอร์รี่ แม้จะเป็นผลไม้ลูกเล็ก แต่อุดมไปด้วยคุณค่าและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ณ ห้วงเวลานี้คนไทยและชาวต่างชาติรู้จักมากขึ้น กลุ่มคนที่ดูแลสุขภาพก็ให้ความสนใจผลไม้ชนิดนี้มาก ฉะนั้นมัลเบอร์รี่จึงเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าจับตามอง”

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ สวนพ่อสุรวุฒิ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) โชว์ “ถุงห่อชมพู่ หวานแน่ กรอบนาน” นวัตกรรมรางวัลสิ่งประดิษฐ์แห่งชาติ ประจำปี 2560 จากสภาวิจัยแห่งชาติ (วช.) นวัตกรรมที่ทำให้ชมพู่มีสีแดงสวยงามสม่ำเสมอ รสชาติหวานขึ้นกว่าเดิม 40 เปอร์เซ็นต์ เนื้อแน่นกรอบกว่าเดิม 2 เท่า แก้ปัญหาเรื่องคุณภาพชมพู่ หนึ่งในผลไม้เศรษฐกิจส่งออกสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศที่ส่งออกไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศจีนที่เป็นคู่ค้าหลัก นวัตกรรมดังกล่าวจะทำให้ไม่มีการตีกลับจากต่างชาติ และเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันกับชมพู่ของไต้หวันได้ในอนาคต

โดยต้นทุนการผลิตถุงนวัตกรรมดังกล่าวเพียงถุงละ 2 บาท และสามารถใช้ซ้ำได้ถึง 10 ปี ช่วยลดต้นทุนของเกษตรกรในระยะยาวได้กว่า 5-6 เท่า สามารถขายผลผลิตที่มีคุณภาพในราคาที่สูงขึ้นกว่าเดิมถึง 2-3 เท่า ทั้งนี้ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เตรียมแผนต่อยอดนวัตกรรมดังกล่าว สู่เชิงพาณิชย์ และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ภาคการเกษตรและภาคประชาชนเร็วๆ นี้

รศ.วรภัทร ลัคนทินวงศ์ อาจารย์สาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวว่า คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. โดยทีมนักศึกษาได้พัฒนานวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ “ถุงห่อชมพู่ หวานแน่ กรอบนาน” จากการที่ได้ลงพื้นที่ศึกษา ณ สวนเจริญสุข อ.บางแพ จ.ราชบุรี และได้รับฟังปัญหาจากเกษตรกรว่า พบปัญหาเรื่องคุณภาพชมพู่ไม่ได้มาตรฐาน อาทิ คุณภาพสีชมพู่ที่ไม่สม่ำเสมอ มีแมลงวันผลไม้ และเกิดการเน่าเสียระหว่างขนส่ง จนทำให้จากเดิมที่ชมพู่เคยเป็นหนึ่งในผลไม้เศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของประเทศที่ส่งออกไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศจีนที่เป็นคู่ค้าหลัก ซึ่งสร้างมูลค่าเข้าประเทศกว่า 1,100 ล้านบาทต่อปี ติดปัญหาในเรื่องคุณภาพ และถูกคู่ค้ารายใหญ่อย่างประเทศจีนสั่งระงับการนำเข้าชมพู่จากประเทศไทยในปี 2555 จึงทำให้รายได้ของเกษตรกรสวนชมพู่ชะงักลงเป็นอย่างมาก

รศ.วรภัทร กล่าวต่อว่า นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ถุงห่อชมพู่นั้น เกิดจากการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ขั้นพื้นฐาน ผนวกรวมกับด้านเทคโนโลยีการเกษตร และการออกแบบ โดยแรกเริ่ม ต้นแบบของนวัตกรรมถุงชมพู่ ด้านบนของถุงจะถูกเย็บปิดด้วยผ้าตีนตุ๊กแก เพื่อให้สามารถพับติดได้ง่าย ขณะที่ก้นถุงจะใช้ด้ายดิบร้อยไว้ด้านใน โดยปล่อยให้ปลายเชือกยาวมาด้านนอก ในความยาวด้านละ 5 นิ้ว เพื่อทำหน้าที่ดูดซับและระบายน้ำออกจากถุงเมื่อชมพู่เกิดการคายน้ำ หรือมีน้ำขังในถุงในช่วงฤดูฝน ป้องกันการเน่าหรือการหลุดออกจากขั้วของผลชมพู่ ต่อมาจึงได้มีการพัฒนานวัตกรรมดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง โดยการคัดเลือกวัสดุที่นำมาทำถุงใหม่ ด้วยการนำฉนวนกันร้อนชนิดโฟมที่มีความหนา 2 มิลลิเมตรไว้ด้านนอก ส่วนด้านในจะวางซ้อนด้วยแผ่นโฟมชนิดบาง มาตัดเย็บเป็นถุงในขนาดที่สามารถห่อผลชมพู่ได้ เพื่อให้โฟมชนิดหนาทำหน้าที่ป้องกันความร้อนจากด้านนอก และคงความเย็นภายใน

รศ.วรภัทร กล่าวเพิ่มเติมว่า อุณหภูมิดังกล่าว จะส่งผลให้ชมพู่สามารถผลิตสารสีแดง (Anthocyanin) ได้เพิ่มขึ้นถึง 40-50% ซึ่งมีคุณค่าช่วยต้านมะเร็งในร่างกาย มีรสชาติที่หวานขึ้นกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งมีความแน่นกรอบของเนื้อชมพู่ถึง 2 เท่า รวมไปถึง สีเนื้อชมพู่ ที่เปลี่ยนจากสีเขียว เป็นสีขาวอมชมพู เนื่องจากการสร้างสารประกอบคลอโรฟิลล์ลดลง เมื่อเทียบกับการห่อด้วยถุงปกติ

ต้นทุน 2 บาท ใช้งานได้ 10 ปี ลดต้นทุน 6 เท่าตัว

นอกจากนี้ก่อนนำไปใช้ห่อผลชมพู่จริง เกษตรกรสามารถฉีดพ่นสารกันเพลี้ยแป้ง รวมไปถึงแมลงวันผลไม้ที่มาตอมผลชมพู่ เคลือบด้านในถุง เพื่อล่นระยะเวลาของเกษตรกร โดยเบื้องต้นได้ทำการทดลองใช้ในพื้นที่สวนชมพู่ จังหวัดราชบุรี ซึ่งผลที่ได้คือ ชมพู่มีสีสวยสด เนื้อเป็นสีขาวอมชมพู หวานกรอบ มากกว่าผลชมพู่ที่ห่อด้วยถุงปกติ แต่ทั้งนี้การห่อถุงอาจมีความไม่สะดวก จึงได้ทำการพัฒนาต่อเป็นถุงห่อชมพู่ในลักษณะซิปรูดเปิด-ปิด ทดแทนการใช้งานในรูปแบบตีนตุ๊กแกที่สะดวกต่อการใช้งาน และมีรูปทรงที่คงทนมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับต้นทุนในการพัฒนานวัตกรรมดังกล่าว อยู่ที่ถุงละประมาณ 2 บาท โดยสามารถนำมาใช้ซ้ำได้นานถึง 10 ปี เพียงนำมาล้างและผึ่งแดดให้แห้งหลังการใช้งาน ซึ่งเป็นการลดต้นทุนของเกษตรกรในระยะยาวได้กว่า 5-6 เท่า และสามารถขายผลผลิตที่มีคุณภาพในราคาที่สูงขึ้นกว่าเดิมถึง 2-3 เท่า

นอกจากนี้ นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ถุงห่อชมพู่ดังกล่าว จะสามารถขจัดปัญหาเรื่องคุณภาพของชมพู่ที่ส่งออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นการผลักดันให้ชมพู่ทับทิมจันทร์สัญชาติไทย สามารถแข่งขันกับชมพู่ของไต้หวันในตลาดจีนได้ในอนาคตโดยนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ ถุงห่อผลไม้แบบ active bagging สำหรับห่อผลไม้เขตร้อนหรือกึ่งร้อน หรือ “ถุงห่อชมพู่ หวานแน่ กรอบนาน” เป็นหนึ่งในตัวอย่างของความสำเร็จของคณะ ที่มีรางวัลสิ่งประดิษฐ์แห่งชาติ ประจำปี 2560 จากสภาวิจัยแห่งชาติ (วช.) รางวัลเหรียญเงิน (Silver Prize) และรางวัล Special Award จากประเทศอียิปต์ จากเวทีการประกวดนวัตกรรมนานาชาติ SIIF กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้เป็นเครื่องการันตี รศ.วรภัทร กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน รองศาสตราจารย์ ปกรณ์ เสริมสุข คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวว่า คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. มีความพร้อมเป็นอย่างยิ่งในการผลักดัน และส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้นำความรู้ที่ได้จากการศึกษา ประยุกต์ใช้จริงในชีวิตประจำวัน เพื่อพัฒนาธุรกิจของตัวเอง ตลอดจนเพื่อพัฒนาศักยภาพต่างๆ ของประเทศในภาพรวม ซึ่งทางคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ได้มีแผนในการต่อยอดนวัตกรรมดังกล่าวสู่เชิงพาณิชย์ และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ภาคการเกษตรและภาคประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของคณะ ที่มุ่งบ่มเพาะและผลักดันศักยภาพบัณฑิตผ่านการเรียนรู้แบบผสมผสานระหว่างด้านวิทยาศาสตร์และการจัดการ เพื่อปั้นบัณฑิตให้มีความรู้เชี่ยวชาญพื้นฐานวิทยาศาสตร์ ควบคู่กับทักษะด้านการบริหาร สู่การเป็นนักวิทย์ที่มีหัวคิดประกอบการได้อย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สาขาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. หมายเลขโทรศัพท์ (02) 564-4491 หรือติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์

กุยช่าย เป็นพืชผักที่อยู่ในตระกูลเดียวกับหอม กระเทียม ที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด ตลาดนิยมบริโภค “กุยช่ายขาว” กันมาก เพราะเป็นผักที่มีความกรอบความหวานเพิ่มขึ้น รสชาติดีขึ้นกว่าใบสีเขียวธรรมดา กุยช่ายขาว จึงขายได้ราคาดีกว่า กุยช่ายเขียว ประมาณ 3-4 เท่าตัว

กุยช่าย สามารถปลูกขยายพันธุ์ได้หลายวิธี แต่วิธีที่นิยมใช้กันคือ การแยกหน่อ กอกุยช่ายขนาดใหญ่ 1 กอ อาจขยายหน่อได้ปริมาณมากถึง 100 หน่อ แต่ละหน่อสามารถนำไปปักชำหรือปลูกให้เป็นกอใหม่ได้ในระยะเวลา 3-4 เดือน หากมีการปลูกต้นที่แยกหน่อโดยตรงในแปลง ควรมีการดูแลรักษาในระยะย้ายหน่อโดยการให้น้ำปริมาณที่มาก ซึ่งอาจทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าการชำหน่อ

ส่วนการชำหน่อทำได้โดยตัดรากเดิมออกเกือบหมด แล้วนำไปชำให้เจริญเติบโต แตกรากออกมาใหม่พร้อมนำลงแปลงปลูก การชำอาจชำในถุงหรือในตะกร้าพลาสติกก็ได้ โดยวัสดุชำใช้ขี้เถ้าแกลบหรือดินผสมขี้เถ้าแกลบ ในอัตราส่วน 1 ต่อ 3 ส่วน หลังปักชำแล้ว ประมาณ 1 เดือน สามารถนำปลูกลงแปลงได้

การเตรียมดินปลูก

กุยช่าย ปลูกครั้งเดียว สามารถเก็บเกี่ยวได้นานถึง 2-3 ปี หากมีการดูแลรักษาที่ดี ฉะนั้น แปลงปลูกควรจัดเตรียมอย่างดี และจัดระบบน้ำที่เหมาะสม เกษตรกรควรเลือกปลูกกุยช่ายในแหล่งดินดี เป็นดินร่วนปนทรายหรือปนดินเหนียว มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรียวัตถุสูง สภาพความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระดับค่อนข้างเป็นกลาง ไม่มีปัญหาน้ำท่วมขังในช่วงฤดูฝน เพราะจะทำให้กุยช่ายรากเน่าตายเกิดความเสียหายได้

แปลงปลูกไม่ควรมีวัชพืชประเภทหญ้าแห้วหมูปริมาณมาก เพราะจะแย่งอาหาร นอกจากนี้ การกำจัดต้นหญ้าแห้วหมูหลังจากการปลูก จะทำได้ยากมาก เพราะต้นจะขึ้นเบียดแซมกัน หากจำเป็นต้องปลูกในแหล่งดินมีสภาพความเป็นกรดสูง ควรใส่ปูนขาว หรือโดโลไมต์ เพื่อปรับสภาพความเป็นกรดของดิน หากดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ควรใส่ปุ๋ยคอกประเภทปุ๋ยมูลไก่หรือปุ๋ยมูลเป็ด เพราะมีเมล็ดวัชพืชติดมาน้อยกว่าปุ๋ยจากมูลวัว อัตราการใส่ ประมาณ 100-200 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ปลูก 100 ตารางเมตร หรือประมาณ 1,600-3,200 กิโลกรัม ต่อไร่

โดยทั่วไป กุยช่ายปลูกดูแลง่าย เว็บแทงบอลออนไลน์ เพราะเป็นผักที่มีโรคและแมลงน้อยกว่าพืชผักชนิดอื่น ๆ หลังปลูกแค่ดูแลให้น้ำใส่ปุ๋ย อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะปุ๋ยคอกใน อัตรา 2-3 ตัน ต่อไร่ ทุกปี ส่วนปุ๋ยเคมีที่เหมาะสมควรเป็นปุ๋ยที่มีสัดส่วนธาตุอาหาร N P และ K ในอัตรา 2 : 1 : 1 เช่น ปุ๋ยสูตร 20-10-10 หรือ 30-15-15 อัตราการใช้ 50-100 กิโลกรัม ต่อไร่ โดยแบ่งใส่ทุกรอบของการตัดใบไปจำหน่าย เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของใบใหม่ขึ้นทดแทนใบที่ถูกตัดไป และควรมีการใส่ปุ๋ยทางใบเสริม โดยเฉพาะธาตุอาหารรองต่าง ๆ เช่น แคลเซียม โบรอน และอื่น ๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของต้น อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง