พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกส้มเขียวหวานได้ 50 ต้น รวม 750 ต้น

เพราะบริเวณระหว่างแถวค่อนข้างจะกว้าง เพื่อสะดวกในการทำงาน ลมผ่านได้ดี กันโรค/แมลง ได้ส่วนหนึ่ง และยังนำรถตัดหญ้าเข้าไปทำงานได้ทั่วทั้งแปลง กิ่งพันธุ์ มีคุณภาพ

คุณนพดลให้รายละเอียดว่า ส้มเขียวหวานที่ลงแปลงปลูกใหม่ เป็นกิ่งตอนที่ซื้อมาจากจังหวัดกำแพงเพชร (ส้มเขียวหวานบางมด) ส่วนแปลงที่อายุ 3 ปี ซื้อกิ่งตอนมาจากอำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เป็นส้มเขียวหวานบางมดเช่นกัน ที่ตัดสินใจใช้กิ่งตอนจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ เพราะเป็นกิ่งตอนที่มีคุณภาพ กล่าวคือ รอยแผลรอบกิ่ง จะมีรากออกโดยรอบ ปราศจากโรค/แมลง หลังปลูกลงดิน เมื่อต้นโตจะไม่โยก เพราะรากขยายแผ่ไปทุกทิศทาง และเติบโตทุกต้น ไม่มีตายแม้แต่ต้นเดียว ทั้งๆ ที่ตัดจากต้นแม่พันธุ์มา ก็ลงดินปลูกได้เลย ซึ่งคนที่ตอนกิ่งพันธุ์ได้เช่นนี้ต้องอาศัยทักษะความชำนาญ

การดูแลเอาใจใส่ที่ดี
ย่อมได้ผลผลิตที่ดี มีคุณภาพ
คุณนพดล บอกว่า ตนเองได้ให้การดูแลปฏิบัติกับแปลงส้มเขียวหวานด้วยดีมาตลอด ให้ความสำคัญในทุกขั้นตอน ทุกวันต้องเข้าสำรวจแปลง “การดูแลของผม ดูมาตั้งแต่ต้นส้มอายุ 1 ปี จนต้นอายุ 3 ปี ให้ผลผลิตแล้ว ทั้งการให้น้ำ ให้ปุ๋ย ฮอร์โมน สำรวจโรค/แมลง”

น้ำ ตลอดช่วงอายุของต้นส้มเขียวหวานจากปีที่ 1- ปีที่ 3 โดยเฉลี่ยแล้วจะให้น้ำผ่านหัวสปริงเกลอร์ 3-5 วัน ต่อครั้ง เว้นแต่ช่วงก่อนออกดอก ติดผลแล้ว จนผลแก่ ส้มต้องการน้ำแตกต่างกัน แต่ในช่วงฤดูฝนก็งดการให้น้ำตลอดฤดูกาล

ปุ๋ย แต่ละช่วงอายุ ให้ปุ๋ยแตกต่างกัน ตามตารางเวลา ปุ๋ยที่ใช้มี 3 ชนิด คือ ปุ๋ยอินทรีย์ ใช้อยู่ร้อยละ 30 ปุ๋ยอินทรีย์เคมี ร้อยละ 60 และปุ๋ยเคมี เพียงร้อยละ 10 ใช้เฉพาะช่วงส้มเขียวหวานก่อนออกดอกถึงก่อนเก็บผล 1 เดือน เท่านั้น

ดิน น้ำ ปุ๋ย มีความสำคัญมาก ต้องรู้และเข้าใจว่าทั้งต้น ใบ ดอก แต่ละช่วงอายุหรือเวลา ต้องการอะไร ขาดอะไร ต้องเติมลงไป

วัชพืช ใช้วิธีการตัดด้วยเครื่องยนต์รอบๆ แปลงปลูก จะไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า เพราะหญ้าก็มีประโยชน์ช่วยคลุมหน้าดิน ป้องกันแสงแดดจัดๆ และช่วยรักษาความชื้น

ยา/สารเคมี สำหรับ โรค/แมลง ไม่ค่อยได้ใช้ เพราะดูแลอย่างใกล้ชิด ถ้ามีหรือเมื่อพบเห็นจะใช้เพียงเท่าที่จำเป็น

การปฏิบัติเพื่อให้ส้มออกดอกอย่างมีคุณภาพ
คุณนพดล บอกถึงวิธีการปฏิบัติว่า ส้มเขียวหวานที่สวนเมื่อปีที่แล้ว คืออายุต้นได้ปีที่ 2 ก็ออกดอกและติดผลแล้ว แต่เด็ดทิ้งไปบ้าง เหลือไว้ไม่มากเพื่อจะดูผลผลิตว่า ผิว เนื้อ รสชาติ จะมีคุณภาพเพียงใด จึงถือว่าส้มเขียวหวานแปลงที่มีอายุต้น 3 ปี จะเป็นส้ม รุ่นที่ 1 โดยช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคมจากปลายฝนเข้าสู่ฤดูหนาว ก็จะถึงช่วงการ “ขึ้นน้ำ” ไม่ให้น้ำเลย เพื่อให้ใบแสดงอาการเฉาจนต้นโศก จากนั้นจะให้ปุ๋ย แล้ว “ขึ้นน้ำ” ให้เต็มที่ รอเวลาสักพักก็จะออกดอก นอกจากปุ๋ยแล้วก็จะมีการให้ฮอร์โมน และป้องกันโรค/แมลง เช่น โรคราดำ เพลี้ยไฟ ทั้งนี้ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ถ้าได้ปฏิบัติตามตารางเวลา จะไม่มีอะไรมารบกวน และจะไม่พบผลส้มร่วงหล่น

“ส่วนเทคนิคหรือเคล็ดลับในการดูแลส้มเขียวหวานนั้น ไม่มีอะไรมาก ต้องขยันลงแปลง ดูแลรอบๆ แปลงปลูก โดยเฉพาะช่วงก่อน-หลังฝนตก ส่วนต่างๆ ของส้มทั้งดอก ใบ ผล แสดงอาการอะไรบ้าง ก็ต้องดูแลตั้งแต่ต้นส้มเขียวหวานยังเล็กๆ จนให้ผลผลิต เช่น เมื่อต้นส้มครบ 3 ปี จะทำผลต้องพร้อมในเรื่องการออกดอก การให้น้ำ ให้ปุ๋ย ยา ฮอร์โมน อย่างที่บอกตอนต้นว่า เราทำไม้ผลในลักษณะกงสี มีการปรึกษาหารือกับพี่น้องกันตลอด เรามีพี่เลี้ยง มีการเตือนภัย” คุณนพดล กล่าว

คุณนพดล กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในช่วงระหว่างที่รอผลผลิตส้ม ใช้เวลา 3 ปี จะปลูกฟักทอง แฟง แซมเก็บขายเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง และผลพลอยได้ก็คือ ทั้งเถาและใบ ช่วยคลุมหน้าดินด้วย แต่ช่วงนี้ไม่ได้ปลูกพืชแซมแล้ว เพราะต้นส้มมีทรงพุ่มที่แผ่กว้างขึ้น ปล่อยให้หญ้าขึ้นแล้วใช้เครื่องยนต์เข้าไปตัดให้สั้น เพื่อให้คลุมหน้าดิน

ผลผลิตส้มเขียวหวาน รุ่นที่ 1
จะออกสู่ตลาดเดือนพฤศจิกายน คุณนพดล ให้ข้อมูลว่า ส้มเขียวหวาน ในเขตอำเภอลอง จะออกสู่ตลาด 3 รุ่น รุ่นที่ 1 ระหว่างเดือนตุลาคม-มกราคม รุ่นที่ 2 เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน และรุ่นที่ 3 เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ส่วนส้มเขียวหวานของสวนแห่งนี้ ให้ผลผลิตปีที่ 1 รุ่นที่ 1 จะเริ่มเก็บผลได้ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะเป็นรุ่นที่ให้ผลดกที่สุด และอร่อยมาก อันเนื่องมาจากปริมาณน้ำฝนลดลง แต่ดูแลยาก ถ้าดูแลไม่ดีขั้วจะเหลือง ผลร่วงหล่น ที่สำคัญถ้าผลออกช่วงนี้คาดว่าจะได้ราคาดี หรือได้ราคาที่เป็นธรรม

การดูว่าผลสุกแก่เก็บได้ ดูจากสีของผลนวล สีขึ้นกระดังงา หรือกำลังเข้าสี (สีผิวเขียว-เหลือง) รสชาติเริ่มหวาน จึงต้องเร่งเก็บผล แต่ถ้าเราไม่เก็บผล หรือปล่อยไว้บนต้นเพื่อรอดูราคา จะเกิดผลกระทบ คือมันจะคืนต้น หรือดึงต้น จากรสชาติหวานก็จะจืดชืด ฝ่อ ผลจะร่วง ยิ่งเก็บช้ายิ่งทำลายต้น ซึ่งส้มเขียวหวานก็จะให้ผลผลิตเกือบตลอดทั้งปีอยู่แล้ว จึงต้องบำรุงต้นให้ได้รับธาตุอาหาร สะสมพลังงานตลอดเพื่อคุณภาพของผลส้มในรุ่นต่อๆ ไป มิฉะนั้นต้นจะโทรม

ลักษณะเด่นของ ส้มเขียวหวาน สวนคุณนพดล คุณนพดล แจงว่าได้ชิมรสชาติของส้มเขียวหวานเมื่อปีที่แล้ว เพื่อจะได้ชี้แจงหรือสื่อสารกับผู้ซื้อว่าส้มเขียวหวานที่นี่เป็นเช่นไร มีจุดเด่นอะไร จึงพอจะบอกได้ว่า

ผล – กลม แป้นเล็กน้อย ก้นผลเรียบถึงเว้าเล็กน้อย ผิวผลเรียบ และผิวสีเขียวอมเหลือง

เปลือก – ไม่หนา บางล่อน และแกะออกง่าย

เนื้อ – เนื้อในสีส้มอมทอง เนื้อกุ้งไม่แข็ง ฉ่ำน้ำ ซังนิ่ม กลีบแยกออกจากกันง่าย

รสชาติ – หวานเข้ม และหวานอมเปรี้ยว แล้วแต่ช่วงเวลาของแต่ละรุ่น

และที่สำคัญ เป็นส้มปลอดภัย

ผลผลิตที่คาดว่าจะได้ ในรุ่นที่ 1 คุณนพดล บอกว่า ผลผลิตส้มเขียวหวานปีที่ 1 รุ่นที่ 1 อาจจะได้ผลผลิตไม่มาก แต่ก็ได้คำนวณผลผลิตไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ผลผลิตจะเป็น เบอร์ 0 ประมาณ ร้อยละ 30 เบอร์ 1 กับ 2 ประมาณ ร้อยละ 70 ปริมาณผลผลิตที่คาดว่าจะได้รับ คำนวณจากผลบนต้น ต้นละ 50 กิโลกรัม มีต้นส้มเขียวหวาน 750 ต้น ผลผลิตรวมราวๆ 37,500 กิโลกรัม (น้ำหนัก เบอร์ 1 จำนวน 9 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม)

ผู้เขียนตั้งคำถามว่า การที่จะเป็นเกษตรกรหนึ่งในจำนวนผู้ปลูกส้มเขียวหวาน จะสร้างชื่อเสียงให้กับส้มเขียวหวานจังหวัดแพร่กลับมาลือเลื่องดั่งเดิม และให้เกิดความยั่งยืน จะมีวิธีการใด

คุณนพดล เสนอแนวทางว่า เราจะต้องเลิกวิธีการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ต้องสร้างผลผลิตให้มีรายได้ตลอดปี ไม่ควรทำตามกระแส ต้องรู้ว่าตัวตนของเราคือเกษตรกร ที่มีความรู้ในเรื่องส้มเขียวหวานอย่างลึกซึ้งหรือไม่ พื้นที่ที่ปลูกส้มเขียวหวานมีความเหมาะสมหรือไม่ ดิน-น้ำ-ปุ๋ย เป็นปัจจัยที่สำคัญ ถ้าทำสวนส้มเขียวหวานแล้ว ต้องไม่ปลูกแบบทิ้งขว้าง ต้องกล้าลงทุน แม้การลงทุนจะมีความเสี่ยง จึงต้องดูแลเอาใจใส่ อย่ารอแต่รับผลผลิตอย่างเดียว ต้องดูแลเหมือนเขาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา และถ้าจะดูแลให้ต้นส้มเขียวหวานแข็งแรง มีอายุต้นที่ยืนยาว ปราศจากโรค ต้องใช้วิธีการฝังเข็มทุกต้น จากส้มที่เล (ใกล้ตาย) ไปแล้ว อาจฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ได้ เหมือนกับที่เกษตรกรชาวสวนทุเรียนเขาปฏิบัติกัน

คุณนพดล เป็นเกษตรกรคนรุ่นใหม่ ที่มีแนวคิดในการผลิตส้มเขียวหวาน มีความตั้งใจที่จะนำจุดอ่อนปัญหาจากอดีตมาแก้ไข เพื่อให้ผลผลิตส้มเขียวหวานมีคุณภาพ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และตั้งใจที่จะผลิตส้มเขียวหวานในจังหวัดแพร่ ให้มีชื่อเสียงไปยังทั่วทุกภาคที่ผู้ซื้อ ผู้บริโภค ได้รู้จักและยอมรับในคุณภาพ และจากการเป็นเกษตรกรที่มุ่งมั่น ทุ่มเทในการประกอบอาชีพมาตั้งแต่ต้น จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นสาขาพืชสวนของจังหวัดแพร่ เมื่อปี พ.ศ.2559 และได้รับการคัดเลือก ลำดับที่ 3 ของระดับเขต

คุณฤทัยทิพย์ จุมพิต เกษตรอำเภอลอง ได้กล่าวถึงแนวทางการส่งเสริมแก่เกษตรกรผู้ปลูกส้มเขียวหวาน ในพื้นที่อำเภอลองว่า ข้อมูลจากอดีตที่พบเห็น เกษตรกรต่างก็มีพื้นที่ปลูกของตนเองมากน้อยแตกต่างกันไป ผลผลิตที่ได้ก็มีปริมาณแตกต่างกัน ต่อพื้นที่ ต่อไร่ ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องคุณภาพ แน่นอนว่าย่อมมีความแตกต่าง ผลผลิตก็ต่างคนต่างขาย หรือถ้ามีกลุ่มผู้ซื้อจากภายนอกเข้ามาสำรวจตรวจดูผลผลิตและคุณภาพเป็นแปลงๆ ไป ก็เลือกที่จะให้ราคาตามคุณภาพที่เขาเห็นว่าสามารถจะขายผลผลิตสู่ผู้บริโภคได้โดยไม่มีข้อตำหนิ เกษตรกรจึงได้รับการดูแลเอาใจใส่ในด้านราคา และตลาดที่ไม่ต่อเนื่อง

เมื่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตร มีนโยบายส่งเสริมเรื่องเกษตรแบบแปลงใหญ่ สำนักงานเกษตรอำเภอลอง ก็ได้กำหนดแนวทางในการลงไปดำเนินการ แนะนำให้มีการรวมกลุ่ม มีการถ่ายทอดความรู้ การผลิตส้มเขียวหวานให้ได้มาตรฐาน และได้ออกใบรับรอง GAP ให้เกษตรกรที่ร่วมโครงการทุกแปลง เกษตรแบบแปลงใหญ่ส้มเขียวหวานอำเภอลอง ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2561 ผลก็คือ เกษตรกรรับรู้ถึงทิศทางการตลาด จนเกิดการพัฒนาคุณภาพ และปริมาณการผลิตที่คำนึงถึงความต้องการของตลาด ปัจจุบันมีแปลงใหญ่ส้มเขียวหวาน ที่ตำบลทุ่งแล้ง 1 จุด จำนวนสมาชิก 40 ราย พื้นที่ 440 ไร่

คุณฤทัยทิพย์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่เฉพาะเกษตรกรที่เป็นสมาชิกแบบแปลงใหญ่เท่านั้น สำนักงานเกษตรอำเภอลอง ก็ได้เข้าไปส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยในด้านการผลิตเพื่อให้ได้คุณภาพ และสามารถออกใบรับรอง GAP ได้ และเมื่อเขาเห็นความสำคัญของการรวมกลุ่ม ก็จะได้เข้ามาร่วมกับกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ในโอกาสต่อไป

ผู้เขียนขอสื่อสารฝากบอกถึงแหล่งรับซื้อ ที่ต้องการรับซื้อส้มเขียวหวาน ติดต่อสอบถามที่ ที่ทำการเกษตรแปลงใหญ่ส้มเขียวหวาน หรือผลไม้อื่นๆ อย่าง ลองกอง เงาะ มังคุด ส้มโอ พุทรา ติดต่อสอบถามได้ที่ ศพก. ลอง หรือสำนักงานเกษตรอำเภอลอง จะได้รับข้อมูลที่หลากหลายของผลผลิตทางการเกษตร

พลับช็อกโกแลต Black Sapote ช็อกโกแลตพุดดิ้ง เป็นผลไม้มีถิ่นกำเนิดอยู่ตามแนวชายฝั่งทั้งสองแห่งของเม็กซิโก จากเมืองฮาลิสโกไปจนถึงเชียปัสเวรากรูซ และยูคาทาน บนพื้นที่ราบลุ่มของอเมริกากลาง เป็นไม้โซนร้อน ต้นไม้มีการปรับตัวให้เข้ากับพื้นที่กึ่งเขตร้อนและอบอุ่น ทนต่อพื้นที่ที่มีลมแรงปานกลาง และหากตัดแต่งเป็นประจำ เพื่อจำกัดขนาดต้นไม้ ให้มีความโปร่งแสงจะได้ส่องผ่านได้ทั่วถึง

ใบพลับช็อกโกแลต มีสีเขียวชอุ่มมันวาวตลอดปี ลักษณะสลับเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาว 4-12 นิ้ว (10-30 เซนติเมตร) ลักษณะดอก เกิดขึ้นในซอกใบและอาจเป็นดอกกะเทย หรือตัวผู้

เนื่องจากพลับช็อกโกแลต เป็นไม้ผลโซนร้อน จึงปลูกและเติบโตได้ดีในประเทศไทย ผลของพลับช็อกโกแลต จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-6 นิ้ว (ประมาณ 5-15 เซนติเมตร) ผลคล้ายกับลูกมะเขือเทศลูกใหญ่ๆ มีเปลือกสีเขียว ผลที่ยังไม่สุกจะเป็นสีเขียวใส เมื่อสุกแล้วก็จะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม และเมื่อสุกเต็มที่ เนื้อข้างในผลจะเป็นสีน้ำตาลเข้มจัดจนถึงสีดำ เมล็ดด้านในผล บางผลก็ไม่มีเมล็ด แต่บางผลก็อาจมี 1-5 เมล็ด

ในช่วงผลเริ่มสุกจะร่วงจากต้นค่อนข้างเร็ว ทำให้เกษตรกรมักจะเก็บผลผลิตก่อนที่จะสุกงอม 3-14 วัน แล้วนำมาวางในอุณหภูมิปกติ เพื่อให้สุกเอง เพื่อป้องกันการหล่นช้ำ หรือหากต้องการให้สุกช้าขึ้นเมื่อเก็บผลผลิตแล้วก็นำไปแช่ตู้เย็นสามารถยืดระยะเวลาให้สุกช้า

ผู้คนส่วนมากนิยมทานผลสด เช่น ทานคู่กับไอศกรีม นมสด ขนมเค้ก หรือราดน้ำผึ้งและวิปปิงครีม และยังสามารถนำไปเป็นส่วนผสมการทำขนมอย่างไส้ด้านในของพาย ก็ได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังนิยมอย่างมากในเม็กซิโก ใช้เป็นส่วนผสมในไอศกรีม หรือผสมกับน้ำส้มหรือบรั่นดี เสิร์ฟพร้อมกับวิปปิงครีม เป็นต้น ถือว่าพลับช็อกโกแลตเป็นผลไม้ที่สามารถสร้างสรรค์เมนูของหวานได้อย่างหลากหลาย เปลือกและใบบดพลับช็อกโกแลต ถูกนำมาใช้เป็นยาพอกแผลพุพองในประเทศฟิลิปปินส์ นำใบพลับช็อกโกแลต มาต้มใช้เป็นยาสมานแผลและถูกนำมาใช้แก้โรคกลาก โรคเรื้อน และอาการคันผิวหนัง

ต้นพลับช็อกโกแลต เป็นไม้ขนาดกลาง เติบโตเร็ว มีความสูงประมาณ 7-9 เมตร เมื่อมีอายุครบ 1 ปีครึ่ง จะเริ่มให้ผลผลิตในครั้งแรก แต่ผลผลิตอาจไม่มากนัก และผลผลิตจะออกในช่วงเดือนมีนาคม-ธันวาคม

ในช่วง 2 ปีแรก ควรมีการตัดตกแต่งกิ่ง เพื่อให้ต้นของพลับช็อกโกแลตนั้นแตกแขนง และง่ายต่อการเก็บเกี่ยว นอกจากนี้ พลับช็อกโกแลตยังเป็นต้นไม้ที่ควรปลูกไว้ในที่ที่มีแสงแดดส่อง เพื่อแสงแดดช่วยเร่งการเจริญเติบโตและการออกผลได้เป็นอย่างดี

วัสดุในการใช้ปลูก ดินที่เหมาะสมในการปลูกมากที่สุด จะเป็นดินทรายร่วนผสมปุ๋ยคอก อัตราส่วน 1:1 และเพิ่มขุยมะพร้าวแบบละเอียด ต้นพลับช็อกโกแลตต้องการความชุ่มชื้น แต่ไม่อุ้มน้ำให้ขัง ต้นพลับช็อกโกแลตเจริญเติบโตได้ดีบนดินทรายที่มีการระบายน้ำดี ทนแล้ง แต่ก็ค่อนข้างทนต่อน้ำท่วม ค่า PH 5.5-7.0 ของดิน

หลุมปลูก มีความลึก 80 เซนติเมตร เมื่อนำต้นกล้าลงแปลงปลูกแล้ว นำดินที่ผสมแล้วกลบหลุมและโรยด้วยขุยมะพร้าวอีกครั้ง จากนั้นนำน้ำผสมกากน้ำตาลและยาเร่งราก ในอัตราส่วน น้ำ 90 เปอร์เซ็นต์ น้ำยาเร่งราก 5 เปอร์เซ็นต์ กากน้ำตาล 5 เปอร์เซ็นต์ รดให้ชุ่ม การรดน้ำ ควรรดน้ำทุกวัน วันละ 1-2 ครั้ง เพื่อรักษาความชุ่มชื้น และทำให้ต้นโตไว้ได้ผลผลิตดี

ต้นพลับช็อกโกแลต มีความสามารถในการปรับตัวได้ดีปกติตามธรรมชาติของต้นไม้ชนิดนี้ จะชอบดินทรายร่วน ระบายน้ำได้ดี สามารถทนในฤดูน้ำหลากหรือน้ำขังได้ (ถ้าหากต้นมีอายุ 3 ปี) เมื่อต้นพลับช็อกโกแลต อายุ 3 เดือน จะเจริญเติบโตได้ไวอย่างมากหากได้รับแสงแดดที่เพียงพอ

แมลงและศัตรูพืช จะมีแค่สองชนิดเท่านั้นคือ ตั๊กแตนปาทังก้าและแมลงวันทอง สามารถทำ น้ำหมักโดยนำกากน้ำตาลมาผสมกับเปลือกมะนาวที่ใช้แล้ว หมักไว้ 3 เดือน และเอามาผสมน้ำฉีดพ่นให้ทั่วต้น ก็จะสามารถช่วยป้องกันได้ และในช่วงฤดูหนาวต้นจะโตช้า สามารถนำสปอตไลต์มาติดให้แสงในตอนเย็น เพื่อเพิ่มเวลาในการสังเคราะห์แสงได้

เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมขยายพันธุ์ต้นพลับช็อกโกแลตด้วยวิธีเสียบยอด โดยใช้ตอพลับช็อกโกแลต เสียบยอดจากกิ่งที่ติดผลแล้ว ทำให้ปลูกไม่นาน 1 ปีครึ่ง ก็ออกผลผลิตแล้ว

พลับช็อกโกแลต ถือเป็นผลไม้แปลกที่หาทานได้ยาก ทำให้ราคาต่อ 1 ผล มีราคาสูงกว่าพลับทั่วไปหลายเท่าตัว ต้นกล้า 1 ต้น ราคาตามท้องตลาดเริ่มต้นที่ 600 บาท และราคาจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามขนาดความสูง และอายุของต้นพลับช็อกโกแลต เนื่องจากท้องตลาดหาทานได้ยาก ต้องจองกันข้ามปี ยังไม่มีการปลูกอย่างแพร่หลาย จึงเหมาะอย่างมาก ที่จะเป็นไม้ผลคู่บ้าน เพราะมีมูลค่าที่สูง

สำหรับท่านใดที่สนใจผลสุกพลับช็อกโกแลต ต้นพันธุ์พลับช็อกโกแลต ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ร้านเสริมทรัพย์พันธุ์ไม้ เลขที่ 8 หมู่ที่ 4 ตำบลวังลึก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี 72130 โทรศัพท์ 081-279-7611 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ทางเฟซบุ๊ก ร้านเสริมทรัพย์พันธุ์ไม้

“มะม่วงมีความหลากหลายทางสายพันธุ์ มะม่วงในเมืองไทยมีหลายร้อยสายพันธุ์ มีรสชาติดีมากๆ ก็เยอะ ผมจะแบ่งมะม่วงออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ 1. มะม่วงผิวอ่อน 2. มะม่วงมัน 3. มะม่วงสุก ครับ”

คุณสุรศักดิ์ ศรีอำนวย เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วง yourme.net และเจ้าของ สวนบ้านล้วนไม้ดี ในพื้นที่ หมู่ที่ 7 ตำบลแก่งเสี้ยน อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี หนุ่มใหญ่จากแดนใต้ ที่นำความชอบด้านการเกษตรมาสานต่อในพื้นที่ของภรรยา ด้วยการทดลองปลูกพืชชนิดต่างๆ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ต้องพบกับความผิดหวัง ผ่านการทดลองมาหลายครั้งหลายครา สุดท้ายก็เจอพืชที่ตอบโจทย์สภาพดิน ฟ้า อากาศ นั่นก็คือการปลูกมะม่วง จนกลายเป็นธุรกิจของครอบครัว และสร้างรายได้ได้ตลอดปีจากการการขายผลผลิตและกิ่งพันธุ์ของมะม่วง

คุณสุรศักดิ์ เล่าว่า ตนเป็นคนภาคใต้ เคยมีอาชีพวาดรูป หลังจากแต่งงานจึงย้ายมาอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี ครอบครัวทางฝั่งภรรยามีพื้นที่สำหรับทำสวน จึงเห็นช่องทางการสร้างอาชีพจากการทำเกษตร จึงทดลองปลูกพืชกว่า 100 ชนิด แต่ผลลัพธ์ไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวัง เพราะด้วยพื้นที่ สภาพอากาศต่างๆ ของพื้นที่นั้นแล้งจัด ไม่ตอบโจทย์ชนิดของพืชที่ปลูก จากนั้นจึงเกิดไอเดียว่าเหลือพืชชนิดใดมากที่สุด จะลงมือปลูกพืชชนิดนั้น ปรากฏว่าเหลือมะม่วง จึงเริ่มศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกมะม่วงอย่างจริงจังจนมาถึงปัจจุบัน ในพื้นที่กว่า 30 ไร่

“ผมคนภาคใต้ หลังจากนั้นมาแต่งงานอยู่ที่เมืองกาญจน์ ครอบครัวทางฝั่งภรรยามีสวนอยู่แล้ว จึงเห็นช่องทางในการทำสวน หลังจากที่ลงมือทำ ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด เพราะด้วยความรู้สึกหรือความเคยชินของคนใต้ เพราะที่ภาคใต้ ปลูกอะไรก็ขึ้นหมดเลย แม้กระทั่งเมล็ดทุเรียน โยนไปที่โคนต้นกล้วยก็ยังขึ้นเลย ความที่ดิน ฟ้า อากาศ มันอุดมสมบูรณ์ ตอนแรกก็นำไม้ผลทางภาคใต้มาปลูก ปรากฏว่าไม่มีอะไรรอด ปลูกแบบไม่ใช้ระบบน้ำ ผมก็ปลูกหลากหลาย ในเมื่อปลูกอะไรไม่รอด ผมจึงคิดว่าปลูกอะไร แล้วเหลือพืชชนิดนั้นมากที่สุด ผมก็ปลูกอันนั้น จาก 100 ชนิด ก็เหลือมะม่วง ขนุน น้อยหน่า นุ่น ที่ทนแล้งสุดขีด เพราะเมืองกาญจน์แล้งจัด ปรากฏว่ามะม่วงเป็นพืชที่เหลือเยอะมาก ทนแล้ง จากนั้นผมก็เริ่มศึกษาข้อมูลและปลูกมาจนถึงปัจจุบันครับ มะม่วงมีความหลากหลายทางสายพันธุ์ มะม่วงในเมืองไทยมีหลายร้อยสายพันธุ์ มีรสชาติดีมากๆ ก็เยอะ ผมจะแบ่งมะม่วงออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ครับ 1. มะม่วงผิวอ่อน 2. มะม่วงมัน 3. มะม่วงสุก ความหลากหลายทางรสชาติและสายพันธุ์เยอะมากครับ”

ภายในสวนของคุณสุรศักดิ์ จะมีการปลูกมะม่วงหลากหลายสายพันธุ์ ตาม 3 กลุ่มหลักที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีพันธุ์ยอดนิยม ดังต่อไปนี้

มะม่วงผิวอ่อน เช่น สายพันธุ์สามฤดู โชคอนันต์ มันเดือนเก้า เป็นต้น
มะม่วงมัน เช่น สายพันธุ์เขียวเสวย มันขุนศรี มันศาลายา เป็นต้น
มะม่วงสุก เช่น สายพันธุ์พราหมณ์ขายเมียเป็นต้น
เมื่อสอบถามถึงเรื่องการปลูก คุณสุรศักดิ์ เล่าให้เราฟังว่า ต้องเริ่มตั้งแต่การเตรียมดิน การคัดสายพันธุ์ให้ตรงกับความต้องการของตลาด การเลือกกิ่งพันธุ์เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ถัดมาในเรื่องของการดูแลมะม่วงทั้งหมดภายในสวนนั้น แทบไม่มีความแตกต่าง ถึงแม้จะมีความหลากหลายทางด้านสายพันธุ์ รวมถึงด้านโรคและแมลงต่างๆ ที่มักจะมารบกวนด้วยนั่นเอง