พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 100 ต้นแต่หากต้องการปลูกรอบบ้านไม่มีสูตร

บริเวณใดมีที่ว่างสามารถหย่อนลงปลูกได้ เพียงแต่อย่าให้ไปเบียดบังไม้อื่นมากเกินไปก็แล้วกัน หากเอ่ยถึงหญ้ากินนีมอมบาซา (Mombasa guinea) เชื่อว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงโคหรือวัว จะรู้จักกันดี ซึ่งหญ้าพันธุ์นี้เป็นหญ้าสายพันธุ์กินนี จากอเมริกาใต้ มีสีเขียวนวล มองแล้วสดชื่นสบายตา เป็นหญ้าที่ทนแล้งได้ดี มีน้ำหนักเบา สามารถปลูกได้ดีบนที่ดอน จะปลูกในสวนหรือแปลงพืชไร่ชนิดอื่นก็ได้ และปลูกแล้วจะแตกกอเร็ว ทรงพุ่มใหญ่ ต้นและใบมีขนาดใหญ่ ให้คุณภาพโปรตีนสูง เฉลี่ย 8-10% เหมาะสำหรับการตัดหรือปล่อยสัตว์แทะเล็ม ปลูกโดยหว่านอัตรา 2 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตน้ำหนักแห้ง 3.0-4.0 ตัน ต่อไร่ สามารถปลูกได้ดีตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เป็นต้นไป

ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี พบว่า มีเกษตรกรที่ประกอบอาชีพเลี้ยงโคหรือวัวกันเป็นจำนวนมาก และเจ้าของวัวบางคนได้ปลูกหญ้าสายพันธุ์ต่างๆ เพื่อเป็นอาหารให้กับวัวของตัวเอง ส่วนใหญ่จะพากันปลูกหญ้ากินนีมอมบาซา และมีผู้ที่เลี้ยงวัวจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ปลูกหญ้าด้วยตัวเอง อาจจะเป็นเพราะว่ามีพื้นที่จำกัด หรือไม่มีเวลา หรืออาจจะชอบความสะดวก หรืออาจจะมีเหตุผลอื่น จึงหันไปซื้อหญ้าที่มีคนปลูกตัดขาย ด้วยเหตุนี้จึงมีเกษตรกรหันมาปลูกหญ้ากินนีมอมบาซา เพื่อตัดขายกันมากขึ้น และยังพบว่า มีครอบครัวของข้าราชการที่หันมาใช้เวลาว่างปลูกหญ้ากินนีมอมบาซา เพื่อตัดขาย เพื่อสร้างรายได้เสริม เหมือนดังเช่น ครอบครัวของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ สภ.พิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ที่จะกล่าวถึง ดังต่อไปนี้

ร.ต.อ. อัญญา ทองเหลือง รอง สว. (สอบสวน) สภ.พิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี และ ด.ต.หญิง นภัสวรรณ เพ็ญพิมพ์ หรือ ดาบขวัญ ผบ.หมู่ (ป.) ปฏิบัติหน้าที่งานเปรียบเทียบปรับ สภ.พิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี สองสามีภรรยา ที่น่ายกย่องชมเชยยิ่งนัก เพราะปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งในหน้าที่การงานและการดำรงชีวิตอยู่อย่างพอเพียง ตลอดจนรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ด้วยการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ทั้งทำนา ทำสวนยาง และปลูกพืชผักสวนครัว ปลูกหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ขาย สร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว

ด.ต.หญิง นภัสวรรณ กล่าวถึงการปลูกหญ้ากินนีมอมบาซา (Mombasa guinea) เพื่อทำการตัดขายว่า ตนเองมีสวนอยู่ที่ตำบลแก่งโดม ตรงข้ามศูนย์ควบคุมไฟป่าอุบลราชธานี อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี ปลูกพืชผักอื่นๆ หลายชนิด ต่อมา ตนเองจึงปลูกหญ้าพันธุ์กินนีมอมบาซา (Mombasa guinea) เพื่อตัดขาย โดยปลูกทั้งหมดประมาณ 3 ไร่ และเพิ่งจะปลูกเมื่อช่วงต้นปี 2563 นี้เอง ซึ่งหญ้าชนิดนี้ปลูกได้ตลอดฤดูกาล ตนเองปลูกมาตั้งแต่หน้าแล้ง เพราะเป็นฤดูหรือช่วงที่ขายดีที่สุด แต่ต้องหมั่นรดน้ำมากหน่อย ซึ่งพอหญ้าครบกำหนดตัดหรือเกี่ยวขาย จะมีลูกค้าประจำมารับทุกวันในตอนเช้า ถ้าช่วงหน้าฝนหญ้าจะยาวเร็ว ก็จะมีเกี่ยวออกขายหน้าร้าน (ริมถนน) ตนเองจะโชคดีหน่อย เพราะสวนอยู่ติดถนน 4 เลน รถหรือผู้คนสัญจรผ่านไปมาแต่ละวันเยอะมาก ทำให้หญ้าขายดี

เมื่อผู้ที่เลี้ยงสัตว์หรือวัว ผ่านมาพบเห็นก็จะจอดรถซื้อหญ้า โดยซื้อน้อยบ้าง มากบ้าง สลับกันไป โดยที่หน้าสวนมีหญ้าขายทุกวัน ส่วนราคาขายนั้น จะขาย 22 มัด ต่อ 100 บาท (1 มัด ประมาณ 5 กำมือ) ก็ตกมัดละ 4 บาทเศษๆ ทำให้มีรายได้ประมาณวันละ 400-500 บาท ต่อวัน แต่ส่วนใหญ่ก็ตกวันละ 500 บาท คิดเป็นเดือนก็จะตกเดือนละ 12,000-15,000 บาท สำหรับการเก็บเกี่ยวจะหมุนเวียนไปเรื่อยๆ จนทั่วบริเวณที่ปลูก และหลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จจะรอให้ต้นหญ้ายาวประมาณสัก 20 เซนติเมตร ก็หว่านปุ๋ย จากนั้นประมาณ 20-30 วันก็เก็บเกี่ยวขายได้อีก แบบว่า ปลูกครั้งเดียว เก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานถึง 5 ปีขึ้นไป

เมื่อถูกถามว่า มีแรงจูงใจอะไรที่ทำให้หันมาปลูกหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ขาย ทั้งๆ ที่มีงานประจำ รับราชการทั้งคู่ ไหนจะทำนา ทำสวน และยังมาปลูกหญ้าขายเพิ่มเติมอีก

ด.ต.หญิง นภัสวรรณ ตอบว่า เนื่องจากปกติจะทำอาชีพเสริมด้วยการทำสวนยางพาราอยู่แล้ว พอดีช่วงปิดหน้ายาง (ประมาณเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม) ก็เลยมองหาอาชีพเสริมช่วงว่างจากกรีดยาง และพอดีน้องสาวของตนเองซึ่งเป็นข้าราชการครูสอนอยู่ที่โรงเรียนสว่างวีระวงศ์ อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี ทำสวนหญ้าอยู่ก่อนแล้ว ก็เลยมาทำกับน้องสาวและขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มเติม ประกอบกับช่วงนี้หญ้าเลี้ยงสัตว์เป็นที่ต้องการของตลาดมาก ตนเองจึงตัดสินใจปลูกหญ้าพันธุ์กินนีมอมบาซา ดังกล่าว

ด.ต.หญิง นภัสวรรณ ได้กล่าวในตอนท้ายอีกว่า อีกสาเหตุหนึ่งที่ตนเองและ ร.ต.อ. อัญญา ผู้เป็นสามี สนใจและตัดสินใจทำการเกษตร เพราะเป็นอาชีพที่ทำแล้วไม่กระทบกับงานประจำที่ทำอยู่ ซึ่งเราสามารถใช้เวลาในช่วงเช้า ก่อนไปทำงาน และใช้เวลาในช่วงเย็น หลังเลิกงาน มาทำได้ และเมื่อทำแล้วมีเงินรายได้ตอบแทนคุ้มค่า เป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว ก็เลยทำให้มีกำลังใจในการประกอบอาชีพเสริม ดังกล่าว “เจ้าของวัว ท่านใดผ่านไปมาทางหน้าสวน ก็อย่าลืมจอดรถซื้อหญ้างามๆ ไปฝากวัวของท่านด้วยนะคะ หรือจะสั่งจองสั่งซื้อทางโทรศัพท์ก็ได้ค่ะ โทร. (081) 718-1269 ได้ทุกวันค่ะ” ด.ต.หญิง นภัสวรรณ กล่าว

เห็ดขอนขาว ดั้งเดิมแล้วจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ในเขตร้อนชื้น ส่วนใหญ่พบมากในภาคอีสาน เป็นเห็ดที่จะออกดอกให้เห็นในช่วงระหว่างหน้าร้อนต่อหน้าฝน หรือช่วงประมาณเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม เห็ดขอนขาวมักจะพบในขอนไม้มะม่วง หรือไม้ผุๆ ในป่า

คุณรัศมี สงฆ์เจริญ เจ้าของฟาร์มเห็ดตายาย ตั้งอยู่ข้างในสนามกอล์ฟบางปะกงริเวอร์ไซด์ ซอย 6 FR36 หมู่ที่ 1 ตำบลแสนภูดาษ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นผู้ประสบความสำเร็จในการผลิตเห็ดขอนขาวมากที่สุดคนหนึ่ง

เดิมทีคุณรัศมีจบการศึกษาคณะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แต่สนใจการเพาะเห็ด จึงได้เริ่มศึกษาวิธีการเพาะเห็ด และผลิตก้อนเชื้อเห็ดมาเป็นเวลา 8 ปี ซึ่งในระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ได้ลองผิดลองถูกมาหลายวิธี ล้มลุกคลุกคลานมาแล้วหลายครั้ง แต่ด้วยความที่ไม่ย่อท้อ จึงเริ่มคิดวางแผนที่จะเพาะเห็ดให้สำเร็จให้ได้

“เริ่มจากเรานำเห็ดที่เราเพาะได้ไปแจกเพื่อนบ้าน และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อเปิดตลาดให้ชาวบ้านรู้ว่าเห็ดชนิดนี้คือ เห็ดอะไร รสชาติเป็นอย่างไร สามารถนำไปประกอบอาหารอะไรได้บ้าง หลังจากเอาไปแจกให้ชาวบ้านได้ลองทำอาหาร ปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านำเห็ดขอนไปทำต้มยำ ลาบ แกงลาว อร่อยมาก พอได้ยินแบบนี้แล้วเราก็เกิดกำลังใจมากขึ้น จึงเริ่มนำเห็ดขอนไปขายที่ตลาดนัด และตลาดน้ำที่มีชื่อเสียงของจังหวัดฉะเชิงเทรา ก็ขายดีอีก ทีนี้เราก็มาคิดว่าจะทำอย่างไร ให้กลุ่มตลาดเราขยายเพิ่มมากขึ้น เราจึงใช้วิธีเข้าหาโรงงาน เพราะแรงงานส่วนใหญ่มาจากภาคอีสาน ชาวอีสานจะรู้จัก และชื่นชอบเห็ดขอนอยู่แล้ว จึงไม่น่าใช่เรื่องยากที่เราจะเจาะลูกค้ากลุ่มนี้ โดยช่วงแรกๆ เราใช้ใจแลกใจเลย เอาตัวเองเข้าไปเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าว่า เจ้าของมาเอง จนช่วงหลังๆ มีแม่ค้ามารับซื้อเองจนผลิตขายไม่ทัน” คุณรัศมี กล่าว

สำหรับท่านที่กำลังมองหาอาชีพเสริม ที่ฟาร์มแห่งนี้มีชื่อเสียงเรื่องเห็ดขอนขาวมาก แถมใช้เงินลงทุนไม่มาก แต่ได้ผลตอบแทนที่ดี ส่วนใหญ่หลายท่านคงจะรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อเห็ดสายพันธุ์อื่นๆ เช่น เห็ดภูฏาน เห็ดฮังการี เห็ดหูหนู หรือเห็ดชนิดอื่นๆ อีกมากมาย แต่มีน้อยท่านที่จะรู้จัก เห็ดขอนขาว

เห็ดขอนขาว เป็นเห็ดที่มีความเหนียว ใช้ประกอบอาหาร ทำต้มแซ่บ หรือต้มยำ อร่อย โดยเห็ดขอนขาวเป็นที่นิยมของชาวอีสาน เพาะได้ในอุณหภูมิปกติ แต่อย่าให้ร้อนมาก ถ้าร้อนมากให้เอาน้ำราดพื้น อุณหภูมิอยู่ที่ 35-40 องศาเซลเซียส กำลังพอดี

ที่ฟาร์มของคุณรัศมีเป็นฟาร์มเห็ดครบวงจร โดยเลือกเพาะเห็ดตามสภาพภูมิอากาศของพื้นที่ ฟาร์มเห็ดของคุณรัศมีตั้งอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา มีสภาพอากาศร้อน ที่ฟาร์มจึงเน้นเพาะเห็ดขอนขาวถึง 80 เปอร์เซ็นต์ โดยเน้นฉีกตลาดในโซนภาคตะวันออก เพราะภาคตะวันออกยังไม่มีคนทำเห็ดขอนขาว

สูตรผลิตเชื้อเห็ดขอนขาว
คุณรัศมี แนะนำการผลิตก้อนเชื้อ ซึ่งประกอบด้วยขี้เลื่อย 100 กิโลกรัม ต่อ 1 โม่ ปูนขาว 1 กิโลกรัม ยิปซัม 1 กิโลกรัม เคล็ดลับของฟาร์มจะใส่น้ำตาลทรายไปครึ่งกิโลกรัม เหตุผลที่ใส่น้ำตาลทราย เพราะน้ำตาลจะช่วยให้เห็ดสดชื่น หลังจากผสมก้อนเชื้อเห็ดเสร็จ นำไปอบฆ่าเชื้อ 6 ชั่วโมง เมื่ออบเสร็จให้ค้างไว้ 1 คืน แล้วเอาเชื้อเห็ดที่ต้องการที่จะเพาะใส่เข้าไป โดยที่ฟาร์มนี้จะเลี้ยงในเมล็ดข้าวฟ่าง ทำเป็นวุ้น และเขี่ยสายพันธุ์ของเห็ดแต่ละชนิดลงไป

คุณรัศมี ยังบอกอีกว่า เวลาเราไปเที่ยวหรือไปเจอเห็ดขอนขาวสวยๆ หรือของในฟาร์มเราเองที่เป็นดอกอวบๆ เราก็ฉีกดอกออก แล้วเขี่ยตรงกลางคือสปอร์ของเห็ด และนำไปเพาะในอาหารเลี้ยงเชื้อ ที่ฟาร์มจะเน้นแค่ดอกหน้าแรก จะไม่ต่อเมล็ดข้าวฟ่างไปหลายๆ ทอด นี่จึงเป็นสาเหตุทำให้ผลผลิตสวย มีคุณภาพดี

เน้นให้ได้ที่ จึงจำหน่าย
“นำเมล็ดข้าวฟ่างลงถุงหรือบ่ม ถ้าเป็นประเภทเห็ดขอน และเป็นช่วงหน้าร้อนจะอยู่ 30 วัน ถ้าหน้าหนาว หน้าฝน จะอยู่ 45 วัน ที่ฟาร์มของเราจะมีชื่อเสียงในเรื่องของคุณภาพ จะไม่หยอดปุ๊บแล้วขายปั๊บ ที่ฟาร์มจะบ่ม ประมาณว่าลูกค้าเอาไปเปิด 3 วัน เปิดดอกได้เลย” คุณรัศมี กล่าวถึงการผลิตก้อนเชื้อ

ขนาดโรงเรือนเพาะเห็ด
เห็ด 2,000 ก้อน ทำโรงเรือน ขนาดกว้าง 3×4 เมตร ใช้งบประมาณไม่เกิน 3,000 บาท ต่อโรง

“ที่ฟาร์มของเราจะเน้นให้ประหยัดที่สุด ไม่ต้องเอาหลังคากระเบื้อง หลังคาสังกะสี เราจะบอกลูกค้าว่า เราลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด แล้วเอากำไรให้มาก คือเราไม่ต้องการความสวยงาม แต่ต้องการคุณภาพ แล้วดอกออกมาเยอะๆ ไม่เน้นสวย เน้นกำไร เน้นให้มีแสงแดดเข้า” คุณรัศมี กล่าว

จำหน่ายเชื้อเห็ดก้อน
คุณรัศมี พูดถึงการขายว่า ราคาที่จำหน่าย ก้อนละ 10 บาท ถ้าซื้อ 1,000 ก้อน ขึ้นไป จำหน่ายก้อนละ 8 บาท 1 เดือน ที่ฟาร์มขายก้อนเชื้อเห็ดได้ ประมาณ 16,000-20,000 ก้อน คุณรัศมี ยกตัวอย่างสำหรับท่านที่อยากเพาะเห็ดเป็นอาชีพเสริมว่า หากมีก้อนเห็ด 2,000 ก้อน จะสามารถเก็บเห็ดขายได้ วันละ 500 บาท ยิ่งในช่วงฤดูฝนจะได้กำไรมาก เพราะดอกเห็ดจะออกยาก ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 200 บาท ขายเป็นระยะเวลา 1 เดือน ก็สามารถคืนทุนได้แล้ว และเห็ดไม่ได้ขายได้แค่ 1 เดือน สามารถเก็บขายได้ถึง 5 เดือน นับว่าเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ดี

แนะนำสำหรับท่านที่สนใจ
เพาะเห็ดเป็นอาชีพเสริม
“ที่ฟาร์มเห็ดของเราเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้มาศึกษาก่อน เราจะให้ศึกษาถึงขั้นตอนก่อนที่จะเพาะ ควรทำอะไรบ้าง เราจะไม่ปล่อยให้ลูกค้าไปลองผิดลองถูกเอง เคยมีลูกค้าไม่เคยเพาะเห็ดมาก่อน เราก็ขับรถตามไปดูว่าโรงเรือนต้องสร้างแบบนี้นะ ต้องทำระบบแบบนี้ เราทำให้ค่ะ คือไปดูเลยไม่คิดค่าใช้จ่าย อยากให้ลูกค้าทำเป็น ไม่อยากให้โดนหลอกอย่างที่เราเคยโดน” คุณรัศมี กล่าว

หากติดตามข่าวคราวในแวดวงการเกษตรบ้านเรา เป็นที่น่ายินดีว่ามีคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งหันมาทำการเกษตรอย่างจริงจัง โดยเริ่มค่อยๆ ศึกษาหาความรู้ ตั้งต้นจากการทำเป็นอาชีพเสริมก่อน จนเมื่อทุกอย่างลงตัวจึงตัดสินใจทำเป็นอาชีพหลัก

มูลไส้เดือน ประโยชน์มาก

อย่าง คุณไพฑูรย์ ไชยรักษ์ อายุ 35 ปี เจ้าของ รัตนชัยฟาร์มไส้เดือน จังหวัดสตูล ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 14 หมู่ที่ 7 ตำบลแป-ระ อำเภอท่าแพ จังหวัดสตูล ซึ่งหนุ่มคนนี้ยังคงทำงานในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ที่รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านทางโทรศัพท์ แต่ได้ใช้วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และเวลาว่างทำฟาร์มไส้เดือน ตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยให้พ่อแม่คอยช่วยดูแล ก่อนที่เขาวางแผนจะมาทำเต็มตัวในอีกไม่ช้า เพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวเต็มที่

คุณไพฑูรย์ มีดีกรีปริญญาตรี สาขาการจัดการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พูดถึงแรงบัลดาลใจของการเลี้ยงไส้เดือนว่า มีที่มาที่ไปจากการที่อยากจะกลับมาอยู่ดูแลพ่อแม่ที่จังหวัดสตูล บวกกับความตั้งใจที่จะเดินหาช่องทางความเป็นไปได้เรื่องปุ๋ยในเส้นทางเกษตรแบบยั่งยืน และสามารถผลิตปุ๋ยใช้เองได้ จึงพยายามหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตเรื่องปุ๋ยที่สามารถผลิตเองได้และมีคุณภาพสูง

กระทั่งได้มาพบเจอกับมูลไส้เดือนที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพมากกว่าปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก เพราะมูลไส้เดือนจะมีทั้งธาตุอาหารหลักและอาหารรองมากกว่า และใช้เวลาในการผลิตที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับปุ๋ยหมักโดยทั่วไป

ที่พิเศษไปกว่านั้นคือ เรื่องจุลินทรีย์กว่า 200 ชนิด มีทั้งฮอร์โมนพืชที่ช่วยในการกระตุ้นในเรื่องการเจริญเติบโต และเรื่องการปลดปล่อยธาตุอาหารให้กับพืชได้ดีกว่าปุ๋ยอินทรีย์ทั่วไป เมื่อได้ข้อมูลเรื่องประโยชน์และความพิเศษของมูลไส้เดือนแล้ว จึงเริ่มศึกษาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต และเมื่อปี 2558 ได้ขึ้นมาอบรมที่ฟาร์มไส้เดือน แถวจังหวัดนนทบุรี ได้ตัวไส้เดือนกลับบ้านไป 2 กะละมัง และได้เริ่มต้นการเลี้ยงไส้เดือน กระทั่งตัดสินใจเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ช่วงต้นปีนี้เอง

รัตนชัยฟาร์มไส้เดือน ถือเป็นฟาร์มใหญ่ทีเดียว เขาใช้เงินเริ่มต้นในการลงทุน ทั้งโรงเรือน อุปกรณ์ มูลวัว และตัวไส้เดือน ประมาณ 100,000 กว่าบาท ซึ่งเจ้าตัวมองว่าน่าจะคืนทุนได้ภายใน 1 ปี โดยมีการเลี้ยงทั้งแบบในวงบ่อและในกะละมัง แยกเป็นการเลี้ยงในวงบ่อปูน 9 วงบ่อ และเลี้ยงแบบกะละมัง 400 กะละมัง พันธุ์ที่เลี้ยงไว้เป็นไส้เดือนสายพันธุ์แอฟริกัน ไนท์ คลอเรอร์ หรือบ้านเราเรียกว่า เอเอฟ

เลี้ยงด้วยขี้วัวออร์แกนิก

ในการเลี้ยงไส้เดือนเพื่อให้ได้มูลหรือขี้ไส้เดือน นำมาขายเป็นปุ๋ยนั้น เกษตรกรจำนวนไม่น้อยใช้เศษผักมาเลี้ยง แต่สำหรับฟาร์มของคุณไพฑูรย์ใช้ขี้วัว ซึ่งถือเป็นจุดเด่นอีกอย่าง เพราะเป็นขี้วัวที่เลี้ยงแบบออร์แกนิก

“จุดเด่นของมูลไส้เดือนในฟาร์มเราคือ เป็นมูลไส้เดือนแท้ 100% ไม่ผสมดิน ทำมาจากขี้วัวนมที่กินอาหารเสริม ทำให้มูลมีสารอาหารเยอะกว่าขี้วัวเลี้ยงปล่อยทุ่ง”

คุณไพฑูรย์ แจกแจงขั้นตอนการเลี้ยงไส้เดือนอย่างละเอียดให้ฟังว่า

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากการเตรียมสถานที่และอุปกรณ์เลี้ยง ในส่วนสถานที่เลี้ยงต้องเป็นที่ร่มไม่โดนแดดแรง อุปกรณ์เป็นวงบ่อที่มีรูระบายน้ำออก ขนาด 80-100 เซนติเมตร ถ้าเป็นกะละมัง ใช้ขนาด 50 เซนติเมตร เจาะรูประมาณ 20-30 รู เพื่อระบายน้ำออก

ขั้นตอนที่ 2 การเตรียมเบดดิ้ง หรือเรียกว่าที่นอน เพื่อไว้เลี้ยงไส้เดือน โดยการนำขี้วัวมาแช่น้ำ 1-2 คืน แล้วถ่ายน้ำทั้งหมด 3 ครั้ง รวมระยะเวลาเตรียมเบดดิ้งอยู่ที่ ประมาณ 7 วัน วัตถุประสงค์ของการแช่ขี้วัวเพื่อทำให้ขี้วัวเย็นลงและเหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของไส้เดือน หลังจากที่แช่ขี้วัวครบตามกำหนดแล้ว ก็ปล่อยน้ำออกให้ขี้วัวหมาดๆ จากนั้นตักใส่กะละมังโดยความสูงของขี้วัวอยู่ที่ 15-20 เซนติเมตร เพื่อเตรียมปล่อยตัวไส้เดือนลงไปเลี้ยง

ขั้นตอนที่ 3 ช่วงปล่อยตัวไส้เดือน ควรหาพ่อแม่พันธุ์ไส้เดือนจากฟาร์มไส้เดือนใกล้ๆ เพื่อลดปัญหาเรื่องการขนส่ง เมื่อได้ตัวพ่อแม่พันธุ์แล้ว ก็ปล่อยตัวไส้เดือนลงไปบนเบดดิ้งในภาชนะที่เตรียมไว้ กรณี วงบ่อ 1 วง ปล่อยไส้เดือนอยู่ที่ 1.5-2 กิโลกรัม

ส่วนในกะละมังปล่อยตัวไส้เดือนที่ 2.5-3 ขีด ต่อกะละมัง หลังจากปล่อยเสร็จให้สังเกตดูว่า ตัวไส้เดือนมุดลงไปในเบดดิ้งที่เตรียมไว้หรือไม่ ถ้าไม่มุดลงไปนั้น แสดงว่าเบดดิ้งที่เตรียมไว้มีปัญหา

“ปัญหาที่ไส้เดือนไม่มุดเพราะขี้วัวแช่ไม่ดี อาจจะไม่ครบกำหนด หรือขี้วัวมีการล้างคอกด้วยโซดาไฟ

กรณีถ้าไม่ครบต้องให้ครบกำหนดจะเป็นการดี เพราะขี้วัวเย็นและเหมาะสมกับการปล่อยไส้เดือน ถ้าไม่ครบกำหนดหรือขี้วัวใหม่ๆ จะมีความร้อนและแก๊สมาก ทำให้ไส้เดือนอยู่ไม่ได้ ส่วนเรื่องโซดาไฟ ต้องล้าง ถ่ายน้ำออกในขั้นตอนแช่ให้ขี้วัวเย็นลงตามที่บอกไปว่า 3 น้ำ จะช่วยปัญหาโซดาไฟนี้ไปด้วยอยู่แล้ว”

ขั้นตอนที่ 4 การควบคุมความชื้น ให้สเปรย์น้ำให้ความชื้นเมื่อหน้าเบดดิ้งแห้ง ระยะเวลาที่ 1-2 วัน ต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และตามความเหมาะสม พยายามอย่าลดน้ำให้แฉะ เพราะจะทำให้ไส้เดือนหนีออกจากภาชนะที่เลี้ยง ควรระวังเรื่องศัตรู เช่น มด อึ่งอ่าง จิ้งจก จิ้งเหลน ที่จะมากินตัว เพราะไส้เดือนพวกนี้เป็นไส้เดือนผิวดิน จะทำให้พวกสัตว์เหล่านั้นมารบกวนได้ง่าย

ขั้นตอนที่ 5 การแยกตัวไส้เดือนกับมูล หลังจากเลี้ยงได้ประมาณ 45 วัน ใช้วิธีสังเกตดูเบดดิ้งในภาชนะเปลี่ยนจากขี้วัวเป็นมูลไส้เดือนจนหมดแล้ว (มูลไส้เดือนมีลักษณะเป็นเม็ดรีๆ คล้ายลูกรักบี้) ก่อนจะแยกตัวให้งดน้ำ 7 วันเพื่อให้มูลไส้เดือนแห้งและง่ายต่อการคัดแยกตัว เมื่อมูลไส้เดือนพร้อมแยกตัวแล้วให้ตักใส่เครื่องร่อน ถ้าหากผู้เริ่มต้นเลี้ยงให้หาอุปกรณ์การแยก เช่น ตะกร้ารูเล็กที่มูลไส้เดือนรอดออกได้ แต่ตัวไส้เดือนยังติดอยู่ นำมาร่อนแยกได้เช่นกัน

สำหรับการเลี้ยงไส้เดือนแบบใส่กะละมังกับวงบ่อนั้น คุณไพฑูรย์ ระบุว่า ให้ผลผลิตที่เป็นมูลเหมือนกัน แต่จะต่างเรื่องการจัดการ เพราะถ้าเลี้ยงวงบ่อ เมื่อได้มูลต้องก้มๆ เงยๆ ขนย้ายมาใส่เครื่องร่อน ลำบากใช้แรงงานมากขึ้น แต่ตัวไส้เดือนจะอวบกว่า ส่วนการเลี้ยงกะละมังจะจัดการง่ายกว่า แต่ตัวไส้เดือนจะขนาดเล็กกว่าเล็กน้อย

ลูกค้าของฟาร์มแห่งนี้ที่มาซื้อมูลไส้เดือนมีหลากหลาย อาทิ พวกร้านขายต้นไม้ ชาวสวน เกษตรกรทั่วไป ส่วนตัวไส้เดือนมีลูกค้าซื้อไปเลี้ยงต่อ พวกนักตกปลา และพวกเลี้ยงนก

ว่าไปแล้ว ถึงตอนนี้แม้เขาจะยังไม่ได้ทำเป็นอาชีพหลัก แต่ก็ทำให้เจ้าตัวและครอบครัวมีรายได้ดีทีเดียว เดือนหนึ่งตก 10,000-20,000 บาท โดยผลผลิตของทางฟาร์มแบ่งขายเป็น 2 แพ็กเกจ แบบถุงพลาสติก 1 กิโลกรัม ราคาอยู่ที่ 25-30 บาท แบบกระสอบอยู่ที่ 15-25 บาท ต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับจำนวนที่ลูกค้าสั่งซื้อ ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดทั่วไปเล็กน้อย เพราะส่วนใหญ่จะขายกันที่กิโลกรัมละ 35 บาท แต่ถ้าซื้อในห้างจะตกกิโลกรัมละ 70 บาท ส่วนพ่อแม่พันธุ์ขายที่ กิโลกรัมละ 600 บาท

ประสบการณ์การเลี้ยงไส้เดือน สมัครแทงบอลออนไลน์ เขาระบุว่าปัญหาแทบไม่มี เพราะตัวไส้เดือนเองไม่มีโรค เพราะจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ของมันช่วยป้องกันในเรื่องนี้ ซึ่งหากควบคุมปัจจัยภายนอกได้ เตรียมเบดดิ้งดีเหมาะต่อการเลี้ยงแล้ว แทบจะไม่มีปัญหาในการเลี้ยงไส้เดือนเลย

วางแผนทำเกษตรปลอดสาร

สำหรับการวางแผนทำฟาร์มในอนาคต หนุ่มรายนี้บอกว่า เตรียมช่องทางที่จะส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย เพราะทำงานอยู่ที่มาเลเซีย และได้เข้าร่วมกลุ่มไส้เดือนในมาเลเซีย ทำให้เห็นว่าทางมาเลเซียยังต้องการมูลไส้เดือนอีกเยอะ เนื่องจากผู้คนในประเทศนี้ใส่ใจเรื่องสุขภาพและเรื่องเกษตรอินทรีย์

ตลาดไส้เดือนเป็นตลาดที่ยั่งยืนไม่ใช่ตลาดตามกระแส เพราะไส้เดือนมีมานานแล้วและยังคงอยู่ ต่างประเทศเขาก็ผลิตมูลไส้เดือนขายกันอยู่ทั่วโลก และยิ่งปัจจุบันคนไทยเราเริ่มหันมาบริโภคอาหารปลอดสารพิษ เกษตรอินทรีย์คือเกษตรที่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยที่ทำมาจากธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมี อีกทั้งตอนนี้ทางเกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง-ปลา นิยมนำมูลไส้เดือนไปช่วยปรับสมดุลของบ่อ ช่วยเรื่อง pH และควบคุมเรื่องโรคในบ่อ ทำให้สัตว์น้ำแข็งแรง เปอร์เซ็นต์การรอดสูงและผลผลิตสูงขึ้น มองว่าตลาดเรื่องไส้เดือนยังไปได้อีกไกล

เขาให้คำแนะนำสำหรับผู้สนใจรายใหม่ที่จะเลี้ยงไส้เดือนเป็นอาชีพว่า ควรเริ่มต้นเลี้ยงเพื่อทำความเข้าใจไส้เดือนก่อน สัก 1-4 กะละมัง เพื่อให้รู้จักนิสัยของไส้เดือนก่อนว่า มันอยู่อย่างไร กินอะไร ชอบอะไร แล้วค่อยๆ ขยับขยายไปเรื่อย หากมั่นใจในเรื่องการทำมูลไส้เดือนและมีตลาดรองรับถึงค่อยลงทุนในการเริ่มต้นสร้างโรงเรือน อุปกรณ์ และลงทุนซื้อพ่อแม่พันธุ์ ทั้งนี้จำนวนเงินที่ใช้อาจจะเป็นหลักหมื่นหรือหลักแสน ขึ้นอยู่กับขนาดของฟาร์ม

“ผมอยากแนะนำให้เริ่มต้นศึกษาไส้เดือนให้เข้าใจชีวิตไส้เดือนก่อน ให้ลองใช้จริงๆ ก่อน และคุณก็กล้าที่จะไปบอกต่อคนอื่นว่ามันดีจริง ในระยะ 2 ปีแรก ผมแทบจะไม่ได้ขายมูลเลย ผมนำมาใช้ในสวนผักและถั่วฝักยาวที่พ่อปลูกผลออกมาก ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เมื่อเราเข้าใจประโยชน์และการตลาดจะตามมา ไม่ใช่ว่าคุณเลี้ยง 2 กะละมังแล้วถามหาตลาดแล้วว่าอยู่ไหน ซึ่งจำนวนมูลที่ได้ยังไม่เพียงพอต่อการใช้ในครัวเรือนของคุณเลย คนส่วนใหญ่จะเป็นแบบนั้น ส่วนเรื่องการตลาด ผมจะมุ่งในการนำเสนอให้คนในพื้นที่รู้จักการใช้มูลไส้เดือน ถือว่าเป็นงานหนักสำหรับคนในพื้นที่ที่ยังเน้นเรื่องเคมี และภาคใต้เรายังไม่รู้จักประโยชน์มูลไส้เดือน เป้าหมายต่อไปของผมทางด้านตลาดคือ การส่งออกมาเลเซีย และการทำแปลงผักปลอดสารพิษ โดยใช้มูลไส้เดือนที่ผมผลิตเอง”