“พ่อค้าข้าวโพด” ระดมยื่นหนังสือร้อง 3 หน่วยงาน ขอให้รัฐใช้

มาตรการซื้อข้าวโพด 3 นำเข้าข้าวโพด 1 ส่วนต่อ“พ่อค้าข้าวโพด” ระดมยื่นหนังสือร้อง 3 หน่วยงาน พาณิชย์-เกษตรฯ-สำนักนายกฯ ขอให้รัฐใช้มาตรการซื้อข้าวโพด 3 นำเข้าข้าวโพด 1 ส่วนต่อ พร้อมเปิดจุดรับซื้อข้าวโพด กก.ละ 8.30 บาท ที่ จ.ตาก

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2560 นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย นายกสมาคมการค้าพืชไร่ พร้อมตัวแทนสมาคมฯ ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือกับ 3 หน่วยงานราชการ คือ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอให้คงมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี โดยกำหนดสัดส่วนให้ผู้นำเข้าข้าวสาลีต้องซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วนเพื่อนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน ไว้ต่อไป เพื่อดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการนำเข้าข้าวสาลี พร้อมกันนี้ทางสมาคมฯ ยังได้เปิดจุดรับซื้อข้าวโพด ความชื้น 14.5% ราคา กก.ละ 8.30 บาท จากเกษตรกรภายในงานตลาดนัดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 ธันวาคม 2560 ที่ จ.ตากด้วย

สำหรับสาระสำคัญที่สมาคมฯ ขอให้คงมาตรการรับซื้อข้าวโพด 3 ส่วน เพื่อนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน เพื่อไม่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้รับผลกระทบจากปัญหาราคาข้าวโพดลดต่ำลงอย่างในปีที่ผ่านมา เพราะทางสมาคมฯ เห็นว่าหลังจากใช้มาตรการดังกล่าวทำให้ราคาข้าวโพดในปัจจุบันเพิ่มขึ้น เป็น กก.ละ 8.50-8.70 บาท สะท้อนว่ามาตรการนั้นส่งผลดีต่อเกษตรกร ส่วนการที่เกษตรกรบางกลุ่มอ้างว่าพ่อค้าคนกลางต้องการขายโพดให้ได้มากกว่า กก.ละ 10 บาทขึ้นไป เพราะทราบดีว่าอาหารสัตว์ไม่สามารถนำวัตถุดิบอื่นมาทดแทนได้ ซึ่งใความเป็นจริงในช่วงต้นฤดูกาลเดือนกันยายน-ตุลาคม 2560 ผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่ได้กำหนดปริมาณการรับซื้อข้าวโพดโดยกำหนดปริมาณให้พ่อค้าเฉพาะบางรายเข้าไปขายได้ไม่ยอมรับซื้อตามระบบปกติที่เคยเป็นมา ทั้งที่พ่อค้าหลายรายต้องการส่งข้าวโพดให้ พอถึงเดือนพฤศจิกายน 2560 ผลผลิตข้าวโพดสู่โรงงานอาหารสัตว์น้อยลง เนื่องจากมีการขายให้กับผู้ผลิตอาหารสัตว์และผู้เลี้ยงสัตว์ขนาดเล็กมาขึ้น รวมทั้ง พื้นที่ปลูกลดลงจากราคาข้าวโพดในฤดูกาลก่อนที่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าข้าวสาลีจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน ผู้ส่งออกข้าวโพดรับซื้อข้าวโพดในราคาที่สูงกว่าโรงงานอาหารสัตว์บางราย เพื่อส่งออก โดยปัจจุบันผู้ส่งออกอาหารบางรายซื้อข้าวโพด ราคากก.ละ 8.00-9.00 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาที่โรงงานอาหารสัตว์บางแห่งซื้อ พ่อค้าในพื้นที่จึงเริ่มแข่งขันกันซื้อ ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรสามารถขายข้าวโพดได้ในราคาสูงขึ้น ต่อมาโรงงานอาหารสัตว์ก็เริ่มรับซื้อ จึงทำให้พ่อค้าท้องถิ่นคาดว่าแนวโน้มราคาข้าวโพดจะปรับสูงขึ้นไปอีกจากการ “แข่งขัน” ซื้อกันอย่างรุนแรง ซึ่งมีผลให้พ่อค้าบางรายต้องรีบซื้อข้าวโพดในราคาสูงกว่าราคาข้าวที่ตกลงกันไว้ก่อน เพราะเกรงว่าจะไม่มีข้าวโพดส่งให้ผู้ซื้อตามที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้ต้นุทนของกลุ่มพ่อค้าคนกลางยิ่งสูงขึ้น พ่อค้าบางรายพยายามเจรจาขายให้กับโรงงานอาหารสัตว์หลายราย แต่กับ”สงวนท่าที” ซึ่งผู้หากผู้ผลิตอาหารสัตว์สร้างกลไกการค้าและราคาตามปกติ พ่อค้าคนกลางหลายรายพร้อมที่จะขายสินค้าให้อย่างแน่นอน เนื่องจากแต่ละรายมีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน

ประกอบกับวงการค้าพืชไร่ทราบดีว่า กลไกกำหนดราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยอำนาจกำหนดราคาและเงื่อนไขการซื้ออยู่ที่ผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่ ยิ่งมีการนำเข้าข้าวสาลีและกากข้าวโพดมากขึ้น ยิ่งทำให้อำนาจการกำหนดราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และการกำหนดเงื่อนไขในการรับซื้ออยู่ที่ผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่ ยิ่งมีการนำเข้าข้าวสาลีและกากข้าวโพดมาขึ้น เห็นได้จากข้อพิสูจน์ในฤดูกาล 2559/2560 ที่ผ่านมามีการนำเข้าข้าวสาลีมากเกินจนทำให้ข้าวโพดล้นตลาด ซึ่งกลไกการค้าเบี่ยงเบนพ่อค้าไม่กล้าซื้อสินค้า เพราะกลัวจะขายไม่ได้ เกษตรกรจึงขายข้าวโพดได้ในราคาที่ต่ำกว่า กก.ละ 6.00 บาท และประสบปัญหาการขาดทุน ขณะที่ผู้ผลิตอาหารสัตว์ไม่ได้กำหนดราคาขายอาหารสัตว์ให้สอดคล้องกับต้นทุนข้าวสาลีที่มีราคาถูก

กระทั่งมาถึงฤดูกาลปัจจุบัน ปี 2560/2561 จากมาตรการเพื่อป้องเกษตรกรผู้ข้าวไทย ทำให้เกษตรกรขายข้าวโพดได้ราคาสูงขึ้นมาก เป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากผลกระทบจากการนำเข้าข้าวสาลี ของโรงงานอาหารสัตว์รายใหญ่ 2-3 ปีที่ผ่านมาได้บ้าง อีกทั้งมีข้อมุลสถิติของกระทรวงเกษตรว่ายังมีวัตถุดิบคาร์โบไฮเดรตสำหรับผลิตอาหารสัตว์ เช่น มันสำปะหลัง มาใช้ได้อย่างเพียงพอ แต่ผู้ผลิตอาหารสัตว์กลับพยายามที่จะนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทส เพื่อสร้างกำไรกับตนแทนที่จะใช้วัตถุดิบที่จะผลิตจากคนไทยด้วยกัน ทั้งที่เนื้อสัตว์เหล่านั้นขายใหกับคนไทยที่บริโภคในประเทศมากกว่าส่งออกไปขายต่างประเทศ

สาเหตุหลักที่ราคาข้าวโพดที่ปรับตัวสูงขึ้นเพราะมีปัจจัยจากความต้องการที่แท้จริงของผู้เลี้ยงสัตว์ พ่อค้า และผู้ส่งออก มีตัวกินมีมากขึ้น เช่น สุกรจาก 12 ล้านตัวมาเป็น 20 ล้านตัวต่อปีภายในระยะเวลาแค่ 2-3 ปี, ไก่ จากเดิมผลิตได้สัปดาห์ละ 25-28 ล้านตัว แต่ขณะนี้เพิ่มขึ้น เป็น 37 ล้านตัว ปริมาณวัตถุดิบที่ไม่เพียงพอ แต่สามารถใช้ข้าวสารในสต็อกรัฐบาลแทนได้ เพราะหากมีการนำเข้าข้าวสาลี จะไม่ได้นำมาไม่ได้มาใช้ในสูตรอาหารไก่แต่นำมาใช้ในอาหารหมู

ดังนั้น หากรัฐบาลคงมาตรการ 3 ต่อ 1 ต่อไปย่อมส่งผลดีกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด มันสำปะหลัง และนาข้าว รวม 17 ล้านคนของประเทศในระยะยาว หลังจากต้องประสบภาวะขาดทุน จากการทำไร่ข้าวโพด ทำนา และส่งผลดีกับเกษตรกรที่ได้รับการสนับสนุนให้ปลูกข้าวโพดหลังฤดูกาลทำนาที่รัฐบาลสนับสนนุอีกถึง 700,000 ไร่

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ที่ จ.อุตรดิตถ์ นายเสฐียรพงศ์ มากศิริ ผู้ว่าราชการ จ.อุตรดิตถ์ พล.ต.ชัยเดช สุรวดี ผู้บัญชาการมณฑลทหารบก (ผบก.มทบ.) ที่ 35 จ.อุตรดิตถ์ ประมงจังหวัด เกษตรจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชาวประมงที่บ้านห้วยเจริญ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ หมู่ 8 ต.ผาเลือด อ.ท่าปลา ที่อยู่กลางอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ จำนวน 18 ครอบครัว มีอาชีพเลี้ยงปลาในกระชังตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 โดยให้กองทัพภาค ที่ 3 ให้ความช่วยเหลือแก่ราษฎรทำให้มีรายได้ที่แน่นอน ทาง มทบ.ที่ 35 อุตรดิตถ์ จึงรับหน้าที่มาดูแลต่อเนื่อง ด้วยการให้ความรู้การเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังแบบครบวงจรพร้อมช่องทางตลาด 18 ครอบครัว เลี้ยงปลาทับทิม 292 กระชัง ปลาจะจับขายทุก 3 เดือน เพื่อส่งขายให้เอกชนที่จะเข้ามารับซื้อปลาเมื่อปลาโตมีขนาด 7-8 ขีด โดยนำไปส่งขายยังตลาดใน จ.เชียงใหม่

นายเสฐียรพงศ์ กล่าวว่า ทราบว่าชาวประมงผู้เลี้ยงปลาพบปัญหาปลาตายในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากอุณหภูมิของน้ำเปลี่ยนแปลงทำให้ปลาตาย และราคาอาหารปลาที่แพงขึ้น ทำให้ชาวประมงมีรายได้ลดลง ซึ่งทาง มทบ.ที่ 35 และจังหวัดรับทราบปัญหา จะให้บริษัทเอกชนที่เข้าโครงการเข้าร่วมพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันในการที่จะงดการเลี้ยงปลาในช่วงฤดูหนาวที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงที่เป็นสาเหตุให้มีปลาตายเกิดขึ้นต่อไป รวมทั้ง การดูแลเยียวยาชดเชยสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ชาวประมงเดือดร้อนจากการไม่มีรายได้ด้วย

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อุณหภูมิที่ จ.เพชรบูรณ์ ยังคงลดลงต่อเนื่องติดต่อกัน จนทำให้สภาพอากาศหนาวเย็นจัดครอบคลุมทั้งจังหวัด โดยเฉพาะที่บ้านห้วยหญ้าเครือ หมู่ที่ 1 ต.น้ำหนาว อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความหนาวเย็นที่สุดของ อ.น้ำหนาว โดยอุณหภูมิต่ำสุดเมื่อเช้าของวันนี้ลดลงติด -2 องศาเซลเซียส ส่งผลให้น้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งจับต้นหญ้าจนขาวโพลน ในขณะที่น้ำในขันถึงกับกลายแผ่นน้ำแข็งบางๆ เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ หลังคาบ้านของชาวบ้านของ น.ส.จันทร์ คำแพง หมู่ที่ 1 บ้านห้วยหญ้าเครือ ซึ่งเป็นหลังคามุงแฝกถึงกับน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง จับเกาะเต็มหลังคาแฝกจนขาวโพลนเช่นเดียวกัน ต่อมาได้มีชาวบ้านถ่ายรูปสภาพน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง และนำภาพเผยแพร่ทางสื่อโซเชียล ทำให้ชาวเน็ตโดยเฉพาะชาวเพชรบูรณ์ต่างเกิดความฮือฮาเพราะเป็นครั้งแรกในรอบปีที่หนาวเย็นจัดจนน้ำค้างกลายเป็นน้ำแข็ง จากนั้นได้มีการแชร์ต่อกันเป็นวงกว้าง

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ขณะเดียวกันชาวบ้านใน อ.น้ำหนาว ต่างแสดงความกังวลถึงการจัดงานประจำปี งานประเพณีเผาข้าวหลามน้ำหนาว ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 22-24 ธันวาคมนี้ ณ ที่ว่าการอำเภอน้ำหนาว ซึ่งจะมีชาวบ้านออกมาร่วมเผาข้าวหลามแข่งขันกัน แต่เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากอุณหภูมิลดลงต่อเนื่อง กระทั่งล่าสุดอุณหภูมิติดลบ ทำให้หลายฝ่ายแสดงความกังวลเกรงชาวบ้านจะหลบความหนาวเย็นอยู่แต่ในบ้าน จนไม่ยอมออกไปร่วม หรือเที่ยวงานเทศกาลเผาข้าวหลามประจำปีที่ขึ้นชื่อของ อ.น้ำหนาว

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานกรรมการมูลนิธิไทยพึ่งไทย เปิดเผยว่า ได้นำข้าวสารในโครงการข้าวสานธรรมมาจำหน่าย ณ ห้างดิเอ็มควอเทียร์ โดยข้าวสารถูกบรรจุอยู่ในผลิตภัณฑ์อย่างสวยงาม เป็นข้าวที่ปลูกโดยผู้รักษาศีล 5 จากหมู่บ้านศีล 5 ที่พร้อมใจ ลด ละ เลิก การใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จนบางกลุ่มได้รับการรับรองเป็นอาหารออแกนิคมาตรฐานโลกจากเกษตรอินทรีย์สากล ส่วนที่เหลือก็เป็นกระบวนการ ลด ละ เลิก การใช้สารเคมี เป็นข้าวปลอดสารพิษซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจะเข้าสู่ระบบข้าวออแกนิคทั้งหมด

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวอีกว่า การอุดหนุนข้าวสานธรรมจะได้ประโยชน์ถึง 3 ขั้นตอน คือ 1.เป็นการมอบสุขภาพที่ดีให้แก่คนที่รักในโอกาสปีใหม่ 2.ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนมีคุณธรรมโดยมีวัดเป็นกลไกศูนย์กลาง และ 3.ช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคง และเป็นธรรมให้เกษตรกร ทั้งนี้ ตนมีแนวคิดในการจำหน่ายข้าวสานธรรมแบบผูกปิ่นโต ซึ่งจะบริการถึงบ้าน ตามความต้องการของผู้สนใจ ซึ่งล่าสุดมีกลุ่มเกษตรกรกว่า 30 กลุ่ม เข้าร่วมโครงการ ซึ่งถือเป็นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ

“ผู้ที่เคยรับประทานข้าวสานธรรมยืนยันว่า เป็นข้าวที่มีคุณภาพ มีอัตลักษณ์ที่แตกต่างจากค่าปกติ โดยเฉพาะกลิ่นหอม และรสชาติ ทั้งยังมีเรื่องราวที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มเกษตรกร บุคคลที่เคยซื้อไปรับประทานจึงสั่งซื้อต่อเนื่องเป็นของฝาก และของขวัญ พร้อมเชิญชวนให้บุคคลที่สนใจร่วมซื้อข้าวสานธรรมไปรับประทาน สำหรับผู้สนใจซื้อได้ที่บูธข้าวสานธรรม บริเวณภายใน Goment Market ชั้น GF ห้าง ดิ เอ็มควอเทียร์ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 7 มกราคม 2561 หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่มูลนิธิไทยพึ่งไทย โทร 0-2971-7575” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 21 ธันวาคม ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แถลงข่าวภายหลังการประชุมมอบนโยบายแก่ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า เนื้อหาการประชุมหลักๆ มีอยู่ 3 ข้อ คือ

1.ผมให้ทั้ง 14 กรม ไปตามสถานการณ์ด้านการเกษตร ต้องให้รู้ว่าพืชตัวไหน ปลูกมาก-น้อย แล้วคาดการณ์ว่าผลผลิตจะมีมากไหม ถ้าได้มาก-น้อยจะมีผลอย่างไรต่อตลาด ต้องให้ได้ข้อมูลเหล่านี้ก่อน เพื่อนำข้อมูลไปพูดคุยกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

2.วันพรุ่งนี้ (22 ธันวาคม) จะมีประชุมเจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัดกับเจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัดร่วมกัน ซึ่งที่เชิญทั้งสองฝ่ายมาประชุมกัน เนื่องด้วยถ้าข้าราชการไปแนะนำให้ชาวบ้านปลูก หรือเลี้ยงอะไร ผลผลิตที่ออกมาต้องขายได้ และในช่วงเดือนหน้า ผมจะออกไปประชุมระดับพื้นที่ในทุกจังหวัด

3.เรามีกรมส่งเสริมสหกรณ์ จะทำอย่างไรให้สหกรณ์และวิสาหกิจการเกษตรมีความเข้มแข็ง จนสามารถสร้างโรงเก็บ หรือยุ้งฉาง เพื่อเก็บผลผลิตทางการเกษตรไว้จนกว่าผลผลิตนั้นๆ จะราคาดี และเมื่อมีความเข้มแข็งก็จะส่งผลให้มีอำนาจต่อรองกับนายทุนมากขึ้น

เมื่อสอบถามถึงเรื่องแพคเกจแก้จน นายกฤษฎากล่าวว่า ขณะนี้เรากำลังรอกระทรวงการคลังในการกำหนดแผน เราเป็นเพียงฝ่ายปฏิบัติ ยังไม่สามารถลงรายละเอียดได้

นายกฤษฎากล่าวเสริมว่า ในเรื่องของขวัญปีใหม่ ขณะนี้ที่เรามีคือ 1.เราจะจัดแหล่งท่องเที่ยวสถานีเกษตรเชิงทดลอง สถานีพืชสวน 2.เราจะเสนอสินค้าราคาเป็นธรรม เนื้อหมู นม และไข่ไก่ 3.เรากำลังรวบรวมแพคเกจช่วยเหลือเกษตรกรจากแต่ละกรม แล้วจะนำเข้า ครม.สัญจรในครั้งนี้

ในเรื่องผลผลิตทางการเกษตร นายกฤษฎากล่าวว่า ไม่มีความกังวลในผลผลิตตัวไหนเป็นพิเศษ แต่ที่เรากำลังดูอยู่คือ ข้าวที่ราคาดีในปีนี้ เกวียนละ 14,000-15,000 บาท ซึ่งปีก่อนแค่ 6,000-7,000 บาท แล้วบังเอิญว่าปีนี้น้ำดีอีก เลยกลัวว่าฤดูกาลผลิตรอบที่ 2 และ 3 ชาวบ้านอาจกลับมาปลูกข้าวกันมาก จนอาจจะเกิดปัญหาล้นตลาดหรือไม่ ขณะนี้เรากำลังส่งทีมงานเพื่อประมาณการณ์ และเร่งระดมความเข้าใจกับชาวบ้านว่าหากผลิตมากเกินไปราคาก็จะลดลง ซึ่งเราอาจมีมาตรการจูงใจเพื่อเชิญชวนให้ชาวบ้านไปทำเกษตรด้านอื่นแทน

“ในเรื่องการใช้ยางพาราของหน่วยงานราชการ เราจะใช้น้ำยางข้น 130,000 ตัน ซึ่งต้องใช้นำยางดิบ 260,000 ตัน คิดว่าในปี 2561 จะสามารถดูดซับปริมาณยางในท้องตลาดได้มากพอสมควร” นายกฤษฎากล่าว

เมื่อสอบถามถึงเรื่องผลสอบของผู้ว่า กยท. นายกฤษฎากล่าวว่า ยังไม่มีใครนำเรื่องนี้มาให้ผมดูเลยตั้งแต่เข้ามาทำหน้าที่ รมว.เกษตร ผมไม่ได้โกหก แต่ผมพูดให้ฟังเลยว่า วันนี้ผมสั่งให้สอบเรื่องสต๊อกยาง 140,000 ตัน ว่าอยู่ที่ไหน เก็บอย่างไร ใครรักษาไว้ ให้รายงานมาภายใน 7 วัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการสอบผู้ว่า กยท.จริงไหม นายกฤษฎาบ่ายเบี่ยงในการตอบ และขออนุญาตไปรับประทานอาหารกลางวัน เพราะมีประชุมต่อในช่วงบ่าย พร้อมลุกออกจากห้องประชุม

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และกรมวิชาการเกษตร ร่วมสำรวจสต๊อกยางที่เหลือจากโครงการที่ กยท. เคยระบุว่ามีปริมาณที่เหลือประมาณ 1.4 แสนตัน ว่าความจริงแล้วสต๊อกยางเหลืออยู่เท่าไหร่กันแน่ 1.4 แสนตัน หรือ 1.04 แสนตัน แล้วให้สำรวจไปถึงที่เก็บรักษาว่าอยู่ในโกดังไหน ปริมาณเท่าไหร่ โดยขอให้ส่งรายละเอียดกลับมาเพื่อยืนยันสต๊อกภายใน 7 วัน ส่วนผลการสำรวจปริมาณยางของภาครัฐ ขณะนี้มีปริมาณความต้องการใช้น้ำยางข้น ในหน่วยงานภาครัฐปริมาณ 1.3 แสนตัน หากคำนวนเป็นน้ำยางสด จะมีปริมาณ 2 แสนตัน

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงผลการสอบสวน นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่ากยท. เกี่ยวกับข้อหาการปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใส นายกฤษฎา ได้ลุกออกจากห้องประชุม และไม่ได้ตอบอะไร เพียงโบ้ยไปให้นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตอบ ซึ่งนายเลิศวิโรจน์ ตอบว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นเมืองครั้ง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งรมว.เกษตรฯ มีการสั่งการและส่งหนังสือไปยังกยท. ให้มีการสอบสวนนายธีธัช ไปนานแล้ว แต่ยังไม่ได้รับหนังสือยืนยันกลับมา

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 21 ธันวาคม ที่องค์การบริหารส่วนตำบลกุดน้ำใส อ.ค้อวัง จ.ยโสธร นายสาธิต เซกัล รองอุปนายกสมาคมราชกรีฑาสโมสร พร้อมด้วยนายจาเยสกุมาร ราติลาล บูดารา กรรมการอำนวยงานทั่วไปสมาคมราชกรีฑาสโมสร เดินทางมามอบผ้าหุ่มกันหนาวเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาวในพื้นที่จังหวัดยโสธร จำนวน 600 ผืน โดยมีนายชยุต วงศ์วณิช หน.สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดยโสธร(ปภ.)และชาวบ้านให้การต้อนรับท่ามกลางอากาศหนาวเย็น

นายสาธิต กล่าวว่า ตนพร้อมด้วยคณะมีความดีใจมากที่ได้เดินทางมาพบพ่อแม่พี่น้อง ในช่วงเวลา 110 ปี ของสมาคมราชกรีฑาสโมสรที่ได้ทำมาตลอดคือกิจกรรมทางด้านสังคมสงเคราะห์ เช่นการแจกผ้าห่มกันหนาว เพื่อเป็นการบรรเทาความทุกข์ของพ่อแม่พี่น้อง แต่ละปีทางสมาคมจะคัดเลือก 6-9 จังหวัดทั่วประเทศไทยในการแจกสิ่งของ โดยวันนี้ได้ทำการแจกผ้าห่มในพื้นที่จังหวัดยโสธร จำนวน 600 ผืน ประกอบด้วย ต.กุดน้ำใส อ.ค้อวัง จำนวน 150 ผืน , ต.ฟ้าหยาด อ.มหาชนะชัย จำนวน 200 ผืน, ต.นาเวียง อ.ทรายมูล จำนวน 100 ผืน และ ต.โพนงาม อ.กุดชุม จำนวน 150 ผืน

นายชยุตกล่าวว่า สถานการณ์ภัยหนาวของจังหวัดยโสธรในช่วง 2 วันที่ผ่านมาพบว่ามีอุณหภูมิลดลงอยู่ประมาณ 10-11 องศา ส่วนที่ติดกับภูเขาอุณหภูมิจะอยู่ที่ 9 องศา โดยอากาศหนาวเย็นในครั้งถือเป็นครั้งที่หนาวที่สุดในรอบ 10 ปี นอกจากนี้ประชาชนที่คาดแคลนผ้าหุ่มกันหนาวในพื้นที่จังหวัดยโสธรจากการสำรวจพบว่ามีประมาณ 80,000 กว่าคน ประกอบด้วยคนชรา คนพิการและเด็ก เบื้องต้นทาง ปภ.มีแผนแจกจ่ายผ้าห่มโดยมีสมาคมและมูลนิธิต่างๆ ร่วมนำมาบริจาค อย่างไรก็ตาม อยากฝากไปถึงพี่น้องประชาชนในช่วงนี้ความทำร่างกานให้อบอุ่นตลอดเวลา งดการดื่มสุรา

เช้าวันที่ 22 ธันวาคม สภาพอากาศหลายจังหวัดยังหนาวต่อเนื่อง knifelesstechsystems.com ที่บึงกาฬ มีพ่อค้าแม่ค้า พลิกวิกฤตเป็นโอกาสสร้างรายได้จากฤดูหนาว นำหมวกไหมพรมมาขาย โดยเน้นลวดลาย สีสันแฟนซีเป็นตัวการ์ตูนต่างๆ ในรูปแบบต่างๆจำนวนมาก รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ อาทิ รองเท้าเด็ก เสื้อผ้ากันหนาวเด็ก ผ้าพันคอและผ้าคลุมไหล่ หรือสินค้าตามที่ลูกค้าสั่ง เพื่อดึงดูดและสร้างความสนใจให้กับลูกค้าทุกกลุ่มอายุทุกเพศทุกวัย

โดยมีราคาตั้งแต่ใบละ 50 -150 บาท ตามขนาดและลวดลายสีสัน กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้เป็นอย่างดีช่วงหน้าหนาว อีกทั้งยังมีชาว ลาว มาเลือกซื้อนำกลับไปฝากลูกหลานกันอย่างคึกคัก สร้างรายได้วันละ 1,500 – 3,000 บาทให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่นำหมวกไหมพรมและอุปกรณ์ป้องกันความหนาวเย็นมาขายในตลาดนัดไทย – ลาว ที่จัดขึ้นทุกวันอังคาร และวันศุกร์ บริเวณถนนบึงกาฬข้างสวนสาธารณะบึงกาฬ ต.บึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ ซึ่งเช้าวันนี้อุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 14 องศา

ที่จังหวัดเลย ยังคงมีอากาศหนาวถึงหนาวมากมาตลอดระยะกว่า 1สัปดาห์ อย่างเช้าในวันนี้ อุณหภูมิต่ำสุด อ.เมืองเลย 9.9 องศาเซลเซียส อ.วังสะพุง 11.8องศาเซลเซียส อ.ด่านซ้าย 7องศาเซลเซียส อ.เชียงคาน 13 องศาเซลเซียส อ.ท่าลี่ 9 องศาเซลเซียส อ.ภูกระดึง 8 องศาเซลเซียส อ.ภูเรือ 7.8 องศาเซลเซียส อ.นาแห้ว 8 องศาเซลเซียส อ.ปากชม 10 องศาเซลเซียส อ.นาด้วง – อ.ภูหลวง 11 องศาเซลเซียส อ.ผาขาว 7.9 องศาเซลเซียส อ.เอราวัณ 13 องศาเซลเซียส อ.หนองหิน 14 องศาเซลเซียส

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง 6 อุทยานแห่งชาติภูเรือ 9 องศาเซลเซียส เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง(ภูเรือ) 7องศาเซลเซียส ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเลย 7.2องศาเซลเซียส อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย (อ.นาแห้ว) 9.8องศาเซลเซียส ทำให้ประชาชนในจังหวัดเลยทั้ง 14 อำเภอ ต้องพากันออกมาผิงไฟคลายหนาวทุกครัวเรือน

นายวิวรรธน์ ก่อวิริยกมล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเลย ได้ออกมาเตือนประชาชนว่า สภาพอากาศในจังหวัดเลยมีความหนาวเย็น ซึ่งอากาศที่มีเปลี่ยนแปลง รวมถึงความชื้นและความหนาวเย็นจะทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี จึงเป็นสาเหตุทำให้เชื้อโรคสามารถแพร่ระบาดได้ง่าย และทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ง่าย ซึ่งโรคที่มักเกิดใน ฤดูหนาวและพบได้บ่อย ได้แก่ โรคไข้หวัด โรคไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์ โรคปอดบวม โรคเมอร์ส โรคสุกใส โรคหัด โรคหัดเยอรมัน โรคอุจจาระร่วง โรคมือเท้าปาก และไข้หวัดนก

กลุ่มเสี่ยงที่อาจป่วยได้ง่าย คือ กลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจ โรคปอด โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน โรคไต เป็นต้น จึงขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวัง หมั่นดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ รักษาร่างกายให้อบอุ่นไม่กระทบอากาศร้อนหรือเย็นจนเกินไป นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ