ฟื้นฟูแหล่งสมุนไพรเขาสรรพยา เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม

ประธานมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ภก. สมนึก สุชัยธนาวนิช ผู้อำนวยการกองพัฒนายาแผนไทยและสมุนไพร จัดกิจกรรมฟื้นฟูสมุนไพร บริเวณเขาสรรพยา หรือเขาหลวง อุทยานแห่งชาติรามคำแหง อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย เพื่ออนุรักษ์สมุนไพรที่มีอยู่แล้วและขยายพันธ์สมุนไพรบริเวณเขาสรรพยา แหล่งสมุนไพรที่มีมากที่สุดในประเทศไทย และปรากฏในหลักศิลาจารึกว่าเป็นแหล่งยาที่สำคัญของ กรุงสุโขทัยที่ประชาชนและราชวงศ์พระร่วงเก็บมารักษาโรค และบำรุงร่างกายในสมัยโบราณ

โอกาสนี้ นายศรัทธา คชพลายุทต์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย และ นางพรรณศิริ กุลนาถสิริ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย ได้นำทุกภาคส่วนกว่า 500 คน ร่วมขับเคลื่อนนำร่องโครงการ “เมืองสุขภาพดี บนวิถีไทย” จัดเวทีเสวนา ก้าวต่อไปของสุโขทัย “เมืองสุขภาพดี บนวิถีไทย” จัดนิทรรศการเกี่ยวกับพืชสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย มอบกล้าไม้และปลูกกล้าไม้สมุนไพร กว่า 1,000 ต้น บริเวณอุทยานแห่งชาติรามคำแหง โครงการนี้ยังมุ่งเน้นการใช้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพ เสริมสร้างขีดความสามารถในการพึ่งตนเองด้านสุขภาพ

โดยมีการพัฒนาเชื่อมโยงใน 4 มิติ คือ 1. มิติด้านสมุนไพร 2. มิติด้านการแพทย์แผนไทย 3. มิติด้านผลิตภัณฑ์สมุนไพร 4. มิติด้านแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และจะ ส่งเสริมเศรษฐกิจของเกษตรกรทางเลือก ส่งเสริมการนำสมุนไพรไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ โดย ผ่านวิสาหกิจชุมชนหรือกลุ่มธุรกิจท้องถิ่นที่มีศักยภาพ ให้เขาสรรพยาหรือเขาหลวงเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสมุนไพรไทย และผสมผสานการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นรวมทั้งการนำไปใช้ในการพัฒนายาและผลิตภัณฑ์สุขภาพในสถานบริการสาธารณสุขของจังหวัดสุโขทัยอีกด้วย

นพ. ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ เผยว่า โรคด่างขาว ไม่ใช่โรคติดต่อ ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรค อาจเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น กรรมพันธุ์ ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่ทำให้เกิดการสูญเสียเซลล์สร้างเม็ดสี หรือพบในผู้ป่วยโรคไทรอยด์ โรคเลือดจาง โรคความผิดปกติที่ต่อมหมวกไต โรคเอสแอลอี โรคข้อรูมาตอยด์ เป็นต้น พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ อาการคือผิวหนังมีสีขาวคล้ายนมสด ลักษณะราบเรียบ ไม่นูนออกมาจากผิวปกติ มีขอบชัด สามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วนในร่างกาย อาการมักเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป อาจมีรอยโรคเพิ่มขึ้น ขยายขึ้น หรือมีรอยโรคใหม่เกิดได้ ทั้งนี้ การดีขึ้นของรอยโรคจากการสร้างเม็ดสีสามารถเกิดขึ้นเองได้ หรือเกิดจากการโดนแสงแดด โอกาสที่รอยโรคจะหายเอง ทั้งหมดมีน้อย

พญ. มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า โรคด่างขาวไม่อันตรายแต่มีผลต่อจิตใจของ ผู้ป่วยในด้านความสวยงาม และความมั่นใจ สำหรับการรักษามีหลายวิธี ได้แก่ 1. การรักษาด้วยยาทา กลุ่มสเตียรอยด์ 2. การใช้ยา Calcineurin inhibitor ชนิดทา 3. การรักษาด้วยการฉายแสง 4. การรักษาด้วยเลเซอร์และเครื่องกำเนิดแสงชนิดอื่น 5. การรักษาด้วยการผ่าตัดปลูกถ่ายผิวหนัง จะใช้ในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา การรักษาโรคด่างขาวมีหลายวิธี จึงต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ที่สำคัญผู้ใกล้ชิดควรเข้าใจและให้กำลังใจผู้ป่วยเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

สุรินทร์ – นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะลงพื้นที่บ้านท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ โดยตรวจเยี่ยมชมหมู่บ้านทอผ้าไหมยกทองโบราณบ้านท่าสว่าง โดยมี นายสรสาสน์ สีเพ็ง พัฒนาการจังหวัดสุรินทร์ นายคเชนทร์ชัย แพงจันทร์ พัฒนาการอำเภอเมืองนางสาวสุณิสา ใจมั่น หัวหน้าฝ่ายอำนวยการและผู้นำชุมชนให้การต้อนรับ

นายอภิชาติ กล่าวว่า หมู่บ้านดังกล่าวยังคงมีการอนุรักษ์ศิลปะการทอผ้าไหมชั้นสูง และเคยได้รับเลือกให้เป็นผู้ผลิตผ้าไหมที่ระลึกแก่ผู้นำต่างประเทศ ที่เข้าร่วมการประชุมเอเปก อีกทั้งเป็นหนึ่งในหมู่บ้าน เป้าหมายที่กรมการพัฒนาชุมชนจะพัฒนาเป็นชุมชนท่องเที่ยวโอท็อป นวัตวิถี ภายใต้แนวคิด ‘ร่วมสุข ร่วมวิถี ร่วมสมัย’ นอกจากนี้ เป็นการดำเนินงานภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ที่รัฐบาลมุ่งมั่น ขับเคลื่อน สร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) ที่ จ.บุรีรัมย์ อนุมัติโครงการน้ำเพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งจำนวน 84 โครงการ วงเงิน 3,476.65 ล้านบาท สามารถดำเนินการได้เลย 40 โครงการ วงเงิน 1,015 ล้านบาท อาทิ โครงการแก้มลิง การพัฒนาลุ่มน้ำชี มูล ป่าสัก การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร พัฒนาอ่างเก็บน้ำห้วยซัง ส่งเสริมการแปรรูป การส่งเสริมตลาดการผลิตอาหาร เพื่อป้องกันอุทกภัยใน จ.ชัยภูมิและจังหวัดใกล้เคียง ส่วนที่เหลืออีก 44 โครงการ วงเงิน 2,461.65 ล้านบาท ให้ยกไปดำเนินโดยใช้งบประมาณปี 2562-64

ทั้งนี้ การอนุมัติโครงการน้ำเพื่ออุทกภัยและน้ำแล้ง เพื่อการเกษตร เนื่องจากจังหวัดในกลุ่มอีสานตอนล่าง 1 มีพื้นที่ชลประทานเพียง 6.61% ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด

นายทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2561 ที่ประชุมสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย มีมติให้สมาชิกซึ่งเป็นผู้ประกอบการรถบรรทุกราว 5-6 หมื่นราย ซึ่งมีรถบรรทุกให้บริการขนส่งรวม 4 แสนคัน ปรับขึ้นค่าขนส่งสินค้าทุกประเภททั่วประเทศในอัตราไม่เกิน 5% จากอัตราค่าขนส่งเดิม

เนื่องจากผู้ประกอบการขนส่งมีภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ประกอบด้วย 1. ราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นต้นทุนขนส่งสำคัญมีการปรับราคาเพิ่ม ส่งผลให้ฐานของต้นทุนค่าขนส่งปรับเพิ่มขึ้นลิตรละ 3 บาท คือปรับจากลิตรละ 25 บาท เป็นลิตรละ 28 บาท 2. ค่าแรงงานภาคขนส่งเพิ่มขึ้น โดยค่าแรงในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ปรับเพิ่มขึ้นเป็น วันละ 330 บาท และ 3. ภาระต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นจากปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนักภายในท่าเรือกรุงเทพฯ (ท่าเรือคลองเตย), ท่าเรือแหลมฉบัง และสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ICD) ลาดกระบัง ทำให้รถบรรทุกต้องจอดรอนานกว่า 6-10 ชั่วโมง/เที่ยว สามารถทำรอบขนส่งได้เพียง 1 เที่ยว/วันเท่านั้น รวมทั้งบริเวณชายแดนด่านอรัญประเทศ, ด่านสะเดา และด่านแม่สอด ในปัจจุบันก็เริ่มเกิดปัญหาการจราจรติดขัดเช่นกัน

“ขณะนี้ผู้ประกอบการรถบรรทุกทั่วประเทศราว 4 แสนคัน ปรับขึ้นค่าขนส่งไปแล้ว 5% ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งการปรับค่าขนส่งครั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถปรับขึ้นได้ตามภาระต้นทุนที่แท้จริง โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากกระทรวงคนนาคม เพราะการประกอบการขนส่งรถบรรทุกเป็นลักษณะของการขอใบอนุญาตประกอบการหรือไลเซนส์ ไม่ใช่การขอรับสัมปทานจากกระทรวงคมนาคม จึงไม่ได้อยู่ในข่ายต้องขออนุมัติในการจะปรับเปลี่ยนอัตราค่าโดยสาร”

นายทองอยู่ กล่าวยอมรับว่า การปรับขึ้นค่าขนส่งครั้งนี้ อาจส่งผลกระทบทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับเพิ่มขึ้นแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากมีภาระต้นทุนในการขนส่งสินค้าปรับเพิ่มขึ้นจากการขึ้นค่าขนส่ง แต่ผู้ประกอบการขนส่งจำเป็นต้องปรับราคาค่าขนส่ง เพราะไม่มีการปรับราคามา 2-3 ปี และไม่สามารถแบกภาระต้นทุนต่อไปได้แล้ว

สำหรับปัญหาการจราจรติดขัดภายในท่าเรือคลองเตย, ท่าเรือแหลมฉบัง และสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ICD) ลาดกระบัง นั้นสมาพันธ์การขนส่งฯ หารือร่วมกับกระทรวงคมนาคมมาตลอด รวมทั้งยังนำเสนอปัญหาดังกล่าวให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และรัฐบาลช่วยแก้ไขด้วย

ยอมรับว่ายังทำใจไม่ได้ เมื่อเห็นสาวงามที่เป็นตัวแทนจากประเทศพม่าในชุดบิกินี เข้าประกวดนางงามนานาชาติเวทีหนึ่ง เข้าใจดีว่าเวลานี้พม่าเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่ประเทศเผด็จการอีกต่อไปแล้ว แต่มันเร็วเกินกว่าจะตั้งตัว

พูดอย่างนี้ไม่ใช่ “ปากว่าตาขยิบ” ทำเป็นเสแสร้งแกล้งไม่ชอบชุดบิกินี เพียงแต่ว่าภาพสาวพม่านุ่งผ้าซิ่น ประแป้งตะนะคา (หรือทานาคา) ที่พวงแก้มเป็นเอกลักษณ์ ยังค้างคาอยู่ในห้วงความทรงจำ ยิ่งเมื่อนึกถึงคุณย่าคุณยายในชนบทเมืองพุกาม มัณฑะเลย์ เห็นนังหนูกับบิกินีตัวจิ๋วยืนแอ่นระแน้ให้คนรุมดู มีหวังร้อง…อกอีแป้นแตก…กันระงม !

แต่พูดก็พูดเถอะ ผ้าซิ่้นยังมีนุ่งกันหลายประเทศ ทว่า “ทานาคา” นี่สิ เป็นแป้งสมุนไพรประทินผิว ที่จำแนกสาวมอญกับพม่าให้แตกต่างจากคนทั้งโลกอย่างแท้จริง ขนาดสาวออฟฟิศพม่าที่ว่าทันสมัย ใช้แป้งพัฟยี่ห้อหรูราคาแพงแค่ไหน แต่ก็ยังต้องรองพื้นแรกด้วย “ทานาคา” เพราะช่วยให้ผิวหน้านุ่มเนียน ไม่ทำหน้าพังเหมือนคอสเมติกทั้งหลาย

“…ผู้หญิงพม่ามีชื่อเสียงว่าผิวหน้าเนียน เพราะพวกเธอใช้ทานาคา (Thanakha) แป้งที่ได้มาจากการนำเปลือกของต้นตะนะคามาบดให้ละเอียดใช้ป้องกันผิวจากแสงแดด และมีคุณสมบัติเป็นยา ผงทานาคามีสีเหลืองออกแดง ๆ เวลาใช้พอกหน้าทำให้ดูเหมือนถูกละเลงไปด้วยโคลน แต่ที่จริงเป็นเครื่องประทินผิวสำคัญที่สุดในการรักษาความงามของผู้หญิงพม่า แม้เครื่องสำอางทันสมัยจะแพร่เข้ามา ทานาคาก็ยังได้รับความนิยมอยู่เสมอ…” (อองซาน ซูจี)

“ทานาคา” เป็นยาสมุนไพรแก้สิวแก้ฝ้า เป็นแป้งเย็นแก้ผดผื่น คันในหน้าร้อน เคยเห็นคุณตาชาวพม่าเอานิ้่วแตะผงทานาคาใส่ลงไปในน้ำเปล่า แล้วคนสองสามรอบ ก่อนกระดกแก้วดื่มหน้าตาเฉย บอกว่าเย็นชุ่มคอชื่นใจดี แถมบอกว่าถ้าเป็นแผลมีดบาดไม่ลึกนัก ก็เอาแป้งทานาคานี่แหละโปะลงไปที่แผล ไม่กี่วันก็สมานสนิท

ทานาคายังมีประโยชน์เข้าตำรับยาพื้นบ้าน โดยนำราก ใบ ดอก และผลมาปรุงยารักษาสารพัดโรค เช่น ใบสด ใช้รักษาลมบ้าหมู ต้มอาบขับเหงื่อรักษาโรคผิวหนัง ผลทานาคาใช้แก้พิษ บำรุงกำลัง ป้องกันนิ่ว รากใช้ระบายท้อง ขับเหงื่อ ถ้าเอาไปผสมดอกอ่อนกับน้ำผึ้งแก้พิษงูเปลือกใช้ดมบรรเทาอาการวิงเวียน ฯลฯ

ไม้ทานาคามีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Limonia acidissima Linn. เป็นไม้เนื้อแข็งที่พบในเขตแล้ง (Dry Zone) ตอนกลางของประเทศแถบเมืองพุกาม มัณฑะเลย์ ชเวโบ ส่วนที่ส่งกลิ่นหอมและใช้เป็นสมุนไพรประทินผิวคือส่วนเปลือก วิธีใช้อย่างง่ายที่สุดคือเอาท่อนทานาคามาฝนกับแผ่นหิน แล้วผสมน้ำเล็กน้อยจึงนำมาทาหน้าและตามเนื้อตัว เช่น ที่วงแขนหรือส่วนอับ

ไม่มีหลักฐานว่าชาวพม่าใช้ทานาคาประทินผิวกันตั้งแต่เมื่อไร บ้างสันนิษฐานว่ารับมาจากชาวมอญ ซึ่งมอญก็รับอิทธิพลจากชาวฮินดูในอินเดียมาอีกทอดหนึ่ง เพราะในราชสำนักอินเดียมีธรรมเนียมใช้ไม้จันทน์หอม (Sandal Wood) ทาที่หน้าผากและสันจมูกของราชโอรสราชธิดาที่เพิ่งมีประสูติกาล

กับมีตำนานเล่าขานว่ากษัตริย์องค์หนึ่งเสร็จไปบนดอยที่อุดมด้วยต้นทานาคา แล้วให้บังเอิญที่มเหสีทำผอบเครื่องหอมตกพื้น เป็นเหตุให้ต้นตะนะคาที่งอกใหม่ภายหลังมีกลิ่นหอมตรึงใจ ชาวพม่าจึงนิยมนำมาใช้ประทินผิวตราบจนทุกวันนี้

ชาวพม่าถือว่าแผ่นหินที่ใช้ฝนทานาคาหรือ “เจ้าก์ปยิง” นั้นเป็นของสูง ต้องเก็บรักษาไว้อย่างดี ห้ามใครเดินข้าม เพราะมที “นัต” หรือภูตชั้นสูงคอยดูแลรักษา และต้องทำพิธีเซ่นสรวงบูชาเป็นประจำทุกปีในวันแรม 1 ค่ำหลังออกพรรษา คนที่มีความเชื่้อถือจะขอพรให้มีความงามสมปรารถนา หรือขอให้งามยิ่ง ๆ ขึ้น

ในตลาดพม่าทุกแห่งหนมีท่อนทานาคาและแผ่นหินฝน วางขายในราคาแสนถูก ส่วนสาวสมัยใหม่นิยมใช้แบบที่แปรรูปเป็นก้อนสบู่ เป็นแป้งตลับ เป็นครีม หรือเป็นน้ำหอม ล่าสุดมีแป้งฝุ่นทานาคาในกระปุกสวยหรู ผลิตในเมืองไทย ให้สาวไทยผิวเนียนเหมือนสาวพม่าแล้วนะครับ จุ๊จุ๊ อย่าบอกใคร แฟนผมยังชอบใช้เลยคุณ

จากหนังสือ หรรษาอาเซียน โดย ธีรภาพ โลหิตกุล สำนักพิมพ์มติชน สั่งซื้อหนังสืออนไลน์ส่งตรงถึงบ้านได้ที่ ยางล้อรถยนต์เก่าที่ไม่ใช้แล้ว โดยส่วนใหญ่จะนำไปบดย่อยแล้วแยกเอาเฉพาะเนื้อยางไปบดละเอียด เพื่อเป็นสารตัวเติมลดต้นทุนในการกระบวนการผลิตสายพานล้อรถจักรยานหรือจักรยานยนต์ แต่คงยังมียางล้อเก่าอีกจำนวนมากที่ถูกกำจัดทิ้งแบบผิดวิธี เช่น การเผา

นายชยุต ไชยรัตน์ และนายณบงกช ชาญณรงค์ นักศึกษา และอาจารย์อนุชิต วิเชียรชม อาจารย์ที่ปรึกษาสาขาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงคิดค้นเบาะรองนั่งเพื่อสุขภาพจากน้ำยางพาราขึ้น โดยการนำเบาะรองนั่งดังกล่าวไปประกอบเป็นโซฟาโดยใช้ยางล้อรถยนต์เก่าเป็นฐานของเก้าอี้ เป็นการนำวัสดุเหลือใช้มาใช้ให้เกิดประโยชน์และเพิ่มมูลค่าได้อีกทางหนึ่ง

สำหรับเบาะรองนั่งจากยางฟองน้ำที่ผลิตขึ้น สามารถรองรับสรีระของผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี มีความยืดหยุ่น เหมาะแก่การใช้งาน เมื่อนั่งไปนานๆ จะไม่เกิดอาการปวดหรือเหน็บชา เมื่อเปรียบเทียบกับโซฟาที่ใช้ฟองน้ำสังเคราะห์ทั่วๆ ไป เนื่องจากความนุ่มของเบาะยางฟองน้ำจากยางพารามีความยืดหยุ่นคืนตัวดี ทำให้เหมาะแก่การใช้งานอย่างยิ่ง โดยเริ่มจากการเตรียมยางล้อรถยนต์เก่าขนาดเดียวกัน มาล้าง ขัดถู ทำความสะอาด จากนั้นนำมาซ้อนกัน 2 เส้น โดยใช้สกรูยึดเข้าด้วยกันให้แน่น แล้วใช้น้ำยาขัดเงาล้อรถขัดให้สวยงาม หรือพ่นสีด้วยให้มีสีสันตามต้องการ

ในการทำเบาะรองนั่งจากยางฟองน้ำ โดยนำน้ำยางข้นมาปั่นด้วยเครื่องตี แล้วเติมสารเคมีสำหรับ การคงรูปยางลงไป จากนั้นผสมจนน้ำยางกลายเป็นฟอง มีปริมาตรเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าตัวเทใส่แม่พิมพ์ แล้วรอให้เซ็ตตัว นำไปนึ่งด้วยไอน้ำประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อเสร็จแล้ว นำไปล้างและอบแห้ง ก่อนนำไปหุ้มผ้าหรือหนังตามต้องการ นำเบาะรองนั่งวางบนฐานที่ทำมาจากยางล้อรถยนต์ แล้วใช้สกรูยึดให้แน่นหรืออาจยึดติดด้วยบานพับเพื่อให้เปิด-ปิด ได้ ซึ่งช่องว่างด้านในของเก้าอี้สามารถใช้เป็นช่องเก็บของได้อีกด้วย

เบาะรองนั่งจากยางฟองน้ำและน้ำยางพารามีต้นทุนในการผลิตต่อชุดซึ่งประกอบด้วยโต๊ะกลาง 1 ตัว และเก้าอี้ 3 ตัว ใช้ยางรถยนต์เก่าทั้งหมด 8 เส้น มีต้นทุนการทำรวมค่าแรงงานแล้วประมาณ 800 – 1,500 บาทต่อชุด โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาดูตัวอย่างและขอรับคำแนะนำในการผลิตหรือสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์อนุชิต วิเชียรชม อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ไสใหญ่ 081-8980511

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผลสำเร็จการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ภายใต้การดำเนินงานของ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ที่เข้าไปช่วยพัฒนาศักยภาพของกลุ่มเกษตรกรบ้านหนองบอน ตำบลท่าโพธิ์ชัย อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านต้นแบบการผลิตปัจจัยการผลิตด้วยตนเอง ที่สามารถลดต้นทุนการเพาะปลูก สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยผลการดำเนินงานของ วว. ในพื้นที่ดังกล่าว ได้แก่ การแปรรูปกล้วย

การผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง และการทำไร่นาสวนผสมของกลุ่มผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์บ้านหนองบอน ในโอกาสนี้ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ได้เป็นประธานมอบเตาชีวมวลเพื่อชุมชมลดการใช้เชื้อเพลิง ผลงานวิจัยของ วว. ให้แก่กลุ่มเกษตรกรด้วย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกร ในการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม สร้างความยั่งยืนในการดำรงชีพ ในการนี้ ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการ วว. พร้อมด้วยผู้บริหาร นักวิจัย วว. ร่วมบรรยายสรุปภาพรวมการดำเนินงานและร่วมให้การต้อนรับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และคณะ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2561 ณ จังหวัดบุรีรัมย์

ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง วว. วิจัยและพัฒนาภายใต้แนวคิดการเพิ่มมูลค่าวัสดุในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยผลิตจากมูลสัตว์ที่หาได้ในท้องถิ่น มาทำการบดให้ละเอียด แล้วนำมาผสมกับปุ๋ยยูเรีย ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ปัจจุบัน วว. ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงแก่เกษตรกรทั่วทุกภาคของประเทศ ซึ่งได้รับการตอบรับและมีความพึงพอใจในคุณสมบัติของปุ๋ยดังกล่าวอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นปุ๋ยที่บำรุงทั้งต้นไม้และบำรุงดิน ทำให้ต้นข้าว ไม้ผล เช่น ทุเรียน ขนุน ลองกอง ลำไย ส้มโอ เจริญงอกงามดี ให้ผลผลิตสูง เป็นที่ต้องการของตลาด ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน อันจะส่งผลถึงการเกษตรที่ยั่งยืนในอนาคต

เตาชีวมวล วว. วิจัยและพัฒนาภายใต้แนวคิดลดการใช้พลังงาน เพิ่มรายได้ให้แก่วิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการ เป็นอุปกรณ์ทดแทนพลังงานเชื้อเพลิงแก๊สหุงต้ม ลดการสูญเสียความร้อนโดยการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลทดแทนเป็นเชื้อเพลิงให้ความร้อน โดย วว. ได้นำเตาชีวมวลไปใช้งานภาคสนาม ณ วิสาหกิจชุมชนอาชีพบ้านโนนใน จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งมีปริมาณการผลิตสินค้ากล้วยทอด 100 กิโลกรัมต่อวัน โดยใช้แก๊สหุงต้ม (lPG) เป็นเชื้อเพลิงให้ความร้อนแก่หม้อกวนและหม้อทอดกล้วย พบว่า มีปริมาณการใช้แก๊ส lPG 64 กิโลกรัมต่อวัน คิดเป็นเงิน 1,600 บาทต่อวัน ดังนั้นผู้ประกอบการจึงมองหาเชื้อเพลิงชนิดใหม่ที่สามารถลดหรือทดแทนการใช้แก๊สหุงต้มได้ เพื่อลดต้นทุนจากเชื้อเพลิง แต่ต้องสามารถใช้งานได้สะดวกและง่ายต่อการควบคุมดูแล

จากการใช้งานเตาชีวมวล วว. ในการผลิตสินค้ากล้วยทอดพบว่า 1.มีประสิทธิภาพผลิตความร้อนด้วยเชื้อเพลิงถ่านที่มีราคาต่ำกว่าเชื้อเพลิงแก๊สหุงต้ม 2.ลดต้นทุนเชื้อเพลิงลงถึง 3 บาทต่อกิโลกรัมกล้วย 3.ลดเวลาในการผลิต (*จากเดิมการกวนกล้วย 30 กิโลกรัม จะใช้เวลา 3 ชั่วโมง 30 นาที แต่เมื่อใช้เตาชีวมวลที่พัฒนาโดย วว. จะใช้เวลา 2 ชั่วโมงเท่านั้น*) 4.มูลค่าการประหยัดค่าพลังงานในการผลิตกล้วยทอดเท่ากับ 88.33 บาท ต่อการผลิตกล้วยทอด 1 กิโลกรัม และ 5.มูลค่าการประหยัดเวลาในการผลิตกล้วยทอดเท่ากับ 1.875 บาท ต่อการผลิตกล้วยทอด 1 กิโลกรัม

“เตาชีวมวล” นับเป็นอีกหนึ่งผลงานความสำเร็จของ วว. ในการนำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้าไปพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ‘ทุเรียน’ จัดเป็นราชาแห่งผลไม้ แต่ผู้บริโภคจะต้องกินอย่างมีองค์ความรู้ เพื่อสุขภาพที่ดี

นพ. กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ให้ข้อมูลว่า แต่ละเมนูทุเรียนจะต้องกินอย่างเหมาะสม ดังนี้ ข้าวเหนียวทุเรียน คุณค่าอยู่ที่สีเหลือง ซึ่งเป็นวิตามินเอ ชนิด “เบต้าแคโรทีน” ข้อดีของทุเรียนคือ ไขมันพืชที่สูงจะช่วยดูดซึมวิตามินอื่นๆ ที่ละลายในไขมันด้วย เช่น วิตามินอีจากนำกะทิ
ทุเรียนกวน ความร้อนจะทำลายวิตามินบีกับซีในทุเรียน ดังนั้น จึงควรจำกัดปริมาณบริโภค เพราะในทุเรียนกวนมีเพียงน้ำตาลและไขมันที่มีพลังงานสูง แนะนำว่าหากกินทุเรียนกวนแล้วควรกินผลไม้สด เช่น มังคุด ฯลฯ เสริมด้วย

ทุเรียนทอด สิ่งที่ต้องระวังคือ ปริมาณแป้ง, น้ำมัน และเกลือ ดังนั้น ควรกินทีละน้อยๆ แบ่งเป็นคราวไป
ทุเรียนเชื่อม มีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลสูง ควรเก็บไว้กินยามไม่มีผลไม้สด หรือถ้ามื้อนั้นตั้งใจจะกินทุเรียนเชื่อมแล้ว ก็ไม่ควรกินข้าวเพิ่มอีก
ทุเรียนปิ้ง เมื่อความร้อนดึงน้ำออก จะทำให้รสชาติของเนื้อทุเรียนเข้มข้นขึ้น

ไอศกรีมทุเรียน เพียงแช่ทุเรียนไว้ในช่องฟรีซของตู้เย็น ก็กลายเป็นไอศกรีมทุเรียนที่มีวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระได้ เพราะเนื้อในของทุเรียน ประกอบด้วย น้ำตาล และไขมัน ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการทำไอศกรีม
ส้มตำทุเรียน จะช่วยเปิดโลกทรรศน์ใหม่ให้กับต่อมรับรสแล้วยังได้ไฟเบอร์กับวิตามินจากมะเขือเทศ อีกทั้งมีกระเทียมช่วยลดไขมัน กับกุ้งแห้งที่เพิ่มแคลเซียมด้วย
ทุเรียนปั่นพร้อมดื่ม เมื่อดูตามสูตร มีข้อดีตรงที่มีส่วนประกอบของนมสดที่เป็นส่วนประกอบในการปั่นเนื้อทุเรียนให้วิตามินดี ถ้ามีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก จะช่วยทำให้กระดูกแข็งแรง

กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนเพียงหลวง ๑๒ ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี

ผลงานดีเด่น ความคิดริเริ่ม

โรงเรียนเพียงหลวง ๑๒ ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เดิมชื่อโรงเรียนบ้านท่าล้ง ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ อยู่ห่างจากตัวอำเภอโขงเจียม ประมาณ 25 กิโลเมตร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ประมาณ 65 กิโลเมตร และห่างจากตัวอำเภอเมืองอุบลราชธานี ประมาณ 120 กิโลเมตร เปิดทำการสอน ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 เขตพื้นที่บริการของโรงเรียนคือ ชุมชนบ้านท่าล้ง ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี มีประชากร จำนวน 35 คน 75 ครัวเรือน

โรงเรียนและชุมชนตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม ติดริมฝั่งแม่น้ำโขงแนวชายแดนประเทศลาวชุมชนบ้านท่าล้งเป็นชนเผ่า เรียกตนเองว่าไทบรู มีภาษา มีวัฒนธรรมเฉพาะเป็นของตนเอง ภาษาที่ใช้คือ ภาษาบรู ภาษาอีสาน และภาษาไทยกลาง มีความเชื่อเกี่ยวกับผี นับถือผีปู่ตา ปัจจุบันนับถือศาสนาพุทธ ประกอบอาชีพแบบผสมผสาน