ฟู้ดบล็อกเกอร์ชื่อดังของเมืองหางโจว ที่ใช้ชื่อว่า ‘Private Dining’

ได้อัพโหลดวิดีโอขณะที่เขาจับจักจั่น และนำมาทำอาหาร ภายในคลิปจะเห็นว่าเขาทอดมันในกระทะเหล็กขนาดใหญ่ โดยระบุข้อความว่า“จักจั่นสดใหม่ทอดกรอบ อร่อยมาก!”ซุน เสี่ยวผิง นักออกแบบผังเมืองกล่าวว่า สาเหตุที่จักจั่นมีจำนวนมากเกินปกติ เป็นเพราะมันมีศัตรูทางธรรมชาติน้อยมาก “ปกติแล้วจักจั่นเป็นเหยื่อของนกและตั๊กแตนตำข้าว แต่ในเมืองไม่ค่อยมีตั๊กแตน ดังนั้นศัตรูทางธรรมชาติของจักจั่นจึงกลายเป็นพวกเราแทน ซึ่งก็คือมนุษย์นั่นเอง”

รายงานระบุเพิ่มเติมว่า จักจั่นสามารถมีชีวิตอยู่ได้นาน 5-6 ปี และสามารถออกไข่ได้ครั้งละประมาณ 100 ฟอง แต่โชคดีที่จักจั่นเป็นแมลงที่สามารถกินเป็นอาหารได้ จักจั่นเป็นแหล่งสารอาหารที่ดี โดยให้โปรตีนเป็นสองเท่าต่อโปรตีนของเนื้อปลาและสัตว์ 100 กรัม

ตรังของบประมาณ 30 ล้าน หนุน 11 โครงการประชารัฐ 3 ด้าน “การเกษตร-แปรรูป-ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน” ทั้ง “เพาะเลี้ยงปลิงทะเล-ทำฝายเก็บน้ำ-ธนาคารปูม้า-แปรรูปผลิตภัณฑ์ต้นจาก-ส่งเสริมมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ฯ พร้อมดันพัฒนาเมืองกันตังเป็นเมือง Classic Vintage Town หวังสร้างรายได้เพิ่ม ทำเศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง

นายวสันต์ ถนอมทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้จังหวัดตรังได้จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการประสานและขับเคลื่อนนโยบายสานพลังประชารัฐประจำจังหวัด (คสป.) ขึ้นสืบเนื่องจากรัฐบาลได้กำหนดนโยบายสานพลังประชารัฐพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และยุทธศาสตร์ประชารัฐพัฒนาประเทศ จึงได้กำหนดกลไกการขับเคลื่อน 2 กลไกหลัก คือ คณะกรรมการประสานและขับเคลื่อนนโยบายสานพลังประชารัฐประจำจังหวัด (คสป.จังหวัด) และบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีประจำจังหวัด โดยมีเป้าหมายสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง ประชาชนมีความสุขและมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนได้กำหนดภารกิจหลักในการขับเคลื่อนไว้ 3 ด้าน คือ ด้านการเกษตร ด้านการแปรรูป และด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยผ่านกระบวนการพัฒนา 5 ฟันเฟืองหลัก คือ การเข้าถึงปัจจัยการผลิต การสร้างองค์ความรู้ การตลาด การสื่อสารสร้างการรับรู้เพื่อความยั่งยืน และการบริหารจัดการ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ทั้งนี้ ที่ประชุมครั้งนี้ได้เสนอของบประมาณผูกพัน 2 ปี (ปี 2562-2563) สนับสนุนโครงการทั้ง 3 ด้านหลัก แบ่งเป็นด้านการเกษตร 5 โครงการ ด้านการแปรรูป 1 โครงการ และด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน 5 โครงการ รวม 11 โครงการ วงเงินงบประมาณ 30 ล้านบาท

“คณะทำงานด้านผลิตภัณฑ์สินค้าด้านการเกษตร ได้ดำเนินการเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัด จำนวน 5 โครงการ คือ โครงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งปลิงทะเล ต.เกาะลิบง อ.กันตัง โครงการทำฝายเก็บน้ำเพื่อการเกษตร ต.เกาะสุกร โครงการส่งเสริมมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) จังหวัดตรัง โครงการธนาคารปูม้า และโครงการโรงเรียนประมงพื้นบ้านอันดามัน ต.เกาะลิบง อ.กันตัง ทางด้านคณะทำงานด้านการแปรรูป เสนอขอรับการสนับสนุนจำนวน 1 โครงการ คือ โครงการป่าริมน้ำ (โครงการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากต้นจาก) โดยจะเชิญผู้เกี่ยวข้องให้ข้อมูลในการจัดทำรายละเอียดโครงการเพื่อครอบคลุมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ” นายวสันต์กล่าว

นายวสันต์กล่าวต่อไปอีกว่า ส่วนด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน ได้ดำเนินการขอรับการสนับสนุน 5 โครงการ คือ โครงการพัฒนาเมืองกันตังเป็นเมือง Classic Vintage Town โครงการทำตลาดการท่องเที่ยวแบบบูรณาการและการประชาสัมพันธ์เชิงรุก โดยบริษัทประชารัฐรักสามัคคีตรังฯ ดำเนินการคัดเลือกพื้นที่เป้าหมาย 5 ชุมชน โครงการฝึกอบรมกระบวนการจัดทำแผนธุรกิจชุมชน KSNB จังหวัดตรัง โครงการจัดทำป้าย Overhang แสดงแหล่งท่องเที่ยว โครงการเรือถ้ำวังพระยาพิชัยสงคราม

อนึ่ง ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2560 เวลา 8.30-17.00 น. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับพันธมิตรในตลาดทุน จัดงาน SET Social Impact Day 2017 : Partnership for the Goals “รวมพลังเพื่อความยั่งยืน” ปีที่ 2 เพื่อเปิดพื้นที่ให้บริษัทจดทะเบียนได้พบกับกิจการเพื่อสังคม ซึ่งบริษัทประชารัฐรักสามัคคีวิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัดได้นำสินค้าของบริษัทประชารัฐฯจากจังหวัดต่าง ๆ มาเปิดบูทจำหน่าย เช่น สินค้าแปรรูปจากผ้าขาวม้า พร้อมมีกิจกรรม เกี่ยวกับบริษัทประชารัฐฯ (10 ข้อ) แลกรับรางวัลของที่ระลึก ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชั้น 7 อาคาร B

กรมส่งเสริมการเกษตร เร่งติดตามสถานการณ์และแนวโน้มการผลิต การตลาดลำไย ปี 2561 ใน 8 จังหวัด ภาคเหนือ เน้นวิเคราะห์และเฝ้าระวังปัญหาที่จะเกิดขึ้นช่วงผลผลิตกระจุกตัวในเดือนสิงหาคมนี้ รวมทั้งติดตามสถานการณ์การเก็บเกี่ยวและราคาผลผลิต เพื่อเตรียมมาตรการรองรับและจัดทำแผนบริหารจัดการผลผลิตอย่างครบวงจร

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์แนวโน้ม ผลผลิตลำไย ปี 2561 ใน 8 จังหวัด ภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง และจังหวัดตาก จะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ประมาณ 40,913 ตัน คิดเป็น ร้อยละ 6.7 โดยเป็นผลผลิตในฤดู 381,498 ตัน (58%) และนอกฤดู 272,831 ตัน (42%) ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้จัดให้มีการประชุมติดตามสถานการณ์และแนวโน้มการผลิต การตลาดลำไย ปี 2561 ของ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ณ ห้องประชุมสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การผลิต การตลาดลำไย ปี 2561 รายจังหวัด การเฝ้าระวังปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงผลผลิตกระจุกตัว (พีค) ในช่วงเดือนสิงหาคม 2561 การติดตามสถานการณ์การเก็บเกี่ยวและราคาผลผลิตลำไย ปี 2561 (War room) รวมทั้งการจัดประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการบริโภคลำไย พร้อมวางแผนบริหารจัดการผลผลิตลำไยในฤดู เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น

สำหรับประมาณการผลผลิตลำไยในฤดู ทั้ง 8 จังหวัด ภาคเหนือ จะมีผลผลิตรวม 381,498 ตัน แบ่งเป็น เชียงใหม่ พื้นที่ปลูก 195,670 ไร่ ผลผลิต 137,219 ตัน ลำพูน พื้นที่ปลูก 182,391 ไร่ ผลผลิต 125,120 ตัน เชียงราย พื้นที่ปลูก 130,902 ไร่ ผลผลิต 63,357 ตัน พะเยา พื้นที่ปลูก 56,383 ไร่ ผลผลิต 25,632 ตัน น่าน พื้นที่ปลูก 33,321 ไร่ ผลผลิต 21,425 ตัน ลำปาง พื้นที่ปลูก 18,702 ไร่ ผลผลิต 5,293 ตัน ตาก พื้นที่ปลูก 3,855 ไร่ พื้นที่ปลูก 1,747 ตัน และแพร่ พื้นที่ปลูก 4,718 ไร่ ผลผลิต 1,705 ตัน โดยมีแผนบริหารจัดการผลผลิตลำไยเชิงปริมาณ แบ่งเป็น 3 แนวทาง คือ

1. การกระจายผลผลิตภายในประเทศ ได้แก่ บริโภคสดตลาดในประเทศ 28,084 ตัน คิดเป็น ร้อยละ 7.36

2. แปรรูป ได้แก่ อบแห้งทั้งเปลือก 227,251 ตัน, อบแห้งเนื้อสีทอง 18,530 ตัน และอื่นๆ (เช่น โรงงานผลไม้กระป๋อง/น้ำสกัดผลไม้เข้มข้น/แช่แข็ง) 25,089 ตัน คิดเป็น ร้อยละ 71 และ

3. ลำไยสดส่งออก 82,544 ตัน คิดเป็นร้อยละ 21.61 โดยมอบหมายให้คณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลักบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลและให้ข้อมูลเกษตรกรเพื่อใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งพิจารณาวางแผนและกำหนดวิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับจังหวัด ขณะนี้มีผลผลิตที่เก็บเกี่ยวแล้ว จำนวน 4,891 ตัน คิดเป็น ร้อยละ 1 ราคาจำหน่ายลำไยผลสดลูกร่วง อยู่ที่ประมาณ 16-17 บาท ต่อกิโลกรัม และลำไยเกรด AA อยู่ที่ประมาณ 27-30 บาท ต่อกิโลกรัม

ส่วนแผนบริหารจัดการเชิงคุณภาพ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินการโครงการรณรงค์การผลิตลำไยคุณภาพ ปี 2561 โดยใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (ลำไย) ในการส่งเสริมเกษตรกรผลิตลำไยคุณภาพ จำนวน 6,543 ราย เพื่อให้เกษตรกรผลิตลำไยคุณภาพ เป็นเกรด AA และ A โดยคาดว่าจะมีผลผลิตลำไยคุณภาพ ประมาณ 27,000 ตัน นอกจากนี้ ยังได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตลำไยนอกฤดูอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกษตรกรเกิดการยอมรับและปฏิบัติตาม และปรับเปลี่ยนมาผลิตลำไยนอกฤดูเพิ่มขึ้น

วันที่ 15 กรกฎาคม นายพิทักษ์ แซ่ว่า เจ้าของล้งรับซื้อลำไยบ้านกาด อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ปีนี้ราคาลำไยเริ่มดี แต่ผลผลิตลำไยปีนี้ค่อนข้างมากและตลาดที่รับซื้อไม่ค่อยดีนัก เพราะตลาดอินโดนีเซียไม่รับซื้อลำไยสด (ตะกร้า) เลย ในขณะที่ทางจีนก็ยังไม่มีข่าวว่าจะรับซื้อลำไยสด (ร่วง) มากน้อยแค่ไหน​

“วันนี้ราคารับซื้อลำไยสดร่วงของบ้านกาด อ.แม่วาง อยู่ที่เกรด AA 20 บาท ต่อ กก. เกรด A 14 บาท ต่อ กก. เกรด B 6 บาท ต่อ กก. และเกรด C 1 บาท ต่อ กก. ถือว่ายังต่ำอยู่มาก และอาจมีขึ้นลงได้ในแต่ละวันตามความต้องการของตลาด เพราะปีที่ผ่านมารับซื้อเกรด AA ที่ 25 บาท ต่อ กก. ซึ่งทุกพื้นที่ก็จะราคาเดียวกัน โดยที่ล้งของผมจะส่งไปยังล้งใหญ่ที่เรียกว่าแม่เลี้ยง ที่บ้านธิ จ.ลำพูน เพื่อทำลำไยอบ”

นายพิทักษ์ กล่าวอีกว่า ไม่ทราบเรื่องที่ภาครัฐมีการลงนามความร่วมมือ หรือ เอ็มโอยู เพื่อรับซื้อลำไยจากเกษตรกรแต่อย่างใด จึงเชื่อว่าราคาลำไยสดร่วงยังมีแนวโน้มแย่ลงกว่าเดิมอีกแน่ เพราะขนาดต้นฤดูของผลผลิตปีนี้ราคายังลงมาขนาดนี้แล้ว เพราะตลาดไม่มีความแน่นอน และตลาดรับซื้ออื่นๆ ไม่มีเลย ที่ผ่านมามีเพียงเกษตรอำเภอมาสอบถามราคาหน้าล้งเท่านั้นว่า แต่ละวันราคาผลผลิตเท่าไร

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ที่โรงแรมคุ้มคำ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ กระทรวงพาณิชย์ โดย นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ อธิบดีกรมการค้าภายใน ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ พาณิชย์จังหวัดทั่วทุกภูมิภาค และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือกับประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ผู้ซื้อ ผู้ส่งออก โรงงานแปรรูปลำไย ตลาดกลาง และเกษตรกร เพื่อวางแผนกำหนดนโยบายรองรับผลผลิตลำไย ภาคเหนือ ปี 2561 และรับฟังรายงานสถานการณ์ด้านการผลิตและการตลาดลำไยจังหวัดภาคเหนือ ปี 2561 ในภาพรวม

โดย นางนิยดา หมื่นอนันต์ พาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ผลการประชุมหารือมาตรการรองรับผลผลิตลำไย ปี 2561 มีมาตรการให้เร่งหาตลาดส่งออกรองรับใหม่ (ตลาดรอง) เพื่อลดการผูกขาดจากตลาดส่งออกเดิม เช่น อินเดีย สิงคโปร์ ดูไบ ตลาดที่มีคนเอเชียอยู่จำนวนมาก โดยใช้กลไกผ่านกิจกรรม Incoming ที่กำหนดจัดขึ้นในสัปดาห์ถัดไปที่ จ.เชียงใหม่ (โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่) การขยายช่องทางผ่านการขายออนไลน์ ของ บริษัท Tmall / alibaba ตามด้วยมาตรการส่งเสริมให้ผู้รวบรวม เช่น ให้ค่าบริหารจัดการคุณภาพ

ในลักษณะเป็นค่าเหมาจ่าย สำหรับการกระจายผลผลิตภายในประเทศ (ออกนอกแหล่งผลิต) โดยประสานความร่วมมือกับภาครัฐ เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ภาคเอกชน โดยตั้งเป้าหมาย 5,000 ตัน ทั่วประเทศ ผ่านหลายช่องทาง อาทิ ศูนย์ MOI ของแต่ละจังหวัด ตลาดประชารัฐ Modern Trade เช่น เทสโก้โลตัส บิ๊กซี ท็อปส์ซุปเปอร์ฯ สยามแม็คโคร รวมทั้งสถานีบริการน้ำมันบางจาก และ ปตท. ฯลฯ เพื่อให้ผลผลิตลำไยถึงผู้บริโภคอย่างทั่วถึง

ตลอดจนส่งเสริมการแปรรูปลำไย เพื่อเพิ่มมูลค่าลำไย โดยนำนวัตกรรม มาต่อยอด เช่น ลำไยอบแห้งสีทอง/ทั้งเปลือก ลำไยกระป๋อง และผลิตภัณฑ์ลำไยแปรรูปในรูปแบบต่างๆ โดยให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยหาตลาดรองรับทั้งในและต่างประเทศ การรณรงค์การบริโภคลำไยภายในประเทศให้มากที่สุด โดยขอความร่วมมือโรงแรม และร้านอาหาร จัดเมนูอาหารหวาน อาหารคาว ที่มีส่วนผสมลำไย สร้างการรับรู้ในเรื่องคุณค่าและสรรพคุณของลำไย และเสนอให้ ธ.ก.ส. พิจารณาให้สินเชื่อดอกเบี้ยอัตราพิเศษแก่เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อสร้างเงินทุนหมุนเวียนในการกระจายและการแปรรูป ให้กับเกษตรกรโดยตรง

ทั้งนี้ ในภาคเอกชนเสนอและสะท้อนปัญหาเรื่องลำไย ที่ส่งผลต่อราคาและตลาดลำไย ว่า มีปัญหาการขาดแคลนแรงงานจัดเก็บและตัดแต่ง โดยขอให้มีการผ่อนปรนการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวเก็บลำไยข้ามจังหวัดให้สามารถทำได้ในช่วงเวลาที่ลำไยออกสู่ตลาดมากๆ ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดให้บริการตรวจ SPS ในวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อป้องกันลำไยเน่าเสียค้างที่ชายแดน หรือท่าเรือ เร่งเจรจากับเวียดนามให้มีความสะดวกในการตรวจปล่อยสินค้า หลังจากมีปัญหาอุปสรรคการตรวจปล่อยสินค้าล่าช้าบนเส้นทาง R8 และ R12 กับเวียดนาม และมีความกังวลกับตลาดอินโดนีเซีย ที่ใช้มาตรการ NTB กับสินค้าลำไย

หลังจากนั้น ยังมีการลงนามการรับซื้อลำไยสดตามสัญญามาตรฐานของกรมการค้าภายใน สัญญาโดยบริษัท มาตา โปรดักส์ และสหกรณ์การเกษตรจอมทอง ปริมาณ 3,800 ตัน และ บริษัท เนเชอรัลเบฟ ผู้ผลิตน้ำสกัดลำไยเข้มข้น ลงนามบันทึกข้อตกลงการซื้อขายลำไยเกรดรองกับกลุ่มเกษตรกร จ.เชียงใหม่ โดยมีเป้าหมายการรับซื้อในปริมาณ 10,000 ตัน

โดยใน ปี 2561 คาดการณ์ว่า จะมีพื้นที่เพาะปลูก จำนวน 837,721 ไร่ ผลผลิตรวม 659,134 ตัน จำแนกเป็นลำไยในฤดู จำนวน 639,413 ไร่ ผลผลิตจำนวน 386,303 ตัน และลำไยนอกฤดู จำนวน 198,308 ไร่ ผลผลิต จำนวน 272,831 ตัน ผลผลิตในฤดูมีปริมาณมากกว่า ปี 2560 ร้อยละ 2.28 ซึ่งผลิตลำไยคุณภาพจะมีมากกว่า 20,000 ตัน ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุดของภาคเหนือ

ธ.ก.ส. ตรัง เปิดโครงการรวบรวมผลไม้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้าจำหน่ายมังคุดจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อช่วยเหลือหลังเกิดราคาตกต่ำ และเป็นการเชื่อมโยงตลาดเครือข่ายสินค้าเกษตร

นายปรีชา ชูเพชร ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดตรัง พร้อมด้วย นางวารุณี นาพอ ผู้จัดการ สกต. ตรัง จำกัด และพนักงาน ร่วมเปิดโครงการรวบรวมผลไม้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้า ณ บริเวณลานหน้าสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ตรัง จำกัด (สกต. ตรัง จำกัด) โดยทาง สกต.ยะลา จำกัด ได้รวบรวมมังคุดของเกษตรกรสมาชิกจากจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งมีผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมากในช่วงเวลานี้ จนส่งผลทำให้มังคุดในพื้นที่มีราคาลดลงอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น สกต. ตรัง จำกัด จึงตกลงรับซื้อผลผลิตมังคุดจาก สกต.ยะลา จำกัด ในราคากิโลกรัมละ 30 บาท จำนวน 2,500 กิโลกรัม โดยบรรจุในกล่องกระดาษรูปแบบสวยงาม กล่องละ 10 กิโลกรัม ราคา 300 บาท ซึ่ง สกต.ตรัง จำกัด ได้มีการวางจำหน่ายมังคุดให้กับผู้บริโภคชาวตรังในราคาที่เท่ากับรับซื้อ เพื่อต้องการให้ชาวตรังได้ลิ้มลองมังคุดของจังหวัดยะลา รวมทั้งยังเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรสวนมังคุดจังหวัดยะลาอีกช่องทางหนึ่ง และเป็นการเชื่อมโยงตลาดเครือข่ายสินค้าเกษตร

ขณะที่ นายสหพล ภักดี ผู้จัดการ ธ.ก.ส. สาขาห้วยยอด กล่าวว่า ธ.ก.ส. สาขาห้วยยอด ได้เล็งเห็นความสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาผลผลิตราคาตกต่ำ ดังนั้น ทางธนาคารจึงได้มีการซื้อมังคุดจากทาง สกต. ตรัง จำกัด จำนวน 17 กล่อง เพื่อนำไปมอบให้ส่วนงานราชการ โรงพยาบาล และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอห้วยยอด เพื่อเป็นการสานสัมพันธ์กับส่วนราชการในพื้นที่ และยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกจากจังหวัดชายแดนใต้อีกด้วย

ฝนหนักต่อเนื่อง กรมอุตุฯ เตือนไทยตอนบนยังมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักบางแห่ง ภาคใต้มีคลื่นสูง เรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่ง เตือนระวังอันตรายจากคลื่นลมจนถึง วันที่ 19 ก.ค. นี้ กรุงเทพฯ วันนี้ ตกหนัก ร้อยละ 60
ฝนหนักต่อเนื่อง/เมื่อวันที่ 16 ก.ค. กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบน มีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่ง ส่วนประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่งจนถึง วันที่ 19 กรกฎาคม 2561

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมา ภาคเหนือตอนบน และประเทศลาว เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณอ่าวตังเกี๋ย ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้และอ่าวไทยมีกำลังแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น กับมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนยังคงมีกำลังแรง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย ตั้งแต่ เวลา 06.00 น. ของวันนี้ ถึงเวลา 06.00 น. ของวันที่ 17 ก.ค.นี้ ภาคเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 27-31 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.