ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง

ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม และพระนครศรีอยุธยา อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ บริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 3 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ว่าที่ร้อยตรี อภินันท์ เผือกผ่อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานในพิธีเปิดงานประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร “ท่องเที่ยวสีเขียว ท่องเที่ยวฮาลาล อาหารสด สวรรค์สำหรับผู้สูงวัย โดนใจลูกหลาน” โดยมี นางระนอง จรุงกิจกุล เกษตรจังหวัดกระบี่ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน และมี นายชัยวุฒิ บัวทอง นายอำเภออ่าวลึก หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และชาวบ้านในชุมชนเข้าร่วมงาน จำนวน 200 ราย ณ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มงานอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ หมู่ที่ 3 ตำบลอ่าวลึกน้อย อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่

นางระนอง จรุงกิจกุล เกษตรจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ เนื่องจากจังหวัดกระบี่ เป็นจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากในแต่ละปี และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและการท่องเที่ยวชุมชน กำลังเป็นที่นิยมเนื่องจากเป็นการท่องเที่ยวรูปแบบที่หลากหลายและรัฐบาลส่งเสริมให้มีการท่องเที่ยวชุมชนเพิ่มขึ้น ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 และแผนพัฒนาจังหวัดกระบี่ ปี 2561-2564

จากการสำรวจข้อมูลทำให้ทราบว่า ชุมชนอ่าวลึกน้อย ได้สร้างโอกาสให้ตนเอง โดยนำเอาความสวยงามของธรรมชาติ มาเชื่อมโยงสัมพันธ์กับวิถีชีวิต ทั้งในเรื่องของศาสนา วัฒนธรรม และการประกอบอาชีพการเกษตร มาบริหารจัดการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งเป็นการเพิ่มรายได้ให้สมาชิกในชุมชนอีกทางหนึ่ง และเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ จึงได้คัดเลือกตำบลอ่าวลึกน้อยซึ่งเป็นตำบลที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีทั้งป่าพรุ ถ้ำ ภูเขา ลำคลอง หนองน้ำ และป่าชายเลน ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 99

ประกอบอาชีพทำการเกษตร ปลูกพืช ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล พืชสมุนไพร พืชผัก และผักพื้นบ้าน ทำปศุสัตว์ เช่น เลี้ยงไก่พื้นบ้าน แพะ โค และทำประมง มีเขตการปกครอง 6 หมู่บ้าน ซึ่งแต่ละหมู่บ้านมีจุดเด่นที่เป็นอัตลักษณ์ของตนเอง ตามอัตลักษณ์ของชุมชนที่ชัดเจน ชุมชนอ่าวลึกน้อยมีการบริหารจัดการท่องเที่ยวโดยใช้วิถีชุมชน การประกอบอาชีพ ศาสนาและวัฒนธรรม เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ดังนี้

หมู่ที่ 1 บ้านนาเหนือ “ถ้ำงามล้ำ หนองน้ำงามในม่านหมอก”

หมู่ที่ 2 บ้านบากัน “สุดทางฝันอันดามัน สวรรค์พื้นถิ่น” หมู่ที่ 3 บ้านอ่าวลึกน้อย “ทะเลใต้พิภพ บรรจบคลองน้ำใส ใต้เขาม้า”

หมู่ที่ 4 บ้านนาแค “แหล่งท่องเที่ยวอารยธรรม นำวิถีถิ่น”

หมู่ที่ 5 บ้านควนโอ “หุบเขาปีศาจ ภาพเขียนสี ผีสองอารมณ์”

หมู่ที่ 6 บ้านคีรีวง “คลังกลางพนา พฤกษาชล” ส่วนบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก มีการจัดจำหน่ายสินค้าและอาหารพื้นบ้านเป็นจำนวนมาก โดยชาวบ้านได้นำผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่นมาสร้างรายได้ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก

คิดค้นเพาะพันธุ์ปลาการ์ตูนสายพันธุ์ใหม่ลูกผสม พันธุ์ดำสโนเฟรคและปลาการ์ตูนส้มขาวลายสโนเฟลค เพื่อจำหน่ายให้เกษตรกรไปเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ ป้องกันการลักลอบจับจากแหล่งธรรมชาติและเพิ่มจำนวนปลาการ์ตูนในท้องทะเล

เมื่อวันที่ 13 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดตรังว่า ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งตรัง นำโดย นายอาคม สิงหบุญ ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งตรังและเจ้าหน้าที่ได้คิดค้นเพาะเลี้ยงปลาการ์ตูนลูกผสมเพื่อหาสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่มีสีสันสวยงามต่างไปจากสายพันธุ์เดิมๆ ที่มีอยู่จำนวน 15 สายพันธุ์ ได้แก่ ปลาการ์ตูนดำ ปลาการ์ตูนเพอร์คูลา ปลาการ์ตูนเพอร์คูลาปิกัสโซ่ ปลาการ์ตูนเพอร์คูลาแพลทินัม ปลาการ์ตูนเพอร์คูลาลูกผสมซุปเปอร์แบลค ปลาการ์ตูนส้มขาว เป็นต้น และได้คิดค้นผสมปลาการ์ตูนลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ได้ 2 สายพันธุ์ ล่าสุดคือ ปลาการ์ตูนพันธุ์ดำสโนเฟรคและปลาการ์ตูนส้มขาวลายสโนเฟลค ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีสีสันและความโดดเด่นที่แตกต่างกันไป

ขณะที่ นางสุวรรณา ชูเสียงแจ้ว ตำแหน่งพนักงานผู้ช่วยประมง ได้พาผู้สื่อข่าวเข้าเยี่ยมชมบ่อเพาะเลี้ยงปลาการ์ตูนสายพันธุ์ต่างๆ ตั้งแต่ตู้ปลาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่พร้อมผสมพันธุ์ จำนวน 100 คู่ และถังใบใหญ่จำนวน 4 ถัง ที่รวมพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไว้ถังละ 300 ตัว รวมทั้งหมดพันธุ์ปลาที่มีอยู่ในขณะนี้ จำนวน 1,400 ตัว อายุอยู่ระหว่าง 6 ปี การสังเกตว่าตัวไหนพ่อพันธุ์หรือแม่พันธุ์ให้สังเกตจากขนาดตัว ถ้าตัวเล็กเป็นตัวผู้ ตัวใหญ่เป็นตัวเมีย อายุ 3 ปี ขึ้นไปก็ขายได้ ขนาดตัว 3-4 ซม. ราคาตัวละ 260 บาท แล้วแต่ขนาดของปลาและสายพันธุ์ ในขณะนี้มีลูกพันธุ์ปลา จำนวน 6,000 ตัว พร้อมขาย 2,000 ตัว ส่วนลูกค้าก็มีทั่วไปและพ่อค้าคนกลาง
สาเหตุที่ต้องเพาะพันธุ์ปลาการ์ตูนก็เพื่อป้องกันการลักลอบจับจากแหล่งธรรมชาติและเพิ่มจำนวนปลาการ์ตูนในท้องทะเล หรือมอบให้หน่วยงานที่มีความประสงค์ขอพันธุ์ปลาเข้ามา ซึ่งในแต่ละปีจะเพาะพันธุ์ปลาการ์ตูนได้ 5,000-6,000 ตัว ซึ่งแนวโน้มในขณะนี้มีชาวบ้านสนใจมากขึ้น ซึ่งจะมีการเข้ามาขอดูงานกันอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอซื้อหรือศึกษาดูงานได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งตรัง กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สศก. ชู 14 ปี กองทุน FTA กระทรวงเกษตรฯ ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าแล้ว 25 โครงการ รวม 785 ล้านบาท ภาพรวมการประเมินจากกระทรวงการคลังในรอบ 5 ปี ประสบผลสำเร็จในระดับดีมาก เดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรต่อเนื่องเพื่อพัฒนาศักยภาพสินค้า สร้างโอกาสในการแข่งขัน

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่ากองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2547 จากการที่รัฐบาลมีนโยบายเปิดการค้าเสรีทั้งในกรอบทวิภาคี และพหุภาคี อาทิ เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ไทย-จีน ไทย-ออสเตรเลีย ไทย-นิวซีแลนด์ ไทย-ญี่ปุ่น อาเซียน-จีน อาเซียน-ญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งการเปิดเขตการค้าเสรีดังกล่าวโดยรวมแล้วประเทศไทยได้รับประโยชน์

แต่เนื่องจากมีสินค้าเกษตรบางกลุ่มของไทยได้รับผลกระทบตามความสามารถในการแข่งขันของชนิดสินค้า ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 ให้จัดตั้งกองทุน FTA ขึ้น โดยมีเลขาธิการ สศก. เป็นประธานกองทุน มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร ปฏิรูปผลิตผลทางการเกษตร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนการแปรรูป การสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าเกษตรและอาหาร รวมทั้งช่วยเหลือให้เกษตรกรผลิตสินค้าให้มีศักยภาพยิ่งขึ้น

สำหรับการดำเนินงานของกองทุนฯ จะจ่ายเงินช่วยเหลือการผลิตสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบจาก FTA ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจกรรมในลักษณะจ่ายขาดหรือเงินหมุนเวียน โดยเงินจ่ายขาด จะให้เฉพาะกรณีค่าใช้จ่าย ค่าปัจจัยการผลิตในกรณีทดลอง/สาธิต/นำร่อง ค่าใช้จ่ายต่างๆ สำหรับงานวิจัยต้องเป็นการวิจัยประยุกต์ ค่าใช้จ่ายในการถ่ายทอดเทคโนโลยี ค่าบริหารโครงการไม่เกิน ร้อยละ 3 ส่วนเงินหมุนเวียน ให้กรณีค่าใช้จ่ายลงทุน ค่าก่อสร้างโรงเรือน/โรงงาน ค่าเครื่องมืออุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายหมุนเวียนในการผลิต

ในส่วนของผู้ที่จะเสนอขอรับการสนับสนุนจากกองทุนฯ จะต้องจัดทำโครงการ งานหรือกิจกรรม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโดยตรงหรือโดยอ้อมจากการเปิดเสรีทางการค้า (Free Trade Area: FTA) ซึ่งโครงการที่เสนอต้องเป็นโครงการช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับเกษตรกร มีความเป็นไปได้ทั้งการผลิตและการตลาดโดยใช้ตลาดนำการผลิตและคุ้มค่าในการลงทุน

ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานที่ผ่านมา กองทุนฯ ได้อนุมัติรวมทั้งสิ้นแล้ว 25 โครงการ ในหลายชนิดสินค้า อาทิ ข้าว โคเนื้อ โคนม ชา ปาล์มน้ำมัน สุกร กาแฟ และพืชผัก รวมทั้งยังมีสินค้าอีกหลายชนิด รวมงบประมาณทั้งสิ้น 785 ล้านบาท ซึ่งผลจากการดำเนินงานกองทุนฯ ที่ได้ช่วยเหลือเกษตรกรและหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้ามาอย่างต่อเนื่อง ทางกระทรวงการคลัง ได้ประเมินผลการดำเนินงานทั้งด้านการเงิน การปฏิบัติงาน การพัฒนาองค์กร และการสนองประโยชน์ผู้มีส่วนได้เสีย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า กองทุน FTA กระทรวงเกษตรฯ มีผลการดำเนินงานอยู่ในระดับดีมาก ภาพรวมเกษตรกรมีความพึงพอใจมากกว่า ร้อยละ 90 ต่อการให้บริการของกองทุน FTA มาโดยตลอด ทั้งนี้ เกษตรกรและผู้ที่ได้รับผลกระทบหรืออาจได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้า สามารถเสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุน FTA ได้ตลอด โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนบริหารกองทุนภาคเกษตร โทรศัพท์ (02) 561-4727 หรือโทรสาร (02) 561-4726 และ www2.oae.go.th/FTA หรือ E-mail : fta@oae.go.th

โดยปกติทั่วไปแล้วงูชนิดนี้มีลำตัวสีดำ ท้องสีขาว แต่เนื่องจากมีความผิดปกติของเม็ดสี ทำให้เกิดเป็นสีขาวทั้งตัว นัยน์ตาสีดำ ไม่ใช่งูเผือก ปืนต้นไม้เก่ง คล่องตัว หากินตามพื้นดินทั้งเวลากลางวันและกลางคืน

ถิ่นอาศัย : ทางทิศตะวันตกของสหรัฐอเมริกา และตอนเหนือของเม็กซิโก การขยายพันธุ์ : ผสมพันธุ์ในเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน ออกลูกเป็นไข่ ครั้งละ 12-20 ฟอง

อาหาร : นก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) นำโดย คุณพนารัตน์ ไชยแก้ว (ที่ 4 จากซ้าย) ผู้จัดการทั่วไป แม็คโคร สาขาหาดใหญ่ จับมือกับสหกรณ์การเกษตรนราธิวาส ช่วยรับซื้อลองกองคุณภาพดี สด ส่งตรงจากสวน จำนวน 500 กิโลกรัม จากเกษตรกรชาวสวนลองกอง จังหวัดนราธิวาส เพื่อช่วยกระจาย ผลผลิตออกสู่ตลาดและลดปัญหาราคาลองกองตกต่ำ ซึ่งในช่วงเดือนกันยายนและตุลาคมของทุกปีจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก โดยมี คุณมิตร เสาเพชร ประธานศูนย์รวบรวมผลผลิตสหกรณ์การเกษตรเมืองนราธิวาส จำกัด (ที่ 3 จากขวา) ให้เกียรติเป็นผู้ส่งมอบ ณ แม็คโคร หาดใหญ่

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศ พายุ มังคุด (MANGKHUT) ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 14 กันยายน 2561 ระบุว่าเมื่อเวลา 16.00 น. ของวันนี้ (14 ก.ย. 61) พายุ ไต้ฝุ่น “มังคุด” (MANGKHUT) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกหรือด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ มีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 16.7 องศาเหนือ ลองจิจูด 125.5 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง ประมาณ 204 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อย ด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีแนวโน้มจะเคลื่อนผ่านเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ และจะเคลื่อนลงทะเลจีนใต้ตอนบน ในช่วงวันที่ 14-15 กันยายน 2561 หลังจากนั้น ผ่านเกาะไหหลำ ประเทศจีน เข้าสู่ประเทศเวียดนามตอนบนและประเทศจีนตอนใต้ ในช่วงวันที่ 16-18 กันยายน 2561 และอ่อนกำลังลงตามลำดับ

ซึ่งจะส่งผลให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรง ทำให้บริเวณพื้นที่รับลมมรสุมด้านตะวันตกของภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ สำหรับบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักเกิดขึ้นได้ในช่วงวันที่ 17-19 กันยายน 2561 ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงดินโคลนถล่ม

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบน ในช่วงวันที่ 16-20 กันยายน 2561 จะมีกำลังแรงขึ้น โดยบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองทะเลมีคลื่นสูงกว่า 4 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง และขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งให้ระมัดระวังคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ด้วย

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือ สายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ภาคเหนือ มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ตาก กำแพงเพชร พิจิตร และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม อ่างทอง สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี และสระบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ บริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 3 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ประโยชน์ ใช้ทำลูกชิด มีพืชที่เป็นญาติใกล้ชิดกับต๋าวคือ ซก พบมากแถบจังหวัดสุราษฎร์ธานี ใช้ทำลูกชิดได้เช่นกัน ต๋าว กับ ซก ต่างกันเล็กน้อย

ต๋าว หรือ ตาว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Arenga westerhoutti Griff. พบในอินเดียและไทย โดยเฉพาะเขตป่าภูเขาสูง อย่าง น่าน อุตรดิตถ์ และบางอำเภอของจังหวัดเลย

ต๋าว มีใบย่อยเรียงกันเป็นระเบียบในระนาบเดียวกัน ที่จังหวัดเลยมีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชื่อบ้าน “แก่วตาว” อยู่ในพื้นที่อำเภอด่านซ้าย

ซก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Arengapinnata Werr. มีใบย่อยเรียงกันหลายระดับ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อ เขาซก

พบประชากรของต๋าวหนาแน่นที่ อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ต๋าว เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ต้นสูง 6-15 เมตร ไม่แตกกิ่ง ไม่แตกหน่อ ใบเป็นแฉกคล้ายมะพร้าว รูปขนนก โคนของเส้นใบมีกาบใบห่อหุ้ม เรียกว่า รก

ตั้งแต่ปลูกจนกระทั่งออกดอก ใช้เวลา 8-15 ปี แล้วแต่สภาพความอุดมสมบูรณ์ของต้น

ผลต๋าวตั้งแต่ออกดอกจนเก็บเกี่ยวได้ ใช้เวลา 30-36 เดือน ต๋าว 1 ต้น ให้ผลผลิตได้ 7-10 ทะลาย แต่ละทะลายมีประมาณ 3,000 ผล ถือว่ามีขนาดใหญ่มาก ใส่กระบะรถจนเต็มได้เหมือนกัน ใช้คนหามขึ้นรถ 3-4 คน

ต๋าว 1 ต้น มีอายุให้เก็บเกี่ยวได้ 7-8 ปี เฉลี่ยแล้วปีละ 1 ทะลาย

พืชชนิดนี้ เริ่มให้ผลผลิตจากยอดลงมาโคนต้น หมายถึงไล่เก็บผลผลิตลงมาได้ 7-8 ทะลาย จากนั้นต้นก็จะตาย

ฤดูการเก็บต๋าวอยู่ในช่วงปลายฝน จนถึงต้นฤดูหนาว ชาวบ้านจะปีนต้น ใช้มีดตัดทะลายลงมาจากต้น จากนั้นจึงตัดแขนงทะลาย ปลิดขั้วผลหรือนำทั้งแขนงผลลงมาต้มในหม้อหรือปีบ ต้มในน้ำเดือด ราว 1 ชั่วโมงจากนั้นจึงนำมาบีบเอาเนื้อใน