ภาคภูมิใจกับรางวัลชนะเลิศ ชาวไร่อ้อยดีเด่น ประจำปี 2561

ประเภทชาวไร่อ้อยพึ่งพาตนเองตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงตามศาสตร์พระราชา ผมรู้สึกดีใจมากครับที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณกลุ่มวังขนาย โรงงานน้ำตาลอุตสาหกรรมอู่ทอง ที่ดูแลเอาใจใส่ชาวไร่อ้อย และเล็งเห็นคุณค่าในตัวผม ส่งชื่อผมเข้าประกวดในครั้งนี้ ในวันที่กรรมการจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายมาลงพื้นที่ตรวจ และสัมภาษณ์ข้อมูลต่างๆ ผมตื่นเต้นมากครับ แต่ผมเล่าความจริงที่ผมได้ลงมือทำเอง และคงเป็นเพราะผมสามารถนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ได้จริง เห็นผลจริง ปลดหนี้สินได้ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

ผมอยากฝากถึงเพื่อนๆ ชาวไร่อ้อยทุกคนว่า ถ้าเราฟังอย่างเดียว ไม่ลงมือทำ ไม่ใส่ใจ ไม่ดูแล ก็ไม่สำเร็จ วันนี้ ผมฟังพระองค์ท่าน ผมลงมือทำ ผมเอาใจใส่ดูแลอย่างจริงจัง ผมจึงสำเร็จครับ อยากให้ลองทำเศรษฐกิจพอเพียง ได้เงินเข้าบ้านวันละ 100 บาท เพียงเท่านี้ ก็มีความสุขแล้วครับ สามารถทำควบคู่ไปกับการปลูกอ้อยได้อย่างสบายๆ ครับ

ต้องขอชื่นชมและยกย่อง คุณสมสี อุ่นคำ เจ้าของรางวัลชนะเลิศ ชาวไร่อ้อยดีเด่น ประจำปี 2561 ประเภทชาวไร่อ้อยพึ่งพาตนเองตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงตามศาสตร์พระราชา ที่เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตให้กับใครอีกหลายคน เพียงแค่ลงมือทำอย่างตั้งใจ รับรองว่าสำเร็จแน่นอน

สวัสดีครับ สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน พบกันเป็นประจำในคอลัมน์ “คิดใหญ่แบบรายย่อย The challenge of small scale farmers” กับผมธนากร เที่ยงน้อย ย้อนกลับไปสมัยที่ผมสอนหนังสือชดใช้ทุนรัฐบาลอยู่ที่มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว มีนักศึกษาชาวกัมพูชากลุ่มหนึ่งเดินทางมาเรียนระดับปริญญาตรี โดยส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ด้านการเกษตรจากมหาวิทยาลัย และวิทยาลัยในกัมพูชา หลายท่านอายุมากกว่าผมในตอนนั้น จำได้ว่าในชั่วโมงสอนผมต้องใช้ทั้งภาษาไทยใช้ทั้งภาษามือสอนกันสนุกสนาน

แต่ผมก็สังเกตได้ว่านักศึกษาชาวกัมพูชาทุกคนล้วนตั้งใจเรียน ยิ่งเวลาได้ออกไปดูงานนอกสถานที่พวกเขายิ่งชอบใจ ผมจึงจัดพาไปดูงานเพื่อให้เขาได้รับความรู้จากภาคปฏิบัติของคนที่ลงมือทำจริงหลายแห่ง วันนี้นักศึกษาชาวกัมพูชาเหล่านั้นหลายคนจบถึงระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทยและได้กลับไปพัฒนาบ้านเกิด ผมเองก็ยังติดตามติดต่อกับลูกศิษย์หลายคน ในฉบับนี้จึงขออนุญาตพาท่านผู้อ่านไปพบกับธุรกิจของลูกศิษย์ท่านหนึ่งที่ทำเกษตรผสมผสาน ขายกิ่งพันธุ์ ขายผลผลิตมัลเบอร์รี่ที่จังหวัดกำปงธม ประเทศกัมพูชา ครับ

นักศึกษาในโครงการพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราชอาณาจักรกัมพูชา พบกับ คุณเชน ชิน (CHHEN CHIN) อดีตนักศึกษาในโครงการพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราชอาณาจักรกัมพูชา ตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

คุณเชน ชิน เข้าเรียนปริญญาตรีในคณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว ปัจจุบันจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ และกลับไปเป็นอาจารย์ที่สถาบันเทคโนโลยีกำปงเชอเตล (Kampong Chheuteal Institute of Technology-KCIT) ที่จังหวัดกัมปงธม (Kampong Thom Province) จังหวัดที่ตั้งอยู่ด้านเหนือของกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของราชอาณาจักรกัมพูชา

คุณเชน ชิน เล่าว่า เปิดเป็นฟาร์มชื่อฟาร์ม Chhennary ฟาร์มพันธุ์ไม้ หรือชื่อ ឆេនណារីលក់ពូជឈើ โดยใช้พื้นที่ประมาณ 2 ไร่กว่าๆ ทำเป็นฟาร์มแบบผสมผสานมีพันธุ์พืชหลักคือ หม่อนหรือมัลเบอร์รี่ นอกจากนั้น ยังมีแก้วมังกรพันธุ์แดงไต้หวัน แก้วมังกรพันธุ์แดงสยาม และแก้วมังกรพันธุ์เนื้อสีเหลืองอีก 300 กว่าหลัก และยังมีและมีปลูกพืชอื่นๆ เช่น น้อยหน่า จำนวน 60 ต้น พุทราสามรส จำนวน 68 ต้น อะโวกาโด 5 ต้น มีการเพาะเห็ดนางฟ้า ประมาณ 3,000 ก้อน และมีบ่อปลาดุกที่เลี้ยงปลาได้ประมาณ 200 ตัว ควบคู่กันไปอีกด้วย

“ผมเริ่มทำฟาร์มแห่งนี้ เริ่มปลูกไม้ผลต่างๆ ตั้งแต่ปี 2563 ที่ตัดสินใจทำฟาร์มแห่งนี้ขึ้นมาเพราะเนื่องจากได้ไปเห็น ไปเรียน มีความรู้ด้านการเกษตรจากประเทศไทย เห็นพันธุ์ไม้ชนิดใหม่ๆ ของไทยจึงสนใจนำกลับมาปลูกในกัมพูชาดูบ้าง” คุณเชน ชิน ใช้แรงงานในครอบครัวเล็กๆ ของเขาเป็นหลักในการทำฟาร์มแห่งนี้ครับ

ปลูกมัลเบอร์รี่เป็นพืชหลัก

“ตอนที่ผมไปเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตสุรินทร์ เห็นชาวไทยขายผลหม่อนและผลิตภัณฑ์น้ำหม่อน ขายดีมากที่ตลาดนัดสีเขียวของมหาวิทยาลัย เมื่อมองกลับมาที่ประเทศกัมพูชาผมเห็นว่ายังไม่ค่อยมีคนปลูกมัลเบอร์รี่ โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดกำปงธมไม่มีปลูกเลยครับ ผมจึงเป็นรายแรกๆ ที่นำมัลเบอร์รี่มาปลูกที่นี่และตอนนี้มัลเบอร์รี่ได้กลายเป็นพืชที่นิยมกันปลูกมากในจังหวัดกำปงธม ผลผลิตมัลเบอร์รี่ก็มีราคาดีด้วย เริ่มต้นตอนแรกผมปลูกมัลเบอร์รี่พันธุ์เชียงใหม่ 60 ซื้อต้นพันธุ์มาจากจังหวัดสุรินทร์ ซื้อกิ่งพันธุ์จำนวน 20 กิ่ง เอามาปลูกที่บ้าน แต่ต้นพันธุ์ชุดแรกเหลือรอดได้แค่ 8 ต้นเท่านั้น ผมยังไม่ท้อขยายพันธุ์ต้นมัลเบอร์รี่จากที่เหลือรอดต่อไปเรื่อยๆ จนมีต้นพันธุ์เยอะขึ้น จนตอนนี้ผมปลูกมัลเบอร์รี่เป็นพืชหลัก พันธุ์หลักคือพันธุ์เชียงใหม่ 60 จำนวน 250 ต้น ต่อมาผมก็ซื้อมัลเบอร์รี่พันธุ์อื่นๆ มาปลูกตามทีหลังครับ อย่างมัลเบอร์รี่พันธุ์ดำออสตุรกี พันธุ์ไต้หวันสตรอเบอรี่ พันธุ์ไต้หวันแม่ช่อ พันธุ์ไวท์คิงส์ พันธุ์เรดคิงส์ พันธุ์ขาไก่ พันธุ์ชมพูอิตาลี พันธุ์หม่อนลิ้นจี่” คุณเชน ชิน เล่า

การจัดการสวนมัลเบอร์รี่ ของ Chhennary ฟาร์มพันธุ์ไม้ (ឆេនណារីលក់ពូជឈើ)

การจัดการสวนมัลเบอร์รี่ของ Chhennary ฟาร์มพันธุ์ไม้ คุณเชน ชิน บอกว่า ที่ Chhennary ฟาร์มพันธุ์ไม้ จัดการน้ำโดยการให้น้ำแบบมินิสปริงเกลอร์ โดยจะให้น้ำช่วงฤดูแล้งและช่วงที่มัลเบอร์รี่ติดผล เพราะมัลเบอร์รี่เป็นพืชที่ทนแล้งได้ดี การกำจัดวัชพืชใช้เครื่องตัดหญ้าทั่วไป ส่วนการจัดการปุ๋ยเราจะใส่ปุ๋ยคอกปีละครั้ง ปกติใส่ช่วงเดือนพฤษภาคม และใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 20-20-15+TE ก่อนให้ผลผลิต หลังจากนั้นรดน้ำเช้าและเย็นจนถึงช่วงที่ผลผลิตจะสุก ในรอบปีมัลเบอร์รี่ที่ Chhennary ฟาร์มพันธุ์ไม้ จะมีผลผลิต 3 ช่วง ช่วงแรกในระยะต้นปีประมาณเดือนมกราคม ช่วงที่ 2 ประมาณเดือนเมษายน และช่วงที่ 3 ประมาณเดือนกรกฎาคม ผลผลิตมัลเบอร์รี่ทั้งหมดจะเก็บด้วยมือโดยใส่ถุงมือให้เรียบร้อยแล้วเก็บผลผลิตใส่กล่องเลย ส่วนใหญ่เราจะเก็บผลผลิตกันตอนเช้า เมื่อเก็บมาแล้วผลมัลเบอร์รี่ของเราจะบรรจุใส่กล่องพลาสติก น้ำหนัก 0.5-1 กิโลกรัม โดยขายผลมัลเบอร์รี่ที่ราคากิโลกรัมละ 30,000 เหรียญเรียลกัมพูชา หรือประมาณ 260 บาท (คิดที่อัตราแลกเปลี่ยน 1 เรียลกัมพูชา เท่ากับ 0.0087 บาท)

ขยายตลาดกระจายผลผลิตผ่านสื่อโซเชียล

คุณเชน ชิน บอกว่า Chhennary ฟาร์มพันธุ์ไม้ มีผลิตภัณฑ์หลักคือ ผลสุกของมัลเบอร์รี่ ขายกิ่งพันธุ์ของมัลเบอร์รี่หลากหลายสายพันธุ์ รวมทั้งการเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมสวน โดยเราทำตลาดผ่านโซเชียลมีเดียเป็นหลัก ทั้งทาง Facebook https://www.facebook.com/chinchhennary គ្រូ ឆេន-Teacher Chhen, https://www.facebook.com/chinchhentynary ทาง YouTube លោកគ្រូជិន ឆេន-Teacher Cin Chhen https://youtube.com/c/chhenchin และ ช่องทาง line Line ID chinchhen

“เราใช้วิธีการขายตามการสั่งของลูกค้าที่สั่งผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียโดยส่งผลมัลเบอร์รี่ไปกับรถแท็กซี่ในท้องถิ่นไปยังลูกค้าที่รออยู่ปลายทาง ในส่วนของกิ่งพันธุ์มัลเบอร์รี่นั้นเรามีกิ่งพันธุ์หลายสายพันธุ์ อย่างเช่น พันธุ์เชียงใหม่ 60 ต้นความสูงประมาณ 50 เซนติเมตร ราคา 5,000-10,000 เหรียญเรียลกัมพูชา (ประมาณ 43-87 บาท) ต่อต้น และมัลเบอร์รี่พันธุ์ดำออสตุรกี กิ่งตอนกิ่งละ 30,000 เหรียญเรียลกัมพูชาหรือประมาณ 260 บาท เป็นต้น โดยกิ่งพันธุ์มีมัลเบอร์รี่จะมีขายตลอดทั้งปี หากลูกค้าอยู่ไกลเราจะแพ็กต้นพันธุ์มัลเบอร์รี่ใส่ลังกระดาษ ส่งตามบริษัทขนส่งทั่วประเทศกัมพูชา”

ฉบับนี้ผมพาท่านท่องเที่ยวต่างประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของเรา คงจะเห็นได้ว่าการทำการตลาดสินค้าเกษตรในปัจจุบัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด การตลาดในโลกโซเชียลมีเดียเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินควบคู่ไปกับตลาดท้องที่ ตลาดท้องถิ่น พี่น้องเกษตรกรไทยของเราโดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรรายย่อยก็ควรที่จะขยับปรับการตลาดของเราให้ทันยุค แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ศึกษาหาแพลตฟอร์มการตลาดดิจิทัลที่สะดวกๆ หรือแพลตฟอร์มฟรีที่มีทั่วไปมาใช้ให้เกิดประโยชน์ หากทำไม่ได้ใช้ไม่เป็นก็วานลูกขอแรงหลานๆ มาช่วยมาสอนเพื่อที่เกษตรกรรายย่อยอย่างเราท่านจะได้ไม่ตกยุค ตกรถไฟสายการตลาดที่มาแรงเปลี่ยนแปลงเร็วอย่างทุกวันนี้

ส่วนใครสนใจอยากพูดคุยเรื่องมัลเบอรร์รี่ หรืออยากซื้อผลผลิต อยากไปเที่ยวชม Chhennary ฟาร์มพันธุ์ไม้ ติดต่อไปได้ที่เบอร์โทร. +855 89 223 552 หรือตามช่องทางโซเชียลมีเดียที่ให้ไว้ข้างบนครับ สำหรับฉบับนี้หมดพื้นที่ของคอลัมน์ “คิดใหญ่แบบรายย่อย The challenge of small scale farmers” กับผมธนากร เที่ยงน้อย แล้วเอาไว้พบกันใหม่ในฉบับต่อไป ลากันไปก่อน สวัสดีครับ

การปลูกพืชผักอินทรีย์ เมื่อไม่ใช้สารเคมีแต่ใช้ปุ๋ยหรือสารกำจัดศัตรูพืชที่ผลิตด้วยวัสดุธรรมชาติ ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นมิตรที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม ได้พืชผักสะอาดปลอดภัยบริโภค จ่าเหน่งเป็นเกษตรกรนักสู้ที่ได้เปลี่ยนวิถีเกษตรเคมีมาปลูกพืชผักอินทรีย์กระทั่งประสบความสำเร็จ สามารถเพิ่มผลผลิตผักอินทรีย์ได้มากขึ้น ผักอินทรีย์ส่วนหนึ่งเป็นอาหารในครัวเรือน อีกส่วนหนึ่งนำออกขาย ทำให้มีรายได้และมีวิถีที่มั่นคง วันนี้จึงนำเรื่องราวมาบอกเล่าสู่กัน

จ่าเหน่ง หรือ เรืออากาศตรีบัญชา เพ็ชรรักษ์ ผู้ปลูกพืชผักอินทรีย์ เล่าให้ฟังว่า ปี 2553 เริ่มทำการเกษตรเคมี ได้ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์หลายชนิด ผลผลิตที่ได้นำมาเป็นอาหารในครัวเรือนและขาย ปี 2557 ได้ใช้สารเคมีน้อยลงเพื่อสุขภาพดีของทุกคน และปี 2560 เปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์หรือปลูกพืชผักอินทรีย์หลายชนิด พื้นที่ 1 ไร่ โดยได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจากนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี นักวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร หรือหน่วยงานอื่น ทำให้ทุกวันนี้การทำเกษตรหรือปลูกพืชผักอินทรีย์ประสบความสำเร็จ ปลอดภัยทั้งผู้ผลิต/ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ซึ่งขั้นตอนการปลูกผักอินทรีย์ มีดังนี้

เตรียมความพร้อม…เตรียมใจ ยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ทั้งโรค/แมลง ผลผลิตไม่สวยและลดลง ต้องวางแผนแปลงหรือระบบน้ำให้สะดวกต่อการดูแล หรือปลูกหมุนเวียนเพื่อให้ได้ผลผลิตตลอดปี

ผลิตปุ๋ยหมัก… วัสดุที่ใช้ แกลบดิบ 2 ส่วน แกลบดำ 1 ส่วน มูลสัตว์ 1 ส่วน น้ำหมัก รำละเอียด และสารเร่ง พด. 1 (เป็นจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการย่อยสลายวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร) วิธีทำได้นำวัสดุที่เตรียมเทลงไปบนพื้นที่แล้วผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน รดน้ำให้ชุ่ม ใส่น้ำหมักและสารเร่ง พด. 1 แล้วหมักไว้ 1 เดือน ระหว่างหมักได้กลับกองปุ๋ยสัปดาห์ละครั้ง จากนั้นตักปุ๋ยหมักใส่ถุงเก็บไว้เพื่อเตรียมนำไปใช้ปรับปรุงดินให้อุดมสมบูรณ์

เตรียมดินแปลงปลูก…ได้นำหน้าดิน 3 กระสอบ ปุ๋ยหมัก 3 กระสอบ มะพร้าวสับและขุยมะพร้าว ชนิดละ 1 กระสอบ ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักไว้ 5-7 วัน คอยตรวจค่าความเป็นกรดเป็นด่าง หรือค่า pH ด้วย
ผลิตน้ำหมักรกหมู… นำรกหมู 5-6 กิโลกรัม กากน้ำตาล 10 ลิตร และน้ำเปล่า 30 ลิตร ใส่ในถังหมักผสมคลุกเคล้ากัน ใส่สารเร่ง พด. 1 จำนวน 1 ซอง ลงไปผสม ปิดฝาหมักไว้ 2 เดือน เมื่อรกหมูย่อยสลายได้เติมน้ำมะพร้าวลงไป 60-80 ลิตรหมักไว้ 6 เดือน การหมักก็สมบูรณ์

วิธีใช้ นำน้ำรกหมู 20-40 ซีซี ผสมน้ำ 10 ลิตร นำไปรดต้นผัก 5-7 วัน ต่อครั้ง จะช่วยบำรุงราก ต้น ใบ ดอก หรือผล แข็งแรงโตเร็ว สมบูรณ์ และงดใช้ก่อนเก็บเกี่ยวในสัปดาห์สุดท้าย
ผลิตน้ำหมักปลา…นำปลามาผสมกับกากน้ำตาลและสับปะรด อัตรา 1 ต่อ 1 แล้วใส่สารเร่ง พด. 2 หมักไว้ 2 เดือน เมื่อย่อยสลายดีแล้วได้เติมน้ำมะพร้าวให้เกือบเต็มถังหมัก แล้วหมักต่ออีก 6 เดือน

วิธีใช้ ในการเตรียมดินได้นำน้ำหมักปลา 500 ซีซี ผสมกับน้ำ 10 ลิตร นำไปรดบนแปลงปลูก
จ่าเหน่ง เล่าให้ฟังอีกว่า ได้ผลิตสารชีวภัณฑ์ เพื่อป้องกันโรค/แมลง ดังนี้

1. ผลิตไตรโคเดอร์ม่า… เพื่อกำจัดโรคที่เกิดจากเชื้อรา วัสดุที่ใช้ กากน้ำตาล 2 กิโลกรัม หัวเชื้อไตรโคเดอร์ม่า 20 กรัม น้ำ 20 ลิตร วิธีทำ นำน้ำและกากน้ำตาลใส่ในถังผสมกัน แล้วเติมหัวเชื้อไตรโคเดอร์ม่าลงไปผสม หมักไว้ 48 ชั่วโมง วิธีใช้ นำไตรโคเดอร์ม่า 1 ลิตร ผสมกับน้ำ 10 ลิตร ไปรดเพื่อเตรียมดินแปลงปลูก หรือไตรโคเดอร์ม่า 1 ลิตร ผสมกับน้ำ 10 ลิตร นำไปรดต้นผักในช่วงเย็น หากพบมีอาการโรครากเน่า/โคนเน่า ต้องเพิ่มความเข้มข้นเท่าตัว
2. ผลิตเชื้อราบิวเวอเรีย+เมธาไรเซียม… เพื่อกำจัดหนอนศัตรูผัก วัสดุที่ใช้ แป้งข้าวโพด 400 กรัม น้ำ 10 ลิตร หัวเชื้อราบิวเวอเรีย 20 กรัม วิธีทำ นำน้ำ 9 ลิตร ไปต้มให้เดือด และนำน้ำ 1 ลิตร ละลายแป้งข้าวโพดแล้วเทใส่น้ำต้มเดือด ใช้ไม้คนให้แป้งสุก ปล่อยให้เย็นแล้วเติมหัวเชื้อราบิวเวอเรียลงไปผสม ปิดฝาไว้ 48 ชั่วโมง

วิธีใช้ เมื่อพบหนอนหรือเพลี้ยอ่อนเริ่มเข้าทำลาย ให้นำเชื้อราบิวเวอเรีย 20-40 ซีซี ผสมกับน้ำ 20 ลิตร นำไปฉีดพ่นตอนเย็นทุกวัน
3. ผลิตเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัสทิงยูเรซิส (BT…) เพื่อกำจัดหนอน วัสดุที่ใช้ น้ำเต้าหู้ 5 ลิตร หัวเชื้อแบคทีเรียฯ 20 กรัม กากน้ำตาล 2 กิโลกรัม วิธีทำ นำน้ำเต้าหู้และหัวเชื้อแบคทีเรียฯ ใส่ภาชนะผสมให้เข้ากัน หมักไว้ 48 ชั่วโมง
วิธีใช้ เมื่อพบหนอนศัตรูผักเริ่มเข้าทำลาย นำเชื้อแบคทีเรียฯ 20-40 ซีซี ผสมกับน้ำ 20 ลิตร นำไปฉีดพ่นตอนเย็นทุกวัน หากมีการระบาดรุนแรงให้เพิ่มความเข้มข้นเท่าตัว

4. ผลิตไส้เดือนฝอย… เพื่อกำจัดหนอน ด้วงหมัดผัก และด้วงตับเต่า วัสดุที่ใช้ หัวเชื้อ น้ำมันหมู 130 มิลลิลิตร ไข่ 4-5 ฟอง น้ำสะอาด 260 มิลลิลิตร ฟองน้ำหั่นเป็นลูกเต๋า 20 กรัม กะละมัง ถุงพลาสติกใสอย่างหนา ขนาด 6×9 นิ้ว วิธีทำ นำไข่ น้ำมันหมู น้ำ ใส่ภาชนะผสมให้เข้ากัน แล้วนำไปคลุกเคล้ากับฟองน้ำแล้วแบ่งใส่ถุง พับถุงให้เป็นสามเหลี่ยม พับเป็น 2 ทบ กว้าง 1 เซนติเมตร เย็บปากถุง นำไปนึ่งในหม้อนึ่งฆ่าเชื้อ พักไว้ให้เย็น
วิธีใช้ นำไส้เดือนฝอยที่ผสมแล้วไปฉีดพ่นหรือราดที่แปลงผักในช่วงเย็น จะช่วยกำจัดศัตรูผักได้อย่างรวดเร็ว

การเพาะกล้าและปลูก… ได้เพาะกล้าผักด้วยการโรยเมล็ดพันธุ์ผักในแปลงเพาะกล้า เมื่องอกได้ 6-7 วัน ได้นำไปแต้มในถาดหลุม รดน้ำเช้า-เย็น เพาะเลี้ยงอีก 10-15 วัน เมื่อต้นกล้าแข็งแรงได้ถอนนำไปปลูกในช่วงเย็นทุกสัปดาห์ ก่อนปลูกได้รดน้ำแปลงปลูกให้พอชุ่ม นำต้นกล้าลงปลูก เช่น ผักสลัด/ผักกาดขาว ได้ปลูกระยะห่าง 20-25 เซนติเมตร หรือผักกวางตุ้งได้ปลูกระยะห่าง 10-15 เซนติเมตร จากนั้นให้ต้นผักได้รับน้ำแต่พอเพียง

การเก็บเกี่ยวและขาย magiuropa.com ได้ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาทุกวัน เช้า-เย็น ให้น้ำแต่พอเพียง ได้รดน้ำหมักรกหมูหรือน้ำหมักปลาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เมื่อพบโรค/แมลง จะต้องรีบกำจัด เมื่อต้นผักเติบโตสมบูรณ์ได้เก็บเกี่ยว ล้างทำความสะอาด ชั่งน้ำหนัก บรรจุใส่ถุง นำไปขายที่ตลาดเกษตรกร จังหวัดสิงห์บุรี ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 06.00-10.00 น. หรือวางขายที่บ้านด้วย ทำให้มีรายได้จากการขายพืชผักอินทรีย์ 10,000-12,000 บาท ต่อเดือน พอเพียงต่อการยังชีพ
ความสำเร็จ… จ่าเหน่ง ได้รับใบประกาศเกียรติคุณปราชญ์เกษตรของแผ่นดินดีเด่น ระดับเขต ปี 2563 รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มกษ. 9000 1-2552 หรือได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาการปฏิบัติการเกษตรที่ดีสำหรับพืช หรือ GAP ดีเด่น จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

จากเรื่องราว จ่าเหน่ง ปลูกพืชผักอินทรีย์วิถีมั่นคง เป็นวิถีที่ทำให้ทั้งผู้ปลูกและผู้กิน สิ่งแวดล้อมปลอดภัย มีสุขภาพดี ผู้ปลูกมีรายได้จากการขายผักอินทรีย์มีความมั่นคงต่อการดำรงชีพ สนใจสอบถามเพิ่มได้ที่ จ่าเหน่ง หรือ เรืออากาศตรีบัญชา เพ็ชรรักษ์ ที่ 20/1 หมู่ที่ 6 ตำบลโพกรวม อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี โทร. 081-2919-687 หรือที่สำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี โทร. 036-510-530 ก็ได้ครับ

หนองบัวลำภู จังหวัดที่แยกตัวมาจากอุดรธานี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 หากประเมินดูก็น่าเชื่อได้ว่า จังหวัดที่แยกตัวออกมา ควรมีสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แต่ทว่าพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู กลับไม่มีระบบชลประทานรองรับเกษตรกรในพื้นที่ ทำให้เกษตรกรต้องพยายามพัฒนาระบบน้ำ เพื่อให้สอดคล้องกับการเกษตรในพื้นที่ ซึ่งการปลูกพืชทุกชนิด “น้ำ” เป็นปัจจัยสำคัญ

คำสัมภาษณ์ของ คุณทองแดง อัมไพชา เกษตรกร หมู่ที่ 11 ตำบลนิคมพัฒนา อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู เกษตรกรต้นแบบ สาขาพืชสวน (ปลูกกล้วยหอมทอง) อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู ก็เด่นชัดเรื่องน้ำสำหรับใช้ในการเกษตรที่ขาดแคลนและต้องพึ่งพาอาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แม้จะแก้ปัญหาด้วยการเจาะบ่อบาดาลก็ช่วยได้ไม่มากนัก

“เทคโนโลยีชาวบ้าน” ได้พูดคุยกับคุณทองแดง ถึงการทำสวน แม้ว่าก่อนหน้านั้นคุณทองแดงจะปลูก มันสำปะหลัง ซึ่งเป็นพืชไร่ จำนวน 10 ไร่ ได้ผลผลิตไร่ละ 4 ตัน คิดเป็นรายได้ต่อปี ประมาณปีละ 40,000 บาท เมื่อหักต้นทุนที่ลงทุนไป ทำให้เห็นได้ชัดว่า รายได้ที่ได้รับไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

คุณจีระพงษ์ อัมไพชา บุตรชาย เป็นต้นคิดให้พ่อเปลี่ยนรูปแบบการทำการเกษตร จากการปลูกพืชไร่ ราคาขึ้นลงตามราคาตลาดที่ไม่สามารถควบคุมได้ และการทำนา ที่หากปีไหนได้มากพอก็เหลือขาย แต่หากได้ไม่มากนักก็เก็บไว้กินในครัวเรือน คุณจีระพงษ์ชวนคุณทองแดงผู้เป็นพ่อไปศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการปลูกกล้วยหอมทอง ที่อำเภอสร้างคอม จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกล้วยหอมทองมากที่สุดในภาคอีสาน

เมื่อตรึกตรองแล้ว เห็นว่า การปลูกกล้วยหอมทอง น่าจะเป็นทางสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับครอบครัว จึงตัดสินใจแปลงที่ดิน 10 ไร่ ให้เป็นสวนกล้วยหอมทอง ด้วยการลงทุนซื้อหน่อพันธุ์กล้วยหอมทองจากอำเภอสร้างคอม มาจำนวน 150 หน่อ ทดลองปลูกเมื่อปลายปี พ.ศ. 2559 และปัจจุบันปลูกกล้วยหอมทองเต็มพื้นที่ 10 ไร่