ภาคใต้มีฝน40-60%ของพื้นที่ กทม.ยังมีฝนเล็กน้อยเหนืออีสาน

อากาศเย็น มีหมอกตอนเช้ากรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มีอากาศเย็นและมีหมอกในตอนเช้า ส่วนบริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนเล็กน้อยบางแห่ง ขอให้ประชาชนระมัดระวังอันตรายในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกเนื่องจากทัศนะวิสัยลดลง สำหรับภาคใต้ตอนล่างยังคงมีฝนตกหนักบางแห่งได้ในระยะนี้

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงกำลังอ่อนยังคงปกคลุมประเทศไทยตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มีอากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า ส่วนภาคกลาง และภาคตะวันออก มีฝนเล็กน้อย สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทย ทำให้ภาคใต้ตอนล่างยังคงมีฝนตกหนักได้ในระยะนี้

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้.
ภาคเหนือ อากาศเย็น กับมีหมอกในตอนเช้า
อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส
บริเวณยอดดอยอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 12-14 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็น กับมีหมอกในตอนเช้า
อุณหภูมิต่ำสุด 20-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส
บริเวณยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 13-15 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆบางส่วน กับมีหมอกบางในตอนเช้า
โดยมีฝน ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ทางตอนล่างของภาค
อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆบางส่วน กับมีฝน ร้อยละ 10 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา จันทบุรี และตราด
อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป
และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา และปัตตานี
อุณหภูมิต่ำสุด 21-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆบางส่วน กับมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง
อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

กระทรวงเกษตรฯ วาดฝันเกษตรกรไทยรายได้ปีละ 4 แสน/คน ภายใน 20 ปี ตามแผนยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะชาวนาต้องดีขึ้นภายใน 5 ปี ตามนโยบาย ‘บิ๊กตู่’ ชี้เงื่อนไขต้องกล้าเปลี่ยนแปลงพืชที่ปลูก และร่วมทำนาแปลงใหญ่เพื่อลดต้นทุน-ผลผลิตได้มาตรฐาน

พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) จัดทำยุทธศาสตร์ด้านการเกษตร 20 ปี ต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าหมายเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นไม่น้อยกว่า 13,000 เหรียญสหรัฐ ต่อคน ต่อปี หรือประมาณ 4 แสนบาท ต่อคน ต่อปี

สอดคล้องกับสิ่งที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยประกาศไว้ว่า อีก 5 ปี ชาวนาไทยจะรวยไม่มีคนยากจนแล้ว เพราะในแผน 20 ปี ของกระทรวงยังแทรกด้วยแผน 5 ปี ที่กำหนดการบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งต้องกำหนดเป้าหมายการปรับเปลี่ยนพื้นที่ในการเพาะปลูก โดยใช้แผนที่การเกษตรเพื่อการบริหารจัดการ (อะกรี-แมพ)

“การที่ชาวนาไทยจะรวยได้ใน 5 ปี ต้องให้ความร่วมมือกับภาครัฐเพื่อรวมปรับเปลี่ยนไปประกอบอาชีพที่เหมาะสม การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย การมีระบบ และการมีบริหารจัดการน้ำที่เพียงพอ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต การปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกให้เหมาะสมกับสภาพดิน การผลิตสินค้าเกษตรที่ตรงตามความต้องการของตลาด โดยใช้การตลาดนำการผลิต ตามเป้าหมายที่เคยประกาศไว้

พร้อมกันนี้ต้องใช้การทำเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อให้การบริหารต้นทุนลดลงประมาณ 20% เพื่อเป้าหมายรายได้ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 20% ถ้าเกษตรกรได้ทำตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ตั้งแต่ต้นทางให้สินค้ามีคุณภาพและมาตรฐานที่ดีขึ้น เพื่อความต้องการของตลาด

แผนยุทธศาสตร์การเกษตรมีเป้าหมายให้ชาวนา หรือเกษตรกรไทยหลุดพ้นจากความยากจน กระทรวงเกษตรฯ ทำไว้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าอาจขับเคลื่อนไปได้ช้า เนื่องจากความคุ้นเคยของเกษตรกรที่ยังทำการเกษตรแบบเดิมที่เคยทำมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้ไม่กล้าปรับเปลี่ยนไปทำแบบใหม่ที่ภาครัฐและผู้เชี่ยวชาญแนะนำก็ยังคงเป็นแบบเดิม คือต้นทุนสูงและขาดทุน

ยุทธศาสตร์การเกษตร หากกระทรวงเกษตรฯ และเกษตรกรทำต่อเนื่อง เชื่อว่าจากนี้ไปภายใน 5 ปี ชาวนาไทยจะหลุดพ้นจากความยากจนได้ นอกจากนี้ ต้องเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร กำหนดเป้าหมายสินค้าเกษตรอีก 20 ปี จะต้องผลิตตามมาตรฐานที่กำหนด

ผศ.ดร. จิตติ มงคลชัยอรัญญา คณบดีวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เพื่อช่วยเหลือชาวนาให้มีรายได้และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ฯ ในฐานะหน่วยงานภาคการศึกษาที่มุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่ชนบท จึงได้ร่วมกับสภาพพนักงานมหาวิทยาลัย มธ. จัดกิจกรรมเปิดพื้นที่นำร่องให้ชาวนาเครือข่ายขายข้าวตรงสู่ผู้บริโภค โดยในระยะแรกจะมีเครือข่ายชาวนาจากจังหวัดปทุมธานี สุพรรณบุรี และลพบุรี ขนข้าวมาจำหน่ายถึงมือผู้บริโภคเป็นจำนวนกว่า 2,000 กิโลกรัม บริเวณพื้นที่ตลาดนัดวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ฯ

คณบดีมหาวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ฯ มธ. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้วิทยาลัยยังเตรียมส่งเสริมให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการช่วยชาวนาในการพัฒนาและบริหารการตลาดออนไลน์สำหรับผลิตภัณฑ์ข้าว ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ในหลักสูตรการพัฒนาชุมชน ทั้งนี้ที่ผ่านมา วิทยาลัยได้สร้างศูนย์เรียนรู้ด้านอาหาร พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชน ที่สนใจเข้าร่วมอบรมและเรียนรู้ด้านนวัตกรรมการเกษตรในรูปแบบต่างๆ อาทิ การทำไบโอแก๊ส การปลูกผักแบบเกษตรอินทรีย์ การทำบ้านดิน เป็นต้น อันสอดรับกับปณิธานของ ศ.ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผู้ก่อตั้งวิทยาลัย ด้วยมุ่งปลูกฝังและบ่มเพาะบัณฑิตให้มีองค์ความรู้ด้านการพัฒนาชุมชนและสังคม และมีจิตสาธารณะที่มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ภาคประชาชนได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน

ด้าน ดร. สุทธิกร กิ่งแก้ว ผอ. ศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาผู้บริหารทางธุรกิจแห่ง ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สภาวะราคาข้าวตกต่ำเป็นปัญหาที่เกิดซ้ำแทบทุกปี ภาคการศึกษา สถาบันการศึกษา หรือบุคลากรทางการศึกษาที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ควรเข้ามามีส่วนร่วมในการยกระดับอุตสาหกรรมข้าวไทย ทั้งการพัฒนามาตรฐานและการตรวจสอบคุณภาพของข้าว การพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน

“นอกเหนือจากด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโยลีแล้ว ยังมีด้านบริหารธุรกิจที่ควรได้รับการพัฒนา การบริหารจัดการการตลาด การบริหารความเสี่ยง หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทั้งหมดนี้สถาบันการศึกษาควรเข้ามามีบทบาทถ่ายทอดองค์ความรู้และร่วมพัฒนาสินค้าของชาวนาไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ข้าวจากชาวนาไทย อันจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนาไทยได้อย่างยั่งยืน” ดร. สุทธิกร กล่าว

สถาบันคลังสมองของชาติ (KNIT) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดการประชุมระดมความเห็น เรื่อง “New Rice Supply Chain กับทางออกอุตสาหกรรมข้าวไทย” ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล โดย รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ ผอ.สถาบันคลังสมองของชาติ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้ว่า มีขึ้นเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายที่เป็นทางเลือกต่อนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำอย่างยั่งยืน โดยใช้องค์ความรู้เป็นพื้นฐานสำคัญในการแก้ปัญหา

โดยปัญหาราคาข้าวไทยในปี 2559 นับเป็นสภาวะการตกต่ำของราคาข้าวในระดับไร่นาและการส่งออก เนื่องมาจากอุปสงค์และอุปทานของตลาดโลก ร่วมกับปริมาณข้าวคงคลังจำนวนมหาศาลซึ่งเป็นผลพวงจากการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ผ่านมา อีกทั้ง ประเด็นปัญหามาตรฐานข้าวที่มีความชื้นสูง ส่งผลซ้ำเติมให้ราคาข้าวไทยตกต่ำสุดในรอบ 10 ปี ส่งผลให้สมาคมโรงสีข้าวที่ตกเป็นจำเลยของสังคมขอถอนตัวจากทุกคณะกรรมการของภาครัฐในวันที่ 3 พฤศิกายน 2559 อีกด้านหนึ่งของสังคมก็เกิดปรากฎการณ์ “การรวมใจของคนไทย” ช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยไม่ต้องมีใครร้องขอให้ช่วยเหลือชาวนา ซึ่งเป็นพัฒนาการของการมีส่วนร่วมในการหยิบยื่นความช่วยเหลือตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยส่วนใหญ่เป็นการให้ความช่วยเหลือโดยตรงไปที่ชาวนาไทย

ด้าน รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ และผู้ประสานงาน งานวิจัยเชิงนโยบายเกษตรและเสริมสร้างเครือข่ายงานวิจัยเชิงนโยบาย สกว. กล่าวถึงสถานการณ์ข้าวไทยภายใต้ความท้าทายใหม่ว่า ปัญหาสำคัญที่ชาวนาไทยกำลังประสบคือ การขาดความรู้การจัดการไร่นา ขาดข้อความรู้ในการลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ไม่เข้าใจระบบการผลิตปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน ได้คุณภาพ และเข้าไม่ถึงกลไกตลาด จึงควรหาแนวทางในการสร้างความจำเพาะในคุณค่าของสินค้า ใช้ปัจจัยการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หาแนวทางผูกโยงเครือข่ายสร้างตลาดจำเพาะ มีกลไกการรับรองคุณค่า และมีช่องทางในการกระจายสินค้าที่เป็นธรรม

ในขณะที่ ปราโมทย์ วานิชชานนท์ อดีตนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวในฐานะ ผู้ที่คร่ำหวอดอยู่แวดวงโรงสีข้าวมาหลายปีว่า โรงสีสามารถรวยได้โดยไม่ต้องโกง แต่เมื่อมีความต้องการมาก จึงมีการเอาเปรียบเกิดขึ้นและพัฒนาไปสู่การโกง ทั้งจากการชั่งน้ำหนักไม่ตามจริง การวัดค่าความชื้นที่ไม่ตรงมา หน้าที่ของรัฐคือสนับสนุนโรงสี พ่อค้าที่ดีมีคุณธรรม ให้กำกับกลไกตลาดให้ได้ ประกอบกับควรมีการปรับตัวบทกฎหมายที่มีความเคร่งครัดมากขึ้น

ทั้งนี้ทีมวิจัยจากสถาบันคลังสมองของชาติเล็งเห็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน หากมีการยกระดับการร่วมบริหารจัดการ ปรับเปลี่ยน “น้ำใจคนไทย” ที่ช่วยกันซื้อข้าวจากชาวนา” มาเป็น “การพัฒนาตลอดห่วงโซ่อุปทาน” ร่วมกันรับผิดชอบและพัฒนาให้เป็น “กลไกห่วงโซ่อุปทานเพื่อสังคมใหม่เพื่อความยั่งยืน” และดำเนินการกลไกใหม่นี้โดยน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะการสร้างภูมิคุ้มกัน มาจัดทำ เป็นมาตรการป้องกันความเสี่ยงและร่วมคิดแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กระทรวงหลักที่รับผิดชอบช่วยกันพัฒนานโยบายที่สามารถนำการมีส่วนร่วมของพลังสังคม มาผูกผสานเป็นนโยบายและกลไกที่สามารถบูรณาการงานข้ามกระทรวง ข้ามเครือข่าย ร่วมกันดูแลอย่างมีส่วนร่วม อย่างเป็นระบบ และอย่างมีประสิทธิภาพตลอดห่วงโช่อุปทาน อาทิ การยกระดับคุณภาพและปริมาณผลิตข้าวต่อไร่ การพัฒนาการรวมกลุ่มและพึ่งตนเอง การพัฒนามาตรฐานสินค้าข้าว การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ การพัฒนาระบบตลาดเพื่อสังคม แรงช่วยเหลือจากพันธกิจองค์กรรัฐและเอกชนต่างๆ ร่วมกับระบบการเงิน – การลงทุนเพื่อสังคม นวัตกรรมสังคม จะเป็นตัวอย่างการเปลี่ยน “วิกฤต” เป็น “โอกาส” ของการผนึกพลังประชารัฐได้

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ร่วมกับนายอนุสรณ์ แก้วกังวาล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ลงพื้นที่ ณ ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านกะนัง ตำบลบ้านปรือ อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ในการซื้อขายข้าวเปลือกหอมมะลิจากโครงการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ปีการผลิต 2559/60 โดยผู้ประกอบการให้ความสนใจรับซื้อข้าวจากเกษตรกรนาแปลงใหญ่ ปริมาณ 6,000 ตัน ในราคาที่สูงกว่าตลาดทั่วไปในราคาซื้อขาย มากกว่า 300 ถึง 500 บาทต่อตัน โดยบริษัทที่ให้ความสนใจมารับซื้อข้าวกับกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ คือ บริษัท ข้าวพันธุ์ดี จำกัด จากอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ทั้งนี้ จังหวัดบุรีรัมย์มีพื้นที่การเพาะปลูกทั้งสิ้น 3.1 ล้านไร่ ชนิดพันธุ์ข้าวที่ปลูกแบ่งเป็นข้าวหอมมะลิ 90% ข้าวเจ้าอื่น ๆ 6% และข้าวเหนียว 4% เฉพาะข้าวหอมมะลิมีพื้นที่ปลูกกว่า 2.8 ล้านไร่

ได้ผลผลิตเฉลี่ย 400 กิโลกรัมต่อไร่ คิดเป็นผลผลิตรวม 1 ล้านตัน มูลค่ากว่า 9 พันล้านบาท ดังนั้น จึงถือได้ว่าข้าวหอมมะลิคือพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัดบุรีรัมย์ และในปีการผลิตนี้ได้ดำเนินงานตามโครงการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ตามนโยบายของรัฐบาลรวมทั้งสิ้น 17 จุด พื้นที่กว่า 48,000 ไร่ ได้แก่ ปลูกข้าว 16 จุด และมันสำปะหลัง 1 จุด ทั้งนี้ จังหวัดบุรีรัมย์ได้คัดเลือกตำบลบ้านปรือ อำเภอกระสัง เป็นจุดนำร่องในการดำเนินงานตามโครงการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 400 ราย พื้นที่กว่า 5,000 ไร่ ในการผลิตปีนี้สามารถลดลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี โดยเกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์และใช้น้ำหมักชีวภาพ สารชีวภัณฑ์ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีสามารถเพิ่มผลผลิตขึ้นจากเดิม 450 กิโลกรัมต่อไร่เป็น 576 กิโลกรัมต่อไร่เศษ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 28 เกษตรกรผู้ร่วมโครงการสามารถผลิตข้าวหอมมะลิผ่านการรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์ 38 ราย พื้นที่กว่า 1,000 ไร่ผ่านมาตรฐาน GAP จำนวน 351 แปลงพื้นที่ 3,800 ไร่รวมพื้นที่ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานแล้ว 4,800 ไร่ ปีนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ และได้มีการทำข้อตกลงซื้อขาย โดยบริษัท ข้าวพันธุ์ดี จำกัด รับซื้อข้าวเปลือกจำนวนกว่า 6 พันตันให้ราคาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไปตันละ 300 ถึง 500 บาทและทางสกต.จะรับซื้อผลผลิตในรูปแบบเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิจำนวน 100 ตัน

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับแจ้งรายงานสถานการณ์การระบาดโรคไหม้ของข้าว ในพื้นที่อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว โดยพบพื้นที่การระบาด จำนวน 201 ไร่ มีเกษตรกรได้รับผลกระทบ จำนวน 127 ราย ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดสระแก้วได้ออกสำรวจและติดตามการระบาดไปเมื่อวันที่ 8 และ 11 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา ณ บ้านสองพี่น้อง ตำบลโคคลาน อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ปรากฏว่า พื้นที่นามีพื้นที่ติดต่อกันเป็นบริเวณกว้าง สภาพดินเป็นดินร่วนทรายมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ซึ่งก่อนปลูกไม่ได้มีการปรับปรุงบำรุงดิน เกษตรกรปลูกข้าวขาวมะลิ 105 เป็นส่วนใหญ่และมีการเก็บพันธุ์ข้าวไว้ใช้เองอย่างต่อเนื่องทุกปี ก่อนปลูกข้าวไม่ได้มีการคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวและแช่สารเคมีหรือสารชีวภัณฑ์เพื่อป้องกันและกำจัดโรคข้าว ช่วงแรกประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงทำให้ข้าวชะงักการเจริญเติบโต เมื่อข้าวเริ่มจะอุ้มท้องช่วงต้นเดือนตุลาคม 2559 มีฝนตกเกษตรกรจึงได้นำปุ๋ยไปหว่านในข้าว สูตรปุ๋ยที่ใช้มีหลายสูตร เช่น สูตร 15-15-15+46-0-0, 16-8-8+46-0-0, 18-4-5, 16-20-0, 46-0-0 หลังจากข้าวเริ่มออกรวง ข้าวเริ่มมีอาการเป็นจุดสีน้ำตาลที่คอรวงทำให้เมล็ดลีบ บางรายมีการนำสารเคมีมาฉีดพ่นเพื่อกำจัดโรคและแมลงในนาข้าว แต่ส่วนใหญ่ไม่มีการกำจัด ขณะนี้มีการระบาดทำให้ข้าวเมล็ดลีบเสียหายประมาณ 50% แปลงที่พบการระบาดส่วนใหญ่เป็นแปลงที่ข้าวแคระแกร็นเจริญเติบโตไม่ดีและมีวัชพืชมาก ผลผลิตข้าวที่ยังไม่เสียหายคาดว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวได้อีกประมาณ 2 สัปดาห์

จากการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ประเมินว่า พื้นที่ดินที่ปลูกข้าวขาดความอุดมสมบูรณ์ทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตไม่ดี และปีที่ผ่านมาอาจมีการระบาดของโรคนี้แต่ยังไม่ลุกลามสร้างความเสียหายมาก ซึ่งเกษตรกรไม่ได้ทำการกำจัดโรคข้าวในพื้นที่นาของตนเองให้หมดสิ้นจึงเป็นการสะสมเชื้อโรคข้าวข้ามฤดูกาลทำให้เกิดการระบาดในฤดูกาลนี้ นอกจากนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่มีการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองอย่างต่อเนื่อง และก่อนปลูกไม่ได้มีการคลุกเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยสารเคมีหรือสารชีวภัณฑ์ เนื่องจากเกษตรกรขาดความรู้ในการดำเนินการ รวมทั้งอัตราการหว่านข้าวไม่เป็นไปตามหลักวิชาการโดยเกษตรกรใช้อัตราการหว่านข้าวมากกว่าที่กำหนด ทำให้ข้าวขึ้นแน่นเกินไป การระบายอากาศไม่ดี จึงง่ายต่อการเกิดการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืชได้ง่าย รวมทั้งเกษตรกรไม่ได้มีการสำรวจระบบนิเวศในนาข้าวอย่างต่อเนื่อง จึงไม่พบการระบาดในช่วงแรก แต่มาพบการระบาดเมื่อข้าวมีการระบาดอย่างรุนแรงแล้ว ส่วนการหว่านปุ๋ยเคมีช่วงเริ่มมีการระบาด ได้ส่งผลให้เกิดการระบาดเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และเกษตรกรยังขาดความรู้องค์รวมในการป้องกันและกำจัดโรคไหม้ของข้าว

สำนักงานเกษตรจังหวัดสระแก้ว คาดว่า ผลผลิตข้าวจะได้รับความเสียหายประมาณ 50% และจะเก็บเกี่ยวข้าวในอีกประมาณ 2 สัปดาห์ ดังนั้น ไม่สามารถดำเนินการป้องกันกำจัดโรคได้ทันฤดูกาล จึงเห็นควรแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยให้อำเภอประสานงานกับองค์กรท้องถิ่น เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือเกษตรกรตามความเหมาะสม ส่วนการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาระยะยาวให้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลโคคลาน อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหาการระบาดศัตรูพืชในท้องถิ่น และควรจัดหางบประมาณสนับสนุนให้เกษตรกรมีการเปลี่ยนพันธุ์ข้าว รวมทั้งพิจารณาหาแนวทางการจัดงานรณรงค์การป้องกันและกำจัดโรคไหม้ข้าวก่อนฤดูการปลูกข้าวในปีต่อไปประมาณต้นเดือนพฤษภาคม 2560 และให้สำนักงานเกษตรอำเภอดำเนินการถ่ายทอดความรู้ตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกรข้าวตลอดฤดูการเพาะปลูกในปีถัดไป ทั้งนี้ ให้อำเภอรายงานสถานการณ์การระบาดของศัตรูพืชตามระบบการรายงานอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์

กยท. เผย นโยบายด้านเศรษฐกิจของทรัมป์ โดยทางตรงคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ยางในประเทศไทย ยกเว้นเรื่องการตั้งกำแพงภาษีการนำเข้าจากจีนซึ่งเป็นประเทศผู้ซื้อยางจากไทยอันดับ 1 ของโลก อาจส่งผลบ้างแต่คาดว่าในทางปฏิบัติน่าจะทำได้ยาก เพราะจะกระทบในระดับมหภาค ควรจะใช้นโยบายการค้าเพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันมากกว่า แต่ไทยจะเดินหน้ายกระดับคุณภาพยางตั้งแต่การปลูกจนกระทั่งการแปรรูปเพื่อการส่งออก หวังจะเป็นประเทศผู้ผลิตยางคุณภาพดีอันดับ 1 ของโลก

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า ประเทศไทยส่งยางพาราออกไปประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2558 ที่ผ่านมา ประมาณ 16,500 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท ถือได้ว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศผู้ซื้อยางจากไทยเป็นอันดับ 5 ของโลก โดยส่วนมาก ยางที่ส่งออกจะเป็นยางประเภท ยางแท่ง ยางแผ่นรมควัน และน้ำยางข้น เป็นต้น ทั้งนี้ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารของประเทศ นโยบายในการพัฒนาประเทศ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ หากพิจารณานโยบายด้านเศรษฐกิจของดอนัลด์ จอห์น ทรัมป์ ผู้ชนะการเลือกตั้ง ซึ่งจะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนที่ 45 ในเดือนมกราคมปีหน้านั้น พบว่า ประเด็นนโยบายการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ในระยะแรกอาจจะส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน hliworldwatch.org แต่คาดว่าในที่สุดแล้ว การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น ซึ่งจะส่งผลดีกับราคายางภายในประเทศของไทย เนื่องจากการค้าขายยางระหว่างประเทศส่วนมากจะค้าขายในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ จึงทำให้ราคายางเมื่อคิดกลับเป็นเงินบาทมีราคาเพิ่มขึ้น หรือกรณีนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ตามที่สหรัฐอมเริกา ได้มีการกล่าวว่า จีนกดค่าเงินหยวนให้อ่อนเพื่อประโยชน์ทางการส่งออก (Currency manipulation) ทำให้สหรัฐอเมริกาขาดดุลการค้ากับจีนอย่างมาก ซึ่งหากสหรัฐอเมริกากดดันให้เงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้น ผลกระทบที่เกิดกับประเทศไทยในฐานะที่เป็นผู้ส่งออกยางเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตของจีน การแข็งค่าขึ้นของเงินหยวนจึงไม่ได้เป็นปัจจัยกดดันราคายาง แต่กลับจะส่งเสริมให้การส่งออกเพิ่มขึ้น หรือนโยบายการตั้งกำแพงภาษี สำหรับสินค้าที่นำเข้าจากจีนเป็น 45% ซึ่งจะส่งผลกระทบทางอ้อมกับสถานการณ์ยางในประเทศไทย เนื่องจากจีนเป็นประเทศหลักในการส่งออกยาง ในขณะที่สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดหลักในการส่งออกผลิตภัณฑ์ของจีนซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ยางล้อรถยนต์ ดังนั้น หากสหรัฐอเมริกาเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของจีนในตลาดสหรัฐอเมริกาลดลง และส่งผลกระทบต่อความต้องการซื้อยางจากประเทศไทย

“หากคาดการสถานการณ์การส่งออกยางไทยหลังจากดอนัลด์ จอห์น ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดี นโยบายด้านเศรษฐกิจของทรัมป์ โดยทางตรงคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ยางในประเทศไทย สำหรับนโยบายการ America First โดยขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือการกดดันค่าเงินหยวนให้แข็งค่าขึ้นคาดว่าจะส่งผลดีกับยางในประเทศไทย แต่สำหรับการตั้งกำแพงภาษีการนำเข้าจากจีน คาดว่าในทางปฏิบัติน่าจะทำได้ยาก เพราะจะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของพลเมืองสหรัฐอเมริกา ดังนั้น สหรัฐอเมริกาน่าจะใช้นโยบายการค้าเพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันมากกว่าการดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวซึ่งจะนำไปสู่การพิพาท”

ดร.ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตยางอันดับ 1 ของโลก มองว่า แม้จะมีหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศอาเซียนได้ขยายพื้นที่ปลูกยาง ในขณะเดียวกัน ไทยกำลังลดพื้นที่ปลูกยางเพื่อให้เกษตรกรปลูกพืชเศรษฐกิจอื่น ลดปัญหาที่เกิดจากความไม่เสถียรภาพของราคายาง หรือการส่งเสริมการปลูกยางแบบผสมผสาน เพื่อสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางไทย แต่ศักยภาพในการพัฒนายางพาราไทย ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและการจัดการสวนยางตามหลักวิชาการ เพื่อให้ผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ของเกษตรกรสูงขึ้น หรือด้านการตลาดที่รัฐบาลได้ร่วมกับประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติแห่งใหญ่ของโลกคืออินโดนีเซียและมาเลเซีย โดยจัดตั้งบริษัทร่วมทุนยางระหว่างประเทศเพื่อรักษาเสถียรภาพของยาง รวมถึง กยท.ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบครบวงจร เร่งหาแนวทางลดต้นทุนการผลิต ยกระดับคุณภาพของผลผลิตให้ได้มาตรฐานในระดับสากล พร้อมทั้ง แสวงหาตลาดใหม่เพื่อทำการค้าระหว่างประเทศ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เป็นการพัฒนายางพาราทั้งระบบตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง โดยสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ เรื่องคุณภาพยางตั้งแต่กระบวนการปลูกจนกระทั่งการแปรรูปเพื่อการส่งออก เพราะฉะนั้น ประเทศไทยจะไม่เพียงแต่จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศผู้ส่งออกยางอันดับ 1 ของโลกเท่านั้น แต่ไทย จะเป็นประเทศผู้ผลิตยางคุณภาพดีอันดับ 1 ของโลกเช่นกัน