ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง

ร้อยละ 70 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมากกับมีหมอกบางในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

จังหวัดบึงกาฬ มีค่าดัชนีความสุข ระดับ 6 ส่วนรายได้ต่อหัวต่อครัวเรือน มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ แต่ผลกระทบจากปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ซึ่งเป็นอาชีพหลักของประชากรส่วนใหญ่ ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ระหว่างปี 2559-2560 ไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมีมูลค่าเฉลี่ยปีละ 22,000 ล้านบาท เท่าเดิม จุดเด่น-จุดด้อย ความก้าวหน้าและล้าหลังของจังหวัดบึงกาฬ นับเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้เกี่ยวข้องต้องลงไปแก้ไขให้ตรงจุด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวบึงกาฬในอนาคต

ปัจจุบัน “คุณนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร” นับเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ คนที่ 8 ที่เข้ามานั่งตำแหน่ง “พ่อเมือง” ท่านเป็นผู้ว่าฯ ที่ไม่มีนโยบายส่วนตัว ในฐานะผู้บัญชาการพื้นที่แทนรัฐบาล มุ่งบริหารราชการแผ่นดิน ให้เป็นไปตามกฎหมาย ดำเนินงานสนองนโยบายรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพ เน้นสร้างสมดุลในพื้นที่ ยึดหลักรัฐศาสตร์ในการทำงาน ยินดีรับฟังความต้องการของประชาชน เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับประชาชน เกิดความผาสุกในทุกพื้นที่ของจังหวัดบึงกาฬอย่างยั่งยืน

นโยบาย บึงกาฬเมืองสะอาด

“บึงกาฬ” เป็นหนึ่งในระดับกลุ่มจังหวัดขนาดเล็ก ที่ได้รับรางวัลการจัดการขยะมูลฝอย “จังหวัดสะอาด” ระดับประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2561 ที่จัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย โดยจังหวัดบึงกาฬขับเคลื่อนความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหมู่บ้าน/ชุมชน ในลักษณะ “ประชารัฐ” เพื่อจัดการขยะภายใต้หลักการ “Reduce-ใช้น้อย Reuse-ใช้ซ้ำ Recycle -นำกลับมาใช้ใหม่” แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ คือ ลดปริมาณขยะ-คัดแยกขยะมูลฝอย ตั้งแต่ “ต้นทาง” ส่วนระดับ “กลางทาง” คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บ-ขนขยะมูลฝอย อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งกำจัดขยะมูลฝอย ในระดับ “ปลายทาง” อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

การร่วมแรงร่วมใจทำงานจัดการขยะอย่างแข็งขัน ทำให้จังหวัดบึงกาฬ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ในกลุ่มจังหวัดขนาดเล็ก ซึ่งท่านผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬชื่นชมกับความสำเร็จที่เกิดขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างรากฐานที่มั่นคงของการพัฒนาประเทศไทย เพราะเชื่อว่าการบริหารจัดการขยะมูลฝอยที่มีประสิทธิภาพจะช่วยพัฒนาบ้านเมืองให้สะอาดสวยงามแล้ว ยังช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินในการแก้ไขปัญหาขยะ เพิ่มโอกาสและสร้างจุดขายด้านการท่องเที่ยว ผลักดันให้บึงกาฬเติบโต “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ได้ในอนาคต

คุณนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ได้ลงพื้นที่พูดคุยกับพี่น้องประชาชนและผู้นำชุมชน จัดรายการ “ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬคุยกับประชาชน” ครั้งที่ 4 ณ สวนขนาบบึง อำเภอบึงโขงหลง พร้อมถ่ายทอดสดทาง สวท. วิทยุชุมชน หอกระจายข่าวทั่วทั้งจังหวัด และทาง FB live เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับความห่วงใยและนโยบายรัฐบาล ในเรื่องการลดปริมาณขยะ คัดแยก ขาย ก่อนทิ้ง รวมทั้งการแยกขยะอินทรีย์ ไปกำจัดในถังขยะเปียกประจำครัวเรือน ลดปริมาณขยะได้ถึง 60% ตามการส่งเสริมของนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย

ขณะเดียวกัน ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬได้ขอความร่วมมือจากประชาชนให้ช่วยกันสร้างบึงกาฬให้เป็นเมืองสะอาด ในทุกมิติ ทั้งมิติบนพื้นดิน มิติระดับสายตา มิติในพื้นน้ำ ตามมาตรการ “บึงกาฬเมืองสะอาด 3 มิติ” และประกาศเดินหน้าสร้างความสะอาดอย่างต่อเนื่องทุกพื้นที่ ตามมาตรการ “Buengkan Big Cleaning Year”

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬประกาศเดินหน้านโยบาย “บึงกาฬจังหวัดสะอาด” ในทุกมิติเพื่อเป็นต้นแบบจังหวัดสะอาดของประเทศต่อไป โดยขอความร่วมมือประชาชนร่วมแก้ไขจัดการขยะมูลฝอยในชุมชน การจัดระเบียบทางเท้า สิ่งปลูกสร้างตลอดแนวถนนในจังหวัด ดูแลจัดการสิ่งแวดล้อม ทั้งทางบกและทางน้ำ เพื่อให้บ้านเมืองสะอาดสวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย ตามคอนเซ็ปต์ บึงกาฬเมืองสิ่งแวดล้อมน่าอยู่ เป็นที่สนใจของผู้มาเยือน เพิ่มโอกาส สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวชุมชนโอท็อปนวัตวิถี ตามนโยบายไทยนิยมยั่งยืนของรัฐบาล

ชู “บึงโขงหลง” ต้นแบบ

ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ยกย่อง “บึงโขงหลง” เป็นต้นแบบของการจัดการขยะเป็นศูนย์ โดยชุมชน จนประสบความสำเร็จ ทุกครัวเรือนจะคัดแยกขยะรีไซเคิลประเภทกระดาษ พลาสติก โลหะ ขวดแก้ว ฯลฯ เพื่อนำไปขายให้กับธนาคารขยะ ส่วนขยะอันตราย ประเภทบรรจุภัณฑ์สารเคมี ถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่ หลอดไฟ ฯลฯ จะถูกนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี

ส่วนขยะเปียกซึ่งเป็นขยะอินทรีย์ที่ย่อยสลายได้ เช่น เศษอาหาร พืชผัก ผลไม้ ใบไม้ ฯลฯ นำมาใส่ในเสวียนล้อมต้นไม้ ที่ชาวบ้านทำไว้เพื่อกำจัดขยะเปียก เมื่อปริมาณขยะน้อยลง ก็ไม่จำเป็นต้องตั้งถังขยะไว้หน้าบ้านทุกหลัง บึงโขงหลงสร้างปรากฏการณ์คืนถังขยะ สร้างแรงบันดาลใจสู่การเป็น “บึงกาฬเมืองสะอาด” ได้อย่างน่าชื่นชม

ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬกล่าวว่า ทุกวันนี้ ขยะเปียก มีสัดส่วน ร้อยละ 50 ของปริมาณขยะทั้งหมด จึงมุ่งส่งเสริมให้ทุกบ้านเรือนขุดหลุมกำจัดขยะเปียกตั้งแต่ต้นทาง โดยแนะนำให้แต่ละบ้านขุดหลุมในสวนหลังบ้านสำหรับใส่ขยะเปียก เมื่อใส่ขยะจนเต็มจึงค่อยฝังกลบ และขุดหลุมขยะแห่งใหม่สำหรับใช้งานต่อไป ซึ่งขยะเปียกจะย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยบำรุงดินและพืชต่อไป

ทางจังหวัดบึงกาฬได้ร่วมมือกับโรงแรมเดอะวัน ดำเนินโครงการนำร่องส่งเสริมการกำจัดขยะเปียกในลักษณะดังกล่าว ก็ได้ผลดี เพราะลดปริมาณขยะเปียกได้จำนวนมาก กำลังขยายโครงการไปยังโรงเรียน วัด และร้านอาหารทั่วไป อย่างไรก็ตาม ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในชุมชนเมืองมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ ไม่สามารถขุดหลุมฝังกลบขยะเปียกได้ ก็จะให้เทศบาลจัดหาถังขยะเปียกไปตั้งในแหล่งชุมชน และรวบรวมไปฝังกลบในที่ดินสาธารณะต่อไป

ยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยว

บึงกาฬ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความงดงามตามธรรมชาติมากมาย ทั้งแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นวิวภูเขา น้ำตก วิวชายโขงถึง 4 อำเภอ ทางจังหวัดมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และท่องเที่ยวเชิงศาสนา

“หนองเลิง” หนองน้ำสาธารณะขนาดใหญ่ เนื้อที่กว่า 3,065 ไร่ ในอำเภอพรเจริญ เทศบาลตำบลดอนหญ้านาง ได้พัฒนาหนองเลิงเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดบึงกาฬ เนื่องจากมีทัศนียภาพที่สวยงามตามธรรมชาติ ทั้งทุ่งบัวแดง บัวหลวง บานสะพรั่งอยู่เต็มเนื้อที่ 500 ไร่ นกน้ำนานาชนิดที่บินหากินอยู่ภายในหนองน้ำแห่งนี้

หนองเลิง มีเรือนแพกว่า 100 หลัง ให้บริการนักท่องเที่ยว ล่องชมธรรมชาติอันสวยงามแล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ได้มอบนโยบายให้เทศบาลจัดหาถังขยะและสวิงติดไปกับเรือนแพด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในหนองเลิง โดยใช้เวลาว่างระหว่างล่องแพ ช้อน “จอกหูหนูยักษ์” ซึ่งเป็นวัชพืชตัวร้ายในแหล่งน้ำขึ้นมาใส่ถังขยะบนแพ เพื่อรวบรวมนำไปใช้ทำปุ๋ยสดบำรุงต้นไม้บนชายฝั่ง

“บึงโขงหลง” เป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำสงคราม ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำโขง เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำโลก ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและมีระบบนิเวศที่ยิ่งใหญ่ เป็นที่อยู่อาศัยของพืชน้ำ สัตว์น้ำ รวมทั้ง นกน้ำ จำนวน 134 ชนิด มีทุ่งบัวแดงเกือบ 1,000 ไร่ และทุ่งบัวหลวงอีก 800 ไร่

จุดชม “สะดือแม่น้ำโขง” ณ วัดอาฮงศิลาวาส ถือว่าเป็นจุดที่แม่น้ำโขงมีความลึกสุดถึง 200 เมตร น้ำตกถ้ำพระ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ ที่ดูอลังการมาก เพราะมีปริมาณน้ำมหาศาล และมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เฉพาะตัวของลานหินน้ำตก ทำให้น้ำตกดูสวยงามเกินจะบรรยาย

ทุกวันนี้ จังหวัดบึงกาฬ ปลูกต้นยางพารามากที่สุดในพื้นที่ภาคอีสาน กว่าล้านไร่ ทำให้บึงกาฬจัดเป็นเมืองสีเขียวที่มีต้นไม้จำนวนมากช่วยดูดซับสารพิษ กรองอากาศบริสุทธิ์ที่ดีต่อสุขภาพและระบบการหายใจของมนุษย์ ทำให้ชาวบึงกาฬมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬเชิญชวนผู้สนใจแวะมาเยือนจังหวัดบึงกาฬเพื่อพักผ่อน เติมพลังรับอากาศบริสุทธิ์เพื่อฟื้นฟูสุขภาพและจิตใจสักครั้งในหนึ่งปี

ปลูกไม้ผล เสริมรายได้

จังหวัดบึงกาฬ ได้รับการยกย่องว่าเป็น “เมืองแห่งสายน้ำ” เพราะอยู่ติดลำน้ำโขง และมีหนองน้ำที่ชาวบ้านเรียกติดปากว่า “กุด” มากถึง 400 แห่ง ทำให้จังหวัดบึงกาฬมีแหล่งน้ำสมบูรณ์เพียงพอต่อการใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตร และใช้อุปโภคบริโภคตลอดทั้งปี

ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลฟื้นฟูความสะอาดริมแม่น้ำโขง เพื่อเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยว และขุดลอกหนองน้ำที่มีอยู่ทั้งหมด เพื่อใช้เก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝน และเป็นแหล่งน้ำสำหรับภาคเกษตรได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากปัจจุบัน ยางพารา ซึ่งเป็นรายได้หลักของเกษตรกรชาวบึงกาฬ ประสบปัญหาราคาตกต่ำ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ลดลง

ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬจึงหันมาส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีพื้นที่ทำกินอยู่ใกล้หนองน้ำสาธารณะเหล่านี้ แบ่งพื้นที่ว่างเปล่าที่มีอยู่มาใช้ปลูก “ไม้ผลเศรษฐกิจ” ที่ให้ผลตอบแทนสูง เช่น ทุเรียน เงาะ ลองกอง มังคุด ฯลฯ เพื่อเป็นรายได้เสริมในระหว่างที่ประสบปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ซึ่งผลไม้จะกลายเป็นสินค้าเกษตรตัวใหม่ที่จะผลักดันสู่การส่งออก เมื่อการก่อสร้างสะพานข้ามโขงแห่งที่ 5 เปิดให้บริการในอนาคต

เนื่องจากการปลูกยางพารา เป็นวิถีชีวิตของเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ ทางจังหวัดบึงกาฬจึงสนับสนุนการจัดงานวันยางพาราบึงกาฬ เพื่อประชาสัมพันธ์อุตสาหกรรมยางพาราบึงกาฬ ที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ โดยนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มการผลิตยาง จากเดิมที่ผลิตแค่ยางก้อนถ้วย ก็พัฒนาเป็นหมอนยางพารา ที่นอนยางพารา ฯลฯ สอดคล้องกับนโยบายเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ตามยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ของรัฐบาล

พืชกระท่อม – วันที่ 29 พ.ย. ที่ อ.สะเดา จ.สงขลา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หนุ่มช่างซ่อมรถหาลำไพ่พิเศษใช้รถยนต์กระบะ รับขนใบกระท่อมให้นายทุน ทำเนียนตัดหญ้าให้วัวเอาวางทับด้านบนหวังตบตาเจ้าหน้าที่ เผยพิรุธเจอด่านตรวจรีบจอดรถแล้ววิ่งหนี ฝ่ายปกครองไล่รวบตัวได้ ตรวจค้นรถพบใบกระท่อมสดกว่า 200 กิโลกรัม สารภาพขนมาแล้วรวม 5 ครั้ง

สืบเนื่องจากเมื่อกลางดึกคืนที่ผ่านมา (28 พ.ย.) ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ทำการตั้งจุดตรวจ จุดสกัดบริเวณ ถนนสายทุ่งใหญ่ – บางนะ บ้านทุ่งใหญ่ หมู่ที่ 10 ต.สำนักแต้ว อ.สะเดา จ.สงขลา พบรถยนต์กระบะ ขับมาจากถนนสายบ้านบางนะ มุ่งหน้าไปทางบ้านทุ่งใหญ่ เจ้าหน้าที่จึงส่งสัญญาณให้จอด แต่รถยนต์กระบะคันดังกล่าวกลับจอดก่อนถึงจุดตรวจประมาณ 100 เมตร ส่วนคนขับได้เปิดประตูรถแล้วรีบวิ่งหลบหนีเข้าไปในสวนยางพาราข้างทาง แต่เจ้าหน้าที่ไล่ตะครุบตัวไว้ได้ทัน

จากการสอบสวนผู้ต้องหาคือ นายสุบรรณ พลสังข์ หรือเบี้ยว อายุ 38 ปี อยู่บ้านเลขที่ 52/1 หมู่ที่ 10 ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และจากตรวจค้นรถยี่ห้ออีซูซุ สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน บค 2571 สงขลา พบกระสอบตาข่ายสีแดงจำนวน 24 ใบ มีใบพืชกระท่อมสดใส่อัดแน่นทุกกระสอบ รวมน้ำหนักทั้งหมด 240 กิโลกรัม เบื้องต้นนายสุบรรณ สารภาพว่า ตนมีอาชีพเป็นช่างซ่อมรถ ส่วนใบพืชกระท่อมสดทั้งหมดจะนำไปส่งต่อที่ บ้านคลองแงะ ต.พังลา อ.สะเดา

โดยมีนายเอ ไม่ทราบชื่อจริงมารับต่ออีกทอด ซึ่งมีนายทุนชื่อ “จ้อน” คอยโทรประสานงานในการให้มารับใบกระท่อม ส่วนตนจะได้ค่าจ้างครั้งละ 4,000 – 5,000 บาท ในการขนใบกระท่อม จะใช้หญ้าซึ่งตัดทุกวันเป็นประจำเพื่อนำไปให้วัวชนที่เลี้ยงไว้กิน วางทับกระสอบใบกระท่อมไว้เพื่อปกปิดเจ้าหน้าที่ ซึ่งเคยขนมาแล้ว 5 ครั้ง แต่ครั้งนี้พอสังเกตเห็นว่ามีด่านตรวจจึงรีบจอดรถวิ่งหนี แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอดถูกจับกุมตัวในที่สุด ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทำการขยายผลถึงกลุ่มนายทุนและผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามมาดำเนินคดีต่อไป

“สวนลุงวุฒิ” เดิมสวนไม้ดอกไม้ประดับแห่งนี้จะไม่เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชมสวนแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นความต้องการของเจ้าของสวน คือ ลุงวุฒิ เชยกลิ่นเทศ อดีตประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกฟลาวเวอร์เซ็นเตอร์ จำกัด ได้รวบรวมปลูกเลี้ยงจนสวนของลุงวุฒิ กลายเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับจากต่างประเทศหลากหลายชนิด

ภายหลังท่านเสียชีวิตลง กิจการสวนทั้งหมดจึงตกทอดมายังรุ่นลูกโดย คุณรำไพ เชยกลิ่นเทศ หรือ “คุณหยุ่น” บ้านเลขที่ 166 ม.4 ถนนเลย-ด่านซ้าย บ้านหนองบง ต.หนองบัว อ.ภูเรือ จ.เลย 42160 โทรศัพท์ 08-1907-8318 มารับหน้าที่เป็นผู้สานดูแลต่อ และเริ่มเปิดสวนไม้ดอกไม้ประดับ และมีการประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ปัจจุบันสวนลุงวุฒิเป็นที่รู้จักกันดีในบรรดานักท่องเที่ยวที่มา อ.ภูเรือ จ.เลย โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว จะต้องแวะมาเที่ยวถ่ายรูปสวยๆ กับไม้ดอกไม้ประดับ และจำหน่ายพันธุ์ไม้ให้ซื้อกลับบ้าน หรือ พ่อค้าแม่ค้าไม้ดอกไม้ประดับที่เดินทางเข้ามารับไม้ดอก

ไม้ประดับที่สวนลุงวุฒิที่สวนเพื่อเอาไปขายต่อ เพราะนอกจากมีความหลากหลายในเรื่องของสายพันธุ์แล้ว คุณภาพต้นดี สีสันสวยงาม ราคาก็ย่อมเยา สามารถนำไปขายต่อได้กำไรพอสมควร

สับปะรดสีสกุลมีดอก “กุซแมเนีย” ไม้เด่นของสวนลุงวุฒิ คุณหยุ่นเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการผลิตสับปะรดสีว่าเมื่อ 10 ปีก่อนหน้านี้คุณพ่อนำเข้าสายพันธุ์สัปปะรดสีจากฮอลแลนด์ และอีกหลายๆ ประเทศเข้ามาจำนวนหนึ่ง เพื่อนำมาทดลองปลูกเล่นในกรุงเทพฯ ในตอนนั้นราคาสัปปะรดสีถือว่าแพงมาก ราคาต้นละ 800-1,000 บาทเลย คุณพ่อก็ได้เลี้ยงขยายพันธุ์ไปเรื่อยๆ แล้วเราก็นำสัปปะรดสีขึ้นมาทดลองเลี้ยงที่ อ.ภูเรือ เราพบว่าสัปปะรดสีมีการเจริญเติบโตได้ดี ที่สำคัญสัปปะรดสีสามารถออกดอกได้สีสันสวยงาม ทั้งใบและดอกสีสวยเข้ม สีสันตรงสายพันธุ์ที่นำเข้ามาเลย คุณพ่อจึงมีความคิดว่าสัปปะรดสีน่าจะปลูกในเชิงธุรกิจได้ หรืออีกทางคือช่วยลดปริมาณการนำเข้า ราคาจะได้ถูกลง

เมื่อครั้งที่มารับหน้าที่สานต่อกิจการเป็นช่วงกระแสของสับปะรดสีกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก และมีการตื่นตัวจากบรรดานักเล่น นักเลี้ยง และนักสะสมทั้งหลาย ทางสวนจึงเริ่มสั่งซื้อสายพันธุ์สับปะรดสีมาจากต่างประเทศเข้ามาจำนวนมาก สายพันธุ์หลัก ได้แก่ สกุลกุซแมเนีย สกุลเอคเมีย สกุลนีโอเรเจลยา สกุลรีซี และสกุลทิลแลนด์เซีย แต่สกุลที่มีการผลิตและทำจำนวนมากสุด เห็นจะเป็น สกุล “กุซแมเนีย” ซึ่งเป็นสับปะรดสีมีดอกทั้งหลาย ตลาดโดยรวมมีความต้องการสูงมาก อย่างที่สวนที่เพาะขยายพันธุ์หมุนเวียนอยู่ก็ประมาณหลายสิบชนิด และที่นำเข้ามาทดลองปลูกและศึกษาอีกจำนวนมาก ถ้ารวมๆ ทุกๆ สายพันธุ์ก็น่าจะเกือบ 40 ชนิด ที่ผลิตอยู่

เหตุผลหนึ่งทางสวนเลือกผลิตสัปปะรดสี สกุล “กุซแมเนีย” หรือสัปปะรดสีที่มีดอกมากกว่าตัวอื่น เนื่องจากดอกมีสีสันสวยสด ดอกมีความทนทานกว่า สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเรื่องของการประดับตกแต่งได้ดี ที่สำคัญขายง่ายกว่าสับปะรดสีตัวอื่น เป็นที่ดึงดูดให้ผู้ซื้อสนใจ รวมถึงตลาดที่ตอนหลังนักจัดสวน วิ่งเข้ามาซื้อโดยตรงจากที่สวนเพราะเค้ามีปริมาณการใช้จำนวนมาก และใช้ตลอดทั้งปี แล้วการนำสัปปะรดสีไปจัดสวนตามงานอีเว้นท์ต่างๆก็ดูสวยงาม แปลกตาด้วย สามารถขายได้ทั้งปี จึงถือว่าสัปปะรดสีกุซแมเนีย เป็นไม้เด่นไม้หลักที่สวนเน้นปริมาณการผลิตมากที่สุด

สำหรับสกุล “นีโอเรเจลยา” เป็นสัปปะรดสีที่จะเด่นเรื่องของฟอร์มใบ การเลียงตัวของใบที่เวียนเป็นวงกลม สีสันสวยงาม มีสีสันให้เลือกเป็นจำนวนมากนั้น ก่อนหน้านี้เพียงสะสมเท่านั้นเพราะคนก็ปลูกกันเยอะ แต่พอมันมีหน่อมากขึ้นก็ทดลองขายก็ตอบรับดีมาก ก็กำลังเร่งขยายให้ได้จำนวนมากขึ้นกว่าเดิม เพราะกระแสตลาดเป็นที่นิยมมากในตอนนี้ สามารถปลูกเลี้ยงได้ทั่วประเทศ เราจึงต้องผลิตเสริมตลาดจัดสวน และจะผลิตเฉพาะไม้คอลเลคชั่นที่ได้รับนิยมและหายากเท่านั้น

แต่การเลี้ยงดูสัปปะรดสี “สกุลนีโอเรเจลยา” กว่าจะพร้อมจำหน่ายนั้นใช้เวลานานพอสมควร ส่วนใหญ่เป็นนักปลูกเลี้ยง นักเล่น นักสะสม ต้นหนึ่งราคาส่งอยู่ที่ 300 – 4,000 บาทต่อต้นทีเดียว แต่ถ้าเป็นพ่อค้าแม่ค้าที่มารับไปขายทั่วไปเขาจะไม่เลือกสัปปะรดสี สกุล “นีโอเรเจลยา”ไปขายนัก เพราะราคาส่งมันสูง เมื่อเทียบกับสับปะรดสีสกุลกุซแมเนีย (มีดอก) ราคาส่งเริ่มต้นที่สวนอยู่ที่ประมาณ 50-100 บาทเท่านั้นขึ้น (อยู่กับชนิดและปริมาณที่มาซื้อ)

คุณรำไพ กล่าวว่า แม้ตลาดสัปปะรดสีมีดอกสกุล “กุซแมเนีย”เดินได้ดี และมีความต้องการสูง การผลิตสับปะรดสีมีดอกจะขายได้เร็วกว่า แต่ก็มีจุดอ่อนในเรื่องของการจัดการดูแล มีความยุ่งยากมากกว่าสัปปะรดสีใบ เช่นการบังคับให้ออกดอก ต้องมีการเตรียมต้น หยอดยาบังคับให้ออกดอกตามระยะเวลาที่ต้องการจะขาย และเป็นไม้ดอกที่มักถูกรบกวนจากแมลงและศัตรูได้ง่าย

สภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมกับสับปรดสีที่ภูเรือ ด้วยสภาพอากาศที่เย็นตลอดทั้งปี มีลมพัดผ่านภูเขาตลอด ทำให้สับปะรดสีที่ภูเรือโตเร็ว สีสันจะสวยสดกว่าที่อื่น ทำให้ลูกค้าเมื่อซื้อสับปะรดสีไปจากทางสวนไปแล้ว พบว่าเลี้ยงไปแล้วสีไม่เหมือนเดิม นั่นเป็นเพราะสภาพพื้นที่และอากาศแต่ละภูมิภาค มีความแตกต่างกัน ตรงนี้เจ้าของสวนจะมีคำอธิบายให้แก่ลูกค้าเสมอ และบางสายพันธุ์ที่ไม่สามารถปลูกเลี้ยงในพื้นที่อื่นได้ แต่ทางภูเรือสามารถปลูกเลี้ยงได้และเกือบทุกสายพันธุ์ ช่วงที่สับปะรดสีมีความสวยมากที่สุด และได้รับความนิยมสูงสุดคือ ช่วงหน้าหนาวปลายปี ตั้งแต่ตุลาคมไปจนถึงกุมภาพันธ์ แต่การผลิตพันธุ์ไม้ของสวนลุงวุฒินั้นจะมีการผลิตอยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี

การเพาะขยายพันธุ์สับปะรดสี การเพาะขยายพันธุ์สับปะรดสี ที่ทางสวนเลือกใช้มีด้วยกัน 3 วิธี คือ แยกหน่อ , เพาะเนื้อเยื้อ และเพาะเมล็ด นอกจากนี้ยังมีการนำเข้ามาจากต่างประเทศเพิ่มเติมเช่น เบลเยียม, ฮอลแลนด์ ฯลฯ สกุลที่สั่งซื้อหลักๆ เป็นกุซแมเนีย

การขยายพันธุ์สัปปะรดสี ทั้ง 3 วิธี มีทั้งข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละสายพันธุ์ อย่างการขยายพันธุ์จากการ “เพาะเมล็ด” แม้ว่าจะใช้เวลาที่ยาวนานกว่าวิธีอื่น แต่ต้นสัปปะรดสีที่ได้จากวิธีนี้จะมีความใกล้เคียงต้นแม่มากที่สุด อย่างแล็บ ส่งกลับมาใน 1 ขวดก็จะมีประมาณ 40 ต้น ส่วนวิธีการขยายพันธุ์ด้วย “การแยกหน่อ” ถือเป็นวิธีที่ทำง่ายและรวดเร็ว ได้ลักษณะเหมือนต้นแม่ เลี้ยงไม่นานก็จำหน่ายได้เพราะเราแยกจากหน่อ แต่จะได้จำนวนต้นน้อย อีกทั้งใช้ต้นแม่พันธุ์เป็นจำนวนมาก

ยกตัวอย่าง สกุล “นีโอเรเจลยา” ที่สวนจะใช้วิธีแยกหน่อและเพาะเมล็ดมากกว่า เนื่องจากส่วนใหญ่สกุลนีโอเรเจลยา จะเน้นรูปฟอร์มเป็นหลัก ลักษณะที่ตรงสายพันธุ์ อย่างลูกค้าซื้อไปเราก็มักจะแนะนำลูกค้าให้เข้าใจเสมอว่า สัปปะรดสี 1ต้นนั้น จะออกดอกเพียง 1 ครั้ง 1 ดอกเท่านั้น จะไม่ออกดอกอีกที่ต้นเดิมอีก พอหมดดอกก็จะกลายเป็นต้นแม่แทน เราก็ต้องเลี้ยงต้นแม่ แล้วเมื่อต้นแม่แทงหน่อขึ้นมา เราก็สามารถขยายพันธุ์โดยตัดหน่อมาชำในกระถางเลี้ยงดูจนออกดอกเองตามธรรมชาติ ไม่ต้องเร่งปุ๋ยยาอะไรมาก ดอกที่ได้จะสวยสมบูรณ์ อายุทนทาน แต่ก็ต้องเลี้ยงอย่างน้อย 3 ปี

ส่วนการ “เพาะเลี้ยงเนื้อเยื้อ” ที่สวนจะขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้เป็นหลักถึงจะได้ไม้จำนวนมาก อย่างแล็บส่งกลับมาใน 1ขวดจะมีประมาณ 100-200 ต้น ล็อตหนึ่งเราสามารถเราสามารถเอาไม้ออกขวดได้เป็นหมื่นต้นและจะได้คุณภาพไม้สม่ำเสมอ ขนาดต้นเท่าๆ กัน จึงช่วยให้ไม้มีขายไม่ขาดตลาด เลี้ยงไม้ออกขวดใช้เวลาประมาณ 3 ปี ถึงจะได้คุณภาพต้นและดอกที่ดี ซึ่งเมื่อเทียบระยะเวลาเลี้ยงก็พอๆ กับการเลี้ยงกล้วยไม้ ที่ก็ใช้เวลาเลี้ยง 3 ปีเหมือนกัน ซึ่งสัปปะรดสีเลี้ยงง่ายกว่ามาก แต่วิธีการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเยื่อนั้น ในบางครั้งก็หาความนิ่งแน่นอนไม่ได้ อย่างต้นที่ใบลายบางครั้งปั่นออกก็ใบไม่ลาย สมมุติ 100% จะได้อยู่ที่ 50% หรือน้อยกว่านั้น แต่ก็ได้สัปปะรดสีสีแปลกๆ ออกมาเช่นกัน

ยกตัวอย่างวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกับสกุล “กุซแมเนีย” และสกุล “เอคเมีย” แม้ว่าจะกลายออกไปบ้าง แต่เพราะทางสวนต้องการทำจำนวน ซึ่งไม่เน้นเรื่องฟอร์มมากนัก เพราะคนซื้อไปเลี้ยงต่อสามารถเลี้ยงให้ฟอร์มสวยได้ แต่สีสันของดอกที่ได้ก็ยังได้ตามที่ต้องการนั่นเอง

แสลนพลางแสงของโรงเรือนสำหรับสับปะรดสี ถ้าเป็นสัปปะรดสีที่มีออกมีดอก ก็จะปลูกเลี้ยงนี่ได้โรงเรือนที่พลางแสงไว้ประมาณ 80% เพราะสัปปะรดสีบางตัว หากได้รับแสงแดดส่องมากเกินไป จะทำให้ดอกชะงักได้ ใบไหม้เสียหาย

คุณรำไพ ยกตัวอย่าง สกุล “รีซี” ที่เราก็กำลังเร่งการขยายพันธุ์เพิ่งขึ้น ที่เรียกชื่อสื่อสารกันเข้าใจง่ายว่า “ยักษ์ดำ” นั้น (เป็นสัปปะรดสี ที่ปลูกเลี้ยงแล้วต้นจะมีขนาดใหญ่ รัศมีกว้างประมาณ 0.5 -100 เมตรขึ้นไป) เมื่อได้รับแสงแดดมากเกินไป ใบจะไหม้เสียหายจนเห็นได้ชัด ถ้า สกุล “นีโอเรเจลยา” ใช้แสลน 60-70% เพราะต้องการแสงแดดมากกว่าสกุล“กุซแมเนีย” และบางตัวสามารถปล่อยไว้ตามแดดรำไรบ้าง กึ่งร่มกึ่งแดดบ้าง ใบจะได้สัดส่วน สวยงาม ได้ฟอร์มตามธรรมชาติ การเปลี่ยนกระถางของสับปะรดสี จะดูฟอร์มต้นเป็นหลัก วัสดุปลูกที่สวนเลือกใช้ปลูก “กาบมะพร้าวสับ” เพียงอย่างเดียว เพราะเก็บรักษาความชื้นและน้ำได้ดี สัปปะรดสีเจริญเติบโตดี น้ำหนักเบาทำให้การขนย้ายออกจำหน่ายง่ายสะดวก