ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง

ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง และพังงา อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ตั้งแต่ จ.ภูเก็ตขึ้นมา: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ตั้งแต่ จ.กระบี่ลงไป: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการติดตามสภาวะอากาศและสถานการณ์น้ำของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) พบว่าในช่วงวันที่ 17-23 กรกฎาคม 2560 ซึ่งมีพายุโซนร้อน “ตาลัส” ประเทศไทยจะมีฝนมากขึ้นสำหรับภาคเหนือตอนบนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก จะมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 17-19 ก.ค.60 บริเวณภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม และภาคใต้ฝั่งตะวันตก

ส่งผลให้แม่น้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานีC.2 อ.เมืองนครสวรรค์ 1,280 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)ต่อวินาที แนวโน้มลดลงเล็กน้อย ประกอบกับปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังที่จะไหลมาสมทบมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเริ่มทรงตัว กรมฯได้ควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 1,166ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลให้ยังคงมีน้ำท่วมที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำนอกคั้นกั้นน้ำบางพื้นที่ ในเขตอ.เสนา อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งกรมชลประทาน ได้ทำการควบคุมปิด-เปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ จ.สมุทรปราการ ตามจังหวะการขึ้นลงของน้ำทะเล เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลให้รวดเร็วยิ่งขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำยมบริเวณจ.แพร่ ระดับน้ำในแม่น้ำยมที่สถานี Y.20 บ้านห้วยสัก อ.สอง ลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือเพียง 353 ลบ.ม.ต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 6.58 เมตร ซึ่งปริมาณน้ำก้อนใหญ่ได้ไหลผ่านลงสู่เขตเทศบาลเมืองแพร่แล้ว ในช่วงเช้าของวันที่19 กรกฎาคม วัดปริมาณน้ำที่สถานี Y.1C บ้านน้ำโค้ง อ.เมืองแพร่ได้ 724 ลบ.ม.ต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 1.76 เมตร ไม่มีเหตุการณ์น้ำเอ่อล้นตลิ่งในเขตจ.แพร่แต่อย่างใด

นายทองเปลว กล่าวว่า ส่วนปริมาณน้ำในแม่น้ำยมจากจ.แพร่ จะไหลลงสู่จ.สุโขทัยเป็นลำดับต่อไป คาดว่าปริมาณน้ำจะมาถึงบริเวณจ.สุโขทัยประมาณวันที่ 21 กรกฎาคมนี้ กรมชลประทาน ได้วางแผนบริหารจัดการน้ำหลากลุ่มน้ำยม ก่อนไหลลงสู่ตัวเมืองสุโขทัย ดังนี้ 1. เร่งระบายน้ำบริเวณเหนือประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ 2. เร่งระบายน้ำในคลองยมน่าน แม่น้ำยสายเก่า แมน้ำยมสายหลัก ลงสู่แม่น้ำน่านให้เร็วที่สุด 3. เมื่อปริมาณน้ำจำนวนมากจากสถานี Y.14 อ.ศรีสัชชนาลัย ไหลลงมาถึงบริเวณประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ จะทำการชะลอน้ำ โดยผันน้ำเข้าคลองผันน้ำสวรรคโลก-พิชัย (ยม-น่าน) ผ่าน ปตร.หกบาท ในอัตรา 100 ลบ.ม.ต่อวินาที ลงสู่แม่น้ำน่านและใช้พื้นที่ว่างเหนือปตร.บ้านหาดสะพานจันทร์ ชะลอน้ำและควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านลงมาถึงสถานี Y.4 ในอัตราไม่เกิน 500 ลบ.ม./วินาที

พร้อมกันนี้ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังจังหวัดสุโขทัย ให้เสริมกระสอบทราย(Bigbag) ในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัย บริเวณที่ยังก่อสร้างกำแพงป้องกันตลิ่งไม่แล้วเสร็จ เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่จะมาถึงอีกประมาณ 4 วันข้างหน้า ทั้งนี้ ได้ให้โครงการชลประทานจังหวัดทุกจังหวัด แจ้งสถานการณ์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำ สำหรับในส่วนกลางกรมชลประทานได้ประสานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เพื่อให้แจ้งเตือนผู้ว่าราชการจังหวัดอีกทางหนึ่งด้วย

นายทองเปลว กล่าวว่า สถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ณ วันที่ 19 กรกฎาคม มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 42,954 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 57% ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม 8,873 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำใช้การได้ 19,135 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 37% สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 32,200 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 11,708 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 47% ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด ปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม 2,958 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำใช้การได้ 5,012 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 28% สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 13,100 ล้าน ลบ.ม.

จังหวัดสุโขทัย เตรียมพร้อมรับมือน้ำในแม่น้ำยมไหลหลากจากจังหวัดแพร่ หลังกรมชลประทานแจ้งเตือนระดับน้ำในแม่น้ำยมจะสูงขึ้น พร่องน้ำรองรับไว้แล้ว คาดวันศุกร์ (21 ก.ค. 60)น้ำก้อนใหญ่จะมาถึงบริเวณเหนือปตร.แม่น้ำยม(บ้านหาดสะพานจันทร์)

นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มต่ำที่มีน้ำท่วมขังได้มอบหมายให้กรมชลประทานลงพื้นที่สร้างความเข้าใจพร้อมกับเข้าไปบรรเทาทุกข์และลดความเดือดร้อนให้เหลือน้อยที่สุดโดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งขณะนี้มีระดับน้ำสูงขึ้นตามปกติของฤดูกาลและมีน้ำท่วมเป็นบางแห่งตามวิถีประจำที่เคยเกิดขึ้นมาแต่ครั้งอดีตซึ่งกรมชลประทานไม่ได้นิ่งนอนใจได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยียนและบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

สำหรับการติดตามสภาวะอากาศและสถานการณ์น้ำของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) พบว่าในช่วงวันที่ร่องมรสุมพาดผ่านตอนบนของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศลาวและเวียดนามตอนบนประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยลักษณะเช่นนี้ส่งผลให้ประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่งในบริเวณภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก

สถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศปัจจุบัน(20ก.ค.60)มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกันทั้งสิ้น 43,365ล้านลูกบาศก์เมตรคิดเป็นร้อยละ 58ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมดปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม9,276 ล้านลบ.ม. มีน้ำใช้การได้ 19,546ล้านลูกบาศก์เมตรคิดเป็นร้อยละ 38 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 10,269ล้านลบ.ม.)สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 32,200ล้านลบ.ม.เฉพาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 11,856ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 48ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมดปริมาณน้ำมากกว่าปี 2559 รวม3,095ล้านลบ.ม. มีปริมาณน้ำใช้การได้5,160ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 28 (ปี 2559 มีน้ำใช้การได้ 2,065ล้านลบ.ม.) สามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 13,000ล้านลบ.ม.

สำหรับแม่น้ำเจ้าพระยาปัจจุบัน(20ก.ค. 60)มีปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานีC.2 อ.เมืองนครสวรรค์ 1,262ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที(ปริมาณน้ำไหลผ่านสูงสุด 1,291 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 60)แนวโน้มลดลงเล็กน้อยประกอบกับปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังที่จะไหลมาสมทบมีแนวโน้มลดลงเช่นกันทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาลดลงกรมชลประทานได้ควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 1,097ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีส่งผลให้ยังคงมีน้ำท่วมที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำนอกคั้นกั้นน้ำบางพื้นที่ในเขตอ.เสนาอ.บางบาลจ.พระนครศรีอยุธยาซึ่งกรมชลประทานได้ทำการควบคุมปิด-เปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์จ.สมุทรปราการตามจังหวะการขึ้นลงของน้ำทะเลเพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลให้รวดเร็วยิ่งขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำยมบริเวณจ.แพร่ว่า ล่าสุด(20 ก.ค. 60) ระดับน้ำในแม่น้ำยมตอนบนบริเวณอ.สอง ได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 8.04 เมตรและปริมาณน้ำก้อนใหญ่ได้ไหลผ่านลงผ่านเขตเทศบาลเมืองแพร่ไปแล้ว ในช่วงเช้าของวานนี้(19 ก.ค. 60)ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำยมบริเวณจ.แพร่ มีแนวโน้มลดลง และไม่มีเหตุการณ์น้ำเอ่อลิ้นตลิ่งแต่อย่างใด

สำหรับปริมาณน้ำในแม่น้ำยมจากจ.แพร่ จะไหลลงสู่จ.สุโขทัยเป็นลำดับ คาดว่าปริมาณน้ำจะมาถึงบริเวณจ.สุโขทัยในวันพรุ่งนี้(21 ก.ค. 60)ซึ่งกรมชลประทานได้ทำหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เพื่อแจ้งสถานการณ์น้ำและแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือแล้ว ปัจจุบันทางจังหวัดสุโขทัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ทำการเสริมกระสอบทราย(Bigbag) ในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัยบริเวณที่ยังก่อสร้างกำแพงป้องกันตลิ่งไม่แล้วเสร็จเพื่อรองรับปริมาณน้ำที่กำลังจะมาถึง ในส่วนของกรมชลประทาน ได้วางแผนบริหารจัดการน้ำหลากลุ่มน้ำยมก่อนไหลลงสู่ตัวเมืองสุโขทัยโดยการพร่องน้ำบริเวณเหนือประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อให้มีพื้นที่รับน้ำจากตอนบน พร้อมกับได้พร่องน้ำในคลองยมน่านแม่น้ำยมสายเก่าและแม่น้ำยมสายหลักลงสู่แม่น้ำน่านให้เร็วที่สุด

ทั้งนี้ เมื่อปริมาณน้ำดังกล่าวเดินทางมาถึงบริเวณด้านเหนือประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์จะทำการชะลอน้ำโดยการผันน้ำเข้าคลองผันน้ำสวรรคโลก-พิชัย (ยม-น่าน) ผ่านประตูระบายน้ำหกบาทในอัตรา 100 ลบ.ม./วินาทีลงสู่แม่น้ำน่าน และควบคุมปริมาณน้ำให้ไหลผ่านปตร.บ้านหาดสะพานจันทร์ ในอัตราไม่เกิน 500 ลบ.ม./วินาทีซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจในเขตเมืองสุโขทัย

สำหรับสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำยมในเขตอ.บางระกำและอ.พรหมพิรามจ.พิษณุโลกนั้น ขณะนี้อยู่ในช่วงการเฝ้าระวังและเตรียมการรับมือน้ำเหนือที่จะไหลหลากมาจากจังหวัดแพร่เพื่อป้องกันน้ำล้นตลิ่งเนื่องจากในพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำยมนั้นยังคงมีพื้นที่นาข้าวที่กำลังรอการเก็บเกี่ยวร่วมแสนไร่ จากการติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ พบว่าบริเวณจุดบรรจบของแม่น้ำยมสายหลักและแม่น้ำยมสายเก่า( คลองบางแก้ว ) ระดับน้ำในแม่น้ำยมสายหลักได้เพิ่มสูงขึ้นมากแต่ยังไม่ถึงจุดวิกฤติล้นตลิ่งในขณะที่น้ำในคลองบางแก้วหรือแม่น้ำยมสายเก่าก็ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติยังไม่มีน้ำล้นทางระบายน้ำล้น อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์น้ำที่จะไหลหลากลงมากอีก กรมชลประทาน ได้มีการพร่องน้ำในคลองสายหลักได้แก่แม่น้ำยมสายเก่า, คลองเมม-คลองบางแก้ว, คลองน้ำไหลพร้อมกับเร่งระบายน้ำในแม่น้ำยมผ่านทางคลองDR-2.8 และDR-15.8. ลงสู่แม่น้ำน่านต่อไป

นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังได้ให้โครงการชลประทานทุกแห่งในพื้นที่เสี่ยงภัย ดำเนินการติดตั้งเครื่องจักรเครื่องมือในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงทุกแห่งแล้วรวมทั้งเตรียมพร้อมรถแบคโฮรถขุดรถเทรลเลอร์เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่และเครื่องผลักดันน้ำให้สามารถนำไปช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมได้ทันทีทั้งนี้ได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาสำหรับพี่น้องประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือหรืออยากสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำสามารถติดต่อมาได้ที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) กรมชลประทานโทร.สายด่วน 1460

ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ของสหรัฐอเมริกา พบว่า หนึ่งในแผ่นน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้แตกออกจากคาบสมุทรแอนตาร์กติกหรือขั้วโลกใต้แล้ว และตอนนี้ก็ได้ลอยไปตามทะเลเวดเดลล์

โดยทีมนักวิทยาศาสตร์จากสวอนซีและสำนักสำรวจแอนตาร์ติกอังกฤษระบุว่า แผ่นน้ำแข็งดังกล่าว ซึ่งมีน้ำหนักมากถึงราว 1 ล้านล้านตัน มีเนื้อที่ประมาณ 5,800 ตารางกิโลเมตร ถือเป็นหนึ่งในแผ่นน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลก แตกออกมาจากหิ้งน้ำแข็ง ลาร์เซน ซี ของคาบสมุทรแอนตาร์กติกเมื่อราววันที่ 10-12 กรกฎาคมที่ผ่านมา ไม่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำทะเลแต่อย่างใด

ทั้งนี้ แผ่นน้ำแข็งดังกล่าวมีขนาดพอๆ กับรัฐเดลาแวร์ของสหรัฐอเมริกา หรือเกาะบาหลีของประเทศอินโดนีเซีย อยู่ในสภาพที่ใกล้จะแตกออกจากออกตั้งแต่เมื่อหลายเดือนก่อน และตลอดช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษากระบวนแตกร้าวของแผ่นน้ำแข็งโดยอาศัยข้อมูลจากดาวเทียมของสำนักงานอวกาศยุโรป (อีเอสเอ)

เอเดรียน ลัคแมน ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยสวอนซี และหัวหน้าทีมตรวจสอบโครงการไมดาส ซึ่งเป็นโครงการเฝ้าสังเกตการณ์หิ้งน้ำแข็งมานานหลายปี เปิดเผยว่า แผ่นน้ำแข็งดังกล่าวเป็นหนึ่งในแผ่นน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และยากต่อการคาดเดาว่าจะเกิดกระบวนการอะไรขึ้นต่อไปในอนาคต โดยแผ่นน้ำแข็งดังกล่าวก็ยังคงเป็นแผ่นน้ำแข็งผืนเดียว แต่มีความเป็นไปได้ที่จะแตกออกอีก และน้ำแข็งบางส่วนจะยังคงอยู่ในพื้นที่ไปอีกหลายสิบปี ขณะที่บางส่วนของแผ่นน้ำแข็งก็อาจจะลอยไปทางตอนเหนือไปยังเขตน้ำที่อุ่นกว่า

โดยแผ่นน้ำแข็งดังกล่าวชื่อว่า “เอ68” ได้ลอยออกไปก่อนที่จะแตกออก ดังนั้นจึงยังไม่มีผลกระทบต่อระดับน้ำทะเล แต่ทำให้พื้นที่ของหิ้งน้ำแข็ง ลาร์เซน ซี มีพื้นที่ลดลงไปกว่า 12 เปอร์เซ็นต์ โดยหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน เอ และบี ตั้งอยู่บริเวณตอนเหนือของคาบสมุทรแอนตาร์กติก ได้พังลงตั้งแต่ปี ค.ศ.1995 และ 2002 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การแตกของแผ่นน้ำแข็งถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น หากแต่ภาวะโลกร้อนน้ำได้ทำให้น้ำแข็งละลายเร็วมากขึ้นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่นักวิทยาศาสตร์บางคนก็เชื่อว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นทั้งในอากาศและในมหาสมุทรมีส่วนทำให้แผ่นน้ำแข็งแตกออกจากคาบสมุทรแอนตาร์กติก

ถือเป็นสัญญาณเตือนจากธรรมชาติ ที่ให้ผู้คนหันมาตระหนักถึงปัญหาโลกร้อนกันอีกครั้ง “เพื่อกระบี่ปาล์มออยล์” เดินหน้าซื้อปาล์มตามเปอร์เซ็นต์น้ำมัน ชูจุดแข็ง “zero waste model” แนะเกษตรกรหันมาเน้นการรักษาคุณภาพ รวมกลุ่มแปลงใหญ่ เพื่อความยั่งยืน จี้รัฐงัดจิ๊กซอว์ พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันฯ รักษาเสถียรภาพราคา

นายบุญรักษ์ อุ่นยวง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพื่อกระบี่ปาล์มออยล์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทประกอบธุรกิจเกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มเป็นโปรดักต์หลัก เพื่อส่งขายให้โรงกลั่น โดยใช้ระบบโมเดลแบบแห้ง (dry process) ไม่มีขยะเหลือเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม (zero waste) และได้ต่อยอดธุรกิจจากผลิตภัณฑ์พื้นฐานทั้งในส่วนเมล็ดในและเปลือก เพื่อป้อนเข้าอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อนำมาเป็นสารตั้งต้นในการผลิตเครื่องสำอาง สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ปัจจุบันกำลังการผลิตของบริษัทอยู่ที่ 120 ตัน ต่อวัน

โดยมีระบบการทำสัญญาคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งกับเกษตรกรชาวสวนปาล์มในพื้นที่จังหวัดกระบี่กว่า 20 ราย โดยรับซื้อผลปาล์มคุณภาพอยู่ที่ 4.50 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าราคาท้องตลาดที่รับซื้อ 3.5-3.7 บาท ต่อกิโลกรัม และยังเน้นจุดแข็งรับซื้อเฉพาะผลปาล์มสุก คิดราคาตามเปอร์เซ็นต์เท่านั้น โดยการคิดราคาตามเปอร์เซ็นต์ หากจะขายให้ได้ 20% ปริมาณปาล์ม 100 กก. ต้องมีลูกร่วงติดอย่างน้อย 8-10% ปาล์ม ส่วนที่ปนมาอาจจะ 19% มาบ้าง แต่ไม่เกิน 5% ของน้ำหนักทั้งหมด ที่เหลือต้องเป็นปาล์ม 20% ขึ้นไป ดังนั้น ในภาพรวมถึงจะเป็นปาล์ม 20% แต่ถ้าติดลูกร่วงมาไม่เกิน 7% ของน้ำหนักทั้งหมด ไม่มีทางได้ปาล์ม 20% ก็จะได้ 18-19%

อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าเกษตรกรยังเข้าร่วมน้อย แต่เมื่อเขาเห็นตัวอย่างความมั่นคงด้านราคา รวมถึงรายย่อยเข้าร่วมการรวมกลุ่มแปลงใหญ่จะได้คุณภาพมากกว่า ซึ่งก็เห็นแนวโน้มที่ดีในอนาคต เพราะบริษัทเป็นเอสเอ็มอีวิสาหกิจขนาดกลาง เพิ่งเริ่มปรับธุรกิจหันมารับซื้อเฉพาะผลสุกเพื่อสกัด และเริ่มต้นจากมีลูกค้าเกษตรกรเพียงไม่กี่ราย หากเกษตรกรเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีการตัดปาล์มสุก เนื่องจากการตัดปาล์มสุกเกษตรกรจะได้น้ำหนักต่อทะลายเพิ่มขึ้น เปอร์เซ็นต์น้ำมันสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 20% และจะได้ราคาสูงขึ้นอย่างน้อย 30 สตางค์/กิโลกรัม ในทุก 1% น้ำมันที่เพิ่มขึ้น รวมถึงลดต้นทุนได้อีกมากด้วยระบบ zero waste

“ผมยังคงรักษาคุณภาพรับซื้อผลปาล์มสุกทุกทะลาย และยังใช้โมเดลของมาเลเซียที่เป็นโรงสกัดแบบแห้ง อยากจะให้เกษตรกรรักษาคุณภาพและกล้าปรับเปลี่ยนให้มากที่สุด จากการตัดแบบเดิมๆ ก็จะเพิ่มเปอร์เซ็นต์ปาล์มได้อีกมาก ผลพลอยได้คือความยั่งยืนด้านราคา ไม่ต้องพึ่งพิงมาตรการจากรัฐ เพราะเรามีประกันราคาให้ หากเกษตรกรรวมกลุ่มแปลงใหญ่ เราเน้นคุณภาพ ส่วนการแก้ไขปัญหาราคาปาล์มที่ตกต่ำในระยะยาว รัฐบาลควรเร่งส่งเสริมปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับเกษตรกร เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออก เพราะไม่ใช่แนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน และหากเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแต่ละครั้งนโยบายก็เปลี่ยน จึงอยากให้ผลักดันการบังคับใช้ พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันเพื่อควบคุมเสถียรภาพราคาในระยะยาว”

นางแน่งน้อย เวทยพงษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวเสริมว่า ล่าสุด บริษัท เพื่อกระบี่ปาล์มออยล์ได้รับอนุมัติสินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี ตามแนวทางประชารัฐ เพื่อนำนวัตกรรมเครื่องจักรกะเทาะเมล็ดในปาล์มในการผลิตจำนวน 3 ล้านบาท โดยมีคุณสมบัติตรงกับเงื่อนไขที่เป็นกิจการผลิตสินค้าหรือให้บริการ ค้าปลีกหรือค้าส่ง เคยหรืออยู่ระหว่างการเข้าร่วมโครงการภาครัฐหรือองค์กรเอกชนที่เป็นลักษณะการบ่มเพาะธุรกิจใหม่ เป็นไปตามกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ประกอบกับเป็นบริษัทต้นแบบปาล์มคุณภาพที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการผลิต รวมถึงสอดคล้องแนวทางรัฐบาลที่มุ่งสร้างเศรษฐกิจภายในด้วยการพัฒนาเอสเอ็มอีท้องถิ่นให้เข้มแข็ง ภายใต้อุตสาหกรรม S-curve จากการเพิ่มมูลค่าไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม

เนื้อหมู…เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน รวมทั้งสารอาหารต่างๆ ทั้งไขมัน วิตามิน เกลือแร่ โดยปัจจุบันทุกภาคส่วนต่างเร่งยกระดับมาตรฐานการผลิตเนื้อหมู เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคการผลิตหมูสมัยใหม่มุ่งเน้นวงจรการผลิตเนื้อหมูคุณภาพ เอาใจใส่ทุกขั้นตอน เริ่มจากการเลี้ยง การดูแลสุขภาพสัตว์ การรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของปริมาณการบริโภคเนื้อหมูของคนไทยปัจจุบัน โดยเฉลี่ยยังน้อยกว่า 20 กิโลกรัม/คน/ปี ซึ่งน่าจะเพิ่มปริมาณการบริโภคเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์เนื้อหมูได้อีกเท่าตัว ซึ่งกลุ่มผู้ผลิตสุกา เกษตรกร และผู้ประกอบการ ยังสามารถขยายปริมาณการผลิตได้อีกมาก

การผลิตเนื้อหมูคุณภาพ มีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกันหลายส่วนในห่วงโซ่การผลิต อันดับแรก คือ การคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์อย่างต่อเนื่อง เลือกลักษณะที่ดีนำมาผลิตหมูลูกผสม 3 สายพันธุ์ที่มีการเจริญเติบโตดี อัตราการแลกเนื้อที่ดี คุณภาพเนื้อตอบโจทย์ความต้องการของตลาด และผู้บริโภคซึ่งต้องการเนื้อหมูที่มีรสชาติดี

องค์ประกอบอื่น อาทิ อาหารสัตว์ คิดเป็นต้นทุนมากถึง ร้อยละ 70 ในการผลิตหมู การใช้อาหารอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการขับถ่ายของเสีย ผู้ผลิตอาหารสัตว์ นักโภชนศาสตร์สัตว์ นำสารเสริมที่จำเป็นในการเจริญเติบโต เอนไซม์ช่วยย่อยโภชนาการของวัตถุดิบในอาหาร รวมทั้งสารเสริมกรดอะมิโน แร่ธาตุปลีกย่อยที่จำเป็นสำหรับหมูในทุกช่วงอายุที่แตกต่างกันเต็มศักยภาพของตัวหมู การจัดการเลี้ยงดู คอก โรงเรือนเลี้ยง การป้องกันสิ่งรบกวน และการอยู่อาศัยที่เหมาะสม สัตวบาล-สัตวแพทย์ ก็มีบทบาทสำคัญในการเลี้ยงดูและจัดการสุขภาพตลอดกระบวนการผลิตทั้งระบบ

เมื่อเลี้ยงขุนหมูจนอายุประมาณ 6 เดือน จะได้น้ำหนักตลาด ประมาณ 100-120 กิโลกรัม พร้อมขนส่งหมูเพื่อชำแหละและนำเนื้อหมูมาบริโภค ซึ่งโรงชำแหละแปรรูปหมูที่ได้มาตรฐานมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และกระจายอยู่ทั่วทุกภาค ก็นับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญด้วยเช่นกัน

การขับเคลื่อนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทเอกชนที่มีมาตรฐานการผลิตที่ดี นำเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยจากต่างประเทศ ประกอบด้วย ระบบชำแหละ ตัดแต่ง และมีกำลังการผลิตสูง มีการนำระบบประกันคุณภาพควบคุมการผลิต ส่งผลให้เนื้อหมูคงคุณภาพและปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค รวมไปถึงการปฏิบัติตามมาตรการทางกฎหมายและความปลอดภัย โดยเฉพาะสารเร่งเนื้อแดงที่เป็นสารต้องห้ามตามกฎหมายในการใช้เลี้ยงสุกร

นอกจากนี้ หน่วยงานของรัฐ กรมปศุสัตว์ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลักดัน ส่งเสริมทุกมิติทั้งระบบ เริ่มจากฟาร์มผลิตจนเนื้อหมูถึงผู้บริโภค การควบคุมส่วนผู้ผลิตและสินค้าให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคได้เช่นกัน

สำหรับผู้บริโภคแล้ว มีคำแนะนำง่ายๆ ในการเลือกเนื้อหมูเพื่อนำมาประกอบอาหาร จากการประเมินด้วยตา สีเนื้อหมูปกติจะมีสีชมพูอมเทา ผิวสัมผัสเนื้อมีความชุ่มชื้น สังเกตตราสินค้า รายละเอียดฉลาก อายุสินค้า สถานที่จำหน่าย รวมทั้งการเก็บเนื้อหมูในที่ควบคุมอุณหภูมิ ป้องกันการเสื่อมเสียของเนื้อหมูจากจุลินทรีย์ได้

นอกจากนี้ การแช่เย็นเนื้อหมู เป็นอีกขั้นตอนที่สำคัญในการรักษาคุณภาพเนื้อหมูให้ปลอดภัย ยกระดับมาตรฐานคุณภาพในการบริโภคของคนไทย โดยมีผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายเป็นส่วนสำคัญในการผลิตเนื้อหมูปลอดภัยใส่ใจทุกขั้นตอนเพื่อส่งเนื้อหมูคุณภาพถึงมือผู้บริโภค

ในอดีตพื้นที่ ตำบลพิมาน อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ถือเป็นพื้นที่สีแดง เคยมีการสู้รบของอดีตกลุ่มสหาย พรรคคอมมิวนิสต์ จนกระทั่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำให้เกิดความร่มเย็นสงบสุขมาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานแห่งความสงบภูพานน้อย เป็นสิ่งเตือนใจให้คนไทยรู้รักสามัคคี นอกจากนี้ชาว ตำบลพิมาน ได้น้อมนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาดำเนินชีวิต สร้างความเข้มแข็งชุมชน โดยทางองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) พิมาน เป็นหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนา ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกผักสวนครัว ทำการเกษตร เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ทำไร่ ทำนา รวมถึงศึกษาทดลองเกี่ยวกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ในการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้แบบพอเพียง

ล่าสุด บัญชา ศรีชาหลวง นายก อบต.พิมาน footballsoftpro.com พร้อมคณะผู้บริหาร นำเยาวชน นักเรียน นักศึกษาตัวแทนเกษตรกร รวมถึงสื่อมวลชน เข้าเยี่ยมชม ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลพิมาน เพื่อศึกษาความสำเร็จเกี่ยวกับ โครงการทดลองวิจัยนำน้ำมันยางนามาผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซล ทดแทนน้ำมันดีเซล ใช้งานสำหรับเครื่องจักรทำการเกษตร เพื่อเป็นการต่อยอดนำภูมิปัญญาชาวบ้าน บวกกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ตามรอยพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ในการเกษตร ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ และเป็นการส่งเสริม ช่วยเหลือเกษตรกรให้ลดต้นทุนมากขึ้น

“บัญชา” บอกว่า เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ทาง อบต.พิมาน ร่วมกับชุมชน ตำบลพิมาน รวม 11 หมู่บ้าน จัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลพิมาน ทดลองวิจัยเกี่ยวกับการนำน้ำมันยางนามาใช้เป็นพลังงานทดแทนผลิตไบโอดีเซลลดต้นทุนในการเกษตร โดยใช้พื้นที่สาธารณะและป่าชุมชน ที่ชาวบ้านเรียกว่าป่าดอนย่านาง เนื้อที่กว่า 36 ไร่ มีต้นยางนากว่า 300 ต้น ปลูกมาแต่อดีต บางต้นอายุมากกว่า 200-300 ปี มีขนาดใหญ่ความสูงกว่า 50 เมตร เป็นต้นทุนสำคัญในการทดลอง ซึ่งใช้เวลานานกว่า 2 ปี นำเจ้าหน้าที่มาศึกษาวิจัย ค้นคว้าร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ควบคู่กับภูมิปัญญาชาวบ้านจนประสบความสำเร็จ สามารถนำน้ำมันยางนามาเป็นพลังงานทดแทนกับเครื่องจักรกลการเกษตร รถไถนาเดินตามได้จริง

“ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก เกษตรกรสามารถศึกษานำไปทำเองได้เลย เป็นการลดต้นทุนได้เท่าตัว เริ่มจากการนำน้ำมันยางนามาผสมในอัตราส่วน 50% กับน้ำมันดีเซล เพื่อทำการทดลองใช้งานจริง และมีการลดปริมาณน้ำมันดีเซลลงตามอัตราส่วน จนกระทั่งสามารถใช้น้ำมันยางนาทดแทนน้ำมันได้ 100% ถือเป็นทางเลือกใหม่ของเกษตรกร พร้อมได้นำร่องทำแปลงนาต้นแบบ เพื่อนำเครื่องจักรรถไถนาเดินตาม ใช้น้ำมันยางนา ลดต้นทุนทำการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรได้มาศึกษาเรียนรู้ นำไปขยายผล ใช้ในการลดต้นทุน เป็นพลังงานทดแทนในอนาคต”

นายก อบต.พิมาน บอกด้วยว่า ขณะนี้ได้มีการวางแผนขยายพันธุ์เพาะต้นกล้ายางนา ไปแจกจ่ายให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกมากขึ้น เพื่อใช้เป็นต้นทุนการผลิตพลังงานทดแทนในระยะยาว สิ่งที่ได้มากกว่านั้นคือเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่า ชดเชยการถูกทำลาย สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ธรรมชาติอีกด้วย

ด้าน ไพโรจน์ วงศ์หนายโกฏ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 บ้านพิมาน ในฐานะเจ้าหน้าที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตำบลพิมาน เสริมว่า จากการร่วมศึกษาและวิจัยค้นคว้ากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าต้นยางนาสามารถเริ่มเจาะน้ำมันได้ เมื่อต้นยางนามีอายุ 15-20 ปี ส่วนวิธีการถือว่าไม่ยุ่งยาก เพราะผ่านการทดลองมาแล้ว เริ่มจากการนำสว่านไฟฟ้า ใช้ดอกสว่านประมาณ 5 หุน เจาะลงไปในเนื้อต้นยางนา ห่างจากพื้นประมาณ 30-50 เซนติเมตร ความลึกประมาณ 15-20 เซนติเมตร จากนั้นใช้ขวดพลาสติกที่ต่อเป็นจุกสายยางประดิษฐ์ขึ้นเอง นำสายยางไปเสียบเข้ากับรูที่เจาะในต้นยางนา แล้วนำดินน้ำมันปิดกันรั่ว ให้น้ำมันยางนาไหลลงขวด ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน จะได้น้ำมันยางนาเต็มขวด ปริมาณ 500-600 มิลลิลิตร แล้วแต่ต้นหรือจุดที่เจาะว่ามีน้ำมันมากน้อย สามารถเจาะได้หลายจุด เมื่อได้นำมันยางนาแล้วสามารถย้ายไปเจาะจุดอื่นได้ ส่วนจุดเดิมจะนำกิ่งยางนามาตอกเข้าไป เพื่อสมานแผลจะคืนสภาพเป็นเนื้อไม้โดยธรรมชาติ ไม่เป็นการทำลายต้นยางนาด้วย

“ไพโรจน์” ระบุว่า หลังได้น้ำมันจะสังเกตว่ามีบางส่วนลอยขึ้นเป็นน้ำมันยางนา 100% สีคล้ายน้ำมันดีเซล สามารถนำไปเติมเครื่องจักรกล รถไถนาเดินตามได้เลย สามารถผสมอัตราส่วนได้แบบ 50 ต่อ 50 กับน้ำมันดีเซล หรือสามารถเติมน้ำมันยางนาได้ 100% เลย แต่ต้องเริ่มสตาร์ตด้วยน้ำมันดีเซล อีกส่วนจะตกตะกอนสีขาวก้นขวด สามารถใช้ได้เช่นกัน แต่ต้องผสมกับน้ำมันดีเซลแล้วนำไปเติม ที่ผ่านมากว่า 2 ปี มีการทดลองใช้งานจริงกับเครื่องจักรกลรถไถนาเดินตามรอบเบา ไม่มีปัญหา กำลังไม่ตก ที่สำคัญยังสามารถลดต้นทุนได้ดีมาก จากปกติน้ำมันดีเซล ปริมาณ 1 ลิตร สามารถทำงานได้ 1 ชั่วโมง แต่เมื่อเติมพลังงานทดแทนน้ำมันยางนาปริมาณเท่ากัน แต่ทำงานได้ 3 ชั่วโมง ลดต้นทุนการผลิตได้ดีมาก ปัจจุบันกำลังต่อยอดให้เกษตรกรนำไปใช้กับรถไถนาเดินตามเครื่องสูบน้ำ