ภาพรวม สถานการณ์เกษตรไทยในรอบปี รุ่งหรือร่วง?

ผมอยากทราบข้อมูลการผลิตและการส่งออกของสินค้าเกษตรบ้านเราในภาพรวม ทั้งพืชเศรษฐกิจ การปศุสัตว์ และประมง ว่ามีความเป็นไปอย่างไร ที่ผ่านมาเห็นแต่รายงานสินค้าเกษตรบางชนิดเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีปัญหาทั้งนั้น ผมคิดว่าข้อมูลภาพรวม นอกจากจะเป็นประโยชน์กับผมแล้ว ยังเผื่อแผ่ไปถึงผู้บริหารบ้านเมืองและของตัวเกษตรกรเอง ดังนั้น ผมจึงขอรบกวนคุณหมอเกษตร กรุณาหาข้อมูลดังกล่าวให้ทราบด้วย ผมขอขอบคุณมาเป็นการล่วงหน้า ตอบ คุณสุวัฒน์ ชัยศิริธรรม

คำถามของคุณเป็นคำถามที่ดีมาก ข้อมูลต่อไปนี้ ผมรวบรวมมาจากรายงานประจำปี ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมถือโอกาสขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ ขอข้ามไปที่ญี่ปุ่นก่อนครับ ผมชอบใจที่เขาสรุปว่า ญี่ปุ่นเองผลิตอาหารได้เองเพียง 45 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น อีก 55 เปอร์เซ็นต์ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้น เขาจึงมีแผนการผลิตและการนำเข้าสินค้าเกษตรอย่างเป็นระบบอย่างน่าชื่นชม กลับมาเข้าเรื่องของเราต่อครับ ผมจะนำสินค้าเกษตรที่สำคัญที่เราผลิตได้ การใช้บริโภคภายในประเทศและการส่งออกของปีการผลิต พ.ศ. 2560/2561 ตามลำดับ ดังนี้

ข้าว นับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศก็ว่าได้ ปริมาณการผลิต รวมทั้งนาปี และนาปรัง ได้ 32 ล้านตันข้าวเปลือก เมื่อแปรรูปเป็นข้าวสารแล้วมีปริมาณ 24 ล้านตัน โดยใช้บริโภคภายในประเทศ 11 ล้านตันข้าวสาร และส่งออกในปริมาณ 11 ล้านตันเท่ากัน ทั้งนี้ ลูกค้าสำคัญคือ จีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และฮ่องกง ด้วยพอใจในคุณภาพ อีกทั้งราคาส่งออกใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่ง ประกอบด้วย เวียดนาม ปากีสถาน และเมียนมา โดยมีเกษตรกรที่เป็นชาวนา รวม 3.7 ล้านครัวเรือน

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปริมาณการผลิต 4.7 ล้านตัน แต่ปริมาณความต้องการภายในประเทศสูงถึง 8.0 ล้านตัน ต้องนำเข้าในรูปของกากข้าวโพดที่เหลือจากขบวนการผลิตเอทานอลจากสหรัฐอเมริกา เข้ามาทดแทนในส่วนที่ต้องการ เนื่องจากขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์

มันสำปะหลัง ปริมาณการผลิต 30 ล้านตัน มันสด ต้องการใช้ภายในประเทศ 10 ล้านตัน ส่วนที่เหลือส่งออกในรูปมันเส้น และผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆ เนื่องจากต้นปี 2559 เกิดภาวะแห้งแล้งทำให้พื้นที่บางแห่งได้รับความเสียหาย เกษตรกรบางส่วนจึงหันไปปลูกอ้อย ข้าวโพด และสับปะรดแทน ทำให้ปริมาณการผลิตลดลง

อ้อยโรงงาน ปริมาณการผลิต 92 ล้านตัน แปรรูปเป็นน้ำตาลได้ 9.9 ล้านตัน ต้องการใช้ภายในประเทศ 2.6 ล้านตัน ส่วนที่เหลือส่งออกไปยังประเทศอินโดนีเซีย จีน ญี่ปุ่น เมียนมา และกัมพูชา เนื่องจากประสบปัญหาฝนแล้ง เมื่อปี 2559 ทำให้ต้นอ้อยไม่สมบูรณ์ การนำเข้าโรงงานไม่ทัน ผลผลิตโดยรวมลดลง

สับปะรดโรงงาน ปริมาณการผลิต 2.1 ล้านตัน ใช้บริโภคภายในประเทศ 0.23 ล้านตัน ส่วนที่เหลือส่งออกในรูปสับปะรดกวน และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ปัจจุบัน ประเทศไทยผลิตสับปะรดได้เป็นอันดับหนึ่งแซงขึ้นหน้าฟิลิปปินส์มาแล้วหลายปี เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) ทำให้ราคาจำหน่ายสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ทั้งฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย โดยรวมแล้วผลผลิตเพิ่มขึ้น

ถั่วเหลือง ปริมาณการผลิต 0.13 ล้านตัน แต่ความต้องการใช้ภายในประเทศ 2.8 ล้านตัน จึงต้องนำเข้าอีกเกือบ 2.7 ล้านตัน ปัญหาการผลิตได้น้อย ด้วยปัญหาขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ อีกทั้งต้นทุนการผลิตสูง ไม่จูงใจจชาวนาให้มาปลูกพืชชนิดนี้

ยางพารา ปริมาณการผลิต 4.5 ล้านตัน ส่งออก 3.3 ล้านตัน ราคายางแผ่นดิบช่วงนี้ 44-50 บาท ต่อกิโลกรัม ปีนี้ฝนตกมากเป็นปกติ ทำให้มีเวลากรีดน้อยลง ทำให้ปริมาณการผลิตลดลงตามไปด้วย แต่ยังให้ผลผลิตต่อไร่ 234 กิโลกรัม ปัจจุบัน ราคายางกระเตื้องขึ้น โดยมีการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง จีน และสหภาพยุโรป ยังเป็นลูกค้ารายใหญ่

กาแฟ ปริมาณการผลิต 25,000 ตัน แต่ความต้องการใช้ภายในประเทศ 90,000 ตัน ต้องนำเข้า 65,000 ตัน เพราะว่าการบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

มะพร้าว ปริมาณการผลิต 8.3 แสนตัน แต่ความต้องการในประเทศ 1.4 ล้านตัน จึงต้องนำเข้า 4.1 แสนตัน ผลผลิตที่ได้ต่อไร่ 754 กิโลกรัม มะพร้าวผลผลิตลดลง เนื่องจากอายุมาก มีแมลงศัตรูเข้าทำลาย เมื่อเร็วๆ นี้ เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวร้องเรียนรัฐบาลว่า นำเข้ามากเกินความต้องการ ทำให้ราคามะพร้าวในประเทศมีปัญหา

ปาล์มน้ำมัน ปริมาณการผลิต 13.5 ล้านตัน ทะลายสด ยังมีการนำเข้าน้ำมันปาล์ม 7.9 หมื่นตัน ทั้งนี้ อัตราการแปรรูป ทะลายสด 7.00 กิโลกรัม ได้น้ำมันปาล์ม 1 ลิตร เนื่องจากปีที่ผ่านมาฝนตกสม่ำเสมออยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้ผลผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้น

ลำไย ปริมาณการผลิต 1.0 ล้านตัน ผลผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย อีกทั้งราคาดี จึงเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรดูแลเอาใจใส่สวนเป็นอย่างดี ความต้องการบริโภคภายในประเทศ 35,000 ตัน ส่วนที่เหลือส่งออกไปยัง จีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย ทั้งนี้ อินโดนีเซียต้องการผลขนาดกลาง อนุญาตให้นำเข้าไม่จำกัดจำนวน

ทุเรียน ปริมาณการผลิต 6.3 แสนตัน ใช้บริโภคภายในประเทศ 1.2 แสนตัน ผลผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้น เนื่องจากแหล่งปลูกใหม่เริ่มให้ผลแล้ว ประกอบกับสภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวยในการช่วยให้ติดผลดี ที่สำคัญทุเรียนมีราคาสูงเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาพัฒนาสวนอย่างเต็มความสามารถ

มังคุด ปริมาณการผลิต 2.3 แสนตัน ใช้บริโภคภายในประเทศ 2.3 หมื่นตัน ส่วนที่เหลือส่งออกไปต่างประเทศ ผลผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

มะม่วง ปริมาณการผลิต 2.8 ล้านตัน ส่งออก 7.3 หมื่นตัน ตลาดสำคัญมี เกาหลีใต้ เวียดนาม ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย เนื่องจากมะม่วงมีราคาดี เกษตรกรจึงเตรียมการขยายพื้นที่เพิ่มขึ้น

กล้วยไม้ตัดดอก ปริมาณการผลิต 4.6 หมื่นตัน ส่งออก 2.2 หมื่นตัน (อัตรา 33 ช่อ ต่อ 1 กิโลกรัม) การส่งออกมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากจีนมาแย่งส่วนแบ่งไปจำนวนหนึ่ง อีกทั้ง อียู คุมเข้มเรื่องเพลี้ยไฟ

สุกร ปริมาณการผลิต 20 ล้านตัว การบริโภคในประเทศคิดเป็น 90 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณการส่งออกมีแนวโน้มสูงขึ้น ด้วยประเทศไทยผลิตเนื้อสุกรได้คุณภาพมาตรฐาน ลูกค้าสำคัญคือประเทศเพื่อนบ้านเรานี่เอง

ไก่เนื้อ ปริมาณการผลิต 1,560.00 ล้านตัน ต้องการใช้ในประเทศ 1.4 ล้านตัน (ไก่ 1 ตัว หนักประมาณ 2 กิโลกรัม แปรรูปได้ 1.26 กิโลกรัม) ส่วนที่เหลือส่งออกไปยังต่างประเทศ และมีแนวโน้มสูงขึ้น เพราะการผลิตของไทยได้มาตรฐาน

กุ้งทะเลเพาะเลี้ยง ปริมาณการผลิต 3.3 แสนตัน บริโภคภายในประเทศ 4.0 หมื่นตัน ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา เวียดนาม ญี่ปุ่น จีน และแคนาดา การส่งออกมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

ตามรายละเอียดข้อมูลข้างต้น หากนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผน หรือปัญหาที่เผชิญอยู่ ข้อมูลเหล่านี้จะสามารถช่วยให้การคลี่คลายปัญหาดังกล่าวให้เบาบางลงได้อย่างแน่นอน

แปลงเกษตรของเด็กนักเรียนในโรงเรียนรวมไทยพัฒนา 3 ตำบลรวมไทยพัฒนา อำเภอพบพระ จังหวัดตาก มีไอเดียทำบวบงูให้ตรงสวย ขายได้ราคา ซึ่งปกติผลของบวบงูจะมีลักษณะยาว เรียว บิดโค้งไปมาตามความยาวของผล พบผลตรงน้อยมาก มีลายสีเขียวอ่อนหรือขาวพาดยาวเป็นแนวตั้ง แต่บางพันธุ์ก็จะเป็นสีเขียวอ่อนพาดลายขาว หรือเป็นสีขาวไม่เห็นลายก็มี ความยาวของผลบวบงูสามารถยาวได้ถึง 200 เซนติเมตร เลยทีเดียว

สำหรับแปลงเกษตรของเด็กนักเรียนโรงเรียนรวมไทยพัฒนา 3 มีวิธีทำบวบงูให้ตรงสวยงาม ด้วยการเก็บก้อนหินภายในบริเวณโรงเรียน นำมาผูกห้อยไว้กับปลายผลของบวบงู ตั้งแต่ผลของบวบงูมีความยาว ประมาณ 5 เซนติเมตรขึ้นไป ซึ่งทำให้บวบงูมีรูปทรงของผลตรงสวยงาม เมื่อนำไปขายจะได้ราคาดีกว่าผลบวบงูที่บิดโค้งงอไปมา และวิธีนี้หากใครจะนำไปใช้ก็ไม่ขัดข้อง

ชาวอำเภอเนินมะปราง หันมาปลูกพืชผักสวนครัวขายแทนการทำนา โดยเฉพาะข่า ซึ่งถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าจับตา เพราะเป็นพืชเครื่องเทศที่มีความนิยมสูงในการนำมาเป็นส่วนประกอบในหลากหลายเมนูอาหาร อีกทั้งเป็นพืชที่ทนแล้งใช้น้ำน้อย ต้านทานโรคทางวัชพืชได้ดี ปลูกและดูแลง่าย สรรพคุณมากมายและตลาดมีความต้องการสูง

นางมัธวรรณ แสนลาด หรือป้าน้อย อยู่บ้านเลขที่ 98/1 ม.1 ต.เนินมะปราง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก มีอาชีพทำนา จนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จึงได้คิดหาอาชีพใหม่ด้วยการเริ่มต้นปลูกข่าในพื้นที่ 1 ไร่ ผลปรากฏว่ารายได้จากการปลูกข่าอ่อนขาย สามารถทำรายได้ดีกว่าการทำนาและมีการดูแลรักษาน้อยกว่า จึงยึดเป็นอาชีพหลักสำหรับครอบครัว ปัจจุบัน ป้าน้อย ได้ขยายพื้นที่ปลูกข่าในพื้นที่ 6 ไร่ สภาพดินที่เหมาะต่อการปลูกข่ามากที่สุดควรเป็นดินร่วนปนทรายและจะต้องไม่มีน้ำท่วมขัง การเตรียมดินมีการไถดะ, ไถแปร และพรวนชักร่องเหมือนกับการปลูกอ้อย ระยะปลูกที่นิยมคือ 80×80 เซนติเมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 2,500 หลุม ต้นพันธุ์ที่ใช้ปลูกจะใช้เหง้าอ่อนหรือเหง้าแก่ก็ได้

โดยข่าที่ปลูกไปแล้วจะเริ่มขุดขายเมื่อมีอายุตั้งแต่ 8 เดือน และจะทยอยขุดขายไปเรื่อยๆ จนถึงอายุ 2 ปี ช่วงที่เหมาะต่อการขุดข่าขายและมีน้ำหนักดีได้กำไรมากที่สุดควรขุดในช่วงอายุ 10 เดือน ใน 1 กอ จะได้ข่าที่มีน้ำหนักเฉลี่ย 8-10 กิโลกรัม และมีสัดส่วนของข่าอ่อนประมาณ 80% และข่าแก่ประมาณ 20% ในการขุดแต่ละครั้งจะมีออเดอร์สั่งมา จะขุดวันต่อวันเพื่อความสดและจะขุดในช่วงเช้า

ป้าน้อย บอกว่า “ใช้พื้นที่ของตัวเอง ปลูกข่า ตะไคร้ ใบมะกรูดบ้าง แต่ที่ปลูกมากคือ ข่า เพราะข่าเราดูแลก็ไม่ยาก เพราะเป็นพืชที่ไม่ต้องใช้สารเคมีมาก ดูแลแต่พวกเชื้อรา ส่งขายที่พิษณุโลก พิจิตร ราคาก็ขึ้นลงตามกลไกของตลาด ถ้าของขาดก็แพงหน่อย ตอนนี้ราคากิโลกรัมละ 20-25 บาท เราก็จะตัดขุดไปเรื่อยๆ ขุดได้ทุกวัน หมุนเวียนไป ปลูกรอบหนึ่งใช้เวลา 7-8 เดือน ก็เริ่มตัดได้ ครั้งหนึ่งตัดได้ประมาณ 200 กิโล เพราะเราทำแบบครัวเรือน ส่งขายทีก็ได้ 2,000-3,000 บาท ก็อยู่ได้สบาย ถ้ามีออเดอร์มาก็จะตัดทุกวัน”

ส่วนเคล็ดลับในการรักษาสภาพของเหง้าข่าให้คงความสดและสีสวยอยู่ได้นานจนถึงปลายทาง ด้วยการตัดแต่งรากและเหง้าให้เสร็จเรียบร้อย นำเหง้าข่าจุ่มลงในน้ำสะอาดที่กวนด้วยสารส้ม (น้ำสารส้ม จะช่วยรักษาเหง้าข่าให้ดูสดและสีสวย) หลังจากนั้นบรรจุข่าลงถุงพลาสติกใส น้ำหนัก 10 กิโลกรัม ต่อถุง พ่อค้าจะมารับสินค้าในช่วงเวลาบ่ายเพื่อนำไปส่งยังตลาดต่อไป

ชาวนาเฮ!! ราคาข้าวเปลือกพุ่ง กก.ละ 12 บาท แต่ได้ผลผลิตน้อย เพราะฝนทิ้งช่วง
ข้าว – วันที่ 17 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวนาในหลายพื้นที่ของ จ.นครราชสีมา ต่างเริ่มลงมือเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปีกันเป็นจำนวนมาก หลังจากทางโรงสีข้าวเปิดรับซื้อข้าวเปลือกในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 13 บาท จึงทำให้ชาวนาต่างเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งขาย เช่นเดียวกันกับชาวนาใน อ.พิมาย ที่นำข้าวมาตากแดดรอการส่งขายให้กับโรงสีข้าว

โดย นายอำนวย สกัดกลาง อายุ 63 ปี ชาวนาใน ต.สัมฤทธิ์ อ.พิมาย เปิดเผยว่า ตนลงทุนปลูกข้าวนาปี ซึ่งเป็นข้าวหอมมะลิ จำนวน 50 ไร่ โดยช่วงนี้ได้เร่งเก็บเกี่ยวข้าวนาปีทั้งหมด เพื่อส่งขายให้กับโรงสีข้าว หลังจากได้นำข้าวเปลือกซึ่งเป็นข้าวที่เกี่ยวสดไปขายมาแล้ว ได้ราคาสูงถึง กิโลกรัมละ 12 บาท 50 สตางค์ เป็นราคาที่เพิ่มขึ้นมากกว่าปีที่แล้ว

อย่างปีที่แล้ว ได้เพียงกิโลกรัมละ 6 บาท ถึง 9 บาท ทำให้ชาวนาหลายรายต่างดีใจ ที่ราคารับซื้อข้าวเปลือกปรับสูงขึ้น แต่ชาวนาส่วนใหญ่ ในหลายพื้นที่ของ จ.นครราชสีมา กลับได้ผลผลิตข้าวน้อยกว่าทุกปี เนื่องจากประสบกับปัญหาฝนทิ้งช่วงในช่วงที่ต้นข้าวกำลังเจริญเติบโต จึงทำให้ได้ผลผลิตข้าวน้อยกว่าเดิมมาก

อยู่สิงคโปร์เดือนก่อน ไปหาซื้อผักจะทำหม้อไฟกินกันที่บ้าน ซื้อผักสารพันเรียบร้อยแล้ว พากันไปดูผักไทยๆ ที่ตลาดไทยแถวย่าน Golden Mile อยากได้โหระพามาใส่ในน้ำซุป กับเอามารับประทานกับเปาะเปี๊ยะ ปกติซื้อผักหรืออะไรต่อมิอะไรจะรีบซื้อ เพราะเวลาที่สิงคโปร์เป็นเงินเป็นทอง แต่คราวนี้ได้มีเวลาพินิจพิจารณา ผักที่เคยเห็นขายกันมากมายที่เมืองไทย กับตอนที่มาปรากฏภายในร้านที่สิงคโปร์

ผักที่ขายในตลาดไทยทั่วโลก ก็จะมีเยี่ยงนี้ คือมีแทบทุกอย่างที่เมืองไทย แต่ฉันสังเกตว่าผักที่ขายในสิงคโปร์จะสดกว่า และไม่ต้องใช้ความเย็นประคบประหงมมากนัก วางไว้เฉยๆ ก็ยังสด อาจเพราะขนส่งมาไม่ไกล

แต่ที่ประหลาดใจคือ แม้จะอยู่ไกลกว่ามาก แต่ราคาผักที่สิงคโปร์ไม่ได้ถูกไปกว่าผักที่ขนไปไกลถึงอเมริกา หรือยุโรป เอาอย่างง่ายสุด ตะไคร้ ที่นี่ขายมัดละ 1.5 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 40 บาท มีราว 3-4 ต้น ที่อเมริกาก็ขายราคาประมาณนี้

ชะรอยมันจะเป็นไปตามค่าครองชีพของแต่ละที่ เพราะสิงคโปร์ถูกจัดเป็นเมืองค่าครองชีพสูง (ซึ่งฉันจะเถียง หากมีโอกาสต่อไป) ดูในภาพ จะเห็นว่าแตงกวาจากเมืองไทย ขายถุงละ 40 บาท โดยประมาณ นับลูกก็ตกลูกละ 10 บาท เครื่องปรุงต้มยำ ถุงละ 60 บาท หัวปลี หัวละ 70 บาท กล้วยน้ำว้า หวีละ 100 บาท ใบแมงลัก ใบกะเพรา ใบโหระพา ยอดชะอม สะระแหน่ เหล่านี้มัดละ 45 บาท 1 มัด ไม่พอรับประทาน ลองกอง มะม่วงสุก กับกระท้อนสดราคาไล่เลี่ยกัน กิโลละ 200 บาท ส่วน เห็ดเผาะ หรือเห็ดถอบ กิโลละ 800 บาท

วันเดียวกัน ชะอมที่ตลาดไท กรุงเทพฯ ขายกำละ 10 บาท ตะไคร้ กิโลละ 20 บาท แตงกวา กิโลละ 12 บาท มะนาวลูกละ 2 บาท และมะละกอดิบ กิโลละ 18 บาท

มีคนไทยส่งผักไปขายที่สิงคโปร์กันมาเนิ่นนาน แต่สำหรับฉันที่รู้จักสิงคโปร์ดี ยืนยันว่ายังไม่พอ เรายังส่งไปได้อีกมาก เพราะสิงคโปร์มีประชากร 5.47 ล้านคน แต่ผลิตอาหารเองได้น้อยมาก เขาจำกัดพื้นที่ให้ทำการเกษตรเพียง 3% ผลิตผักได้ ร้อยละ 9 ปลา ได้ร้อยละ 8 ไข่ไก่ ได้ร้อยละ 26 ของการบริโภคทั้งประเทศ จึงกลายเป็นผู้นำเข้าอาหารสุทธิ นำเข้าสินค้าเกษตร อาหารแปรรูป และเครื่องดื่ม ปีละ 12 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 4 แสนล้านบาท ค่ากับข้าวต่อหัวสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตัวเลข ปี 2554 คนสิงคโปร์ 1 คน กินผัก 95 กิโลกรัม ผลไม้ 66 กิโลกรัม ไก่ 33 กิโลกรัม เนื้อหมู 19 กิโลกรัม เนื้อวัว 5 กิโลกรัม เป็ด 3 กิโลกรัม แกะ 2 กิโลกรัม ไข่ไก่ 308 ฟอง คูณดูเถิดว่าแต่ละปีต้องใช้อาหารเท่าไร

แต่ที่ผลิตได้เอง มีผักใบเขียว ปีละ 20,000 ตัน หรือวันละ 500 กิโลกรัม เรียกว่าน้อยกว่าสวนบ้านเราบางสวนเสียอีก ไข่ไก่ที่จากฟาร์ม 5 แห่ง ผลิตได้ปีละ 70 ล้านฟอง ปลาและกุ้ง จาก 40 ฟาร์ม ประมาณปีละ 54,000 ตัน

จึงมีช่องว่างมากมาย ต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าอาหารเพื่อการบริโภคภายในประเทศเกือบทั้งหมด ขนาดต้องมีองค์กรเฉพาะอย่าง “องค์กรบริหารจัดการสินค้าเกษตร, อาหารและสัตวศาสตร์แห่งชาติ” (theAgri-Food and Veterinary Authority of Singapore:AVA) เป็นหน่วยงานกำกับ ตรวจสอบการนำเข้าอาหารอย่างเข้มงวด วางแผน ดูแลให้มีอาหารเพียงพอ ป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น การเกิดโรคระบาด ในประเทศที่ผลิต ปัญหาของผลผลิตที่เกิดจากประเทศเพื่อนบ้านที่อาจไม่ได้มาตรฐาน อันตรายจากสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ เช่น การหยุดงานประท้วงหรือปิดท่าเรือ ทำให้ส่งอาหารมาสิงคโปร์ไม่ได้

ขณะเดียวกันเขาก็สนับสนุนเกษตรกรของประเทศเขาที่มีหยิบมือ ให้ใช้เทคโนโลยีในการปรับปรุงคุณภาพและเพิ่มผลผลิตอย่างเต็มที่ไม่หยุดหย่อน และยังออกไปลงทุนปลูกผักเลี้ยงสัตว์ในหลายประเทศ เช่น ในจีน

สิงคโปร์มีตลาดสดเหลือไม่มาก อาหารส่วนใหญ่จึงขายในซุปเปอร์มาร์เก็ต ทั้งระดับบน อย่าง FairPrice finest และ Cold Storage หรือระดับกลางลงล่าง อย่าง Sheng Siong รายสุดท้ายนี่เขาจะเน้นสั่งสินค้าจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ

อาหารที่ขายดิบดีในสิงคโปร์คือ ไก่สด และไก่แปรรูปแช่แข็ง เพราะชาวพุทธและชาวฮินดูไม่นิยมกินเนื้อวัว มุสลิมก็ไม่กินหมู สัตว์ปีกจึงเป็นตัวเลือกที่ดีและเหมาะสุด

คนมักคิดว่าการนำเข้าผักไปขายในสิงคโปร์จะยากเข็ญ ต้องไม่ลืมว่าเขาต้องการอาหารมากอยู่แล้ว ขอแค่ทำตามกฎเกณฑ์ของเขา ซึ่งที่จริงก็ไม่ได้เข็ญใจกว่าการที่เราจะกระเสือกกระสนไปไกลถึงยุโรป อเมริกา หรือกระทั่งตะวันออกกลาง

ฉันเคยเห็นผักจากไทยวางแห้งแหงแก๋ในตลาดไทยหลายแห่ง น่าเสียดายออก อุตส่าห์ดั้นด้นไปตั้งไกล ค้าขายก็ลำบาก เพราะทั้งอเมริกาและยุโรปเขาก็มีเกษตรกรของเขา ผลิตอาหารออกมาปีละมหาศาล สู้เราขนไปขายที่ประเทศที่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ยังต้องนำเข้าอาหารปีละมหาศาลไม่ดีกว่าหรือ

การนำเข้าสินค้าทุกประเภท ผู้นำเข้าจะต้องไปจดทะเบียนไว้กับหน่วยงาน Accounting & Corporate Regulatory Authority ขอใบอนุญาตการนำเข้าจาก International Enterprise Singapore ขอหนังสืออนุญาตในการนำเข้าสินค้าแต่ละครั้ง จาก Agri-Foods & Veterinary Authority (AVA) ลงทะเบียนเพื่อนำเข้าแต่ละครั้ง ต่อ Department of Customs เพื่อจ่ายภาษีสินค้าและบริการ (GST : 7%) ภาษีอื่นๆ และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง โดยจ่ายทางอินเตอร์เน็ต และหลายขั้นตอน นอกจากขั้นตอนตรวจสอบสินค้า สามารถทำผ่านทางอินเตอร์เน็ต ทั้งหมดมีแค่ 4 ขั้นตอน ซึ่งฉันก็ไม่เห็นว่ามันจะมากมายตรงไหน นอกเสียจากว่าเราหวังจะทำมาหากินง่ายเกิน ซึ่งมันไม่มีจริงหรอกในโลกนี้น่ะ

และที่สำคัญ ขั้นตอนทั้งหมดโปร่งใส รวดเร็ว เขามีเวลากำหนดไว้หมดว่าแต่ละขั้นตอนรอกี่วัน รอกี่ชั่วโมง ถ้าเราทำถูกทุกขั้นตอน แต่การดำเนินการของข้าราชการล่าช้า ถือเป็นความผิด เรียกร้องเอาผิดได้ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง