ภายในงานได้จัดพิธีลงนามความร่วมมือในการจำหน่าย

ผลผลิตยางพารา ผ่านตลาดยางพาราของ กยท. หรือจำหน่ายตรงให้กับโรงงานรับซื้อของ กยท. ระหว่าง กยท. และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง 7 แห่ง ได้แก่ ชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดพัทลุง จำกัด ชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางสุราษฎร์ธานี จำกัด ชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางสตูล จำกัด ชุมนุมสหกรณ์จังหวัดตรัง จำกัด วิสาหกิจชุมชนยางแผ่นรมควัน/อัดก้อน กยท.จังหวัดสงขลา ชุมนุมสหกรณ์การยางกระบี่ จำกัด ชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดนครศรีธรรมราช จำกัด เพื่อให้ กยท. กับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางในภาคใต้ร่วมมือทำงานกันอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการผลิตยางที่มีคุณภาพต้นทุนต่ำ และการร่วมมือที่จะนำไปสู่การสร้างอำนาจต่อรองด้านราคาต่อไป

รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นำทีมเยี่ยมชมโครงการ “เกษตรวิชญา” บ้านกองแหะ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมส่งเสริมการดำเนินการสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก

เมื่อเร็วๆ นี้ นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่เยี่ยมชมโครงการ “เกษตรวิชญา” บ้านกองแหะ ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งดำเนินการในลักษณะคลินิกเกษตร เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและเทคโนโลยีการเกษตรจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในรูปแบบของศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีชุมชน เป็นศูนย์ฝึกอบรม และวิจัยพัฒนาการเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งเพื่อการฟื้นฟูและอนุรักษ์สภาพแวดล้อมให้เกิดเป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์ เป็นแหล่งผลิตอาหารธรรมชาติ และมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติแบบอย่างยั่งยืน

นายประยูร กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ ได้ส่งเสริมให้สหกรณ์การเกษตรบ้านกองแหะ จำกัด ซึ่งมีสมาชิกเข้าร่วมในโครงการ 32 ราย ได้รับจัดสรรที่ทำกินจากโครงการรายละ 1 ไร่ โดยสหกรณ์ได้ส่งเสริมให้สมาชิกปลูกหอมหัวใหญ่ รอบการผลิตใช้เวลา 6 เดือน ผลผลิตต่อไร่สามารถสร้างรายได้ประมาณ 60,000 บาท แบ่งเป็นต้นทุน 20,000 บาท กำไร 40,000 บาท นอกจากนั้น ยังส่งเสริมให้สมาชิกปลูกถั่วแขก ถั่วแระ ถั่วลิสง ถั่วดาวอินคา เผือก ซาโยเต้ มะเขือยาว องุ่น ดอกดาวเรือง หลังฤดูปลูกหอมหัวใหญ่ เพื่อสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง

ด้านปัญหาและอุปสรรคของสหกรณ์ พบว่าประสบปัญหาขาดแคลนแหล่งเงินทุน ไม่มีสำนักงานในการปฏิบัติงาน และเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอต่อการให้บริการ โดยคณะได้ร่วมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและรับทราบร่างแผนดำเนินการ และแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ “เกษตรวิชญา” ร่วมกับกำหนดทิศทางการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพสหกรณ์ในพื้นที่ โดยจะนำความรู้ไปถ่ายทอดและขยายผลในสหกรณ์ในพื้นที่โครงการหลวง โครงการตามพระราชดำริ รวมถึงสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกรทั่วไป

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยความคืบหน้าการดำเนินงานศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขนาดกำลังการผลิต 3 ตัน ต่อชั่วโมง ระบุมีประสิทธิภาพตอบโจทย์เกษตรกรทั่วทั้งประเทศ อยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุงเพื่อขอรับรองมาตรฐาน GMP เพื่อการส่งออก ครบวงจร พร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป

นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. กล่าวว่า ตามที่ วว.ได้ประชาสัมพันธ์การเปิด ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขนาดกำลังการผลิต 3 ตัน ต่อชั่วโมง เมี่อปี 2561 ผลงานบูรณาการความร่วมมือระหว่าง วว. และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มุ่งนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เข้าไปแก้ไขปัญหา “สับปะรด” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งของไทย ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง

เนื่องจากเป็นพืชผลทางการเกษตรที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศมาโดยตลอด ที่ผ่านมาไทยเป็นผู้ส่งออกสับปะรดและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสับปะรดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แม้ว่าสับปะรดจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและเป็นพืชที่มีการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาไว้อย่างชัดเจน แต่ที่ผ่านก็ยังประสบปัญหาราคาตกต่ำและผลผลิตที่มีแนวโน้มลดลง อีกทั้งเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดส่วนใหญ่ยังขาดแคลนเทคโนโลยีหลังเก็บเกี่ยว ที่จะช่วยยืดอายุการเก็บรักษาสับปะรดผลสดให้ได้นานเพียงพอและได้คุณภาพ มีปัญหาสิ่งปนเปื้อนโรคแมลงและแสดงอาการไส้ดำในกลุ่มสมูทเคยีน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการนำสับปะรดผลสด ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ทำให้สูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้จากการขายสับปะรดผลสด ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมากกว่าสับปะรดแปรรูป

ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาสับปะรดของ วว. จะใช้เทคโนโลยีชีวภาพปรับปรุงสายพันธุ์ จัดสร้างโรงคัดบรรจุมาตรฐานพร้อมเครื่องจักรสายการผลิตบรรจุสับปะรดผลสดที่ทันสมัย และถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ถ่ายทอดเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสับปะรด พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับการจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ นับเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการใช้ วทน. แก้ปัญหาผลิตผลทางการเกษตรเพื่อการส่งออก ยกระดับคุณภาพเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ปัจจุบัน วว. อยู่ในระหว่างดำเนินการปรับปรุงให้เป็นไปตามมาตรฐาน GMP เพื่อการส่งออกสับปะรดผลสด ทั้งนี้กำหนดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป

รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน วว. ได้เตรียมความพร้อมด้านเครื่องมืออุปกรณ์สำหรับการให้บริการภายในศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อย่างครบวงจร ตั้งแต่เครื่องคัดขนาด เครื่องตัดแต่ง เครื่องคัดผลดีผลเสีย อุโมงค์ลมทำความสะอาด เครื่องเคลือบแว็กซ์ สายพานลำเลียง การบรรจุภัณฑ์ เครื่องรัดกล่อง เครื่องลดอุณหภูมิแบบ Froced Air Cooling และห้องเย็น โดยเทคโนโลยีดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการช่วยแก้ปัญหาอาการไส้ดำในสับปะรด ช่วยยืดอายุการเก็บรักษา ลดการสูญเสียน้ำหนัก คงคุณภาพผลผลิต มีภาพลักษณ์ที่สวยงามและช่วยให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่ดีขึ้น

นอกจากความพร้อมด้านเครื่องมืออุปกรณ์ดังกล่าว ภายในศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยังมีพื้นที่ใช้สอยอื่นๆ สำหรับอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ลูกค้า โดยปัจจุบันได้จัดเตรียมสถานที่ไว้รองรับผลผลิตจากเกษตรกรที่ขนส่งมายังโรงงานไว้ด้านหน้า ซึ่งในอนาคตจะมีการปรับปรุงเป็นห้องเย็นสำหรับเก็บรักษาผลผลิตก่อนนำมาคัดบรรจุ และเมื่อผลผลิตผ่านกระบวนการต่างๆ รวมทั้งเข้าสู่ห้องเย็นที่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Froced Air Cooling แล้ว ก็จะลำเลียงไปยังพื้นที่ด้านข้างโรงงานเพื่อขึ้นตู้คอนเทนเนอร์

ในขณะเดียวกัน ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยังให้บริการด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้หลังการเก็บเกี่ยวสับปะรดแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ซึ่งประกอบด้วยองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ดังนี้ เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์เพื่อรักษาคุณภาพของสับประรดผลสดเพื่อการจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เทคโนโลยีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากสับปะรด

“…ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้วางแผนการดำเนินงานเพื่อให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมทั้งสอดคล้องกับความต้องการและศักยภาพของลูกค้า ซึ่งวิธีการในการให้บริการจะเน้นการให้คำปรึกษา การฝึกอบรม ในส่วนของการถ่ายทอดเทคโนโลยีจะมีการคัดเลือกผู้ประกอบการที่เป็นกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตสับปะรดผลสด ที่มีความพร้อมในการต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แล้วจึงจะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ ตลอดจนการเป็นเสมือนศูนย์เรียนรู้ด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวสับปะรด เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ เทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ที่เปิดให้ผู้ประกอบการเข้ามาศึกษาดูงาน

วว. คาดว่าการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีดังกล่าว จะทำให้ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีศักยภาพในการยกระดับคุณภาพสับปะรดเพื่อการส่งออกอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในพื้นที่ และก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงแก่กลุ่มเป้าหมายและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งประกอบด้วย เกษตรกร กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดผลสด ผู้ประกอบกิจการส่งออกผลไม้สด วิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสับปะรดในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์…” นาย สายันต์ ตันพานิช กล่าว

ทั้งนี้ วว. มุ่งหวังให้ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในหลายมิติ ตั้งแต่การเป็นเครือข่ายด้านการวิจัยพัฒนา และมีบทบาทเสมือนเป็นผู้ประกอบการโรงงานคัดบรรจุ/แปรรูป/บรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นการดำเนินตามแผนธุรกิจ วว. โดยเป็นผู้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้เพื่อให้บริการแก่ผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากขึ้น ทั้งความต้องการบริโภคสับปะรดสดที่เพิ่มขึ้น และความต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาตรฐานที่สามารถส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ได้กว้างขวางมากขึ้น ตลอดจนมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งทางธุรกิจ

นายสายันต์ ตันพานิช กล่าวถึงภารกิจของศูนย์การถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มผลิตภาพและมูลค่าพืชไร่ชุมชน (สับปะรด) ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมสับปะรดว่า จะเป็นทั้งที่ปรึกษาให้แก่เกษตรกรในระดับต้นน้ำ การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการขั้นปลายน้ำเกี่ยวกับมาตรฐานของผลผลิตที่จะรับซื้อจากเกษตรกร การเป็นเสมือนตัวกลางในการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อยกระดับการวิจัยพัฒนาและโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรและเทคโนโลยีการเกษตรในพื้นที่เพาะปลูกสับปะรด โดยผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะยาว คือ การทำให้เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดมีความสามารถในการพัฒนาคุณภาพผลผลิต มีอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลางและมีรายได้เพิ่มขึ้น

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ที่ (นายสัมพันธ์ ศรีสุริยวงษ์) คนทีเขมา พืชศักดิ์สิทธิ์พิชิตโรคภัย

คนทีเขมา เป็นสมุนไพรที่เก่าแก่ชนิดหนึ่ง แม้จะไม่ได้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในบ้านเรา แต่คงเข้ามาเป็นเวลานมนานแล้ว พร้อมๆ กับคนทีสอ ในภาษาพื้นบ้านจะเรียกพืชทั้งสองชนิดนี้เหมือนกัน เช่น ผีเสื้อบ้าง ดินสอบ้าง แต่แยกเป็นดำกับขาว เช่น ผีเสื้อดำ หมายถึง คนทีเขมา ผีเสื้อขาว หมายถึง คนทีสอ หมอยาจะบอกว่าสมุนไพรสองชนิดนี้ใช้แทนกันได้ แต่หมอยาไทยนิยมคนทีสอมากกว่า เพราะกลิ่นดีกว่า

คนทีเขมา มีชื่อในภาษาสันสกฤต ว่า เนอกันดิ (nirgundi) มีความหมายว่า ปกป้องโรคภัย การรอดพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ การรอดพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งคล้ายกับความเชื่อของบ้านเราว่า คนทีเขมา คือผีเสื้อ ผู้ปกป้อง ซึ่งผีเสื้อหมายถึงผีดีที่ดูแลพื้นที่นั้นๆ เช่น ผีเสื้อสมุทร หมายถึง ผู้ปกป้องมหาสมุทร เป็นต้น

ไม้พุ่ม ใบประกอบแบบนิ้วมือ มี 5 ใบย่อย เรียงตรงข้ามดอกช่อแยกแขนง มีกลิ่นหอม กลีบดอกสีขาว ออกที่ปลายกิ่ง ผลสด รูปกลมคนทีเขมา เฝ้าเลือดลมผู้หญิง

คนทีเขมา มีกลิ่นหอม นิยมใช้เข้ายาอาบ ยาอบ ยาประคบสำหรับผู้หญิง เป็นยาต้มกินก็ดี ทำให้เลือดลมดี ผู้หญิงที่เลือดแห้งประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือมีอาการผิดเลือดผิดลม ถ้าใช้สมุนไพรต้นนี้ต้มกิน ต้มอาบเป็นประจำ จะลดอาการไม่สบายก่อนมีประจำเดือน เช่น ปวดหัว วิงเวียน ท้องอืด ปวดเมื่อยตามตัว หงุดหงิด ฉุนเฉียว อารมณ์แปรปรวนง่าย ร้องไห้ง่าย ขี้ลืม นอนไม่หลับ พูดเพ้อเจ้อ สับสน บวมและเจ็บตึงเต้านม นอกจากนี้ ยังช่วยรักษาอาการเลือดจะไปลมจะมา ซึ่งภาษาสมัยใหม่เรียกว่า

วัยหมดประจำเดือน และเหมาะกับผู้หญิงหลังคลอด เนื่องจากมีสรรพคุณช่วยขับน้ำนม ขับเหงื่อ โดยใช้เปลือกต้น ผล ใบ ต้มกิน หรือดองกิน ซึ่งสอดคล้องกับการใช้ในยุโรปสมัยโบราณที่ใช้พืชตระกูลนี้ เป็นยาขับประจำเดือนและขับน้ำนม คนทีเขมายังช่วยในเรื่องผิวพรรณ ถ้าต้มกิน ต้มอาบ เป็นประจำจะทำให้ผิวพรรณผุดผ่องเป็นยองใย เหมาะที่จะนำมาใช้ในสปา หรือทำครีมบำรุงผิว

ใช้เมล็ดคนทีเขมา ตำให้แตกแล้วนำมาดองเหล้า กินครั้งละ 0.5-1 ถ้วยตะไล เช้า-เย็น ช่วยรักษาอาการไม่สบายก่อนมีประจำเดือน อารมณ์แปรปรวนหลังคลอดนำกิ่ง ก้าน ใบ ผล ของคนทีเขมามาตากแห้ง แล้วนำมาดองเหล้ากิน ผลควรทุบให้แตกก่อนนำมาดอง กินครั้งละ 1 เป๊ก (30 ซีซี) วันละ 1-2 กินเป็นประจำ เลือดลมจะดีไม่มีสิวฝ้า

ยาแก้ปวดท้องขณะมีประจำเดือน

ประจำเดือนไม่ปกติ มีอาการหงุดหงิดช่วงมีประจำเดือน

เอาเมล็ดคนทีเขมาบดเป็นผง ผสมน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอน รับประทานครั้งละ 2 เม็ด เช้า-เย็น

ยาต้มแก้เลือดแห้ง

เปลือกไม้แดง รากมะตูม รากคนดินสอดำ (คนทีเขมา) รากมะอึก เปลือกเพกา ไผ่สีสุก ฝาง ต้มกิน แก้เลือดแห้งดีนักแล ฯ

ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

หรือถ้าหากต้องการความรู้เพิ่มเติมในเรื่องของการใช้สมุนไพร ไปพบกันได้ที่ งาน “Healthcare เรียนรู้ สู้โรค 2019” วันที่ 27 – 30 มิถุนายน 2562 ที่ Hall 5 อิมแพคเมืองทองธานี

วันที่ 13 มิถุนายน 2562 เวลา 15.00 น. ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รองศาสตราจารย์สิรี ชัยเสรี รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายแพทย์วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม นายแพทย์มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือวิจัย และพัฒนาสายพันธุ์กัญชาเพื่อใช้ทางการแพทย์

นายแพทย์มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากความร่วมมือในครั้งนี้กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จะนำกัญชาสายพันธุ์ไทยที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัย ไม่มีสารปนเปื้อน ไม่มีโลหะหนัก ไม่มีพิษ ไม่มีสารอันตรายจากเชื้อรา ไม่มียาฆ่าแมลง ยาฆ่าเชื้อรา คุณภาพมาตรฐานเมดิคลัลเกรด นำไปใช้ในตำรับยาแพทย์แผนไทย ทั้ง 16 ตำรับ เพื่อใช้ในการรักษาให้กับผู้ป่วยให้เหมาะสมกับโรคต่อไป รวมถึงจะเป็นหน่วยงานกลาง ในการขับเคลื่อน ประสานงาน ให้หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง นำวัตถุดิบจากกระบวนการปลูก การแปรรูป การสกัด เพื่อนำไปใช้ในการวิจัย การรักษาพยาบาล การจัดเก็บข้อมูลการวิจัยและการรักษาพยาบาล รวมทั้งเพิ่มช่องทางการรักษาด้วยช่องอื่นด้วย

นายแพทย์วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า องค์การเภสัชกรรม เป็นหน่วยงานหลักที่ดำเนินงานตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้จะร่วมกันพัฒนาวิธีการปลูก และวิจัยพัฒนากัญชาสายพันธุ์ไทย เพื่อให้ได้สายพันธุ์กัญชาที่มีคุณภาพ มีปริมาณสารสำคัญที่มีสัดส่วนคงที่ สม่ำเสมอ ได้มาตรฐาน ไม่มีสารปนเปื้อนใดๆ จากนั้นก็จะนำกัญชาที่ได้สายพันธุ์ร่วมกันส่งต่อไปยังกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นำไปใช้ในตำรับแพทย์แผนไทยรักษาผู้ป่วยโรคต่างๆ ที่เหมาะสมกับโรคนั้นๆ พร้อมทั้งวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีเภสัชกรรมให้ได้ผลิตภัณฑ์ใช้ในการวิจัยทางคลินิกเพื่อประเมินประสิทธิผลและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ และสำหรับการรักษาด้วยช่องทางพิเศษ หรือ Special Access Scheme (SAS) เป็นการรักษาผู้ป่วยควบคู่การเก็บข้อมูลการวิจัย รวมถึงการรักษาด้วยช่องทางอื่นด้วย

รองศาสตราจารย์สิรี ชัยเสรี รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะมีบทบาทในการวิจัยและพัฒนาวิธีการเพาะปลูกพันธุ์พืชกัญชาในประเทศไทย ให้ได้มาตรฐาน ปลอดภัยไม่มีสิ่งปนเปื้อน เพื่อนำไปใช้ในตำรับยาแผนไทย รวมถึงพัฒนาพืชกัญชาสายพันธุ์ไทยให้ได้สายพันธุ์ที่ได้ปริมาณสารสำคัญที่คงที่ในการเพาะปลูก เพื่อนำไปผลิตยาและใช้ในการรักษาให้เหมาะสมกับโรคต่อไป โดยในเบื้องต้นจะใช้พื้นที่ปลูก และวิจัย ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร

(13 มิถุนายน 2562) นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีเปิดและส่งมอบศูนย์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคยานพาหนะขนส่งสินค้าปศุสัตว์ แห่งที่ 3 ณ สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) อ.เมือง จังหวัดมุกดาหาร ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในจังหวัดชายแดนไทย

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวว่า ศูนย์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคยานพาหนะขนส่งสินค้าปศุสัตว์ ภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และภาคเอกชน ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) เข้าประเทศไทย โดยศูนย์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคยานพาหนะขนส่งสินค้าปศุสัตว์ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงใน 5 จังหวัดชายแดน ประกอบด้วย สระแก้ว หนองคาย มุกดาหาร นครพนม และเชียงราย ซึ่งศูนย์ที่จังหวัดมุกดาหารได้รับการสนับสนุนงบประมาณการก่อสร้างจาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เพื่อช่วยให้การฆ่าเชื้อโรคพาหนะขนส่งทุกสัตว์ ที่ด่านกักกันสัตว์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“แม้ว่าเชื้อโรค ASF จะไม่ติดต่อหรือส่งผลกระทบต่อมนุษย์ แต่เป็นโรคระบาดรุนแรงในสุกร ที่ยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกัน ดังนั้น ศูนย์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคยานพาหนะขนส่งสินค้าปศุสัตว์ จะเป็นปราการปัองกันความเสียหายกับเกษตกรกรผู้เลี้ยงสุกร ตลอดจนช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัยของอาหารให้กับผู้บริโภคได้อีกด้วย” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

นายชยันต์ ศิริมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า ศูนย์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคยานพาหนะขนส่งสินค้าปศุสัตว์ ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรไทยเท่านั้น ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการและผู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการค้าชายแดนมากขึ้น เพราะสินค้าปศุสัตว์ทำรายได้ให้กับประเทศมูลค่านับแสนล้านบาท

ด้าน นายสมพร เจิมพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจสุกร ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ สนับสนุน งบประมาณในการก่อสร้างศูนย์ฯ รวม 2 แห่ง ได้แก่ จังหวัดมุกดาหาร และจังหวัดเชียงราย ซึ่งจะก่อสร้างเสร็จภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้จัดอบรมให้ความรู้แก่พนักงานฟาร์มของบริษัท และเกษตรกรในโครงการคอนแทร็กฟาร์ม รวมทั้งร่วมกับกรมปศุสัตว์และสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติจัดอบรมเกษตรกรรายย่อยในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ได้เข้าใจและตระหนักถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น พร้อมทั้งให้คำแนะนำเพื่อพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ให้มีระบบป้องกันโรคที่ดีควบคู่กับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคอย่างเคร่งครัด และต่อเนื่อง

“สหกรณ์ที่นี่เป็นสหกรณ์แบบบ้านๆ เราบริหารตามหลักการของสหกรณ์และปรับใช้ให้เป็นไปตามวิถีชีวิต ตามบริบทของคนในชุมชนซึ่งเป็นสังคมเกษตร การช่วยเหลือคนในชุมชน โดยให้เงินกู้ ให้สินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้ชาวบ้านได้มีทุนไปประกอบอาชีพหรือใช้จ่ายในครอบครัว เราไม่ได้เอาเงินเป็นที่ตั้ง เรารวมคนก่อนแล้วเงินจะตามมาเอง” คุณบัญญัติ เลิศอาส ประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนโพธิ์ลอยพัฒนา จำกัด อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ให้นิยามสั้นๆ สำหรับความเป็นสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนโพธิ์ลอยพัฒนา จำกัด ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2562 และได้เข้ารับโล่พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา

ย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของสหกรณ์แห่งนี้ตั้งแต่ปี 2524 มีการประชุมกลุ่มชาวบ้านในอำเภอบ้านลาดเพื่อเผยแพร่แนวคิดของเครดิตยูเนี่ยน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องใหม่ของคนในยุคสมัยนั้น และต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าทุกคนจะเข้าใจและเห็นถึงประโยชน์ของการตั้งสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนขึ้นในชุมชน ไม่ใช่แค่การส่งเสริมการออม หรือให้เงินกู้ แต่ผลกำไรที่เกิดจากการบริหารเงินของชาวบ้าน ยังนำมาจัดสวัสดิการให้ตั้งแต่เกิดจนตาย และส่วนหนึ่งจัดสรรไว้สำหรับการส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิก ทุกฝ่ายจึงเห็นต้องตรงกัน จัดตั้งสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนโพธิ์ลอยพัฒนา จำกัดขึ้น เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2529 ด้วยสมาชิกแรกตั้ง 43 ราย และขยายเปิดรับสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันมีสมาชิก 3,279 ราย

ซึ่งความเข้มแข็งของสหกรณ์ ต้องเริ่มจากการคัดเลือกคนเข้ามาเป็นสมาชิก ซึ่งก่อนที่ชาวบ้านจะมาสมัครเป็นสมาชิก ต้องผ่านการอบรมความรู้เกี่ยวกับหลักวิธีการสหกรณ์อย่างเข้มข้น เพื่อปลูกฝังค่านิยมและจิตสำนึกของการเป็นสมาชิกสหกรณ์ เพื่อให้มีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจและกิจกรรมต่างๆ กับสหกรณ์ ส่งผลทำให้การดำเนินงานมีความมั่นคงและปริมาณธุรกิจเพิ่มขึ้น จนในปัจจุบันสหกรณ์แห่งนี้มีปริมาณธุรกิจมากกว่า 370 ล้านบาท มีเงินรับฝากจากสมาชิก 147 ล้านบาท และไม่ต้องพึ่งแหล่งเงินทุนภายนอกในการดำเนินธุรกิจ สหกรณ์จะใช้ทุนของตัวเอง โดยทำโครงการระดมหุ้นและระดมเงินฝากทุกปี ในช่วงวันครบรอบก่อตั้งสหกรณ์ และให้ของขวัญเป็นแรงจูงใจ ทำให้ทุนของสหกรณ์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 30 ล้านบาท

แต่ละเดือนสหกรณ์จะออกหน่วยสัญจรพบปะสมาชิกทุกกลุ่ม เพื่อพูดคุย รับฟังปัญหาข้อเสนอแนะและความต้องการจากสมาชิก รวมถึงชี้แจงเกี่ยวกับระเบียบข้อบังคับ และกิจกรรมต่างๆ เพื่อขอความร่วมมือจากสมาชิก ซึ่งคณะกรรมการสหกรณ์จะรู้จักสมาชิกทุกหลังคาเรือน และลงไปดูแลสมาชิกอย่างทั่วถึง ทำให้เกิดความใกล้ชิดระหว่างสหกรณ์กับสมาชิก ซึ่งสมาชิกกว่า 80% เป็นเกษตรกร มีอาชีพทำนาทำสวน สหกรณ์จึงได้หาวิธีช่วยลดต้นทุนการผลิตให้สมาชิก โดยประสานกับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรีจัดตั้งธนาคารพันธุ์ข้าวขึ้นในหมู่บ้าน

และให้สินเชื่อแก่สมาชิกไปซื้อพันธุ์ข้าวจากธนาคารเพื่อนำมาผลิตเป็นพันธุ์ข้าวต่อโดยวิธีเกษตรอินทรีย์ และเมื่อได้เมล็ดพันธุ์ข้าวรุ่นใหม่แล้วก็ขายคืนให้ธนาคารพันธุ์ข้าวในราคา ตันละ 13,000 บาท ซึ่งเป็นทางธนาคารพันธุ์ข้าวได้ประกันราคาไว้ให้ เพื่อช่วยให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีโครงการส่งเสริมอาชีพเสริมรายได้ให้สมาชิกตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งเดิมเป็นโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนเพียงอย่างเดียวต่อมาได้เพิ่มเติมเป็นการเลี้ยงสุกร ไก่ เป็ด และรวมเป็นกลุ่มอาชีพทำขนมทองม้วนและน้ำตาลโตนด ในรูปแบบอุตสาหกรรมระดับครัวเรือน จนกลายเป็นสินค้าส่งออกของชุมชนที่ได้รับความนิยมในขณะนี้ ทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้นจากอาชีพหลัก สามารถใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน มีเงินชำระหนี้คืนสหกรณ์ได้ตรงตามกำหนด และไม่ต้องไปเป็นหนี้นอกระบบ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ความสำเร็จของสหกรณ์ในวันนี้ เกิดจากความสามัคคีของหมู่มวลสมาชิก และคณะกรรมการที่มีความเข้มแข็ง เสียสละ มีความซื่อสัตย์และโปร่งใส ซึ่งการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสหกรณ์กับสมาชิกและคนในชุมชน ส่งผลให้การดำเนินงาน ของสหกรร์ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา มีความมั่นคงทางการเงิน มีทุนสำรองและผลกำไรเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งกำไรกว่า 80% ได้ถูกจัดสรรเป็นเงินปันผล และเฉลี่ยคืนให้สมาชิกตามสัดส่วนที่ทำธุรกิจกับสหกรณ์ และส่วนหนึ่งนำไปจัดเป็นสวัสดิการที่หลากหลาย เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของสมาชิกและครอบครัว เช่น ให้ค่ารักษาพยาบาลเมื่อสมาชิกเจ็บป่วย มอบเงินให้บุตรสมาชิกแรกเกิด สร้างบ้านหลังแรก เงินสวัสดิการให้สมาชิกผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ สหกรณ์ยังได้เผื่อแผ่และมีความเอื้ออาทรต่อชุมชน โดยสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ อาทิ เทศกาลสงกรานต์ประเพณีทอดกฐิน มอบทุนการศึกษาให้โรงเรียน วัด ชุมชน สมทบกองทุนโรงเรียนในพื้นที่อำเภอบ้านลาด ร่วมบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนด้านกีฬาภายในอำเภอบ้านลาด และจังหวัดเพชรบุรี บริจาคโลหิตเนื่องในวันสหกรณ์แห่งชาติเป็นประจำทุกปี ช่วยเหลือภัยพิบัติเพื่อสหกรณ์ร่วมกับชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสาขาจังหวัดเพชรบุรี บริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในจังหวัดเพชรบุรี และร่วมบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการจัดซื้อที่ดินเพื่อสร้างศูนย์เด็กเล็กของ อบต.ท่าช้าง อำเภอบ้านลาด และยังมีกิจกรรมรณรงค์สมาชิกให้เห็นความสำคัญของการ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยจัดกิจกรรมปลูกป่าและสร้างฝายชะลอน้ำ กิจกรรมคัดแยกขยะ ลดใช้สารเคมี และสนับสนุนให้สมาชิกใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ร่วมกันขุดลอกคูคลองและทำความสะอาดพื้นที่ในหมู่บ้านในวันสำคัญ