ภายในสวนไทรทองได้ใช้วิชาการและเทคนิคการปลูกมะม่วง

พื้นที่เคยเป็นที่นา จะต้องยกแปลงให้สูงมีร่องระบายน้ำไม่ให้น้ำท่วมขัง ปรับสภาพดินด้วยโดโลไมท์ ใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มธาตุอาหารในดิน การขยายพันธุ์มะม่วงด้วยวิธีทาบกิ่งจะได้ต้นพันธุ์ที่มีลำต้นใหญ่ ให้ผลผลิตเร็ว และมีรากแก้วทำให้ต้นไม่ล้มง่าย หลังจากตัดกิ่งทาบใหม่ๆ จะทาที่รอยแผลป้องกันเชื้อโรคเข้าทำลายต้นแม่พันธุ์หลัก

การใส่ปุ๋ยส่วนใหญ่จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ต้นใหญ่จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ 2 กระสอบ ต้นเล็กใช้ 1 กระสอบ วิธีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์แบบง่ายๆ โดยนำกระสอบปุ๋ยทั้งกระสอบวางไว้ที่โคนต้นเพื่อให้ธาตุอาหารค่อยๆ ซึมไปที่โคนต้นในขณะรดน้ำหรือช่วงฝนตก ภายใน 1 ปี กระสอบปุ๋ยก็จะยุ่ยสลายไปเอง เทคนิคอีกประการหนึ่งคือ มะม่วงทุกสายพันธุ์เป็นมะม่วงที่มีผลใหญ่ จำเป็นจะต้องห่อผลเพื่อป้องกันแมลงวันทอง นก ค้างคาว และยังช่วยให้สีผิวสวยงามด้วย ถุงห่อผลควรซื้อครั้งละจำนวนมาก ใช้ได้นาน 3-4 ครั้ง และเป็นการลดต้นทุนอีกทางหนึ่ง

ในด้านการตลาดนั้น ต้องติดต่อผู้ซื้อให้ชัดเจนแน่นอน กำหนดวันเก็บเกี่ยวเพื่อให้ผู้ซื้อมารับผลผลิตถึงสวน คัดเกรดของมะม่วงตามที่ตกลงกันล่วงหน้า พร้อมกับจ่ายเงินเมื่อรับสินค้าไปแล้ว อีกแนวทางหนึ่งคือ การรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์การเกษตร เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน วิชาการเกษตรและการตลาดด้วย

ส้มโอ เป็นผลไม้ที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้นานาชนิด แต่รสชาติของส้มโอก็แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ต่างๆ และบางสายพันธุ์อาจจะกำลังสูญหายไปอย่างน่าเสียดายหากไม่มีการอนุรักษ์ไว้

วันนี้จึงขอพามาเยี่ยมชมสวนส้มโอของ ยายใบ-คุณทองใบ พากุดเลาะ เจ้าของสวนที่มีการทำสวนส้มโอทั้งส้มโอพันธุ์พื้นเมืองและส้มโอพันธุ์ฮิตที่เป็นที่นิยม แต่ที่มีความน่าสนใจควบคู่ไปกับการทำสวนส้มโอคือ มีการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่บ้านบุ่งสิบสี่ ตำบลโนนทอง อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งชาวบ้านทุกคนพร้อมใจกันมาบริหารจัดการท่องเที่ยวด้วยตนเอง โดยมีกิจกรรมบริการนักท่องเที่ยวที่หลากหลายและให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนด้วยน้ำใจ ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นความประทับใจของผู้มาเยือนอย่างมิรู้ลืม

ส้มโอที่บ้านบุ่งสิบสี่ เป็นแหล่งปลูกพันธุ์พื้นเมืองที่มีอายุไม่น้อยกว่า 150 ปี โดยมีหน่วยงานภาครัฐได้เข้ามาส่งเสริมการปลูกส้มโอสายพันธุ์ส่งเสริม เช่น ทองดี ขาวแตงกวา ฯลฯ เป็นต้น ส่งผลให้ส้มโอพันธุ์พื้นเมืองเริ่มถูกตัดโค่นต้นทิ้ง เนื่องจากพันธุ์พื้นเมืองมีต้นและทรงพุ่มขนาดใหญ่ต้องใช้พื้นที่ในการปลูกมาก ทำให้อยากส่งเสริมให้ทุกคนเห็นคุณค่า เห็นความสำคัญของส้มโอพันธุ์พื้นเมืองก่อนที่จะถูกทำลายหมดไป เนื่องจากส้มโอพันธุ์พื้นเมืองของที่นี่เป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมซึ่งมีรสชาติดีไม่แพ้ที่ใดเลย

ยายใบ เล่าว่า ตนทำสวนมา 31 ปีแล้ว และมีส้มโอพันธุ์พื้นเมืองอยู่ 2 ต้น “เป็นส้มโอพันธุ์พื้นเมืองเนื้อมีสีแดงเรียกว่า แดงภูคิ้ง อายุประมาณ 100 กว่าปีแล้ว โดยจะออกลูกปีละ 2 ครั้งตอนต้นปีและกลางปี นอกจากนี้ยังให้ลูกดกทำให้มีรายได้เข้ามาเฉพาะ 2 ต้นนี้ปีละประมาณ 34,000 บาท”

สำหรับส้มโอสวนยายใบนั้นปัจจุบันจำหน่ายส้มโอพันธุ์พื้นเมืองแดงภูคิ้ง ลูกละ 50 บาท และเป็นส้มโอที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวเป็นที่นิยมกับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน

ยายใบ เล่าเพิ่มเติมว่า “ยายเกิดมาก็เจอต้นส้มโอนี้แล้วตั้งแต่รุ่นพ่อของยายเด็กๆ การดูแลต้นส้มโอไม่ได้ดูแลอะไรมาก ใส่ปุ๋ย ใส่น้ำหมัก และไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลงใดๆ ส้มโอก็ออกลูกดกทุกปีนะ โดยที่สวนยายมีทั้งพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์อื่นๆ เช่น ทองดี ขาวใหญ่ ส่วนใหญ่จะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงสวนเลย เขาให้ราคาพันธุ์ทองดีกิโลกรัมละ 25 บาท พันธุ์ขาวใหญ่กิโลกรัมละ 30 บาท ส่วนแดงภูคิ้งมีราคาแพงกว่าพันธุ์อื่นๆ เพราะหาได้ยากและเขาเริ่มมีการส่งเสริมอนุรักษ์ไว้”

ส้มโอสวนยายใบยังมีการจำหน่ายกิ่งพันธุ์ส้มโอพื้นเมืองเป็นรายได้เสริม โดยมีราคากิ่งพันธุ์ละ 100 บาท และถ้าต้องการกิ่งที่เสียบยอดจะจำหน่ายกิ่งละ 100 บาท แต่หากซื้อจำนวนมาก ยายใบแอบกระซิบว่าสามารถลดราคาได้เหลือกิ่งพันธุ์ละ 50-80 บาท โดยมีกิ่งพันธุ์ที่จำหน่าย ได้แก่ พันธุ์ขาวทองดี ขาวใหญ่ ขาวน้ำผึ้ง และพันธุ์พื้นเมืองอย่างแดงภูคิ้ง

นอกจากนี้ ยายใบ ยังเล่าว่า เมื่อมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่สวนจะมีการสาธิตการเสียบยอดส้มโอให้ดูและสอนวิธีการปลูกและดูแลรักษาส้มโออีกด้วย ทำให้นักท่องเที่ยวนอกจากได้รับความเพลิดเพลินแล้วยังได้ความรู้ทางการเกษตรกลับไปใช้ได้จริง อีกทั้งยังเพิ่มรายได้การจำหน่ายส้มโอพันธุ์ต่างๆ โดยตรงถึงมือผู้บริโภคโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง

“ถ้าดินดีคือดินที่ส้มโอชอบเป็นดินเหนียวก็จะให้ผลดก อย่างสวนยายจะปลูก 3 ปีได้กินลูกแล้ว สัก 5 ปีก็สามารถขายได้ มีการเสียบกิ่งให้ดูเขาก็ซื้อไปปลูกกัน” นอกจากนี้ ยายใบยังมีการแปรรูปส้มโอเป็นน้ำส้มโอให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนชิมกันอีกด้วย นับเป็นแนวทางสร้างรายได้ให้กับชุมชนเพิ่มขึ้น

การประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านบุ่งสิบสี่ยังมีกลยุทธ์และแนวทางในการส่งเสริมการตลาดส้มโอและการประชาสัมพันธ์ร่วมกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรไปด้วย อีกทั้งพยายามส่งเสริมให้ชุมชนนำทรัพยากรทางเกษตรในพื้นที่มาใช้ประโยชน์เพื่อให้เกิดรายได้โดยตรง ทั้งจากการจำหน่ายสินค้าเกษตรและการให้บริการ ตลอดจนสามารถดำเนินงานบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้อยู่ในรูปแบบของการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน (วิถีเกษตร วิถีวัฒนธรรมและธรรมชาติ)

ด้าน คุณอัครวิทย์ หมื่นกุล ผู้ดำเนินงานโครงการศึกษาและพัฒนาสินค้าและบริการท่องเที่ยวบ้านบุ่งสิบสี่ และโครงการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านบุ่งสิบสี่ ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาเครือข่ายท่องเที่ยวเชิงเกษตรลำน้ำพรมหรือในนาม อาจารย์จัมโบ้ ที่ชาวบ้านทุกคนคุ้นเคย เปิดเผยว่า จังหวัดชัยภูมิได้กำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพได้มาตรฐานโดยพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวแบบครบวงจรและท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปีในทุกฤดูกาล

“โครงการนี้เป็นโครงการของเกษตรสหกรณ์จังหวัดชัยภูมิ และได้งบประมาณของจังหวัดชัยภูมิมาทำเรื่องท่องเที่ยวโดยชุมชนภายใต้นโยบายประชารัฐ และได้ร่วมกันออกแบบโครงการโดยการมีส่วนร่วมกับชาวบ้านในชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยดำเนินการในพื้นที่บ้านบุ่งสิบสี่ เนื่องจากมีจุดเด่นคือ เป็นพื้นที่ที่อยู่ติดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว (ทุ่งกะมัง) และมีการดำเนินโครงการซึ่งเกี่ยวข้องเรื่องคนกับป่า อยู่กันยั่งยืนมาแล้วหลายโครงการด้วยกัน อีกทั้งยังมีภูมิประเทศที่สวยงามเหมาะสมที่จะส่งเสริมเรื่องท่องเที่ยว และจุดเด่นที่สำคัญของที่นี่คือ เป็นแหล่งปลูกส้มโอขนาดใหญ่ที่มีเนื้อที่กว่า 600 ไร่”

“ส้มโอพันธุ์พื้นเมือง จะมีกุ้ง (เนื้อส้มโอ) 2 สี หากมีสีแดงจะเรียกว่า แดง และต่อท้ายตามตำแหน่งที่เกิด เช่น แดงภูคิ้ง แดงโรงสี แดงผาพัง หรืออื่นๆ หากส้มโอมีเนื้อสีขาวจะใส่คำว่า หอม ลงไปเพราะนอกจากจะมีรสชาติอร่อยแล้วยังมีความหอมเหมือนมะนาวเมล่อน บางต้นมีเปลือกบางและปอกเปลือกได้ง่ายอีกด้วย เช่น ขาวหอม ขาวหล่อน (ขาวจัมโบ้) ฯลฯ แต่ความหลากหลายของสายพันธุ์ส้มโอเหล่านี้กลับไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายเหมือนสายพันธุ์อื่นๆ จึงอยากให้มีการอนุรักษ์พันธุ์พื้นเมืองนี้ไว้ก่อนที่จะสูญหายหมดไป”

ด้าน คุณนันทวิทย์ ดวงมณี หรือ ผู้ใหญ่เก๋ ผู้ใหญ่บ้านบุ่งสิบสี่ กล่าวเพิ่มเติมว่า บ้านบุ่งสิบสี่มีศักยภาพในการจัดการท่องเที่ยวและเป็นการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน รับฟังทุกฝ่ายเพื่อจัดทำโปรแกรมการท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับชุมชนและทุกคนที่มาเยือน โดยการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับชุมชนอย่างเป็นระบบ เช่น การเรียนรู้/ศึกษาดูงานเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชน/การจัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการท่องเที่ยวโดยชาวบ้านเอง ไม่ขัดแย้งกันภายในชุมชนรวมถึงชุมชนใกล้เคียง ทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งและชาวบ้านพร้อมใจกันทำงาน

“ถ้ามาเที่ยวบ้านบุ่งสิบสี่ เริ่มแรกจะต้องถามแขกที่มาเยือนว่าต้องการแบบไหน บางคณะต้องการมาอบรมเรียนรู้เรื่องการปลูกส้มโอ หรือบางคนมาเที่ยวชมธรรมชาติ ก็จะมีการพูดคุยกัน จัดการท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับความต้องการ ซึ่งจุดเด่นของที่นี่คือ เป็นแหล่งปลูกส้มโอพันธุ์พื้นเมืองที่มีรสชาติอร่อย ราคาไม่แพง และสามารถมีให้ชิมได้ทั้งปี ทุกฤดูกาล”

“นักท่องเที่ยวบางคนอยากพายเรือเองเราก็จะมีเรือที่ได้มาตรฐานกรมเจ้าท่าไว้บริการ มีทั้งหลังคาและชูชีพเพื่ออำนวยความสะดวกและปลอดภัย เมื่อพายเรือชม ชิม ช็อปที่สวนส้มโอของสมาชิกกลุ่มของพวกเราแต่ละสวนก็จะมีความหลากหลายของสายพันธุ์ รสชาติ ความมีน้ำใจของเจ้าของสวนที่เป็นเสน่ห์ของกลุ่มเรา”

สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ผ่านมาจะมีทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่มาเยือน และบางกลุ่มมาแล้วก็กลับมาอีกรอบด้วยความประทับใจในรสชาติของส้มโอ ทัศนียภาพลำน้ำพรม และอัธยาศัยไมตรีอันดีงามของชาวบ้าน

การส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเพื่อการค้าทั้งภายในและส่งออกไปยังต่างประเทศ มีความจำเป็นต้องใช้องค์ความรู้เพื่อเพิ่มคุณภาพการผลิตสามารถผลักดันให้สินค้าเอาชนะคู่แข่ง โดยมุ่งเน้นผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าทั้งคุณภาพและปริมาณให้ตรงตามความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง

ฉะนั้น การผลิตสินค้าประเภทผลไม้ในยุคดิจิตอลที่เชื่อมโยงลูกค้าทั่วโลกแล้วตัดสินใจสั่งซื้อเพียงปลายนิ้วสัมผัส คงจะปลูกและดูแลไม้ผลในสวนตามแนวทางเดิมไม่ได้อีกต่อไป จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยี พร้อมกับนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาช่วยเสริมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รายการสัมมนา “มะพร้าว…พืชเศรษฐกิจทำเงิน” ในภาคแรก มีคณะวิทยากรหลายท่านที่ได้เรียนเชิญมาบรรยายในประเด็นต่างๆ โดยเน้นการปลูก การดูแล และการป้องกันศัตรูพืช

สำหรับวิทยากรท่านแรกคือ อาจารย์ประทีป กุณาศล นักวิชาการอิสระด้านพืช รวมถึงยังเป็นผู้คร่ำหวอดในวงการไม้ผลมายาวนาน ตลอดจนยังได้เดินทางไปดูงานต่างประเทศหลายแห่ง กระทั่งสะสมความรู้ ประสบการณ์ และแนวคิดใหม่ๆ นำกลับมาพัฒนาปรับปรุงงานเกษตรอยู่เป็นประจำ

ดังนั้น ในเวทีสัมมนามะพร้าวครั้งนี้ อาจารย์ประทีปจึงมีโอกาสหยิบยกเรื่องราวต่างๆ ในมุมการปลูกและดูแลมะพร้าวเพื่อสร้างศักยภาพให้พร้อมต่อการบุกตลาดทั้งในและต่างประเทศ

อาจารย์ประทีป กล่าวว่า ครั้งนี้ได้มีโอกาสมาให้ข้อมูล รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องมะพร้าว สำหรับตัวเองเป็นลูกชาวสวนผลไม้ อยู่ที่บ้านแพ้ว เกิดและเติบโตมากับผลไม้ประจำถิ่นหลายชนิด แล้วก็เห็นมะพร้าวมาตั้งแต่เกิดเลยก็ว่าได้ ที่บ้านมีสวนมะพร้าวอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ตลอดเวลาได้สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของมะพร้าวตั้งแต่ส่วนบนคือใบ ยอด ผล ลงมายังลำต้นและราก

พันธุ์ที่ปลูกเป็นมะพร้าวก้นจีบ ได้มาจากที่อำเภอสามพราน ซึ่งพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมที่สามพรานจะมีลักษณะรูปร่างผลเล็ก เวลาขายสมัยก่อนมักขายควบ 2 ผลเล็ก เท่ากับ 1 ผลใหญ่ แต่ทั้งนี้ ต้องให้เครดิตกับฟาร์มอ่างทองที่อยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ตั้งอยู่บริเวณปากคลองภาษีเจริญ กระทุ่มแบน เป็นแหล่งที่คัดมะพร้าวก้นจีบ มีการทำพันธุ์จนเกิดการแพร่หลายไปทั่ว เพราะในช่วงนั้นมะพร้าวน้ำหอมก้นจีบได้รับความนิยมมาก

ขณะนี้ราคามะพร้าวน้ำหอมเปลี่ยนไปจากเมื่อหลายสิบปีก่อน ในตอนนั้นมะพร้าวที่ออกมาจากสวนราคาผลละ 10 สลึงเท่านั้น พอมาเมื่อสัก 3 ปีที่ผ่านมาราคาขยับเพิ่มขึ้นมากเพราะมีตลาดรองรับโดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ในช่วงนั้นยังมีปลูกไม่มาก เป็นสวนเก่า

“แต่เมื่อเกิดความต้องการขึ้นแบบไม่ตั้งตัวทำให้ราคาขายมะพร้าวน้ำหอมขยับขึ้นไปสูงมาก จึงทำให้ชาวบ้านหลายพื้นที่ตื่นตัวหันมาปลูกมะพร้าว มีการขยายพื้นที่ปลูกจำนวนหลายเท่า ขณะที่ตัวเลขส่งขายต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลาดต่างประเทศที่ส่งออกเป็นหลักคือสหรัฐอเมริกา โดยมีตลาดจีนมาเบียดแข่งในช่วงหลัง แล้วมีอัตราเพิ่มขึ้นด้วย”

ช่วงนี้บริษัทเครื่องดื่มน้ำดำหลายค่ายใหญ่ต่างสนใจหันมาจับธุรกิจผลิตน้ำมะพร้าวกระป๋องกัน เนื่องจากผลการวิจัยพบว่า น้ำมะพร้าวมีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ จึงทำให้ตลาดความนิยมดื่มน้ำมะพร้าวพุ่งขึ้นทันที

สหรัฐอเมริกานำน้ำมะพร้าวน้ำหอมมาจากบราซิลจำนวนมาก ส่วนของไทยมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของตลาดโลกทั้งหมด ดังนั้น พื้นที่ปลูกหลัก อย่างสมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี และนครปฐม มีเพียงส่วนน้อยของตลาดโลก

ขณะเดียวกัน ความต้องการที่เพิ่มขึ้นก็เลยทำให้หลายประเทศเพื่อนบ้านระดมปลูกกันอย่างจริงจัง อย่างที่เวียดนามปลูกเพิ่มขึ้น พม่าปลูกเพิ่มขึ้น หรือมาเลเซีย อินโดนีเซีย ก็เลยเพิ่มพื้นที่ปลูกกัน แต่กลับพบว่ามะพร้าวน้ำหอมที่มีคุณภาพ มีรสหวานตามธรรมชาติ มีกลิ่นหอม มาจากประเทศไทยเราเอง ด้วยเหตุนี้จึงมีการลักลอบนำพันธุ์ไปปลูกกันที่เวียดนามบ้าง พม่าบ้าง

แต่คงไม่ต้องกังวล ถึงแม้จะมีความพยายามนำพันธุ์ไปปลูกยังแหล่งอื่น แต่คงไม่ได้คุณภาพทัดเทียมกัน ทั้งนี้ เพราะแหล่งปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่มีคุณภาพจริงๆ จะอยู่บริเวณพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำท่าจีน แม่กลอง และที่บางปะกง เนื่องจากมีลักษณะสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เอื้อต่อการปลูกมะพร้าวแล้วมีคุณภาพ กล่าวคือในบริเวณดังกล่าวมีลักษณะน้ำไหลทรายมูล มีปริมาณธาตุอาหารสูง แล้วยังมีระดับน้ำทะเลขึ้น-ลง

ฉะนั้น ความที่มีส่วนประกอบของเกลือตามธรรมชาติจึงช่วยให้มะพร้าวมีรสชาติที่หวานหอม มีคุณภาพเนื้อเหมาะสม จึงทำให้ประเทศเรามีความโชคดี 2 ชั้น คือมีพันธุ์มะพร้าวคุณภาพ กับมีแหล่งปลูกที่มีความอุดมสมบูรณ์อีกด้วย จึงเป็นข้อสรุปได้ว่าการทำให้มะพร้าวน้ำหอมมีคุณภาพดีทั้งรสชาติเนื้อและขนาดผลจะต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ สภาพแวดล้อม และอากาศ

“เลยมีคำถามตามมาว่า แล้วจังหวัดที่ไม่ได้อยู่ใกล้ทะเลจะปลูกมะพร้าวน้ำหอมได้หรือไม่?? ต้องบอกว่าได้แน่นอนครับ เพียงแต่ขอให้มีปริมาณน้ำอย่างเพียงพอและมีความสมบูรณ์ แล้วควรอยู่ในพื้นที่ราบลุ่ม อย่างภาคอีสานบางจังหวัดมีเกลือปนในดินอยู่แล้ว เพียงแต่อาศัยการให้น้ำปริมาณมากเข้าช่วยก็อาจสร้างคุณภาพมะพร้าวได้เช่นกัน”

มะพร้าวชอบพื้นที่ในแบบราบลุ่ม แต่ถ้าเป็นที่ดอนไม่ค่อยดีนัก ขณะเดียวกัน การวางผังปลูกมะพร้าวควรคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยต่างๆ ด้วย ควรวางแผนให้เครื่องจักรและคนเข้าไปทำงานได้สะดวก ควรหาตลาดขายที่ไม่ไกลจากแหล่งปลูก

คราวนี้มาดูเรื่องผลผลิตกันบ้าง มะพร้าวแต่ละต้นมีจำนวน 16-17 จั่น ต่อปี ดังนั้น ใน 1 ต้น จะได้ผลผลิตจำนวน 100 ผล ต่อปี ซึ่งที่ผ่านมาชาวสวนมะพร้าวสามารถทำผลผลิตได้ 60-180 ผล ต่อปี ได้อย่างสบาย ขณะเดียวกัน บางสวนมีศักยภาพการปลูกได้ผลผลิตที่มากกว่า สิ่งเหล่านี้มีข้อมูลจากงานวิจัยของทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

หากมองการขึ้น-ลงของราคามะพร้าวจะพบว่าในรอบปีราคามักสูงในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม เพราะในช่วงนั้นมีจำนวนผลผลิตน้อย แล้วพอเข้าเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไปจำนวนผลผลิตจะเริ่มมากขึ้น ราคาจึงลดลง ดังนั้น จึงมักเกิดคำถามว่าทำไมไม่ทำให้มะพร้าวมีผลผลิตตลอดต่อเนื่องทั้งปี ราคาขายจะได้ไม่สูง

ความจริงแล้วการทำให้มะพร้าวดกตลอดทั้งปีคงยังทำไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ทีเดียว แต่ถ้าทำให้ไม่ถึงกับขาดคออาจพอเป็นไปได้ จึงทำให้สนใจว่าช่วงที่มะพร้าวขาดคอเหลือ 2 ผล ควรจะหาทางทำอย่างไรให้มีมากกว่า 4 เท่าของช่วงขาดคอ

“จะบอกว่ามีวิธีทำให้เป็นไปได้โดยจะต้องบริหารจัดการปุ๋ย น้ำ และการดูแลให้มีส่วนสัมพันธ์กัน เหตุผลที่พูดเช่นนี้เพราะมีงานวิจัยแล้วพบว่าทำไมผลจึงร่วง หรือทำไมผลจึงแตก ปัญหาเช่นนี้เป็นที่ปรากฏในงานวิจัยแล้ว แต่น่าเสียดายตรงที่งานวิจัยเหล่านี้ไม่ค่อยนำออกมาเผยแพร่”

ดังนั้น ในครั้งนี้จึงต้องการนำบางส่วนของข้อมูลจากงานวิจัยมาสรุป โดยแนวทางจะแบ่งสวนมะพร้าวออกเป็น 3 สวน ซึ่งประเมินสวนเหล่านั้นจากผลผลิตที่ทำได้ ทั้งสวนที่ดีที่สุด ปานกลาง และไม่ดีนัก มีจำนวนทั้งสิ้น 30 แปลง จะมีการเก็บตัวอย่างดิน ดูวิธีและขั้นตอนการให้น้ำ ปุ๋ย รวมถึงยังนำทุกส่วนของต้นมะพร้าวของทุกสวนมาวิเคราะห์ถึงกระบวนการเจริญเติบโต จนได้ข้อสรุปมามากมาย

อย่างเช่น ตัวอย่างสวนมะพร้าวของคุณบวร ที่ดำเนินสะดวก เป็นสวนมะพร้าวที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม เพราะมีระบบการบริหารจัดการสวนอย่างมีประสิทธิภาพ อันนี้อาจเป็นผลมาจากปัจจัยทางธรรมชาติอันมาจากธาตุอาหารที่มีอยู่ในพื้นที่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำแม่กลอง และแม่น้ำท่าจีน จึงทำให้ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยมาก

แต่สรุปได้ว่าการปลูกมะพร้าว สิ่งที่สำคัญมากคือปุ๋ยและน้ำ จำเป็นมากแล้วต้องใช้ในปริมาณที่มากด้วย แม้ว่าแหล่งปลูกจะมีแหล่งน้ำแล้วก็ตาม แต่ถ้ามีการรดน้ำมากมะพร้าวยิ่งชอบ จะช่วยในเรื่องการติดผลได้อย่างดี ขณะเดียวกัน ยังเป็นการสร้างความชุ่มชื้นให้แก่สวนมะพร้าวด้วย อีกทั้งยังเอื้อต่อการช่วยผสมเกสรให้ดีมีประสิทธิภาพดีด้วย

“ด้วยเหตุนี้การดูแลเรื่องปุ๋ย น้ำ และดินจะช่วยในเรื่องการสร้างผลผลิตที่มีความสมบูรณ์และมีคุณภาพด้วย สามารถทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นได้หลายเท่า” สำหรับมะพร้าวในช่วงเดือนพฤษภาคม ถ้าสังเกตดูจั่นที่แตกออกมาพบว่ามีจำนวนตัวเมีย โดยเฉลี่ยแล้วมีจำนวนสัก 10 ดอก แต่จะร่วงเหลือเพียง 2-3 ผลเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงควรหาวิธีแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้ดอกร่วงมากจะได้ทำให้ติดผลมาก อาจต้องไปหาผึ้งหรือตัวชาญณรงค์มาเลี้ยงเพื่อช่วยผสมเกสร

มะพร้าวจะใส่ปุ๋ยตัวกลางน้อยมาก โดยถ้าดูสัดส่วนจะเป็น 5-1-7 หรือ 8 จะพบว่าตัวท้ายจำเป็นมาก ดังนั้น สูตรปุ๋ยที่หาตามท้องตลาด ได้แก่ 15-5-36 ก็สามารถหาซื้อได้ทั่วไปหรืออาจใช้สูตรที่ใกล้เคียง แต่ถ้าไม่มีแนะนำให้ใช้สูตรเสมออย่าง 15-15-15 หรือ 16-16-16 แล้วเติมด้วยยูเรียกับสูตร 0-0-60 เนื่องจากมะพร้าวชอบคลอไรด์มาก และควรใส่ขี้ไก่แกลบต้นละ 50 กิโลกรัม จะช่วยให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นทันที

ถ้าคิดว่าจะมาทำอาชีพปลูกมะพร้าวโดยไม่มีความรู้เลย ก่อนอื่นควรวางแผนให้รอบคอบ มีการจัดทำบัญชี ควรทำตารางใส่ปุ๋ยและตารางการดูแลบริหารจัดการในสวนมะพร้าว ทั้งนี้ ข้อมูลทุกชนิดควรมีการจดบันทึกเพื่อป้องกันการหลงลืม อีกทั้งยังช่วยในเรื่องการควบคุมคุณภาพการปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ฉะนั้น สูตรสำเร็จของการปลูกมะพร้าวให้ประสบความสำเร็จคงไม่มี เพียงแต่ควรใช้หลักยึดไว้ เช่น การลดต้นทุนการผลิต ควรเข้าไปมีส่วนร่วมกับกลุ่มคนปลูกมะพร้าวรายอื่นที่มีอาชีพเดียวกัน และควรหาวิธีแปรรูปหรือหาตลาดแปรรูป”

สวนมะพร้าวคุณเย็นจิต ที่ปทุมธานี เนื้อที่จำนวน 90 ไร่ สามารถทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นได้ถึง 3 เท่า แล้วถ้าขายราคาหน้าสวนผลละ 15 บาท ราคาอย่างนี้ตามหลังทุเรียนไม่มากเลย

อีกประเด็นที่อยากเพิ่มเติมสำหรับการทำสวนมะพร้าวให้ประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพที่นอกจากจะเน้นปัจจัยสำคัญอย่างการใส่ปุ๋ย การให้น้ำ การปรับปรุงคุณภาพดิน ตลอดจนถึงควรเลือกทำเลปลูกที่ไม่ไกลจากแหล่งขาย

สิ่งสำคัญนอกจากนั้นคือเรื่องการแปรรูป ซึ่งมีนักวิชาการและนักวิจัยได้มีผลงานออกมามากมาย ซึ่งหากใครสนใจอาจลองค้นหาในอินเตอร์เน็ต หรือลองไปพบกับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หรือมหาวิทยาลัยศิลปากรที่นครปฐมหรือสถาบันอื่นๆ เพราะมีหลายแห่งที่มีงานวิจัยที่โดดเด่นน่าสนใจ

“ต้องบอกว่าสินค้าเกษตรของไทยเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ ทั้งนี้ เพราะในบ้านเราผลิตด้วยคุณภาพ แล้วได้รับการยอมรับอย่างดีในตลาดเพื่อนบ้านใกล้เคียงหรือตลาดในหลายประเทศทั่วโลก แต่สินค้าเกษตรหลายชนิดพบว่าผลิตไม่ค่อยทัน”

ขณะนี้สิ่งที่กำลังสนใจหารายละเอียดอยู่คือ ทำอย่างไรให้มะพร้าวร่วงน้อยที่สุด ได้พบว่าที่อินเดียทำเรื่อง Root Feeding โดยนำฮอร์โมนไปใส่ไว้ในรากมะพร้าว จนทำให้มะพร้าวมีผลดกขึ้นกว่าเดิมถึง 20 เปอร์เซ็นต์ หรืออย่างที่ท่านวิทยากรในรายการนี้ได้คุยเรื่องกากน้ำปลาก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก อีกทั้งมีราคาถูก แล้วยังมีคลอไรด์มากด้วย

ผมเห็นด้วยกับ ผศ.ประสงค์ ทองยงค์ ที่ชี้ชัดว่าระบบรากเป็นเรื่องสำคัญ หรือทำไมต้องบริหารจัดการระดับน้ำในท้องร่องก็เพื่อให้ระบบรากได้แผ่ออกไป อีกทั้งยังควรทำให้ดินฟู ส่วนปุ๋ยที่น่าสนใจอีกชนิดคือปุ๋ยมูลไส้เดือน มีราคาไม่แพงแต่มีคุณภาพชั้นเยี่ยม

“ดังนั้น สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญและไม่ควรมองข้าม เพราะจะช่วยให้เพิ่มผลผลิตได้อย่างมาก อีกทั้งยังช่วยทำให้ราคาขายเพิ่มขึ้นสูงขึ้นด้วย” อาจารย์ประทีป กล่าว คุณสาคร ภูผิวผา อายุ 48 ปี บ้านเลขที่ 41 หมู่ที่ 1 ตำบลมะค่า อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โทร. (090) 970-2577, (081) 735-0232 เป็นอีกคนหนึ่งที่หันมาเอาดีด้านการเกษตร จนเป็นผู้นำด้านการเกษตรในชุมชน

คุณสาคร ภูผิวผา เล่าให้ฟังว่า ตนจบปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ปี 2536 ทำงานอยู่กรุงเทพฯ 20 ปี เกิดเบื่อความวุ่นวายสังคมเมือง และพ่อแม่ที่อยู่ทางบ้านเริ่มชราภาพ ควรจะมีลูกหลานดูแล ประกอบกับชื่นชอบการเกษตรจึงลาออกจากงาน กลับมาอยู่บ้านเกิดเพื่อทำการเกษตรใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายให้นาฬิกาชีวิตเดินช้าลง โดยหวังว่าชีวิตจะมีความสุขมากขึ้นกว่าเดิม และหวังว่าการทำเกษตรที่ใช้องค์ความรู้ ที่ศึกษามาจะเป็นแบบอย่างให้ชาวบ้านที่ทำการเกษตรแบบเดิมๆ ได้นำไปปรับใช้

เนื่องจากที่นาเป็นที่มรดกของภรรยา ที่นา 12 ไร่ และที่สวน 3 ไร่ ซึ่งเห็นว่ากำลังพอดีกับกำลังที่มีอยู่ 2 คน กับภรรยา และคิดว่าจะทำอย่างไร ให้ได้ผลผลิตมากขึ้นกว่าการทำนาแบบเดิมๆ ที่ต้องพึ่งเคมี จึงค้นคว้าหาความรู้และพบว่า การทำนาแบบดำต้นเดียว โดยใช้เทคนิคแกล้งข้าวทำให้ได้ผลผลิตมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว จึงทดลองทำดู โดยครั้งแรกทำเพียง 2 งาน เพื่อทดลอง

ลักษณะที่นาเป็นดินปนทราย (นาดอน) ไม่มีปูและหอยเชอรี่ ดำกล้าอายุ 12 วัน ดำแบบต้นเดียว ดำเป็นแถวระยะห่าง 30 เซนติเมตร ปรากฏว่าชาวบ้านที่เห็นก็หัวเราะหาว่าบ้า แต่เมื่อผ่านไป 1 เดือน ข้าวเริ่มแตกกอ ปรากฏว่างามกว่านาหว่านที่ใช้ปุ๋ยเคมีมาก จนชาวบ้านที่เห็นสนใจและอยากลองทำดูบ้าง

ปี พ.ศ. 2556 เป็นปีที่นำรูปแบบการดำนาต้นเดียวมาลงพื้นที่แปลงจริง 12 ไร่ ซึ่งลักษณะที่นาเป็นดินเหนียว (นาที่ลุ่ม) มีปู มีหอยเชอรี่เยอะ ดำกล้าอายุ 12-20 วัน เพาะกล้าในกระบะเพาะของรถดำนา ปรากฏว่ากล้าต้นเล็กต้องเตรียมดินให้เป็นเลนและไม่มีน้ำขังก่อนดำนา ไม่เช่นนั้นปูกับหอยจะกินหมด แต่การเอาน้ำออกจากนาก็ทำให้เกิดหญ้า ต้องกำจัดหญ้า ซึ่งกว่าจะขังน้ำในนาได้ต้องรอให้ข้าวอายุประมาณ 1 เดือน ปูและหอยจึงจะไม่ทำลาย จากการทำนาแบบดำต้นเดียวปีแรก ที่ไม่ใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมี ใช้วิธีการไถกลบตอฟาง ใช้ใบไม้แห้งและใช้ปุ๋ยชีวภาพ ปรากฏว่าข้าวแตกกอดี กอละไม่น้อยกว่า 21 ต้น (ประมาณ 21-30 ต้น)

ขั้นตอนการทำนาแบบอินทรีย์

การเตรียมแปลงนา การทำนาแบบอินทรีย์นั้น ปุ๋ยที่ใช้ในการเตรียมดินจะต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เศษวัชพืช ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ห้ามใช้ปุ๋ยเคมีเด็ดขาด ทั้งนี้เพื่อปรับสภาพดินและปรับความอุดมสมบูรณ์ในดิน การปรับปรุงคุณภาพดิน
การไถกลบตอซัง เป็นการหมักปุ๋ยให้ข้าวอีกทางหนึ่ง และยังป้องกันไฟได้อีกด้วย
การทำปุ๋ยหมักจากเศษวัชพืช เช่น ฟางข้าว ใบไม้ เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ดีมีคุณภาพสูง และปัจจุบันมีวิธีการทำปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง ซึ่งทำได้เยอะและไม่เหนื่อย โดยใช้วิธีวิศวกรรมแม่โจ้ 1
การใช้ปุ๋ยพืชสด โดยหว่านเมล็ดปอเทือง 5-8 กิโลกรัม ต่อไร่ และไถกลบเมื่อออกดอก (ประมาณ 45 วัน)
การใช้ปุ๋ยชีวภาพ จากการหมักผลไม้
ทำแปลงนาให้ได้ระดับเสมอกันทั่วทั้งแปลง จะดูแลเรื่องการควบคุมระดับน้ำได้ง่าย ข้าวจะเจริญเติบโตอย่างสม่ำเสมอ

นาในที่ลุ่มที่มีศัตรูเยอะ เช่น หอย ปู ควรเพาะกล้าก่อนปลูก ประมาณ 20-25 วัน เพื่อให้กล้าแข็งแรงและโดนทำลายได้ยาก ใช้เมล็ดพันธุ์ 2 กิโลกรัม ต่อไร่ เตรียมแปลงเพาะกล้าและบำรุงดินแปลงเพาะกล้าให้สมบูรณ์ ทั้งนี้เพื่อให้ได้ต้นกล้าที่แข็งแรง แช่เมล็ดพันธุ์ข้าว 24 ชั่วโมง เอาขึ้นจากน้ำ เพาะหรือบ่มไว้อีก 2 วัน ข้าวจะงอกพร้อมที่จะเอาไปหว่านในแปลงเพาะกล้าได้

การถอนและย้ายต้นกล้า ถอนกล้าโดยไม่ใช้เท้าเตะกล้า เพราะจะทำให้ต้นกล้าช้ำติดยาก ใช้ระยะเวลาตั้งตัวนาน เลือกเฉพาะต้นที่ไม่มีโรคและแข็งแรง

การปักดำ ให้ดำระยะ 25-30 เซนติเมตร ดำต้นเดียว หรือหากต้นกล้าดูแล้วไม่ค่อยสมบูรณ์ให้ใส่ 2 ต้น แต่โดยปกติทั่วไปจะใส่ต้นเดียว ให้ดำเป็นแถวเพื่อแบ่งพื้นที่ให้ข้าวได้หากินได้เท่าๆ กัน และง่ายในการดูแลรักษา ให้ดำตื้นๆ พอให้ข้าวพยุงตัวไม่ล้ม อย่าปักดำลึกเกินไปข้าวจะแตกกอช้า

การกำจัดวัชพืช หากกำจัดวัชพืชหลังปักดำ 2 สัปดาห์ จะทำได้ง่าย และจะทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น อาจใช้เครื่องทุ่นแรงช่วย เช่น เครื่องกำจัดหญ้า Rotary Weeder หรือใช้เครื่องตัดหญ้าช่วยพรวนหญ้า จะทำให้ประหยัดเวลา การควบคุมวัชพืชโดยการขังน้ำในแปลงนา ประมาณ 10 เซนติเมตร จะทำให้วัชพืชเกิดน้อยลง การควบคุมและกำจัดศัตรูข้าว ป้องกันโรคไหม้โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา ป้องกันหนอนและแมลงด้วย เชื้อราบิวเวอเรียป้องกันหอยเชอรี่ โดยการจับตัวออกจากแปลงนาและทำลายไข่ ป้องกันปูด้วยการจับออกและนำไปทำเป็นอาหาร

การเก็บเกี่ยว ข้าวทั่วๆ ไป ให้เก็บเกี่ยวระยะพลับพลึง แต่หากเป็นข้าวสีม่วง และสีดำ ให้เกี่ยวแก่จัด เพราะจะได้ข้าวที่มีสีสวย หากเป็นข้าวสี (สีแดง สีม่วง สีดำ) ควรจะเกี่ยวมือเพื่อลดการปนของข้าว และนวดด้วยมือ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ลดการปนของข้าว เก็บใส่กระสอบแล้วนำไปเก็บไว้ในยุ้งฉาง เพื่อรอการแปรรูปต่อไป

การแปรรูป แปรรูปเป็นข้าวกล้อง ข้าวกล้องงอก และข้าวฮาง บรรจุแบบสุญญากาศ ถุงละ 1 กิโลกรัม

การตลาด ขายตามตลาดเกษตร และตลาดนัดสีเขียว สมัครจีคลับ ขายให้กลุ่มเพื่อนๆ ในกรุงเทพฯ ขายทางอินเตอร์เน็ต จากปี พ.ศ. 2556-ปัจจุบัน ยังคงทำนาแบบดำต้นเดียวและปลูกแบบอินทรีย์ ปลูกข้าว 5 ชนิด คือ ข้าวเจ้าหอมมะลิ 105 ข้าวเหนียว (เล้าแตก หอมทวี) ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวมะลิแดง (โกเมนสุรินทร์) ข้าวเหนียวก่ำลืมผัว

คุณสาคร บอกอีกว่า การทำนาข้าวก่ำดำต้นเดียว สามารถทำรายได้โดยเฉลี่ย 19,000 บาท ต่อไร่ ซึ่งพอใจ นอกจากนี้ยังทำการเกษตรอีกหลายอย่าง โดยมีบ่อน้ำ ขนาด 1 ไร่ 2 บ่อ เพื่อเลี้ยงปลาและสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงฝนทิ้งช่วง ส่วนสวน 3 ไร่ ปลูกพืชผสมผสานและปลอดสารเคมี เช่น ต้นสักทอง ยางนา ไผ่ตงลืมแล้ง ไผ่ซางหม่น ไผ่ด้ามขวาน ไผ่บงหวานเมืองเลย ต้นเพกา มะขามเทศ ผักหวานป่า ขนุน มะม่วง กล้วย ข่าเหลือง ข่าหยวก มะละกอ พริก มะเขือ ฟักทอง ถั่วฝักยาว และมันพื้นเมือง

อย่างไรก็ตาม นอกจากได้ศึกษาหาความรู้จากแหล่งต่างๆ แล้ว ตนยังได้เข้ารับการอบรมเพื่อเพิ่มผลิตภาพการเกษตรของหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลักสูตร 15 วัน ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรบ้านดอนมัน ตำบลขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม เพื่อเติมเต็มในสิ่งที่ต้องการและยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ (Smart Farmer) ด้วย

จะเห็นว่าการทำนาข้าวก่ำดำนาแบบต้นเดียว ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ชีวภาพทำเอง ช่วยลดต้นทุนการทำนา ไม่ใช้สารเคมีก็ลดต้นทุนและยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่ง และปลอดภัย ข้าวมีคุณภาพดี มีความหอม นุ่ม ยังประหยัดเมล็ดพันธุ์ การดำเป็นแถวสามารถจัดการในแปลงนาง่าย เช่น กำจัดวัชพืช การตัดพันธุ์ปน การตรวจสุขภาพข้าว และรายได้ดีคุ้มค่ากับการทำ ท่านที่สนใจจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์