‘มติชน’ เผย 5 หนังสือขายดี 6 เมษาฯ พบ ‘ชูวิทย์’ อีกรอบ

เมื่อวันที่ 4 เมษายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายมณฑล ประภากรเกียรติ หัวหน้ากองบรรณาธิการสำนักพิมพ์มติชน กล่าวถึงบรรยากาศงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 45 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 15 ว่า มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาร่วมงานและเลือกซื้อหนังสืออย่างคึกคัก สำหรับหนังสือขายดี 5 อันดับแรกของสำนักพิมพ์มติชนช่วง 7 วันที่ผ่านมา มีดังนี้ 1. ร้อยเรื่องราววังต้องห้าม โดย จ้าวกว่างเชา แปลโดย อชิรัชญ์-ชาญธนประกอบ 2. ความสุข ความทรงจำ ในรัชกาลที่ 9 โดย นายธงทอง จันทรางศุ 3. อ๋อ! มันเป็นอย่างนี้นี่เอง โดย รศ.ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ 4. เหลี่ยมคุก อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้ โดย นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ 5. ธุรกิจพอดีคำ โดย กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร

นายมณฑล กล่าวว่า ที่น่าสนใจคือหนังสือเรื่อง “ร้อยเรื่องราววังต้องห้าม” เป็นหนังสือที่มีราคาสูง แต่ขายดีเป็นอันดับ 1 ของสำนักพิมพ์มติชน อีกทั้งมียอดสั่งซื้อล่วงหน้าสูงที่สุดที่สำนักพิมพ์มติชนเคยทำมา สะท้อนว่าคนไม่ได้ยึดติดที่ราคาหนังสือ หากเป็นหนังสือมีคุณค่าที่ผู้อ่านต้องการก็สามารถจ่ายได้แม้ราคาจะสูงก็ตาม

นายมณฑล กล่าวว่า ส่วนกิจกรรมพบปะนักเขียนของสำนักพิมพ์มติชนที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุดคือ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เจ้าของผลงาน “เหลี่ยมคุก อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้” ที่มีคนมาขอลายเซ็นและพบปะพูดคุยจำนวนมาก แน่เต็มบู๊ธและล้นไปถึงรอบข้างจนเดินไม่ได้ เมื่อวันที่ 2 เมษายน ที่ผ่านมา และนายชูวิทย์จะมาแจกลายเซ็นอีกครั้งในวันที่ 6 เมษายน พร้อมร่วมเสวนา “ชูวิทย์ ชีวิตที่พลิกผัน”

ทั้งนี้ ในวันที่ 6 เมษายน ที่บู๊ธมติชนจะมีกิจกรรมพบปะนักเขียน เวลา 13.00-15.00 น. พบกับหนุ่มเมืองจันท์ เจ้าของผลงานฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ เวลา 15.00-16.00 น. พบกับ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เจ้าของผลงานเหลี่ยมคุกฯ เวลา 14.00-15.00 น. ที่เวทีเอเทรียม จะมีการเสวนา “ชูวิทย์ ชีวิตที่พลิกผัน” โดย นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

นายสมพน พึ่งพวก นายกเทศมนตรีตำบล (ทต.) สบบง อำเภอภูซาง เผยว่า มีแนวคิดทำตลาดกลางสินค้าเพื่อรองรับสินค้าการเกษตร สินค้าพื้นบ้านผลผลิตจากพื้นที่ และสินค้าที่จะมาจากประเทศเพื่อนบ้านภายหลังจากที่มีการเปิดด่านบ้านฮวกเป็นด่านถาวร ปลายปี 2560

เบื้องต้นตนหารือกันเรื่องแผนพัฒนาและยกระดับการกระจายสินค้า จึงมีแผนการก่อสร้างตลาดกลางสินค้าขึ้นในพื้นที่ ใช้พื้นที่ไม่น้อยกว่า 10 ไร่ เป็นตลาดค้าส่งให้ผู้ซื้อและผู้ขายโดยตรง ขณะเดียวกันเกษตรกรในพื้นที่และใกล้เคียงมีการผลิตหลากหลายและมากขึ้น เมื่อมีตลาดกลางสินค้าซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองชายแดนและเป็นทางสู่ภาคกลางรองรับ ย่อมทำให้เกิดโอกาสขยายตัวด้านเศรษฐกิจในอนาคตที่มั่นคง

กรณีที่มีรายงานว่า พอมีการใช้ยาฆ่าแมลง (ดีดีที) ฉีดกันแมลงตอมปลาสลิดตากแห้ง และมีการใช้ฟอร์มาลินเพื่อป้องกันไม่ให้ปลาเน่าเสียนั้น

นพ. พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีความห่วงใย เนื่องจากประเทศไทยได้มีประกาศห้ามใช้ดีดีที หรือไดคลอโรไดฟีนิลไตรคลอโรอีเทน (dichlorodiphenyltichloroethane) ซึ่งเป็นวัตถุอันตรายทางการเกษตรและสาธารณสุขที่ห้ามมีการผลิต นำเข้า ส่งออก และมีไว้ในครอบครอง ตั้งแต่ปี 2546 เนื่องจากเป็นสารเคมีที่มีพิษและค่อนข้างสลายตัวช้า ไม่ละลายในน้ำ แต่สามารถละลายได้ในน้ำมัน ทำให้พบว่ามีการตกค้างในห่วงโซ่อาหาร และสะสมในดิน น้ำ และสิ่งแวดล้อมได้นานถึง 150 ปี หากมนุษย์ได้รับดีดีทีในปริมาณมาก จะทำให้ระบบประสาทส่วนกลางถูกขัดขวาง พบอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ และอาจมีผลต่อการทำงานของตับ หรือโลหิตจาง และทำให้เกิดโรคมะเร็งได้

นพ. พูลลาภ กล่าวอีกว่า อย. และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ได้มีการสุ่มตรวจตัวอย่างผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ เพื่อหาสารตกค้างโดยเฉพาะยาฆ่าแมลงเป็นประจำอยู่แล้ว ทั้งนี้ อย. ได้ออกกฎหมายควบคุมปริมาณดีดีทีตกค้างในผลิตภัณฑ์อาหารตั้งแต่ ปี 2538 กำหนดให้ตรวจพบการตกค้างของดีดีทีในเนื้อสัตว์น้ำ หอย และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ไม่เกิน 1 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่องอาหารที่มีสารพิษตกค้าง กรณีพบว่า มีการใช้หรือครอบครองสารดีดีทีจะมีความผิดตาม พ.ร.บ. วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“กรณีตรวจพบดีดีทีในปลาสลิดตากแห้งในปริมาณที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค จัดเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ หากตรวจพบฟอร์มาลินในปลาสลิด ซึ่งเป็นวัตถุที่ห้ามใช้ในอาหารในปริมาณที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เช่นเดียวกัน” นพ. พูลลาภ กล่าว และว่า เพื่อความปลอดภัย ก่อนซื้อปลาสลิดผู้บริโภคควรสังเกตสภาพแวดล้อมของสถานที่จำหน่าย เนื่องจากปกติแล้วอาหารจำพวกปลาตากแห้งมักมีแมลงวันตอม แต่หากไม่พบแมลงวันตอมก็อย่าวางใจซื้อ ก่อนกินควรล้างให้สะอาดและนำไปผ่านความร้อนให้สุกก่อน หากไม่แน่ใจในคุณภาพ หรือความปลอดภัยของอาหาร หรือพบเห็นผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่ได้รับความปลอดภัยจากการบริโภค ให้ร้องเรียนที่สายด่วน 1556 หรือร้องเรียนผ่าน Oryor Smart Application หรือ สสจ. ทั่วประเทศ เพื่อ อย. จะได้ดำเนินการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่กระทำผิดต่อไป

ปีนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ได้นำเสนอผลงานนวัตกรรมยางพารา ในงาน “วันยางพาราบึงกาฬ 2560” อย่างยิ่งใหญ่ โครงการนวัตกรรมยางพารา มจพ. ตอบโจทย์ 2 ข้อ แนวทางแรก โชว์ผลงานนวัตกรรมใหม่ ได้แก่ ถนนยางพาราดินซีเมนต์ ผิวถนนกันลื่น บล็อกปูถนนจากยางพารา อิฐมวลเบาจากยางพารา แนวทางที่ 2 โชว์นวัตกรรมเพื่อการแก้ปัญหาภาคเกษตร เช่น นวัตกรรมสารกำจัดกลิ่นโรงงานยางพารา สารใส่น้ำยางพารา IR เร่งการตกตะกอนเพื่อนำน้ำกลับมาใช้ใหม่

นวัตกรรมยางพาราดังกล่าว เป็นผลงานวิจัยของ ผศ.ดร. ระพีพันธ์ แดงตันกี อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมวัสดุและกระบวนการผลิต ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและกระบวนการ บัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติสิรินธร ไทย-เยอรมัน (TGGS) และรองผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรม สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.)

การจัดนิทรรศการในครั้งนี้ ผศ.ดร. ระพีพันธ์ ได้นำเสนอการใช้สูตรส่วนผสมน้ำยางพาราดัดแปลงสำหรับทำถนนยางพาราดินซีเมนต์ โดยพัฒนาน้ำยางให้สามารถยึดเกาะซีเมนต์และวัสดุอื่นๆ เพิ่มความทนทานต่อแรงดึงและความทนทานต่อแรงฉีกขาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเปราะให้กับพื้นปูนและซีเมนต์ สามารถป้องกันการซึมผ่านของน้ำได้ จากแนวคิดดังกล่าว สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มยางพาราได้หลากหลายรูปแบบ ได้แก่

ผศ.ดร. ระพีพันธ์ ได้ทดลองสร้างถนนยางพาราดินซีเมนต์สายแรกในจังหวัดบึงกาฬ บนเส้นทางบ้านโคกนิยม หมู่ที่ 2 ตำบลวังชมภู อำเภอพรเจริญ เชื่อมโยงกับ บ้านตาลเดี่ยว หมู่ที่ 4 ตำบลท่าสะอาด อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ ระยะทาง 300 เมตร ความกว้าง 5 เมตร ถนนยางพาราเส้นนี้ใช้สารโพลิเมอร์สังเคราะห์ร่วมกับน้ำยางพารา ในรูปแบบ Polymer Soil Cement สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลายรูปแบบ ทั้งถนนดินลูกรัง หรือผสมกับคอนกรีตก็ได้ การสร้างถนนด้วยเทคนิคนี้สะดวก รวดเร็ว สามารถสร้างถนนได้ วันละ 500-600 เมตร มีต้นทุนก่อสร้างถนนที่ถูกลงและได้โครงสร้างถนนที่แข็งแรงขึ้น เมื่อเจอฝนตก ถนนก็ไม่ลื่น แถมช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศอีกต่างหาก

นอกจากนี้ ผศ.ดร. ระพีพันธ์ ยังได้ศึกษาวิจัย เรื่อง “ถนนเรืองแสง (LUMINESCENT ROAD)” ผิวถนนทำจากยางพารา เป็นส่วนประกอบ และสามารถเรืองแสงในที่มืดได้นาน 6 ชั่วโมง “ถนนกันลื่น” (ANTI-SLIP ROAD) ผิวถนนทำจากยางพาราเป็นส่วนประกอบหลัก ลดการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ “ผิวถนนจากยางพารา หรือยางมะตอยเทียม” (NR-RUBBER ROAD SURFACE) ผิวถนนทำจากยางพาราผสมหินคลุก ใช้สำหรับปูผิวทางสัญจร ทางจักรยานและสวนสาธารณะ รวมทั้ง “อิฐบล็อกผสมน้ำยางพารา” โดยนำเศษขี้เถ้าโรงไฟฟ้าชีวมวลมาใช้เป็นวัสดุหลักในการผลิตอิฐบล็อก ผสมน้ำยางพาราดัดแปลง ช่วยให้อิฐบล็อกมีความแข็งแรง ทนทาน และมีน้ำหนักเบา

ขณะเดียวกัน ทางนักวิจัยของ มจพ. ได้นำเสนอนวัตกรรมสำหรับช่วยแก้ไขปัญหาภาคเกษตร ได้แก่ “สารจับยาง IR” (INNnnovation Rubber) คุณสมบัติของสาร IR เป็นสารประกอบอินทรีย์ใช้สำหรับจับเนื้อยาง เพื่อให้แยกส่วนของเนื้อยางออกจากน้ำ สามารถใช้ได้กับน้ำยาง ที่มีค่า DRC ต่ำได้ทั้งหมด มีประสิทธิภาพการจับเนื้อยางมากถึง 99.99% ไม่มีผลต่อคุณสมบัติเชิงกลของยางพารา การนำไปใช้ประโยชน์สามารถแยกเนื้อยางออกจากน้ำยางได้ทุกชนิด เช่น น้ำยางที่โดนฝน น้ำยางสดผสมแอมโมเนีย น้ำยางข้น และหางน้ำยาง เป็นต้น

“สารจับยาง IR เป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับช่วยแก้ปัญหาภาคการผลิต เพราะบ่อยครั้งที่เจอฝนตกระหว่างกรีดยาง ทำให้น้ำยางได้รับความเสียหายจนต้องทิ้งยางไป สารจับยางตัวนี้ช่วยให้ชาวสวนยางไม่ต้องกลัวฝนอีกต่อไป เพราะหยดสารจับยางในถ้วยยาง จะช่วยให้ยางจับเป็นก้อนได้ทันที ผลงานชิ้นนี้ ใช้งานง่าย สะดวก ที่สำคัญมีราคาถูก และคุ้มค่ากับการใช้งาน” ผศ.ดร. ระพีพันธ์ กล่าว

ผงน้ำใส SC (Super Clear) เป็นผงเร่งตกตะกอนแบบเฉียบพลัน เป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุด เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี ช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาดและการบำบัดน้ำเสีย สำหรับใช้ในภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม “ผงแร่กำจัดกลิ่น ODL” เป็นนวัตกรรมที่ผลิตมาจากผงแร่ธรรมชาติ นำมาใช้กำจัดกลิ่นเหม็นทุกประเภท โดยเฉพาะน้ำเสียจากอุตสาหกรรมยางพารา

“ปุ๋ยดรอส” เป็นงานวิจัยปุ๋ยสายพันธุ์ใหม่สำหรับเกษตรกรไทย เร่งให้พืชมีการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ ช่วยเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ผลงานชิ้นนี้เข้าประกวดชิงเงินรางวัล 2 ล้านบาท จากรายการเดอะมาสเตอร์ออฟอินโนเวชั่น ซึ่งเป็นเกมโชว์สุดยอดนวัตกรรม ช่อง Smart SME ของ ทรูวิชั่นส์ มาแล้ว

ผศ.ดร. ระพีพันธ์ เล่าว่า โดยพื้นฐาน ปุ๋ยที่ใช้ในเมืองไทยมี 2 ประเภท คือ ปุ๋ยเคมี และปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยแต่ละชนิดมีข้อดี ข้อเสียที่แตกต่างกัน ปุ๋ยเคมีเมื่อนำไปใช้งาน จะเห็นผลเร็วในระยะ 2-3 วัน แต่ปุ๋ยเคมีจะถูกใช้งานหมดภายใน 20-30 วัน ส่วนปุ๋ยอินทรีย์ กว่าจะเห็นผลต้องใช้เวลานาน การใช้ปุ๋ยทั้ง 2 ชนิด มาใช้งานจึงมีช่องว่างอยู่มาก ผมจึงเกิดแนวคิดที่จะผลิตปุ๋ยรูปแบบใหม่ ที่มีอายุการใช้งานได้ยาวขึ้น และมีประสิทธิภาพในการปรับปรุงดินไปพร้อมๆ กัน และประหยัดต้นทุน เพราะใช้แค่ 1 ครั้ง ต่อฤดูกาลเท่านั้น

จากแนวคิดดังกล่าว ผศ.ดร. ระพีพันธ์ ได้พัฒนาปุ๋ยดรอส ที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะเนื้อปุ๋ยดรอสมีส่วนผสมของธาตุอาหารหลักที่พืชต้องการในปริมาณมาก (ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม) รวมทั้งธาตุอาหารรอง (แคลเซียม แมกนีเซียม ซิลิกอน กำมะถัน แมงกานีส ทองแดง ฯลฯ) เมื่อนำปุ๋ยดรอสไปใช้งาน พืชจะได้ธาตุอาหารหลัก (NPK) และธาตุอาหารรองครบถ้วนในครั้งเดียว เหมาะสำหรับใช้งานกับพืชทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นพืชไร่ พืชสวน

“โดยทั่วไป นาข้าว จะใส่ปุ๋ยเคมี 2 ครั้ง ต่อรอบ คือช่วงหลังปลูกและช่วงต้นข้าวตั้งท้องออกรวง หากใช้ปุ๋ยดรอส เกษตรกรลงทุนใส่ปุ๋ยเพียงแค่ครั้งเดียว ต่อการปลูกข้าว 1 รอบ เท่านั้น ปุ๋ยดรอสจะทำหน้าที่แปลงธาตุไนโตรเจนที่อยู่ในดิน ให้กลายเป็นปุ๋ยอีกครั้งหนึ่งด้วย เมื่อใส่ปุ๋ยดรอสเพียง 1 ครั้ง จะมีอายุการใช้งานนานถึง 6 เดือน ช่วยประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายแล้ว ยังได้ประโยชน์สองต่อ เพราะปุ๋ยดรอสจะทำหน้าที่บำรุงต้นพืชแล้ว ยังช่วยบำรุงดินควบคู่กันไปด้วย” ผศ.ดร. ระพีพันธ์ กล่าว

หากใครสนใจอยากทดลองใช้ปุ๋ยดรอส อดใจรออีกสักนิด ผศ.ดร. ระพีพันธ์ วางแผนเปิดการจำหน่ายภายในปีนี้อย่างแน่นอน โดยจำหน่ายปุ๋ยดรอสในราคาต่ำกว่าปุ๋ยเคมีทั่วไป ประมาณ 40-50% ที่ผ่านมา ทาง มจพ. ได้ศึกษาอัตราการใช้ปุ๋ยดรอสกับพืชเศรษฐกิจแต่ละชนิด เช่น นาข้าว อ้อย ยางพารา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากใครสนใจผลงานนวัตกรรมของ มจพ. สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและกระบวนการ โทร. (02) 555-2000 ต่อ 2907 หรือติดต่อโดยตรงกับ ผศ.ดร. ระพีพันธ์ แดงตันกี

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ทุเรียนนอกฤดูเป็นสินค้าเกษตรที่ไทยมีศักยภาพการผลิตและส่งออกสูง แต่เนื่องจากปัญหาสภาพอากาศแปรปรวนได้ส่งผลกระทบต่อการออกดอกและติดผลของทุเรียน ปีนี้คาดการณ์ว่าปริมาณผลผลิตทุเรียนนอกฤดูที่ออกสู่ตลาดจะน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ราคาขยับตัวสูงขึ้นและชาวสวนขายได้ราคาดี ซึ่งขณะนี้เริ่มเปิดตลาดส่งออกทุเรียนนอกฤดูไปต่างประเทศแล้ว โดยช่วงเปิดฤดูกาลส่งออกระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2560 ไทยมีการส่งออกสินค้าทุเรียนสดแล้วกว่า 5,723.8 ตัน มูลค่าประมาณ 155.3 ล้านบาท ส่วนใหญ่ส่งออกไปยังตลาดจีน และเวียดนาม เป็นต้น และคาดว่าจะมีการส่งออกมากในช่วงเดือนเมษายนนี้

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีศัตรูพืชกักกันติดไปกับทุเรียนส่งออก และไม่ให้ทุเรียนด้อยคุณภาพหรือไม่ได้มาตรฐาน เช่น ทุเรียนอ่อน หลุดออกไปสู่ประเทศปลายทาง กรมวิชาการเกษตรจึงได้กำหนดมาตรการควบคุม ตรวจสอบ และออกใบรับรองสุขอนามัยพืชสำหรับการส่งออกทุเรียนสดไปต่างประเทศ โดยเบื้องต้นได้สั่งการให้ด่านตรวจพืชดำเนินการตรวจสอบทุเรียนนอกฤดูที่ส่งออกเข้มงวดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการตรวจสอบโรงคัดบรรจุที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียน GMP หากพบว่าไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดจะดำเนินการลงโทษตามลำดับ คือ แจ้งเตือน พักใช้ และเพิกถอนใบอนุญาตทันที

“ก่อนเปิดฤดูกาลส่งออกทุเรียน นายตรวจพืชได้ลงพื้นที่ให้แนะนำและตรวจสอบเครื่องมือ/อุปกรณ์ทำความสะอาดผลทุเรียน รวมถึงการจัดการกำจัดศัตรูพืช นอกจากนั้นด่านตรวจพืชยังได้ทำหนังสือแจ้งผู้ประกอบการส่งออกทุเรียนสดให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของประเทศคู่ค้าอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการส่งออกภายใต้ข้อตกลงพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับสินค้าผลไม้เมืองร้อนที่ส่งออกจากไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน”

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทย ในฐานะองค์กรรัฐวิสาหกิจ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับนโยบายทั้งจากกระทรวงและรัฐบาลในการผลักดันส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศให้มากยิ่งขึ้น เพราะไทยเป็นประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติที่ส่งออกรายใหญ่ของโลก หากมีการกระตุ้นและผลักดันให้เกิดการแปรรูปเพื่อใช้ยางพาราภายในประเทศให้มากที่สุด จะเป็นประโยชน์สูงสุดที่จะนำผลผลิตที่มีคุณภาพ มาผลิตเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ เพื่อให้คนในประเทศได้ใช้ของดีมีคุณภาพ ฉะนั้น กยท. ได้ริเริ่มโครงการยางล้อประชารัฐ เป็นหนึ่งในโครงการที่จะมีการนำยางไปใช้มากที่สุด เพราะธุรกิจยานยนต์ เป็นธุรกิจที่ใช้วัตถุดิบจากยางพาราเป็นจำนวนมาก

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไทยมีผลผลิตยางประมาณ 4.47 ล้านตัน สามารถนำไปใช้ภายในประเทศประมาณ 0.6 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 13.42 ของผลผลิตทั้งหมด และยางส่วนใหญ่ถูกใช้ในการผลิตยางยานพาหนะ 0.34 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 56.48 ของปริมาณยางทั้งหมด ในขณะเดียวกัน แนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ ภายในประเทศจะมีความเติบโตขึ้นในช่วงปี 2560 เนื่องมาจาก ตลาดส่งออกมีการขยายสู่ภูมิภาคอาเซียนตามแผนการส่งออกรถอีโคคาร์จากเงื่อนไขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้น ดังนั้น หากมีการนำผลผลิตยาง ไปผลิตยางล้อรถยนต์นั่งที่มีส่วนผสมของยางพาราเพิ่มขึ้น และที่สำคัญ ได้มาตรฐานคุณภาพในราคาต่ำกว่าท้องตลาด จะเป็นโอกาสในการนำวัตถุดิบที่ผลิตได้ในประเทศ เพิ่มรายได้ให้กับประเทศชาติมากขึ้นด้วยมีการส่งออกวัตถุดิบยางประเภทต่างๆ เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรม

ดร.ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า กยท. 2snaps.tv ได้รับความร่วมมือในการผลักดันการแปรรูปใช้ยางในประเทศในรูปแบบล้อยางกับบริษัทผลิตยางล้อจากเอกชน นั่นคือ “ดีสโตน” ซึ่งเป็นแบรนด์ยางล้อของไทยที่ส่งขายทั่วโลก ทั้งในแถบเอเชียและยุโรป ได้รับความเชื่อมั่นในมาตรฐานด้านความปลอดภัย โดยโครงการดังกล่าว จะผลิตยางล้อภายใต้แบรนด์ TH-TYRE (ไทย-ไทเอ่อร์) จะเป็นยางล้อรถจากวัตถุดิบชั้นเยี่ยมของชาวสวนยางไทย ผลิตจากบริษัทคนไทยที่มีมาตรฐาน คุณภาพสากล และเป็นผลิตภัณฑ์ยางเกิดจากการบูรณาการจากองค์กร 3 ภาคส่วน ได้เเก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน เเละ ภาคเกษตรกร

“แบรนด์ TH-TYRE จะผลิตล้อยางที่สามารถรองรับความต้องการของผู้ใช้ยานพาหนะ 3 ประเภทด้วยกัน ประกอบด้วย ยางล้อรถมอเตอร์ไซค์ (2 ล้อ) และ ยางล้อรถยนต์ ซึ่งตลาดที่รองรับได้แก่ รถแท็กซี่ รถตู้ รถยนต์ทั่วไป (4 ล้อ) จะผลิตยางประเภทละ 2 รุ่น ซึ่งสิ่งสำคัญ คือ ผู้บริโภคที่เลือกใช้ยางแบรนด์ไทย-ไทเอ่อร์จะได้ใช้ยางล้อที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล และที่สำคัญ ราคาเป็นถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป เพราะเราใช้วัตถุดิบ และกระบวนการผลิตโดยคนไทย ภายในประเทศเราเอง ผู้สนใจยางแบรนด์ไทย-ไทเอ่อร์ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ กยท.ทุกสาขาทั่วประเทศ และ ตัวแทนจำหน่ายยางดีสโตน กว่า 400 สาขาทั่วประเทศเช่นกัน” ดร.ธีธัช กล่าวทิ้งท้าย

เมื่อวันที่ 4 เมษายน นายดลเดช พัฒนรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เป็นประธานเปิดงานกิจกรรมเทศกาลอาหารและของดีเมืองเบตง บริเวณลานวัฒนธรรม เทศบาลเมืองเบตง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา จัดโดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดยะลา ถึงวันที่ 7 เมษายน เน้นกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ปลุกกระแสนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นสู่อาเซียน คาดมีผู้ร่วมงาน วันละ 5,000 คน

นายกิจจา ไวชมพู ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดยะลา เผยว่า ยะลาเล็งเห็นถึงความสำคัญของการท่องเที่ยว และมุ่งเน้นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สำคัญ โดยเฉพาะอำเภอเบตง เพื่อเป็นการปลุกกระแสการท่องเที่ยว และสร้างภาพลักษณ์ที่ดี รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะชาวมาเลเซียและสิงคโปร์ให้เข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่ ซึ่งจะส่งผลให้เมืองเบตงมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และทำให้อำเภอเบตง ที่มีความหลากหลายวัฒนธรรม สามารถขับเคลื่อนสู่การเป็นเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ต่อไป

“การบริหารจัดการน้ำ” เป็นโจทย์สำคัญและโจทย์ใหญ่ที่ทำให้ แต่ละปีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จะจัดเวทีสาธารณะขึ้น เพื่อเป็นพื้นที่ให้หลายภาคส่วนในประเทศไทย และ นักวิจัยในไทย ได้มีโอกาสใช้เป็นพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น และ บอกเล่าเรื่องราวสู่กันทั้งในด้านวิชาการของการบริหารจัดการน้ำในแง่มุมต่างๆ รวมไปถึงความคืบหน้าในการนำผลงานวิจัยออกไปปฏิบัติใช้อย่างเป็นรูปธรรม

จากบรรยากาศเวทีสาธารณะนโยบายน้ำครั้งนี้ ไฮไลต์อยู่ที่ รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ และ คณะ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับ “มุมมองสถานการณ์น้ำในมิติเศรษฐกิจสังคม” โดยมี “น้ำ” เป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งมีการข้อมูลในหัวข้อ “การสนับสนุนการวางแผนน้ำและเกษตรเชิงพื้นที่” โดยนับว่าเป็นการเปิดเผยข้อมูลครั้งสำคัญ ผ่านเวทีสาธารณะนโยบายน้ำ สกว. ครั้งที่ 8 เรื่องการวางแผนด้านน้ำในบริบทการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการบูรณาการเชิงพื้นที่ เมื่อวันพฤหัสบดี 23 มีนาคม ที่ผ่านมา