มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้นำกระแสพระราชดำรัสครั้ง

เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดมหาวิทยาลัย 20 ธันวาคม 2510 ความว่า “การตั้งมหาวิทยาลัยขอนแก่นขึ้นอีกแห่งหนึ่งนั้น เป็นคุณอย่างยิ่ง เพราะทำให้การศึกษาชั้นสูงขยายออกไปถึงภูมิภาคที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของประเทศ ซึ่งต่อไปจะเป็นผลดีแก่การพัฒนา ยกฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาคนี้เป็นอย่างยิ่ง ความสำเร็จในการตั้งมหาวิทยาลัยขอนแก่นจึงเป็นความสำเร็จที่ทุกคนควรจะยินดี” เป็นแนวทางในการพัฒนา ตลอดจนเป็นแนวทางการเรียนการสอนถ่ายทอดไปยังลูกศิษย์ กระทั่งมหาวิทยาลัยเป็นสถาบันพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เปิดโอกาสให้คนอีสานเข้าถึงการศึกษาชั้นสูงของประเทศ

“มหาวิทยาลัยได้ยึดถือกระแสพระราชดำรัสเป็นแนวทางตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้ โดยเปิดโอกาสให้เด็กอีสานเข้ามาเรียนมากกว่า ร้อยละ 90 จากนักศึกษาทั้งหมดเกือบ 40,000 คน นอกจากนี้ ยังนำผลงานการวิจัย วิชาการองค์ความรู้ต่างๆ ไปบริการชุมชน และพัฒนาพื้นที่ในภาคอีสานให้มีความเป็นอยู่ที่ยั่งยืนขึ้น การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของเราคนไทยครั้งนี้ อยากให้ภูมิใจที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นแบบอย่างที่ดี ทรงทุ่มเทพระวรกายปฏิบัติพระราชกรณียกิจให้กับประเทศชาติมาโดยตลอด สิ่งนี้จะเป็นแบบอย่างให้กับคนไทยทุกคนเดินตามรอยเท้าของท่าน ทำคุณงามความดี ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันต่อไป” รศ.ดร. กิตติชัย กล่าว

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดตั้งโครงการกองทุนการศึกษา เพื่อช่วยให้ผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ชายแดนและทุรกันดาร มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างมีคุณภาพ นอกจากนี้ ยังป้องกันและแก้ปัญหานักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาก่อเหตุทะเลาะวิวาทอีกด้วย ซึ่งการดำเนินงานในด้านนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ การให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ดึงเด็กอาชีวะกลุ่มเสี่ยงไปเข้าเรียนในระบบทวิภาคี ในสถานประกอบการที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยคัดเลือก ตลอดระยะเวลา 1 ปี ซึ่งนอกจากช่วยให้เด็กเห็นคุณค่า เห็นความสามารถของตัวเองแล้ว ยังได้รับเบี้ยเลี้ยงจากสถานประกอบการระหว่างปฏิบัติงานด้วย

สำหรับแนวทางที่ 2 นั้น พระองค์ท่านทรงรับสั่งให้องคมนตรีแบ่งโซนลงพื้นที่เสี่ยงเพื่อแก้ไขปัญหา โดย พล.อ. สุรยุทธ จุลานนท์ ซึ่งเป็นประธานโครงการ ดูแลโซนมีนบุรี พล.ร.อ. จุมพล ปัจจุสานนท์ ดูแลโซนจังหวัดสมุทรปราการ และ พล.อ.อ. ชลิต พุกผาสุข ดูแลโซนดอนเมือง โดยนอกจากพูดคุยทำความเข้าใจแล้ว ยังจัดให้นำเด็กไปเข้าค่ายกินนอนเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน ส่งผลให้ปัญหาทะเลาะวิวาทตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมาลดลงอย่างชัดเจน

ที่ผ่านมาโครงการดังกล่าวไม่เป็นที่ปรากฏในสื่อต่างๆ เนื่องจากพระองค์ท่านทรงมีพระราชประสงค์ไม่ต้องการให้เปิดเผย ฉะนั้นการดำเนินงานที่ผ่านมา จึงเป็นการทำงานเชิงรุกแบบเงียบๆ แต่สามารถช่วยให้เด็กอาชีวะทุกคนมีชีวิตที่ปลอดภัย และรู้จักคุณค่าของตนเองมากยิ่งขึ้น นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ที่ทรงห่วงใยและพระราชทานแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับเยาวชนของประเทศ

สหกรณ์ มีบทบาทต่อประชาชนเป็นอย่างมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อการพัฒนางานสหกรณ์ พระองค์ทรงเล็งเห็นว่าสหกรณ์จะเป็นโครงการหนึ่งที่จะช่วยประชาชนชาวไทยในทุกตำบล ทุกอำเภอ ในการที่จะสามารถยืนหยัดพึ่งพาตัวเองได้ด้วยอาชีพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำมาค้าขายให้ยืนอยู่ได้ภายใต้ชีวิตที่พออยู่พอกิน

สำหรับงานทางด้านเกี่ยวกับสหกรณ์ เจริญก้าวหน้ามาก็ด้วยน้ำพระทัยของในหลวง จึงพูดได้ว่า “สหกรณ์ก้าวไกล ด้วยน้ำพระทัยในหลวง” ก็สืบเนื่องจากว่า พระองค์ได้สนพระทัยงานสหกรณ์เป็นอย่างมาก ถ้าเปรียบเทียบแล้วงานด้านพัฒนาการเกษตรกับงานสหกรณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้ดำเนินการพัฒนาที่ดินกับการพัฒนาอาชีพควบคู่กันไป พระองค์จะเน้นพัฒนาระดับรากหญ้าเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เมื่อเข้าไปพัฒนาในพื้นที่ตรงไหนแล้ว พระองค์ก็มักจะใช้เรื่องสหกรณ์หรือหลักการสหกรณ์เข้าไปใช้กับชุมชนที่นั่น ได้นำไปใช้บริหารจัดการหรือว่าร่วมกันทำอยู่อย่างนั้น โดยใช้หลักการพึ่งพาตนเองแล้วก็ช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นหลัก

พระองค์มีพระราชดำรินำหลักและวิธีการของสหกรณ์มาใช้แก้ปัญหาที่ดินของเกษตรกร ตั้งแต่ ปี 2507 โดยการจัดสรรพื้นที่ป่าคุ้มครองของกรมป่าไม้ ที่บ้านหุบกระพง อำเภอชะอำ ในจังหวัดเพชรบุรี จำนวน 10,000 ไร่ ให้เกษตรกร และมีโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาที่ตามแนวพระราชประสงค์ที่หุบกระพงด้วย ซึ่งตรงนี้พระองค์ทรงได้มองเห็นปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินของชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านที่นั่นยากจน แล้วสภาพดินแถวนั้นค่อนข้างไม่อุดมสมบูรณ์ เป็นดินทรายทั้งหมด พระองค์จึงทรงใช้รูปแบบดำเนินงานในลักษณะ “หมู่บ้านสหกรณ์” ซึ่งมีการสนับสนุนในเรื่องที่ดินทำกิน การประกอบอาชีพเกษตรกรรม ระบบชลประทาน และการจัดตั้งสหกรณ์เพื่อเข้ามาช่วยอำนวยประโยชน์ให้สมาชิกในพื้นที่ทั้งในด้านเงินทุน การซื้อ การขาย และการบริการสมาชิกในด้านต่างๆ หลังจากพระองค์ได้เสด็จฯ ประทับที่หัวหินและทรงเยี่ยมราษฎร ทรงได้พบพื้นที่เหล่านี้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีปัญหา

ไม่ใช่เฉพาะที่หุบกระพง จังหวัดเพชรบุรี อย่างเดียว ยังมีที่ดอนขุนห้วยอีก ที่ดอนขุนห้วยก็มีสหกรณ์การเกษตร ซึ่งมีปัญหาคล้ายๆ กับที่หุบกระพง แต่ที่หุบกระพงจะเป็นการจัดการที่ดินเป็นเรื่องแรกแล้วพัฒนาเรื่องแหล่งน้ำ พัฒนาดินควบคู่กันไป เพื่อที่จะปลูกพืชได้และยังมีที่หนองพลับอีกก็เป็นสหกรณ์การเกษตรหนองพลับที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก็เป็นส่วนที่พระองค์พัฒนาที่ดินที่ไม่ดีกลายเป็นดินดีขึ้นมา มีการพัฒนาโดยใช้ปุ๋ยหมักบ้างอะไรบ้าง จึงทำให้ดินเกิดมีคุณภาพ ชาวบ้านสามารถปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ได้ ซึ่งแรกๆ

พระองค์ทรงได้ร่วมมือกับประเทศอิสราเอล ที่หุบกระพงก็เริ่มจากปลูกพืชที่ทนแล้งก่อน เช่น ป่านศรนารายณ์ ปลูกผักเพื่อยังชีพ ตรงนั้นเป็นเรื่องที่พัฒนามาเรื่อยๆ มีการตั้งสหกรณ์การเกษตรหุบกระพง จำกัด ขึ้นมาบริหารจัดการนั้นก็เป็นสิ่งหนึ่ง แต่ที่ดอนขุนห้วย พระองค์ทรงได้เข้าไปส่งเสริมในเรื่องของการปลูกสับปะรด เพราะว่าเป็นพืชที่เหมาะสมกับดินทรายแถวจังหวัดเพชรบุรี แล้วก็ให้มีการเลี้ยงไก่ไข่ และพระองค์ท่านยังทรงได้ขยายผลนำรูปแบบและวิธีการสหกรณ์ไปเผยแพร่ ปลูกฝังให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งอื่นๆ ทุกโครงการพระองค์พระราชทานหลักการของการดำเนินงานแบบสหกรณ์ที่จะมุ่งเน้นให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกันดำเนินกิจกรรม และตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่ง “การช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”

เดิมทีเดียวหนองโพยังไม่ได้เป็นสหกรณ์ ชาวบ้านที่เลี้ยงโคนมก็จะเลี้ยงอยู่ใต้ถุนบ้าน เพราะว่าไม่มีพื้นที่ในการเลี้ยงก็เลี้ยงกันไปเรื่อยๆ พอเลี้ยงไปเลี้ยงมาปรากฏว่าขายไม่ได้ ทำนมพาสเจอไรซ์ต้มเองตอนแรก ต้มเองก็เกิดภาวะนมล้นตลาด ก็เลยเอามาแปรรูปให้เป็นสินค้าที่เก็บได้นาน ก็คือ เอามาทำในรูปแบบของโรงงาน พระองค์ก็พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อสร้างโรงงานนมผงขนาดเล็กให้กับที่นั่น มีเงื่อนไขต้องบริหารจัดการโดยหลักการสหกรณ์ ถึงได้ตั้งขึ้นมาเป็นสหกรณ์โคนมหนองโพฯ พระองค์ท่านก็ทรงให้ทางโรงงานหาเครื่องไม้เครื่องมือไปดำเนินการ แต่พอทำไปสักระยะหนึ่งก็ไม่ทันสมัยพอ ทำไประยะหนึ่งก็แก้ปัญหาไปได้ แต่หลังจากที่ได้ส่งเสริมกันมากขึ้น

การไปกู้เงินก็มากขึ้น โรงงานนมผงตรงนั้นก็ไม่ค่อยได้ใช้ ก็กลายเป็นว่ามาทำเป็นนม UHT ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ โรงงานนั้นก็ยังอยู่เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อให้เห็นว่าเป็นจุดเริ่มแรกของการพัฒนาเรื่องโคนมที่หนองโพ นอกจากหนองโพแล้ว พระองค์ก็เสด็จฯ ไปสระบุรี องค์การส่งเสริมฟาร์มโคนมแห่งประเทศไทย เรียกว่า ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค พระองค์ท่านได้ทรงร่วมมือกับพระเจ้าแผ่นดินเดนมาร์กมาร่วมมือกันพัฒนาขึ้นมา โดยใช้พื้นที่ป่าแถวป่าดงดิบไปดำเนินการก็ประสบความสำเร็จ จนเรียกว่าเป็นอาชีพพระราชทานขึ้นมาเรื่องการเลี้ยงโคนม พระองค์ท่านได้ทรงวินิจฉัยว่า “การเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพที่เกษตรกรสามารถยึดถือเพื่อหาเลี้ยงชีพได้” ดังนั้น เกษตรกรที่มีอาชีพเลี้ยงโคนม ถือเป็นอาชีพพระราชทานที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

จริงๆ แล้ว เป็นโครงการของหลวงพ่อถาวร ซึ่งท่านได้รับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมา หลวงพ่อก็พยายามรวมกลุ่มชุมชนเหล่านั้นให้เป็นเมืองสหกรณ์ ก็เน้นทางด้านทฤษฎีใหม่เข้าไปใช้ในบริเวณแห่งนั้น ในส่วนราชการก็เข้ามาช่วยด้วย ซึ่งมีหลวงพ่อท่านเป็นแกนนำทางด้านการพัฒนาอาชีพการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ เมืองสหกรณ์ก็จะนำสหกรณ์เข้าไปช่วยในตรงนั้น ผลตอบรับก็ได้รับการตอบสนองดี เพราะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรและสามารถดำเนินการได้ครบวงจร ทำให้รู้จักนำหลักทฤษฎีใหม่ไปใช้ในชุมชนก็ทำให้ขยายผลไปได้หลายจังหวัด นี่ก็เป็นสหกรณ์ภาคการเกษตรประเภทหนึ่งมีการมุ่งมั่นที่อยากให้ชุมชนหรือบริเวณนั้นเป็นสมาชิกสหกรณ์

จะเป็นอำเภอหรือตำบลก็ได้ คำว่า เมือง จะเป็นทั้งจังหวัดไม่ได้ เพียงแต่ใช้ชื่อเป็นเมืองสหกรณ์ ก็พยายามทำให้ชุมชนแห่งนั้นเป็นชุมชนเข้มแข็ง อันนี้เป็นเรื่องที่ดำเนินการเพื่อสนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระองค์ทรงได้ให้ความสนใจตรงนี้อยู่ตลอดเวลา พระองค์ยังได้ทรงส่งเสริมอาชีพ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และให้เกษตรกรรวมตัวกันจัดตั้งเป็นหมู่บ้านสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์เป็นศูนย์กลางในการประสานงานกับส่วนราชการเพื่อรับและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรแผนใหม่ร่วมไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตครอบครัวเกษตรกรในด้านต่างๆ ให้ดีขึ้น และส่งเสริมพัฒนางานสหกรณ์ โดยเน้นย้ำให้ราษฎรรู้จักนำหลักและวิธีการของสหกรณ์มาใช้ในการพัฒนาความเป็นอยู่ให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น และอยู่บนรากฐานของการช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักและวิธีการสหกรณ์ที่แท้จริง อีกส่วนหนึ่งทรงช่วยเหลือเกษตรกร โดยให้ประกอบอาชีพตามแนว “เกษตรทฤษฎีใหม่” ซึ่งมี 3 ขั้นตอน โดยทฤษฎีขั้นที่ 2 คือ การส่งเสริมให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปแบบของสหกรณ์ ที่จะก่อให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจกันของชาวบ้าน ทั้งในด้านการผลิต การตลาด ความเป็นอยู่ สวัสดิการ การศึกษา สังคม และศาสนา

โครงการศูนย์การเรียนรู้ระบบสหกรณ์ ในพื้นที่ศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกระพง จังหวัดเพชรบุรี

กรมส่งเสริมสหกรณ์ มีแนวคิดที่จะพัฒนาศูนย์สาธิตสหกรณ์ในโครงการหุบกระพงให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ระบบสหกรณ์แห่งแรกในประเทศไทย โดยมีระยะเวลาดำเนินการ ตั้งแต่ ปี 2548-2550 ได้จัดสร้างแบบจำลองบ้านหลังแรกของสมาชิกโครงการจัดพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์หุบกระพง ซึ่งภายในจะมีการจัดนิทรรศการภาพถ่ายและข้อมูลเกี่ยวกับบ้านหลังแรกของสมาชิกโครงการหุบกระพง ซึ่งที่หุบกระพงจะมีการเริ่มต้นทุกอย่าง จะมีครบทุกอย่าง เริ่มต้นจากที่ดินทำกิน การประกอบอาชีพ การทำผลิตผลแปรรูปเองก็น่าจะเป็นศูนย์การเรียนรู้ได้ รวมๆ 2 หน่วยงาน เป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีสหกรณ์ 2 ส่วน ก็เลยมีแนวคิดว่าจะใช้ศูนย์ที่เป็นพื้นที่โครงการหลวงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องสหกรณ์เริ่มแรกที่เรียนก็จะจัดพื้นที่ของส่วนราชการเอง จะเข้าไปสร้างบ้านเมื่อคนเข้าไปในจุดนี้ก็จะสามารถสื่อในส่วนต่างๆ ได้ภายในบ้านหลังนี้ ก็จะเห็นทิวทัศน์จากสภาพความเป็นมาของโครงการหุบกระพง ให้เข้าใจว่ามีผลิตภัณฑ์ทำอะไรบ้าง ถ้าได้เข้าไปเยี่ยมชมจะมีนิทรรศการต่างๆ ในบ้านหลังนี้ ส่วนอีกอาคารหนึ่งก็จะมีการนำพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปประกอบอยู่นั่น ให้ดูภาพว่าพระองค์ทรงทำอะไร เหนื่อยแค่ไหน พัฒนาพื้นที่อิสราเอลให้ดีขึ้นมาได้ แล้วก็ยังมีห้องสมุดที่สามารถเรียกหาดูเรื่องของสหกรณ์ได้ มีพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวในนั้นก็ทรงพูดไว้หลายครั้ง นอกจากนี้แล้ว ยังจัดพื้นที่อนุรักษ์ภูมิปัญญาของชุมชนชาวบ้านในโครงการหุบกระพง โดยผู้ที่เข้าไปเยี่ยมชมสามารถเข้าไปศึกษาดูสภาพความเป็นอยู่ของสมาชิกในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และชมการสาธิตอาชีพของชาวบ้านในพื้นที่ เช่น การปลูกผักปลอดสารพิษ การปลูกป่านศรนารายณ์ และการทำผลิตภัณฑ์จากป่านศรนารายณ์ เป็นต้น

เริ่มแรกท่านผู้ว่าฯ จังหวัดพัทลุง เป็นคนคิดขึ้นมา ท่านได้แนวคิดมา ไปพบประชาชนหมู่บ้านหนึ่งมีสมาชิกสหกรณ์เยอะ ก็เลยได้ไอเดียจะประกาศเป็นตำบลสหกรณ์ โดยมีหลักเกณฑ์ว่าจะต้องมีครัวเรือนในพื้นที่นั้นไม่น้อยกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นสมาชิกสหกรณ์อะไรก็ได้ กลุ่มออมทรัพย์หรืออะไรก็ได้มีการแบ่งปันทุนกัน คิดดอกเบี้ยถูกก็จะดูตรงนั้นรวบรวมองค์กรที่จะช่วยเหลือกันทำงานตรงนั้นได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ก็ประกาศเป็นหมู่บ้านสหกรณ์ได้ หลังจากนั้นจึงได้มองว่าตั้งเป็นตำบลดีกว่า จะได้ดูใหญ่กว่านี้หน่อย เราต้องสร้างความเข้มแข็งให้ตำบลสหกรณ์ก่อนจะเริ่มทำงาน ประมาณ 3 ปี ให้เป็นตำบลสหกรณ์จริงๆ ก็คือ ทุกคนต้องมีอาชีพ จะเอาอำเภอละ 1 ตำบล หลังจากนั้นกรมส่งเสริมสหกรณ์จะประเมินผลความสำเร็จของการดำเนินงานโครงการในแต่ละตำบลเพื่อดูศักยภาพและความพร้อมของแต่ละพื้นที่ก่อนที่จะประกาศให้ตำบลนั้นๆ เป็นตำบลสหกรณ์เฉลิมพระเกียรติ

กรมส่งเสริมสหกรณ์ มีแนวคิดที่จะเผยแพร่และขยายหลักและวิธีการสหกรณ์ไปตามชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ โดยไม่แบ่งแยกว่า ที่นั้นๆ จะมีการจัดตั้งเป็นสหกรณ์แล้วหรือไม่ เพื่อให้ประชาชนได้นำหลักและวิธีการสหกรณ์ไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ให้ทุกคนได้ยึดแนวทางตามวิถีชีวิตแบบสหกรณ์ และรู้จักการพึ่งพาตัวเอง มีการดำรงชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง

โครงการสหกรณ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ นับเป็นอีกโครงการหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาชนบทให้สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง ภายใต้ชีวิตที่พออยู่พอกิน บีบีซีรายงานว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UN Office on Drugs and Crime – UNODC) เปิดเผยว่า ผลผลิตฝิ่นในประเทศอัฟกานิสถานมีปริมาณเพิ่มขึ้น 43% จากปีที่ผ่านมา โดยมีพื้นที่ที่ใช้ปลูกฝิ่นถึง 201,000 เฮคเตอร์ หรือประมาณ 1,256,250 ไร่ เพิ่มขึ้น 10% และมีผลผลิตต่อไร่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผลผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ อัฟกานิสถานเป็นแหล่งผลิตสารซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญของเฮโรอีนที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยการเติบโตของฝิ่นนั้นถือเป็นอาชญากรรมของประเทศ แต่ก็ยังเป็นรายได้หลักของเกษตรกรที่มีฐานะยากจน

ขณะเดียวกันกลุ่มทาลีบันก็มีการเรียกเก็บภาษีจากเกษตรกรผู้ปลูก เพื่อนำเงินไปใช้ทางการทหารจนเป็นแหล่งรายได้หลักของกลุ่มทาลีบัน

ยูรี เฟโดทอฟ ผู้อำนวยการบริหาร UNODC กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ ผลผลิตจากฝิ่นสามารถนำไปใช้ในทางการแพทย์ได้คือการนำไปผลิตมอร์ฟีนเพื่อใช้ระงับความเจ็บปวด ซึ่งเป็นที่นิยมในหลายประเทศ แต่สำหรับในประเทศอัฟกานิสถานแล้ว ส่วนใหญ่จะนำฝิ่นมาใช้ในด้านของยาเสพติด ด้านรัฐบาลอัฟกานิสถานเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีกฎห้ามปลูกฝิ่น แต่พื้นที่ปลูกฝิ่นก็ยังแพร่กระจายไปหลายจังหวัด ซึ่งเจ้าหน้าที่ของจังหวัดก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เนื่องจากมองว่าเป็นทางเดียวที่เกษตรกรจะมีรายได้

สวนเกษตรแบบผสมผสานที่นำเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปรับใช้ บนพื้นที่ 5 ไร่ 2 งาน พร้อมกับต่อยอดงานเกษตรด้วยการทำ “ฟาร์มสเตย์” เป็นอีกหนึ่งหลักคิดของคุณวโรชา จันทรโชติ เจ้าของสวนวโรชา ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลไผ่จำศีล อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง

คุณวโรชาบอกว่า การทำเกษตรผสมผสาน หรือไร่นาสวนผสมเป็นการทำเกษตรที่ไม่เจาะจงชนิดของพืชที่ปลูก โดยภายในพื้นที่สามารถปลูกพืชพรรณนานาชนิด ที่เอื้อเฟื้อต่อกันได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก สมุนไพร ผักพื้นบ้าน ผักป่า ผักสวนครัว และอื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกอย่าง

…ภายในสวนวโรชาแห่งนี้จะมีอะไรที่น่าสนใจ ติดตามได้จากคลิป ประเทศไทย เป็นประเทศเกษตรกรรม สืบเนื่องกันมาช้านานหลายร้อยปี ดังมีคำกล่าวในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช สมัยสุโขทัยว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว”

แต่ปัจจุบันพื้นที่เกษตรกรรมลดลง เพราะภาคธุรกิจขยายตัว จำนวนประชากรเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดแรงกดดันขยายพื้นที่เกษตรกรรมสู่พื้นที่สูง จึงมีการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า ประกอบการใช้ที่ดินเพาะปลูกกันมานานโดยมิได้มีการดูแลบำรุงรักษา จึงเกิดปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดินต่อเนื่องกันมาจนถึงขั้นวิกฤตในพื้นที่ของประเทศทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคกลาง ถึง 1 ใน 3 หรือประมาณ 134 ล้านไร่ ทำให้พื้นที่เสื่อมโทรมและเกิดความแห้งแล้งทั่วไป

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงอันตรายร้ายแรงและห่วงใยในความเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรธรรมชาติที่ผันแปรเสื่อมโทรม เกิดภัยธรรมชาตินำความเดือดร้อนมาสู่อาณาประชาราษฎร์ เกษตรกรยากจนประกอบอาชีพไม่ได้ผล ด้วยน้ำพระราชหฤทัยเมตตาห่วงใยในทุกข์สุขของพสกนิกร และพระราชปณิธานที่ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขทวยราษฎร์ จึงทรงอุตสาหะคิดค้นหาวิธีแก้ปัญหาด้านดินและน้ำ โดยเฉพาะเรื่องของการอนุรักษ์ดินและน้ำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระราชหฤทัยมานานนับตั้งแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ ประจักษ์ได้ชัดเจนในกระแสพระราชดำรัสซึ่งพระราชทานไว้ เมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2512 ขออัญเชิญมาคือ

“อาจมีบางคนเข้าใจ ทำไมสนใจเรื่องชลประทาน หรือเรื่องป่าไม้ จำได้เมื่ออายุ 10 ขวบ ที่โรงเรียนมีครูคนหนึ่งซึ่งเดี๋ยวนี้ตายไปแล้ว สอนเรื่องวิทยาศาสตร์เรื่องการอนุรักษ์ดินแล้วให้เขียนว่า ภูเขาต้องมีป่าไม้ อย่างนั้นเม็ดฝนลงมาแล้วจะชะดินลงมาเร็ว ทำให้ไหลตามน้ำไป ก็เป็นหลักของป่าไม้เรื่องการอนุรักษ์ดินและเป็นหลักของชลประทานที่ว่าถ้าเราไม่รักษาป่าไม้ข้างบนจะทำให้เดือดร้อนตลอด ตั้งแต่ดินบนภูเขาจะหมดไป กระทั่งการที่จะมีตะกอนลงมาในเขื่อน มีตะกอนลงมาในแม่น้ำทำให้น้ำท่วม นี่น่ะ เรียนมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ…”

ด้วยอัจฉริยภาพในพระปรีชาญาณอันล้ำเลิศ และด้วยสายพระเนตรยาวไกลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริให้ส่วนราชการดำเนินการศึกษาและทดลองพบว่า “หญ้าแฝก” สามารถใช้ประโยชน์ในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ช่วยชะลอและสกัดการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ทั้งยังเป็นพืชที่ช่วยรักษาสภาวะแวดล้อม ใช้ทำประโยชน์อื่นๆ ได้อีกหลายประการ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการชะล้างพังทลายของหน้าดินเป็นครั้งแรกกับ นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2534 สรุปประเด็นสำคัญว่า

หญ้าแฝก เป็นพืชที่มีระบบรากลักษณะแตกต่างจากรากของหญ้าอื่นๆ ซึ่งหญ้าทั่วไปมีรากที่เป็นลักษณะรากฝอย แตกออกจากส่วนลำต้นใต้ดินกระจายออกแผ่กว้าง เพื่อยึดพื้นดินตามแนวนอน มีระบบรากในแนวดิ่ง ไม่ลึกมาก แต่สำหรับรากของหญ้าแฝก จะมีลักษณะพิเศษโดยรากจะสานพันกันและกันอย่างหนาแน่น ทำให้เกิดเป็นลักษณะร่างแหหรือผ้าม่าน หยั่งลึกแนวดิ่งลงในดิน ไม่แผ่ขนาน มีรากแกน รากแขนง โดยเฉพาะมีรากฝอยแนวดิ่งจำนวนมาก เป็นแผงเหมือนกำแพง ลำต้นเป็นกอแน่น ช่วยดักเศษใบไม้และกรองตะกอนดิน ป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน โดยรากของหญ้าแฝกจะอุ้มน้ำไว้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความชื้นให้กับดิน เป็นตัวกักเก็บไนโตรเจน และกำจัดสิ่งเป็นพิษหรือสารเคมีอื่นๆ ไม่ให้ไหลลงไปยังแม่น้ำ ลำคลอง

นอกจากนี้ หญ้าแฝก ยังนำไปใช้ประโยชน์ในด้านทำเป็นสินค้าหัตถกรรม อาหารสัตว์ ทำหลังคาบ้าน วัสดุเพาะเห็ดฟาง ปุ๋ยหมัก และสิ่งทอ ในบางประเทศยังใช้หญ้าแฝกเป็นรั้วป้องกันไฟ ป้องกันสัตว์บางชนิด และเป็นไม้ประดับ หญ้าแฝกจึงกลายเป็น “หญ้ามหัศจรรย์” ที่มีคุณค่ามหาศาลต่อผืนแผ่นดินของประเทศ

จากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้แสดงพระปรีชาสามารถในแง่ “นักวิทยาศาสตร์” ได้เป็นอย่างดี ทรงเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ และทรงได้รับการถวายการเทิดพระเกียรติทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลจากต่างประเทศ เช่น ในปี พ.ศ. 2531 มูลนิธิรามอนแมกไซไซ แห่งประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีชื่อเสียงระดับนานาประเทศในด้านการเชิดชูยกย่องบุคคลที่สร้างสรรค์ความดีให้แก่สังคม ได้มอบรางวัลแก่โครงการหลวง อันเป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2531

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งองค์การสหประชาชาติ ซึ่งมีหน้าที่ดำเนินการให้เกิดการดูแลรักษาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของโลก ได้จัดทำหนังสือ เรื่อง Sustainable Development of Natural Resources : A Study of the Concepts and Application of His Majesty the King of Thailand เพื่อเฉลิมพระเกียรติให้ผลงานด้านการพัฒนา และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2536 องค์กร IECA หรือ International Erosion Control Association ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนสากล ดำเนินการการสนับสนุนกิจกรรมการอนุรักษ์และป้องกันการพังทลายของดิน ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล International Erosion Control Association’s International Merit Award แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ในการอนุรักษ์ดินและส่งเสริมสภาพแวดล้อมโดยการใช้หญ้าแฝก เป็นต้น

กรมพัฒนาที่ดิน เป็นหน่วยงานสำคัญ มีหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับการอนุรักษ์ดินและน้ำ ได้ดำเนินงานรับสนองพระราชดำริ โดยกำหนดมาตรการใช้หญ้าแฝกป้องกันและแก้ไขปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญและดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ นายสิมา โมรากุล อดีตอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน njcarpet-cleaning.com ให้ข้อมูลว่า กรมพัฒนาที่ดินได้ผลิตและขยายพันธุ์หญ้าแฝก ซึ่งคัดเลือกแล้ว 10 สายพันธุ์ ด้วยกัน เพื่อใช้ในการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกในพื้นที่ต่างๆ แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ประเภทแรกคือ หญ้าแฝกดอน ได้แก่ กลุ่มพันธุ์เลย พันธุ์นครสวรรค์ พันธุ์กำแพงเพชร 1 พันธุ์ร้อยเอ็ด พันธุ์ราชบุรี พันธุ์ประจวบคีรีขันธ์ ประเภทที่สอง เป็นหญ้าแฝกหอม หรือแฝกกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มพันธุ์ศรีลังกา พันธุ์กำแพงเพชร 2 พันธุ์สุราษฎร์ธานี พันธุ์สงขลา 3 ภายหลังเกษตรกรปลูกแล้วสามารถนำกลับมาขายเป็นรายได้ โดยประสานกับหน่วยงานของกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อทางกรมพัฒนาที่ดินจะได้นำส่งเสริมกับเกษตรกรรายอื่นๆ ต่อไป

นอกจากนี้ กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน การออกแบบสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็ก หรือถนนของสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท ก็จะมีการนำหญ้าแฝกมาปลูกบริเวณต่างๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งผู้รับเหมาดำเนินการจะต้องรับซื้อพันธุ์หญ้าแฝกเพื่อใช้ปลูกตามที่หน่วยงานกำหนด โดยพันธุ์หญ้าแฝกต้องเป็นพันธุ์ที่กรมพัฒนาที่ดินแนะนำเท่านั้น ทั้งนี้ ก็เพื่อระวังการนำเอาหญ้าแฝกเถื่อนและหญ้าคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายหญ้าแฝกมาปลูก จะทำให้เป็นอันตราย มีการแพร่กระจายเป็นวัชพืชได้รวดเร็ว

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม นายกษิดิศ พ่อค้าไทย อายุ 54 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลกระชังในแม่น้ำโขง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ผู้เลี้ยงปลานิลพันธุ์พระราชทานจนมีรายได้ที่มั่นคง สร้างครอบครัวที่เข้มแข็ง ได้ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระราชทานพันธุ์ปลานิลให้พสกนิกรได้เลี้ยง

นายกษิดิศ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ปลูกใบยาสูบและมะเขือเทศขายมีรายได้ไม่มากนัก กระทั่งได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ประมงชักชวนให้ลองเลี้ยงปลานิลกระชังในแม่น้ำโขง จึงศึกษาและเริ่มจาก 4 กระชัง ถึงปัจจุบันมีมากถึง 80 กระชัง ทำเงินได้วันละไม่ต่ำกว่าหมื่นบาท ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปลานิลที่เลี้ยงในแม่น้ำโขงซึ่งเป็นน้ำไหล ทำให้ปลาเนื้อแน่น ไขมันน้อย ไม่มีกลิ่นโคลน เป็นที่นิยมของผู้บริโภค มีพ่อค้ามารับซื้อถึงหน้าฟาร์ม ในพื้นที่จังหวัดหนองคายมีเกษตรกรยึดอาชีพเลี้ยงปลานิลกระชังในแม่น้ำโขง 259 ราย รวมกว่า 10 ล้านตัว สร้างรายได้มากกว่าปีละ 1 พันล้านบาท

ดร. สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ร่วมกันจัดค่ายข้าวขึ้น เพื่อปลุกจิตสำนึกและบ่มเพาะแนวคิดแก่เยาวชนลูกหลานชาวนา โดยค่ายนี้จะจัดขึ้น 4 ภาค ทั่วประเทศ และใช้สถานที่ของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ดังนี้ ภาคกลาง จัดที่ ว.เกษตรฯ สิงห์บุรี ภาคเหนือ จัดที่ ว.เกษตรฯ พิจิตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดที่ ว.เกษตรฯ ยโสธร และภาคใต้ จัดที่ ว.เกษตรฯ พัทลุง ทั้งนี้ ค่ายข้าวเป็นกิจกรรมในโครงการอนุชนชาวนาไทย : ความอยู่รอดของข้าวไทย เนื่องจากอาชีพชาวนาไทยปัจจุบันนี้อยู่ในสถานะขาดความมั่นคงทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลให้ไม่มีใครอยากทำอาชีพทำนา ลูกหลานชาวนาก็มีแนวโน้มที่จะไปประกอบอาชีพอื่นแทนการทำนาตามรอยพ่อแม่ ทำให้ประเทศขาดโอกาสที่จะมีชาวนารุ่นใหม่มาพัฒนาระบบการผลิตและการค้าข้าวที่มีประสิทธิภาพ หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ก็น่าเป็นห่วงว่าชาวนาไทยจะต้องสูญเสียความภูมิใจในข้าวไทยที่มีชื่อเสียงมานานตั้งแต่อดีต