มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เล็งเห็นถึงผลกระทบอันใหญ่หลวงของ

วิกฤตปุ๋ยแพงต่อภาคการเกษตรของประเทศไทย จึงให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับปุ๋ยที่ถูกต้องให้กับเกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ผ่านการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์และที่มาของวิกฤตปุ๋ยแพง แนวคิดและวิธีการแก้ไขที่ถูกต้องทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว และเปิดเผยแนวทางและความพร้อมของหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลัก เพื่อให้การแก้ไขวิกฤตและปัญหาต่าง ๆ เป็นไปอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และยั่งยืน ติดตามรับฟังการเสวนา ผลจากสงคราม !!! วิกฤตปุ๋ยแพงกับแสงที่ปลายอุโมงค์ : ทางเลือกทางรอดของเกษตรกร และผู้ค้าของไทย” ได้ที่

กรมชลประทานขานรับข้อสั่งการ “บิ๊กป้อม” เร่งรัด 5 โครงการแก้แล้งซ้ำซาก 5 อำเภอ “พื้นที่อีสานภาคกลาง” จ.กาญจบุรี หลังรัฐบาลหวั่นปีนี้แล้งจัดขาดแคลนน้ำทั้งน้ำกินน้ำใช้ และน้ำทำการเกษตร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนช่วงหน้าแล้ง

นายพงษ์ศักดิ์ ฤทธิสมิต ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 13 กล่าวว่า ปัจจุบันจ.กาญจนบุรีมีพื้นที่ภัยแล้งที่เสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำเรียกว่า “อีสานของจังหวัดกาญจนบุรี” ครอบคลุม 5 อําเภอใน จ.กาญจนบุรี คือ อ.บ่อพลอย อ.หนองปรือ อ.ห้วยกระเจา อ.เลาขวัญและอ.พนมทวน ล่าสุด ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ ประธานอนุกรรมการบริหารจัดการน้ำรายภาคในพื้นที่ภาคกลางได้ลงพื้นที่เพื่อแนะนำแนวทางแก้ปัญหาและติดตามเร่งรัดโครงการต่างๆที่ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เนื่องจากรัฐบาลมีความเป็นห่วงพื้นที่ดังกล่าวจะขาดแคลนน้ำทั้งน้ำกินน้ำใช้ และน้ำเพื่อทำการเกษตร จึงสั่งการให้แก้ไขภัยแล้งซ้ำซากอย่างจริงจัง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนช่วงหน้าแล้ง

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ดังกล่าวแบบยั่งยืน กรมชลประทานได้วางแนวทางการแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ 5 อำเภอของจังหวัดกาญจนบุรี 2 โครงการเล็กและขนาดใหญ่ ได้แก่ โครงการผันน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง จังหวัดกาญจนบุรี ปริมาณน้ำที่ผันทั้งหมด 256.5 ล้าน ลบ.ม./ปี (ผันและส่งน้ำด้วยแรงโน้มถ่วงทั้งหมด) แบ่งเป็นน้ำเพื่ออุปโภคบริโภครวม 2.0 ล้าน ลบ.ม./ปี และปริมาณน้ำเพื่อการเกษตรกรรม 254.5 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 486,098 ไร่

ครัวเรือนที่ได้รับผลประโยชน์ 53,810 ครัวเรือน รายได้ต่อครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น 90,449 บาท/ปี ความก้าวหน้าของโครงการขณะอยู่ระหว่างการจัดทำคำชี้แจงคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ด้านพัฒนาแหล่งน้ำ และ2.โครงการสถานีสูบน้ำจากแม่น้ำแควใหญ่ พื้นที่รับประโยชน์ในเขตอำเภอบ่อพลอยและตำบลวังด้ง อำเภอเมืองกาญจนบุรี ปริมาณน้ำที่ผันทั้งหมด 27.3 ล้าน ลบ.ม./ปี ผลประโยชน์ประมาณน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค 0.63 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี และบรรเทาความขาดแคลนน้ำสำหรับทำการเกษตรในพื้นที่ 78,508 ไร่ มีครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์ 21,659 ครัวเรือน รายได้ต่อครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น 19,001.12 บาท/ปี ปี ความก้าวหน้าอยู่ระหว่างการสำรวจและออกแบบรายละเอียดโดยกรมชลประทาน

นอกจากนี้ในพื้นที่ 5 อำเภอดังกล่าวยังมีแผนงานสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่อีก 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการอ่างเก็บน้ำลำตะเพินบนพร้อมระบบผันน้ำ พื้นที่รับประโยชน์รวม 42,000 ไร่ (อ.หนองปรือ เลาขวัญและ อ.ห้วยกระเจา) 2.โครงการขยายความจุอ่างเก็บน้ำลำอีซูพื้นที่รับประโยชน์ 5,000 ไร่ (อ.บ่อพลอย) และ3.โครงการก่อสร้างระบบส่งน้ำอาคารประกอบคลองท่าล้อ-อู่ทอง พื้นที่รับประโยช์รวม 149,500 ไร่ ซึ่งดำเนินการพัฒนาโครงการมาอย่างต่อเนื่องปัจจุบันสามารถพัฒนาพื้นที่ไปได้แล้ว 35,000 ไร่ (อ.พนมทวนและ อ.ห้วยกระเจา) โดยแต่โครงการหากดำเนินการขับเคลื่อนให้เป็นไปตามแผนงานจะสามารถแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่จ.กาญจบุรีแบบยั่งยืนได้อย่างแน่นอน

“นอกจากการเร่งรัดโครงการต่างๆแล้ว สำนักงานชลประทานที่ 13 ยังให้ความสำคัญในการสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนให้เข้าใจถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่และมาตรการบริหารจัดการของภาครัฐ รวมถึงการมีส่วนร่วมในการใช้น้ำอย่างประหยัดเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำอีกด้วย” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว

หนังสือเล่มนี้ชื่อเต็มๆว่า “ภูมิปัญญาอาหารไทยภาคใต้ ชุดเคล็ดลับจากแม่ หรอยจังฮู้ (อร่อยที่สุดในโลก)” ชื่อยาวยังกับรถไฟสายใต้ แรกเริ่มเดิมทีนั้น จัดจำหน่ายโดย ซีเอ็ดบุ๊ค ตามหลักฐานภาพที่ปรากฏ แต่หนังสือขาดตลาดมานานแสนนาน

ประจวบกับยุคดิจิทัล หลายคนหันไปใช้บริการค้นหาสูตรอาหารจากกูเกิ้ล แต่ก็นั่นแหละครับ จะให้ขลังมันก็ต้องมีตำราของแท้อยู่ในมือ โดยเฉพาะสูตรที่รวบรวมไว้ในหนังสือเล่มนี้ขลังมาก เพราะว่าเป็นตำรับพื้นบ้านจากประสบการณ์จริงของ 3 พี่น้อง คือ แม่ถิ้ง-พริ้มพร้อม พงศาปาน (แม่ลุงพร สอนอาชีพ) อาจารย์โสภา คงพูล และ อาจารย์สุดา เทพเกลี้ยง ทั้ง 3 พี่น้อง เป็นลูกสาวของ คุณแม่อบ ห้วนแจ่ม ซึ่งทำมาค้าขายอาหารขนมนมเนยในหมู่บ้าน แบบหาบไปขายตามบ้าน และส่งต่อภูมิปัญญาเหล่านี้มายังลูกๆทั้ง 3 พี่น้อง

หนังสือเล่มนี้ ได้รวมสูตรอาหารปักษ์ใต้กว่า 200 รายการ เป็นตำรับพื้นบ้านจากประสบการณ์จริงของ 3 พี่น้อง ซึ่งเป็นการรวบรวมขึ้นจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษในท้องถิ่นบ้านเกิด โดยยึดหลักจากประสบการณ์ ในเล่มได้ให้ข้อมูลของส่วนประกอบและวิธีทำอาหารปักษ์ใต้แต่ละเมนูอย่างละเอียด พร้อมทั้งแนะนำเคล็ดลับน่ารู้เกี่ยวกับการทำอาหารมากมาย หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบอาหารปักษ์ใต้แล้วละก็ นี่คือหนังสือที่คุณไม่ควรพลาด!

“กรกฎ” หรือ “ตาว จันทโชติ” พนักงานราชการ ในสังกัดโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราชกองทัพอากาศ คือ หนึ่งในวัยรุ่นสร้างตัว ที่น่าชื่นชม

โดยเด็กหนุ่มจากตำบลดอนปลาสร้อย อำเภอวเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างท่อง ผู้นี้ได้ใช้เวลาว่างในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ รวมถึงวันหยุดราชการให้เกิดประโยชน์ ด้วยการขยายพันธุ์มะนาวพันธุ์ดีจำหน่าย เพื่อเพิ่มเงินเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว

“ผมเดินตามพ่อครับ พ่อผม นายวโรชา จันทโชติ เป็นเกษตรกรเจ้าของมะนาวพันธุ์แป้นวิเศษ, พันธุ์แป้นวโรชา และพันธุ์แป้นวิเศษวโรชา อยู่ที่อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับการปลูก และการการขยายพันธุ์มะนาว ผมจึงนำความรู้ที่พ่อให้มาต่อยอด” ตาวบอกเล่าถึงที่มา ระหว่างเตรียมจัดส่งกิ่งพันธุ์มะนาวคุณภาพให้กับลูกค้าที่สั่งซื้อ

ด้วยองค์ความรู้ และประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานของผู้เป็นพ่อ ถูกส่งต่อมายังผู้เป็นลูกชาย ผ่านการสั่งสอนองค์ความรู้คู่กับการปฏิบัติ จึงทำให้ตาวมีความชำนาญและชำชองตั้งแต่การปลูก การดูแล และการขยายพันธุ์มะนาว และนำมาสู่การสืบสานอาชีพ ดั่งเช่นในวันนี้

“พ่อสอนเสมอว่า ให้ขอให้ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ทำกิจกรรมที่จะนำมาสู่การสร้างรายได้ทั้งในรูปของ หลัก รอง และเสริม ซึ่งผมเดินตามหลักนี้ โดยอาชีพหลัก คือ เป็นพนักงานราชการ อาชีพรองคือ เพาะขยายพันธุ์มะนาวพันธุ์ดีจำหน่าย และอาชีพเสริม คือ รับจ้างปลูกและดูแลสวนทั้งมะนาว และพืชสวนอื่น ๆ”

ตาว กล่าวต่อไปว่า สำหรับการเพาะขยายพันธุ์มะนาวจำหน่าย ตอนนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีมาก มีลูกค้าจากจังหวัดต่างๆ สั่งจองเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพราะยึดการจำหน่ายโดยเน้นคุณภาพเป็นสำคัญ และมีมะนาวพันธุ์ดีสายพันธุ์ต่าง ๆจำหน่ายให้ตรงกับที่ลูกค้าต้องการ

“ผมเน้นขายคุณภาพเป็นหลักครับ มะนาวตรงปกตรงตามพันธุ์ครับ ไม่ว่า มะนาวพันธุ์ทูลเกล้า มะนาวแป้นวิเศษ มะนาวแป้นพันธุ์วิเศษวโรชา และตาฮิติ โดยกิ่งพันธุ์ที่จำหน่ายจะเป็นกิ่งตอน ที่ตอนจากต้นแม่พันธุ์ดีที่ปลูกอยู่ที่สวนบ้านพ่อ และบ้านญาติสนิท พอวันหยุดผมจะไปเข้าสวนตอนด้วยตัวเอง เราจะคัดกิ่งพันธุ์ที่สมบูรณ์ ได้อายุ เรียกว่า ต้องได้มาตรฐาน หลังจากตอนแล้ว ผมจะนำมาผ่านกระบวนการชำ เพื่อให้ได้ต้นพันธุ์มะนาวที่แข็งแรง ลูกค้าเอาไปปลูกแล้วเจริญเติบโตดี ผลผลิตดก”

“พร้อมส่งครับ ขอให้สั่งมา ที่โทร. 099-287-9318 และ 086-765-6845 ผมขอบอกว่า สายพันธุ์มะนาวที่จำหน่ายนั้น มีความโดดเด่นมาก อย่างพันธุ์แป้นวโรชา เป็นพันธุ์ที่ให้ผลดกตลอดทั้งปี ผลใหญ่ เปลือกบาง ให้น้ำเยอะ ไม่ต้องคลึงก่อนบีบน้ำ ผิวเกลี้ยง ไม่มีเมล็ดหรือถ้ามีก็เล็กและลีบ ที่สำคัญทนทานต่อโรคแคงเกอร์ในระดับน่าพึ่งพอใจ มะนาวพันธุ์ทูลเกล้า จะให้ผลใหญ่ น้ำมาก เปลือกบาง เป็นต้น ทุกสายพันธุ์ที่ผมจำหน่ายนั้น เรียกว่า ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค นี่จึงเป็นอีกจุดเด่นที่ทำให้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี” ตาว กล่าว

นอกจากจำหน่ายในรูปแบบของกิ่งตอนแล้ว ตาวยังมีแนวคิดต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยทำเป็นมะนาวกระถาง ที่ติดผลพร้อมใช้ ออกจำหน่าย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการปลูกเลี้ยงเพื่อให้ได้ขนาดต้นตามต้องการ คาดว่า ภายในอีกไม่นานจะเริ่มนำออกจำหน่ายให้กับผู้สนใจ

เรื่องราวของตาว จึงเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของวัยรุ่นสร้างตัว ผู้ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคง และมั่งคั่งของอนาคต ด้วยการเลือกเดินตามพ่อ เพื่อพัฒนาและสานต่ออาชีพเพาะขยายพันธุ์มะนาวสร้างชีวิต

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน 2565 – “เกษตรก้าวไกล” ได้เดินทางไปหา ลุงอี๊ด-บรรจง บุญวาที ปราชญ์ทุเรียนเมืองตราด อีกครั้งหนึ่ง เพราะว่ายังประทับใจเรื่องของ “ทุเรียนพวง” ไม่หาย และนำมาลงในเพจเกษตรก้าวไกลไปด้วยกัน ผู้คนตื่นเต้นไม่คิดว่าจะมีการไว้พวงทุเรียนแบบนี้ พวงเดียวถึง 15 ลูก “ทุเรียนพวงใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา” ตอนแรกบางคนก็คิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่เมื่อได้ฟังจากลุงอี๊ดบอกแล้ว เป็นภูมิปัญญาอย่างหนึ่งของเกษตรกรไทย

การไว้ลูกเพื่อทำทุเรียนพวงใหญ่มีหลักการอย่างไร? ดีอย่างไร?

“ถ้าเราไม่ทำพวง ลูกมันจะอายุไม่เสมอกัน มันจะมีผลเวลาเก็บเกี่ยว ของเราเก็บแค่ 2 ครั้ง ก็หมดต้นเลย สมมุติเราเริ่มวันที่ 1 เก็บครั้งแรก พอวันที่ 5 ก็เก็บได้อีกครั้ง ทำให้เราสามารถจัดการได้ง่าย โดยเราจะเริ่มตั้งแต่การไว้ดอก การไว้ดอกเป็นพวงจะทำให้ผสมเกสร ได้ดีกว่า…”

“ตามหลักวิชาการเขาบอกว่าแต่ละลูกต้องห่างกัน 1 ฟุต สมมุติกิ่งหนึ่งไว้ 5 ลูก เราก็ไว้ห่างกันลูกละ 1 ฟุตไปจนถึงปลายกิ่ง ผมว่าอย่างนั้นมันไม่จำเป็น ตำแหน่งมันจะไม่เสมอกัน สุกไม่เสมอกัน ยังไงก็ต้องห่างกันหลายวัน แต่เราไว้พวงเราสามารถให้รุ่นของเราอยู่ในเกณฑ์เก็บแค่ 2 ครั้ง มันจะจัดการได้งายกว่า…”

โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2565 นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมสวนทุเรียนลุงอี๊ด พร้อมด้วย นายชยุทกฤดิ นนทแก้ว เกษตรจังหวัดตราด และ นายภิรมย์ ชุมนุม นายอำเภอเมืองตราด ได้บอกว่าเป็นภูมิปัญญาทุเรียนเมืองตราด แถมยังประกาศท้าว่าถ้าใครมีทุเรียนพวงใหญ่กว่านี้ก็ให้บอกมา…จะได้มอบโล่ให้ลุงอี๊ดกันเลยทีเดียว

ระหว่างวันที่ 6-7 เมษายน 2565 “เกษตรก้าวไกล” ได้มีโอกาสพบกับ คุณมานพ โตการค้า ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอพีเอ็ม ทีวี จำกัด เจ้าของจานดาวเทียม “จานส้ม” ที่วันนี้ซุ่มเก็บตัวอยู่ที่แก่งกระจานเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมเกษตร มีหลายนวัตกรรมที่รอการเปิดตัวในช่วงกลางปีนี้

อย่างที่ “เกษตรก้าวไกล” ได้แง้มๆไปแล้ว เช่น ระบบสูบน้ำเพื่อการเกษตรที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และที่แง้มๆขึ้นมาอีก 1 นวัตกรรมในคลิปนี้ ก็คือ รถแม็คโครไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จะแพลงฤทธิ์ได้หรือไม่? https://youtu.be/j7il7ml4KCo ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ารถแม็คโครได้กลายเป็นเครื่องมือทำการเกษตรที่จำเป็นในยุคที่ภาครัฐกำลังมีนโยบายเกษตร 4.0 เพื่อยกระดับเกษตรดั้งเดิมสู่เกษตรสมัยใหม่ โดยเฉพาะการขุดร่องสวน ตักดินโคลนเลน แต่งถนนในสวนหรือในฟาร์ม เป็นต้น

พอเข้ายุคน้ำมันแพงการว่าจ้างให้แม็คโครมาทำการเกษตร จึงกลายเป็นต้นทุนที่สำคัญ ค่าบริการตกวันละ 15,000 บาท การมีรถแม็คโครไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จึงน่าจะเป็นทางออกอย่างหนึ่ง ดังเรื่องราวในคลิปนี้ คุณมานพ โตการค้า มีความมุ่งมั่นที่จะนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้อย่างจริงจัง และบั้นปลายชีวิตใฝ่ฝันอยากทำอาชีพการเกษตร โดยนวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ที่ทำสำเร็จในเวลานี้คือ เครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ฯลฯ

“ตราบใดที่ดวงอาทิตย์ยังมีแสงสว่างเราก็ยังมีโอกาสที่จะนำพลังงานแสงแดดมาใช้ทดแทนพลังงานน้ำมัน เชื่อว่าอีกประมาณ 10 ปี เราคนไทยก็จะสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้” คุณมานพ กล่าว

อนึ่ง รถแม็คโคร ชื่อที่ถูกต้องต้องเรียกว่ารถ “แบคโฮ” โดยจริงๆ แล้วมาจากคำภาษาอังกฤษ Backhoe ซึ่งได้มาจากการรวมคำ ทั้งสองคำ คือ Back หมายถึงด้านหลัง และคำว่า Hoe หมายถึง ขุด จอม เสียม พรวน ซึ่งเมื่อเรานำทั้งสองคำมารวมกันแล้วจะหมายถึง เครื่องจักรที่มีระบบการขุด ตัก มาด้านหลัง

ชื่อเต็มๆของรถขุดนี้ คือ Backhoe Loader นั้นเอง หากต้องการแปลเป็นภาษาไทย โดยเรียกอย่างเป็นทางการว่า รถตักหน้า ขุดหลัง หรือเรียกสั้นๆ ง่ายๆ ว่า “แบคโฮ” นั่นเอง

สยามคูโบต้า ได้ส่งมอบเครื่องจักรกลเกษตร ให้กลุ่มสหกรณ์ หรือวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้เกิดการใช้เครื่องจักรร่วมกัน (Machinery Pool) ภายใต้โครงการคูโบต้าร่วมมือ เกษตรกรร่วมใจ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เกิดการสร้างรายได้ในชุมชนอย่างยั่งยืน โดยประเมินจากคุณสมบัติพื้นฐานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และศักยภาพในการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนของกลุ่มฯ เครื่องจักรกลการเกษตรที่สนับสนุน ประกอบด้วย แทรกเตอร์ อุปกรณ์ต่อพ่วง รถเกี่ยวนวดข้าว รถขุดขนาดเล็ก รถดำนา โรงเรือนเกษตร โดรนเพื่อการเกษตร เป็นต้น

นอกจากนี้ยังได้จัดอบรมการบริหารจัดการเครื่องจักรแบบรวมกลุ่ม การทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และการบริหารจัดการเงินทุนเพื่อการบำรุงรักษาเครื่องจักรอย่างเหมาะสม พร้อมกันนี้ยังมีบริการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้งาน การดูแลเครื่องจักรอย่างใกล้ชิด โดยทีมช่างบริการผู้เชี่ยวชาญด้วยมาตรฐานเดียวกันของสยามคูโบต้าที่มีอยู่ทั่วประเทศ เพราะการดูแลเครื่องจักรอย่างเหมาะสม จะช่วยยืดอายุเครื่องจักรให้กลุ่มสามารถนำไปสร้างรายได้ต่อเนื่องในระยะยาว

รวมทั้งให้คำปรึกษาโซลูชันการทำเกษตร อาทิ การทำเกษตรปลอดการเผา การทำเกษตรปลอดนาหว่าน การขุดบ่อเพื่อการเกษตร เป็นต้น (ภาพ 19 เม.ย.65) โมเดลความสำเร็จโครงการคูโบต้าร่วมมือ เกษตรร่วมใจ กรณีอบต.รางจรเข้ ที่ใช้แทรกเตอร์ มาต่อพ่วงด้วยเครื่องอัดฟางข้าว)
ความคืบหน้าในโครงการคูโบต้าร่วมมือ เกษตรร่วมใจ

ภาพรวมสรุปโครงการในเฟส 1 มีจำนวนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์การเกษตรรวม 123 กลุ่ม ใน 48 จังหวัดทั่วประเทศ มูลค่ารวม 98 ล้านบาท โดยตั้งแต่เริ่มส่งมอบในเดือนธันวาคม 2563 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ (2565) ได้ส่งมอบไปแล้วทั้งหมด 123 กลุ่ม รวมเกษตรกรในโครงการกว่า 10,900 ราย ครอบครองพื้นที่ทำการเกษตร 103,163 ไร่ และช่วยสร้างรายได้ให้กับกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการฯ เพิ่มขึ้น 10% ซึ่งในเฟส 2 นี้ มีแผนส่งมอบเครื่องจักรกลการเกษตร อีก 100 กลุ่ม เพื่อให้ครอบคลุมไปสู่พื้นที่ที่เกษตรกรยังต้องการความช่วยเหลือครบทั้ง 72 จังหวัดทั่วประเทศ และต่อยอดร่วมกับโครงการอื่นๆ ในอนาคต

สำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์การเกษตร กลุ่มใดสนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายสยามคูโบต้าทั่วประเทศ หรือ ชมจากคลิปเกษตรก้าวไกลLIVE จะมีรายละเอียดโมเดลความสำเร็จ กรณีอบต.รางจระเข้ ที่ใช้แทรกเตอร์มาต่อพ่วงด้วยเครื่องอัดฟางข้าวเพื่อเสริมสร้างรายได้และลดการเผาในพื้นที่การเกษตรเป็นศูนย์

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดงานประชาสัมพันธ์ “Eastern Monthong Best Quality เปิดฤดูกาลทุเรียนหมอนทองตะวันออก ดีเลิศที่คุณภาพ ดีเยี่ยมเพื่อส่งออก” ณ สวนทุเรียนน้ำกร่อย อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี พร้อมด้วย คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

คณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม โดยมี นายสุพจน์ ภูติเกียรติขจร รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี และเกษตรกร ให้การต้อนรับ ว่า ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการผลิตและการส่งออกผลไม้เมืองร้อนที่สำคัญและมีชื่อเสียงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน มีมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน อย่างไรก็ตามสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทยเราประสบปัญหาภาวการณ์แข่งขันที่มีข้อกำหนดและเงื่อนไขทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงการควบคุมสินค้าให้มีคุณภาพ และปัญหาผลไม้ราคาตกต่ำในช่วงผลผลิตกระจุกตัว

ดังนั้น แนวทางที่จะพัฒนาภาคเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุเรียน จึงต้องพัฒนาทั้งระบบด้วยความร่วมมือของทุกฝ่ายบูรณาการทำงานร่วมกันทั้งเกษตรกร ล้ง ภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เน้นการผลิตที่สอดคล้องกับตลาดโดยยึดหลักตลาดนำการผลิต สร้างและขยายตลาดโดยเฉพาะตลาดภายในประเทศให้มากยิ่งขึ้น และที่สำคัญ คือการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

“เนื่องจากในช่วงเวลานี้เป็นฤดูกาลผลผลไม้ของภาคตะวันออกซึ่งจะมีผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งขณะนี้มีความเป็นห่วงในเรื่องของ COVID – 19 และปัญหาทุเรียนอ่อน จึงได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินมาตรการป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อ COVID – 19 ตั้งแต่ระดับสวนเกษตรกร และมาตรการควบคุมป้องกันแก้ไขทุเรียนอ่อนภาคตะวันออกปี 2565 ระดับสวนเกษตรกร เพื่อใช้เป็นมาตรฐานให้ทุกสวนผลไม้ส่งออกได้ยึดถือปฏิบัติ และเป็นแนวทางให้ทุกฝ่ายได้ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเป้าหมายให้ทุเรียนไทยมีคุณภาพดีที่สุดในโลก และมีมาตรฐานความปลอดภัย โดยมีหน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ พร้อมเป็นพี่เลี้ยง และพร้อมแก้ไขปัญหาร่วมกัน” รมว.เกษตรฯ กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวต่อไปว่า การจัดงานครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเน้นย้ำความมีคุณภาพของทุเรียนตะวันออกที่เป็นสินค้าเกษตรให้เป็นที่เชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ขอยืนยันว่าหากทุเรียนไทยเรายังรักษาคุณภาพไว้ได้ ก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการส่งออกอย่างแน่นอน จึงต้องขอความร่วมมือทุกฝ่ายช่วยกันรักษาคุณภาพทุเรียนไทย และไม่ให้มีการตัดทุเรียนอ่อนอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ เตรียมจะขยายช่องทางส่งทางรางรถไฟขนส่งไปจีน คาดว่า 1-2 เดือน จะแล้วเสร็จ เพื่ออำนวยความสะดวกได้มากขึ้น

โอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้ร่วมขึ้น sky walk เพื่อตัดทุเรียนพร้อมจำหน่าย ร่วมกับอธิบดีกรมส่งเสริมเกษตร นายธีรพัฒน์ อุ่นใจ ที่ปรึกษาสมาพันธุ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออกและเกษตรกรดีเด่น พร้อมกับแกะทุเรียนเพื่อเป็นการแสดงสัญลักษณ์ประชาสัมพันธ์งาน “Eastern Monthong Best Quality เปิดฤดูกาลทุเรียนหมอนทองตะวันออก ดีเลิศที่คุณภาพ ดีเยี่ยมเพื่อส่งออก”

ทั้งนี้ จังหวัดจันทบุรี มีพื้นที่ปลูกทุเรียน ประมาณ 320,000 ไร่ และมีปริมาณผลผลิตทุเรียนประมาณ 490,000 ตัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 65 ของ 3 จังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตทุเรียนภาคตะวันออก และยังมีพื้นที่ปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทดแทนพืชชนิดอื่น เช่น ยางพารา เงาะ ลองกอง เป็นต้น แหล่งผลิตทุเรียนที่สำคัญของจังหวัดจันทบุรี ได้แก่ อำเภอท่าใหม่ เขาคิชฌกูฏ และขลุง เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนมีทั้งเกษตรกรรายเดิม เกษตรกรรายใหม่ และมีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นทายาทเกษตรกรชาวสวนเดิมเข้ามาเริ่มทำการเกษตรมากขึ้น มีการปฏิบัติดูแลรักษาเอาใจใส่เป็นอย่างมาก ตลอดจนมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการสวนเพิ่มขึ้น ทำให้ผลตอบแทนต่อไร่สูงขึ้นตลอดระยะเวลา 5 – 6 ปีที่ผ่านมา

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินมาตรการเตรียมความพร้อมรองรับผลผลิตทุเรียนภาคตะวันออกปี 2565 ที่เน้นให้การส่งออกผลไม้ต้อง Zero Covid และต้องไม่มีปัญหาทุเรียนอ่อน เพื่อเพิ่มศักยภาพการส่งออก

สร้างความเชื่อมั่นสู่ผู้บริโภคในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีนที่เป็นตลาดส่งออกหลัก ซึ่งในฤดูกาลผลไม้ปีนี้ จีนในฐานะประเทศคู่ค้าสำคัญของผลไม้ของภาคตะวันออกได้กำหนดไว้ว่าต้องตรวจไม่พบเชื้อ COVID -19 ทั้งในคน ผลไม้ และองค์ประกอบอื่นในการขนส่ง เพื่อให้ผลสัมฤทธิ์ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้มอบหมายให้สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง จัดงาน “Eastern Monthong Best Quality เปิดฤดูกาลหมอนทองภาคตะวันออก ดีเลิศที่คุณภาพ ดีเยี่ยมเพื่อส่งออก” ขึ้นในวันนี้ เพื่อประชาสัมพันธ์ และสร้างความร่วมมือในการปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันทุเรียนอ่อนและมาตรการ Zero Covid ของทั้งเกษตรกรเจ้าของสวน และผู้ประกอบการส่งออกในภาคตะวันออกทุกจังหวัด

ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรมที่สำคัญ อาทิ การแสดงนิทรรศการผลการดำเนินงานการควบคุมและป้องกันทุเรียนด้อยคุณภาพ ออกสู่ตลาดภาคตะวันออก ปี 2565 การแสดงผลผลิตทุเรียน GI ของภาคตะวันออก จำนวน 6 ประเภท 3 จังหวัดของภาคตะวันออก ได้แก่ทุเรียนหมอนทองปราจีนบุรี ชะนีเกาะช้างตราด นกหยิบจันทบุรี กบสุวรรณจันทบุรี พวงมณีจันทบุรี นวลทองจันทร์จันทบุรี และร่วมชิมทุเรียน 7 สายพันธุ์.

นายณรงค์รัตน์ ม่วงประเสริฐ ผู้ช่วยเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติได้จัดเวทีรับฟังปัญหาและแนวทางแก้ไขด้านข้าวและชาวนาไทย 4 ภาค โดยมีชาวนา ผู้ประกอบการโรงสี ผู้ส่งออก มาร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อรวบรวมแล้วจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านข้าวและชาวนาอย่างยั่งยืนและครบวงจร ซึ่งทั้ง 4 เวทีพี่น้องชาวนาจะประสบปัญหาหลักเรื่องเดียวกัน คือ ต้นทุนการผลิตที่สูงมากโดยเฉพาะเรื่องปุ๋ยเคมีที่เพิ่มขึ้นไปถึง 200% กว่า รวมทั้งเรื่องสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช และน้ำมันเชื้อเพลิง

ทั้งหมดเป็นปัจจัยการผลิตหลักที่ชาวนาต้องใช้ จากค่าเฉลี่ยของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเรื่องต้นทุนการผลิตอยู่ที่ประมาณเกือบ 4,000 บาทต่อไร่ ทั้ง 4 เวทีที่สภาเกษตรกรแห่งชาติได้จัดเวทีรับฟังปัญหาและแนวทางแก้ไขด้านข้าวและชาวนาไทยนั้นกลับพบชาวนาที่ใช้ต้นทุนการผลิตเพียงแค่ประมาณ 2,000 บาทนิดๆ หรือชาวนาที่ใช้ต้นทุนการผลิตที่สูงถึง 6,000 กว่าบาทต่อไร่ก็มีเช่นเดียวกัน จึงนำมาถึงบทสรุปว่า สภาเกษตรกรฯจะนำชาวนาที่ประสบความสำเร็จกับการลดต้นทุนการผลิตในการทำนาด้วยวิธีการ “จับมือทำ 1 จังหวัด 1 ต้นแบบ” เพื่อเป็นการกระตุ้นและนำร่องการขับเคลื่อนให้พี่น้องชาวนาส่วนใหญ่ของประเทศได้ก้าวข้ามปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูงไปให้ได้

“เรื่องใหญ่ที่สุดตอนนี้คือเกษตรกร ชาวนา มีความจำเป็นเหลือเกินที่จะต้องปรับตัวภายใต้สถานการณ์ที่ภาครัฐพยายามควบคุมราคาปัจจัยการผลิตแต่ไม่สามารถทำได้ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ได้กล่าวให้แนวทางว่า บันไดก้าวแรกพี่น้องเกษตรกร ชาวนา ต้องลดต้นทุนการผลิตเพื่อเป็นทางรอด จึงนำสู่แนวคิด “จับมือทำ 1 จังหวัด 1 ต้นแบบ”

ด้วยสภาเกษตรกรฯมีเกษตรกร ชาวนาที่เป็นต้นแบบประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหา ปรับตัว เรื่องการทำนาในพื้นที่ของตนเองและสามารถที่จะถ่ายทอดความรู้สู่พี่น้องชาวนาผู้ร่วมอาชีพได้ ซึ่งสภาเกษตรกรแห่งชาติจะนำไปหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกรมการข้าว เพื่อร่วมกันถ่ายทอดความรู้สู่ชาวนาต่อไป โดยแนวคิด “จับมือทำ 1 จังหวัด 1 ต้นแบบ” จะนำเรื่องเสนอขอความเห็นชอบในการประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ เดือนมิถุนายน 2565 เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและโครงการเพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต่อไป” นายณรงค์รัตน์ กล่าว

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยชาวสวนระบายผลผลิต รับวิกฤตทุเรียนล้นตลาด เปิดพื้นที่ให้ชาวสวนมาขายในสาขา ส่งตรงถึงมือลูกค้าทั้ง 135 สาขา พร้อมวางแผนเชิงรุกส่งเสริมการบริโภคต่อเนื่อง ตั้งเป้ารับซื้อ 1,500,000 กิโลกรัม มากกว่าปีที่แล้วเกือบ 5 เท่า

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ ที่ระบุว่า ปีนี้ผลไม้ฤดูกาลมีแนวโน้มออกสู่ตลาดจำนวนมากกว่าปีก่อน โดยเฉพาะ ทุเรียน ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ประกอบกับผลกระทบจากการส่งออกที่ลดลง ทำให้ชาวสวนต้องเร่งระบายผลผลิต แม็คโคร จึงร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วางแนวทางเชิงรุกช่วยเกษตรกรชาวสวนผลไม้ ด้วยการเปิดพื้นที่ให้เข้ามาขายตรงถึงมือผู้บริโภคที่สาขาของแม็คโคร 135 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงจัดเทศกาลผลไม้ตามฤดูกาล รณรงค์ส่งเสริมการบริโภคอย่างต่อเนื่อง

“ปัญหาผลไม้ล้นตลาดยังเป็นประเด็นสำคัญที่เกษตรกรไทยต้องเผชิญทุกปี โดยเฉพาะ ทุเรียน ที่ปีนี้มีผลผลิตออกมากกว่าปกติ ซึ่งจะทำให้ชาวสวนระบายผลผลิตไม่ทันและอาจส่งผลให้ราคาตก แม็คโคร จึงได้วางแผนการรับซื้อเพิ่มขึ้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยปีนี้คาดว่าจะรับซื้อทุเรียนประมาณ 1,500,000 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเกือบ 5 เท่าตัว เป็นผลผลิตจากเกษตรกรกว่า 70 ราย ใน 11 จังหวัด โดยแม็คโครได้ส่งทีมจัดซื้อลงพื้นที่สวนทุเรียน เพื่อคัดเลือกทุเรียน สดใหม่ ให้ชาวสวนมาขายตรงกับลูกค้า โดยมีพื้นที่ในสาขาเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่าง ชาวสวนกับผู้บริโภค เพื่อเป็นการระบายผลผลิตและสร้างบรรยากาศให้เกิดความคึกคัก ด้วยการจัดเทศกาลผลไม้ตามฤดูกาล กระตุ้นการบริโภคอย่างต่อเนื่อง”

โดยทุเรียน 5 สายพันธุ์หลักที่แม็คโครนำมาจำหน่าย ประกอบด้วย หมอนทอง ชะนี พวงมณี กระดุม ก้านยาว จากแหล่งผลิตคุณภาพในจังหวัด จันทบุรี ระยอง ตราด นครศรีธรรมราช ชุมพร สุราษฎร์ธานี ปัตตานี นครราชสีมา ศรีสะเกษ ชัยภูมิ อุตรดิตถ์ ซึ่งทุเรียนพันธุ์ หมอนทอง ได้รับความนิยมสูงสุด มีสัดส่วนถึง 95% ของยอดขายทุเรียนทั้งหมด

“นอกจากทุเรียนแล้ว เรายังวางแผนรับซื้อผลไม้ฤดูกาลที่จะทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้ง ลำไย ลองกอง มังคุด เงาะ โดยตั้งเป้าการรับซื้อผลไม้ฤดูกาลกว่า 8,000,000 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเกือบเท่าตัว เพื่อช่วยชาวสวนระบายผลผลิตได้ทันท่วงที ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง และผู้บริโภคได้รับประทานผลไม้ไทยคุณภาพดีในราคาที่ย่อมเยา” นางศิริพร กล่าว ทั้งนี้แม็คโคร มุ่งมั่นดำเนินพันธกิจในการเคียงข้างเกษตรกรไทย พร้อมตอกย้ำการเป็นผู้นำอาหารสดมาอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาสให้กับเกษตรกรและผู้ผลิตรายย่อย สำหรับการเปิดพื้นที่ให้ชาวสวนนำทุเรียนมาจำหน่ายโดยตรงในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่ง ในการผนึกกำลังของธุรกิจในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่มีนโยบายในการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน

สถานทูตเนเธอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย พร้อมด้วย วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค และ สมาคมเกษตรกรรมเยอรมัน (DLG) สำนักงานประเทศไทย ผสานความร่วมมือกันจัดแถลงข่าว ฮอร์ติ เอเชีย และงานอกริเทคนิก้า เอเชีย 2022 ภายใต้แนวคิด ความท้าทายและการแก้ปัญหาเพื่อการเกษตรไทย ณ สถานทูตเนเธอร์แลนด์ กรุงเทพ ฯ

ดร.Gijs Theunissen DVM แทงบอลออนไลน์ อักรราชทูตที่ปรึกษา(ฝ่ายเกษตร) สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานกล่าวต้อนรับ กล่าวว่า โควิด 19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม วิถีชีวิตผู้คนและการผลิตอาหารโลก ทั้งปัจจัยในการผลิตเช่นน้ำมัน การขนส่งที่แพงขึ้น ทำให้อาหารมีราคาแพงขึ้น ทั้งยังไม่เพียงพอต่อการบริโภค เพราะเหตุนี้การนำเทคโนโลยี นวัตกรรม มาใช้ในการผลิต จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความยั่งยืน งานฮอร์ติ เอเชีย และ งานอกริเทคนิก้า เอเชีย 2022 ครั้งนี้จะเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมองค์ความรู้ชั้นนำของโลกในการก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านี้