มองตลาดให้กว้าง เอาตัวรอดช่วงผลผลิตล้น ราคาตก

เทคนิคการเอาตัวรอดจากผลผลิตราคาตก พี่แดง บอกไม่ยาก เพียงแค่เจ้าของสวนต้องมีความพอเพียง การปลูกมะพร้าวสามารถพอเพียงได้ เราพอใจแค่ไหน ก็เอาแค่นั้น อย่าไปเห่อตามกระแส มีการบริหารจัดการที่ดี ส่วนหนึ่งส่งขายที่โรงแรมแถวๆ ปราณบุรี ส่วนหนึ่งที่ส่งไม่หมด เพราะมะพร้าวที่สวนช่วงพีคสุด อยู่ที่ 5,000 ลูก ต่อเดือน ก็จะไปส่งที่แผง

“หมายความว่า คนที่จะมาต่อยอดสินค้าของเรา ก็จะมีลูกหลานนำไปต่อยอดต่อ ดังนั้น การทำเกษตรที่คิดว่าจะเอาราคาแพงอย่าไปคิด คิดแค่ว่าจะสามารถปลูกแล้วให้คนอื่นมาต่อยอด เราอยู่ได้ เขาอยู่ได้

และถือเป็นการช่วยกันสร้างอาชีพ เช่น ใครจะทำขนม หรือทำวุ้น หรือขายข้างทาง ก็มาติดต่อเราได้ เราพอใจที่ตัวเลขกลมๆ อย่างที่สวนพอใจที่ลูกละ 10 บาท แล้วให้เข้ามาตัดเองที่สวน เจ้าของสวนรับเงินอย่างเดียว 10 บาท ส่งโรงแรม ลูกละ 15 บาท เราพอใจแค่นี้ เพราะถือว่ามีเงินเดือนกินแล้ว สมมุติว่า มะพร้าว 5,000 ลูก ลูกละ 10 บาท ก็ 50,000 บาทแล้ว เงินเดือน 50,000 บาท เราไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยทุกวัน เหนื่อยเฉพาะช่วง 3 ปีแรก 20 วัน ก็ตัดขายได้ใหม่ อย่าไปคิดว่า ขายจากสวน 20 บาท เพราะแบบนี้ไม่ยั่งยืน เพราะเมื่อไรที่ขายแพง คนไทยไม่ได้ประโยชน์ ส่งออกอย่างเดียว พอส่งออกไม่ได้ก็เกิดผลกระทบราคาตก” พี่แดง ขยายความ

มองตลาดให้กว้าง และรู้จักแนะนำลูกค้า ตอนนี้สินค้าเพื่อสุขภาพกำลังมาแรง โรงแรมหลายแห่งต้องการมะพร้าวที่มีคุณภาพอีกมาก ตลาดโรงแรมมีมานานแล้ว เพียงแต่ว่าไม่ได้มาเข้าถึงสวน คือมาตรฐานโรงแรมทั่วไปยังคิดผิด ที่ว่าสินค้าโรงแรมถ้าลูกนี้ไซซ์นี้ ก็คือต้องไซซ์นี้ ซึ่งหากเชฟของโรงแรมเข้ามาถึงสวน เจ้าของสวนต้องอธิบายว่า ถ้าคุณต้องการมะพร้าวจากสวน สวนจะกำหนดไม่ได้ว่ามะพร้าวไซซ์ที่ต้องการจะได้เท่ากันทุกลูก มันอาจจะมีสองไซซ์ถึงสามไซซ์ ดังนั้น ถ้าคุณจะเอาจากสวน จะกำหนดขนาดไซซ์ไม่ได้ แต่ถ้าคุณกำหนดปริมาณว่าคุณต้องการน้ำเท่านี้ เรากะได้เพียงแต่ว่าลูกเล็กอาจจะนับควบ ซึ่งเขาก็เข้าใจ ถือเป็นเทคนิคให้ทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย มาเจอกันและเข้าใจกันมากขึ้น อย่างโรงแรมแถวภูเก็ตชอบไซซ์ใหญ่ไม่เอาไซซ์อื่น ซึ่งเขาไปเสียในสิ่งที่ไม่ควรเสีย ไปเสียให้คนคัดเกรดซะเยอะ ถามว่าถ้ามารับจากสวน 15 บาท กับไปซื้อที่พ่อค้าคนกลาง ลูกละ 38 บาท อันไหนคุ้มกว่ากัน

มะพร้าว ถือเป็นพืชมหัศจรรย์ของโลก มีพืชไม่กี่ชนิดในโลกที่จะสามารถนำมาแปรรูปได้หลากหลาย หากปลูกมะพร้าวเป็นลูกไม่มีคนซื้อ เราสามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลมะพร้าวได้ภายใน 5 วัน น้ำตาลมะพร้าวตอนนี้ราคากิโลกรัมละ 30 บาท ถ้ามะพร้าวที่สวน 15 ไร่ เราสามารถที่จะเคี่ยวน้ำตาลได้ 15 ปีบ ต่อวัน 1 ปีบ บรรจุ 20 กิโลกรัม ราคาอย่างน้อยก็ปีบละ 700 บาท แต่ต้องแลกกับค่าแรงงานที่ค่อนข้างเยอะ ถือว่าดีกว่าปล่อยให้ผลผลิตไร้ประโยชน์ หรือถ้าไม่อยากทำเป็นน้ำตาล ก็นำมาหมักทำน้ำส้มสายชู ดังนั้น เกษตรกรที่ปลูกมะพร้าวคุณสามารถไปได้หลายทางมาก

แนะช่องทางการตลาด ให้เกษตรกร ยุค 4.0
พี่แดง ให้แง่คิดว่า มะพร้าว ทางการแพทย์ถือว่ามีประโยชน์มาก แต่ปัจจุบันคนที่จะรับประทานมะพร้าวได้จริงๆ มีเพียงไม่กี่กลุ่ม เพราะระบบการส่งมะพร้าวถึงผู้บริโภคยังขาดอยู่ เกษตรกรต้องพัฒนามะพร้าวเข้าสู่ ยุค 4.0 คือทำให้สินค้าส่งถึงมือผู้บริโภคได้ทั่วถึงลูกค้าทุกกลุ่ม ต้องสะดวกและรวดเร็ว เช่น ถ้าผู้บริโภคอยากจะรับประทานมะพร้าวสัก 2 ลูก สามารถสั่งได้ทันที จะกดสั่งทางแอปพลิเคชั่นก็ง่าย และมองว่าหากทำได้ มะพร้าวจะประสบผลสำเร็จที่สุด เพราะมะพร้าว เกษตรกรเจ้าของสวนสามารถสต๊อกออเดอร์ได้นานถึง 6 เดือน เพราะเราสามารถดูผลผลิตจากจั่นได้ และรู้ละว่ามีมะพร้าวออกเท่าไร แล้วส่งได้ รับออเดอร์ได้ภายใน 4 เดือน ดังนั้น ตรงนี้ก็ต้องมาบริหารจัดการว่าคนสวนคิด 10 บาท คนที่มาตัดไปควั่นคิดเท่าไร เช่น คนควั่น คิด 3 บาท คนส่ง คิดอีก 2 บาท คิดดูว่าผู้บริโภคจะสามารถรับประทานมะพร้าวสดๆ จากสวนได้ ในราคา 15 บาท ถูกกว่าและสะดวกกว่า ไม่ต้องออกไปไหนด้วย

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องการอยากเข้าไปขอคำปรึกษาที่สวน คุณแดง มาประกอบ ยินดี โทร. (086) 311-6857

ในวันที่ 19 ตุลาคม 2562 นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้จัดเสวนาเชิงปฏิบัติการ โดยนำผู้สนใจเข้าชมสวนมะพร้าวน้ำหอม ยุคดิจิตอล พร้อมทั้งการแปรรูปมะพร้าวเพื่อการค้า ณ จังหวัดราชบุรีเพื่อให้ผู้เข้าอบรมนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสร้างเป็นอาชีพต่อไป สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-580-0021 ต่อ 2335 , 2339, 2342 และ 2343

ทุกครั้งที่มีวิกฤตน้ำท่วม จังหวัดนนทบุรีจะเป็นพื้นที่รองรับน้ำและเกิดน้ำท่วมขังอยู่นานนับเป็นเดือน ๆ ทำให้ต้นไม้ในสวนยืนต้นตาย ขณะเดียวกันตะกอนที่พัดพามากับน้ำใช่ว่าจะมีแต่แร่ธาตุชั้นดีเท่านั้น ยังพัดพากลุ่มสารเคมีต่าง ๆ จากโรงงานอุตสาหกรรม มาสุมกองทำให้ดินเมืองนนท์ที่เคยขึ้นชื่อว่าเป็นพื้นที่ดินดีกลับแปรสภาพไป

คุณป้าศรียงค์ วิมลสรกิจ เจ้าของ “สวนส้มโอแม่ศรียงค์” เผยให้ฟังถึงการทำสวนในจังหวัดนนทบุรีว่า เริ่มมาซื้อสวนที่นี่เมื่อประมาณปี 2531 ซึ่งเป็นสวนทุเรียนเก่าที่ปลูกมาแล้วประมาณ 30 ปีขึ้นไป เป็นทุเรียนพันธุ์เดิม ๆ ที่เมืองนนท์มีอยู่ ต่อมาเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2538 ทำให้ต้นทุเรียนตายยกสวน พอปี 2539 ก็มากู้สวนใหม่ คราวนี้ก็มานั่งคิดว่าจะปลูกอะไรดี ตอนแรกก็คิดว่าจะลงทุเรียนเป็นพืชหลักเหมือนเดิม แต่เพื่อนบ้านหลายคนก็ให้คำแนะนำมาว่า ทุเรียนปลูกและดูแลยาก อีกทั้งใช้เวลานานถึง 6 ปีกว่าจะให้ผลผลิต หากเกิดน้ำท่วมอีกครั้งในช่วงที่ทุเรียนกำลังเริ่มให้ผลผลิตก็เท่ากับว่า 6 ปีที่ผ่านมานั้นศูนย์เปล่า

ในตอนนั้นเองก็ยังไม่มีประสบการณ์ในการทำสวนเลย เพราะทำงานออฟฟิศอยู่ในกรุงเทพฯ เมื่อคนที่มีประสบการณ์แนะนำอย่างนั้นก็ต้องเชื่อไว้ก่อนเพราะเขาอยู่ตรงนี้มานาน เลยถามต่อไปว่า มะม่วงละน่าสนใจไหม เขาก็แนะนำอีกว่ามะม่วงปลูกโตเร็ว ให้ผลผลิตดี แต่จะไปตันเรื่องการตลาด พอสุกแล้วก็ต้องรีบขาย เก็บไว้นานไม่ได้ ราคาเท่าไหร่ก็ต้องขาย เขาก็เลยแนะนำมาว่าให้ปลูกส้มโอหรือไม่ก็ส้มเขียวหวานดีกว่า เก็บไว้ได้นาน

ด้วยเหตุนี้เลยเริ่มปลูกส้มโอขึ้นมาและปลูกไม้ผลอื่น ๆ เช่น มะม่วง มะยงชิด ทุเรียน มังคุด แซมในร่องสวนด้วย ผ่านไปประมาณ 2 ปี เริ่มสังเกตว่าทำไมหลังน้ำท่วมปลูกต้นไม้ไม่โตเลย เกิดปัญหาต้นโทรม ใบเหลือง ใบส้มโอจากที่เคยใบใหญ่ ๆ ก็ลีบเล็กลงเหมือนใบส้มเขียวหวาน ครั้งนั้นก็แก้ปัญหาด้วยการไปซื้อมูลสุกรมาจากจังหวัดสุพรรณบุรีมาใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี พอใส่ก็เขียวขึ้นมาพักหนึ่ง หลังจากนั้นก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม

เมื่อประสบปัญหาดังกล่าวก็นำปัญหาไปปรึกษากับเพื่อนบ้านอีก เพื่อนบ้านก็แนะนำว่าทำไมไม่ทำ “เกษตรธรรมชาติคิวเซ” ละ จากนั้นเริ่มเข้าไปศึกษาการทำปุ๋ยหมักโดยใช้ EM และการผลิตน้ำหมักขับไล่แมลง สุโตจู ที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี หลังจากการไปฝึกอบรมก็ได้นำความรู้ที่ได้มาผลิตปุ๋ยหมัก และสารขับไล่แมลงใช้เองในสวน

คราวนี้ต้นไม้ในสวนก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ และในขณะที่ส้มโอกำลังจะให้ผลผลิตนั้นก็เกิดน้ำท่วมใหญ่อีกครั้งเมื่อปี 2545 น้ำท่วมขังอยู่ในสวนประมาณครึ่งเดือน ตอนนั้นก็พยายามทุกวิถีทางที่จะกู้สวนไว้ด้วยการเร่งสูบน้ำออกจากสวน ปรากฏว่าส้มโอที่ปลูกไว้สองร้อยกว่าต้น ตายไปครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งที่เหลืออยู่ ก็มีอาการ ต้นโทรม ใบเหี่ยว โคนเน่า

ภายหลังจากน้ำท่วมก็เก็บเศษใบไม้จากต้นที่ตายมากอง ๆ ไว้ที่โคนต้นที่ยังเหลืออยู่ จากนั้นเพื่อนบ้านคนเดิมเขามาเที่ยวสวน มาเห็นต้นไม้ ใบไม้ ที่กองไว้ก็บอกให้ไปขอสารเร่ง พด.1 จากกรมพัฒนาที่ดินมาใช้เพื่อหมักเศษใบไม้ต่าง ๆ ให้ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยหมักได้เร็วขึ้น

ที่นี้ เริ่มมีประสบการณ์แล้วว่า หากเกิดเหตุน้ำท่วมมาเมื่อไหร่ ดินจะต้องเสียแน่นอน เพราะน้ำที่มันไหลมานอนอยู่ในจังหวัดนนทบุรี มันไม่ได้พัดพาเฉพาะแค่แร่ธาตุดี ๆ มาเท่านั้น พวกสารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรมก็ถูกพัดพามาด้วย

พอน้ำท่วมมารอบนี้ก็เลยเก็บตัวอย่างส่งไปตรวจวิเคราะห์ที่กรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งผลวิเคราะห์ทำให้ทราบว่าสภาพพื้นที่เป็นกรดจัด จึงต้องปรับสภาพดินโดยใช้หินฟอสเฟตในปริมาณ 500 กิโลกรัม/ไร่

ต่อมามีเจ้าหน้าที่จากสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดนนทบุรีมาเก็บตัวอย่างดินไปตรวจวิเคราะห์อีกครั้ง และได้แนะนำให้มีการใช้ปูนขาวโดโลไมท์ ในการปรับปรุงสภาพดิน รวมถึงการผลิตน้ำหมักชีวภาพจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 สารควบคุมเชื้อสาเหตุของโรคส้มโอ โดยใช้สารเร่ง พด.3 การผลิตสารป้องกันกำจัดแมลงโดยใช้สารเร่ง พด.7 และการผลิตฮอร์โมนพืชจาก พด.12 คุณภาพสูง เป็นต้น

ปี 2552 ทางสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดนนทบุรีได้เข้ามาจัดตั้งกลุ่มเกษตร “ใช้สารอินทรีย์ลดสารเคมีทางการเกษตร” โดยได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานกลุ่ม มีสมาชิกในกลุ่ม 50 ราย โดยกิจกรรมหลักของกลุ่มก็คือ การให้ความรู้เรื่องการพัฒนาที่ดิน การเก็บตัวอย่างดิน การใช้ปุ๋ยพืชสด และผลิตปุ๋ยหมักโดยใช้สารเร่ง พด. ต่าง ๆ

คุณป้าศรียงค์ ยังบอกอีกว่า “การทำปุ๋ยหมักและสารกำจัดโรค กำจัดแมลงใช้เอง สามารถลดต้นทุนทางการเกษตรได้ ทั้งยังปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้รับประทาน โดยมีเทคนิคการเตรียมดินก่อนปลูก คือ นำปุ๋ยน้ำที่เกิดจากหมักเศษพืชสดร่วมกับสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ไปคลุกเคล้ากับดินในหลุมปลูกให้ทั่ว หมักทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน จากนั้นอีก 7 วัน ให้นำปุ๋ยหมักที่ได้จากการหมักจากสารเร่ง พด.1 ไปคลุกเคล้ากับ พด.3 แล้วนำมาคลุกกับดินในหลุมปลูกอีกครั้ง และหมักทิ้งไว้อีก 7 วัน จากนั้นจึงนำกล้าพันธุ์ไม้ผลที่เราต้องการมาลงปลูก”

สำหรับการปลูกส้มโอนั้น ภายหลังจากปลูกเรียบร้อยแล้วจะต้องกลบโคนโดยใช้มูลสุกรมาหมักร่วมกับสารเร่ง พด.1 บรรจุไว้ในกระสอบปุ๋ยเป็นเวลา 15-30 วัน

เมื่อปุ๋ยมูลสุกรกลายเป็นปุ๋ยหมักแล้วจึงนำมาใส่รอบโคนต้น เพื่อเร่งให้ส้มโอเจริญเติบโต ทั้งนี้ส้มโอจะเริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 3 และจะเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่เมื่อส้มโออายุ 5 ปีขึ้นไป โดยจะให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อปีประมาณต้นละ 300 ลูก

อย่างไรก็ตามในขณะที่ “สวนสมโอแม่ศรียงค์” แห่งนี้ กำลังให้ผลผลิตเต็มที่ และมีออร์เดอร์จากลูกค้าประจำเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ในปี 2554 โชคร้ายก็มาบังเกิดกับชาวสวนเมืองนนท์อีกครั้ง โดยเกิดน้ำท่วมใหญ่ และแน่นอนว่าสวนส้มโอแห่งนี้ก็โดนน้ำท่วมเช่นกัน และท่วมขังนานถึง 2 เดือน ทำให้ต้นส้มโอและไม้ผลปลูกแซมในร่องสวนยืนต้นตายทั้งสวน

“ถ้าถามว่าท้อไหม ก็ต้องบอกว่าท้อไม่ได้ เพราะบ้านอยู่ตรงนี้ สวนอยู่ตรงนี้ ต่อให้น้ำท่วมอีกกี่ครั้ง เมื่อน้ำแห้งก็ต้องปรับพื้นที่แล้วลงไม้ผลใหม่อีกครั้ง ต่อให้มันเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทุก ๆ ครั้งที่มีน้ำท่วม ก็ต้องทำ”

ปัจจุบันส้มโอที่ปลูกใหม่ของคุณป้าศรียงค์มีอายุ 3 ปี โดยเป็นส้มโอไร้เมล็ดพันธุ์ทองดีและขาวน้ำผึ้ง ซึ่งบางต้นเริ่มให้ผลผลิตให้ผู้ที่ชื่นชอบความหวานฉ่ำของส้มโอเมืองนนท์ได้ลิ้มลองรสชาติบ้างแล้ว โดยจะมีผลผลิตให้รับประทานทั้งปี และจะมีมากที่สุดในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน

“หลังจากน้ำท่วมรอบนี้ เริ่มรู้จักการเป็นระบบมากขึ้น เพราะเริ่มมีประสบการณ์ ซึ่งการปรับสวนในรอบใหม่นี้ เราเริ่มจากปรับสภาพดินโดยการใช้ปูนขาวโดโลไมท์ มีการจัดระบบแปลงปลูกใหม่โดยปลูกกล้วยน้ำว้าและกล้วยหอมเป็นพืชพี่เลี้ยง ซึ่งภาษาชาวสวนเรียกว่า “การสวมหมวกให้กับต้นไม้” ซึ่งหมวกใบนี้ให้ทั้งร่มเงาและรายได้ เพราะตัดขายได้เร็วกว่าไม้ผลชนิดอื่น และปลูกต้นทองหลางไว้ในร่องสวนด้วย

เหตุที่ปลูกทองหลางเพราะเป็นพืชตระกูลถั่วที่มีส่วนช่วยบำรุงให้ดินดี โดยเฉพาะเมื่อใบทองหลางร่วงหล่นลงมาจะเป็นปุ๋ยธรรมชาติให้แก่ไม้ผลในสวน ทั้งนี้การย่อยสลายอย่างช้าๆ ของใบทองหลางจะทำหน้าที่ในการเพิ่มช่องว่างในดินได้เป็นอย่างดี ส่งผลโดยตรงกับโครงสร้างของดิน ทำให้ดินที่แน่นและเหนียวกลับมาโปร่งและระบายน้ำได้ดีขึ้น อีกทั้งใบทองหลางที่ผ่านการย่อยสลายแล้วจะมีกำมะถันสูง เมื่อปลูกไว้คู่กับต้นทุเรียนจะทำให้ทุเรียนเนื้อสีเหลืองนวลสวยอีกด้วย”

ทั้งนี้ในร่องสวนใหม่ นอกจากจะมีส้มโอและกล้วยซึ่งเป็นรายได้หลักในปัจจุบันแล้ว ยังปลูกไม้ผลชนิดอื่น ๆ แซมอีกหลายอย่างเช่น มะม่วง มะยงชิด มังคุด และทุเรียน เป็นต้น โดยราคาส้มโอปลอดสารพิษ มาตรฐาน GAP ที่สวนแห่งนี้สนนราคาขายหน้าสวนอยู่ที่ ลูกละ 80 บาท

ท้ายที่สุดคุณป้าศรียงค์ ยังบอกอีกว่า “การทำสวนผลไม้ให้ได้เงินล้านไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ใช่เรื่องยาก และอย่าไปโทษธรรมชาติว่ามีที่ไม่ดี ดินไม่ดี จึงทำให้ไม่ได้ผลผลิต ซึ่งความจริงแล้ว ต้องโทษตัวเองต่างหากที่ไม่ยอมแสวงหาวิธีการที่ทำให้ดินมันดีขึ้น มันก็เลยปลูกอะไรไม่ได้ผล ปลูกต้นไม้อย่าไปมองที่ปลายทางว่าจะต้องเป็นปุ๋ยดีเท่านั้นที่จะทำให้ต้นไม้สวย ลูกดก รสชาติหวาน จะต้องเริ่มแก้ตั้งแต่ต้นทาง และกรมพัฒนาที่ดินเขาก็มีวิทยาการหลายอย่าง ทั้งองค์ความรู้เรื่องดิน สารเร่ง พด. เมล็ดพันธุ์ปุ๋ยพืชสด ซึ่งให้บริการแก่ชาวสวน ชาวไร่ ชาวนาอย่างครบวงจร โดยไม่มีค่าบริการ อีกทั้งตามหมู่บ้านต่าง ๆ ยังมีหมอดินอาสาที่คอยให้คำปรึกษา ให้เกษตรกรเข้าถึงภาครัฐได้ง่ายขึ้น

“ดังนั้นหากมีปัญหาเรื่องพืชผล เรื่องการผลิตอย่าไปคิดถึงแค่ปลายทางว่าไม่มีเงินซื้อปุ๋ยดี ๆ มาใช้ เพราะปุ๋ยดี ๆ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินซื้อเสมอไป และสุดท้ายอยากฝากไปถึงคนรุ่นใหม่ที่สนใจการทำเกษตรว่า ถ้ารักการทำเกษตรอย่าขี้เกียจเข้าสวน เพราะตัวเองเป็นเสมือนผู้จัดการที่จะต้องไปตรวจเยี่ยมดูแลต้นไม้ เมื่อมีการดูแลต้นไม้ดี ให้แร่ธาตุในดินดี ให้ปุ๋ยดี ผลสุดท้ายต้นไม้ก็จะสนองคุณแก่เราด้วยการให้ผลผลิตคุณภาพดี ให้เราได้เก็บกิน เก็บขาย และท้ายที่สุดเมื่อมีการวางแผนจัดการที่ดี ผู้บริโภคก็จะมองเห็นคุณภาพในสิ่งที่ทำ จากนั้น การตลาด การเงินมันก็จะเข้ามาหาเอง”

ปัจจุบัน “สวนส้มโอแม่ศรียงค์” นอกจากจะมีส้มโอลูกโต ๆ รสชาติหวานฉ่ำ ไม่ขมติดลิ้นแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเปลือกส้มโอให้ผู้มาเยี่ยมเยียนเลือกซื้อหาไปรับประทานเพื่อความชุ่มคออีกด้วย และยังเป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน ให้ผู้ที่สนใจได้เข้ามาศึกษาหาความรู้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ

ณ เวลานี้ จะเขียนเรื่องต้นไม้ต้นไหน คงไม่น่าภาคภูมิใจไปกว่าเรื่องของ “มะพลับเจ้าคุณ” เพราะต้นไม้ต้นนี้ผู้เขียนได้ทำวิจัยด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งเป็นงานที่ผู้เขียนถนัด และมีโอกาสได้มานำเสนอ ใน “งานประชุมการป่าไม้ประจำปี 2562” ซึ่งจัดที่สถาบันคชบาล หรือศูนย์ฝึกช้างไทย อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ระหว่าง วันที่ 19-21 สิงหาคม 2562

ช่างโชคดีจริงๆ ที่…นอกจาก เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ มะพลับเจ้าคุณ จนสำเร็จ…(อาจจะเป็นคนแรกด้วยกระมัง) ยังได้รับรางวัลการนำเสนอผลงานวิจัยภาคโปสเตอร์อีกด้วย จะหาว่าโม้ก็ยอมนะ…มารู้จัก มะพลับเจ้าคุณ กันก่อนดีกว่า

มะพลับเจ้าคุณ (Diospyros winitii) อยู่ในวงศ์ EBENACEAE สกุลเดียวกับ มะพลับ (ไม้สกุลมะพลับ ได้แก่ มะพลับ มะเกลือ ตะโก สาวดำ มะริด ฯลฯ) เป็นไม้ชั้นกลาง สูงได้ 10-15 เมตร เลยทีเดียว มะพลับเจ้าคุณ เป็นพืชถิ่นเดียว และมีสถานะเป็นพืชหายาก พบครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2465 โดย หมอคาร์ ชาวไอริช ที่อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ชื่อสปีชีส์จึงตั้งตามชื่อของ พระยาวินิจวนันดร

ลำต้น กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลแดงหนาแน่น เนื้อไม้มีสีดำเหมือนไม้สกุลมะพลับทั่วๆ ไป รูปทรงของต้นก็เป็นพุ่มสวยงามเหมาะที่จะนำมาปลูกเป็นไม้ประดับ คนสมัยก่อนนิยมนำมาทำเป็นไม้ก่อสร้าง หรือเฟอร์นิเจอร์

ใบ เดี่ยว เรียงสลับ รูปรี หรือรูปขอบขนาน ยาว 5-15 เซนติเมตร แผ่นใบด้านล่างมีขนหนาแน่น ก้านใบ ยาว 0.3-1 เซนติเมตร ดอก แยกเพศ ต่างต้น (Dioecious) กลีบเลี้ยง และกลีบดอก มีจำนวนอย่างละ 4 กลีบ
ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อกระจุกสั้นๆ ตามซอกใบ ก้านดอก ยาว 0.1-0.3 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงรูประฆัง ยาว 0.3-0.4 เซนติเมตร กลีบแยกถึงโคน มีขนทั้ง 2 ด้าน กลีบดอกรูปคนโท ยาว 0.4-0.6 เซนติเมตร กลีบแยก ประมาณ 1/3 มีขน เกสรเพศผู้ 14-18 อัน ก้านเกสรมีขนคล้ายไหม อับเรณูเกลี้ยง

ดอกเพศเมีย เป็นดอกเดี่ยวๆ ลักษณะคล้ายดอกเพศผู้ แต่มีขนาดใหญ่กว่า รังไข่ที่ไม่เจริญมีขนสั้นนุ่ม มีกลีบเลี้ยงติดทน ขยายในผล ผล เนื้อ มีหลายเมล็ดทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 2-2.5 เซนติเมตร ในอดีตมีการนำผลและเปลือกไม้สกุลมะพลับมาใช้ย้อมแห ย้อมอวน และใช้เป็นยาขับพยาธิ

นิเวศวิทยาทั่วไป ขึ้นตามป่าดิบแล้ง ระดับความสูง 200-1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล

การออกดอกและติดผล ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ผลแก่เดือนมีนาคม-พฤษภาคม ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา มีการศึกษาสารสกัดมะพลับเจ้าคุณ พบว่า มีสารองค์ประกอบอยู่ในกลุ่มแทนนิน มีฟลาโวนอยด์ และมีสารในกลุ่มอัลคาลอยด์ มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus mutans ที่ทำให้เกิดโรคในช่องปาก และเชื้อ Vibrio cholerae สาเหตุของโรคอหิวาตกโรค มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อไวรัสโรคเริม Herpes simplex virus type 1 มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อมะเร็งได้ แต่ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ทั้งในภาวะที่มีและไม่มีเอนไซม์

คุณประโยชน์ของมะพลับเจ้าคุณมีอเนกอนันต์ สมัคร SBOBET แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ปัจจุบัน มะพลับเจ้าคุณ แทบจะหมดไปจากพื้นที่ป่าธรรมชาติ ไม่ว่าจากการบุกรุกทำลาย หรือจากภัยธรรมชาติ ซ้ำยังเป็นต้นแยกเพศอีกด้วย การติดเมล็ดจึงค่อนข้างยาก ทำให้โอกาสในการขยายพันธุ์ต่ำ ปัจจุบัน อาจมีให้เห็นเพียงไม่กี่ต้นเท่านั้นในสวนพฤกษศาสตร์ และที่ปลูกเป็นไม้ประดับ สมควรต้องมีการเร่งขยายพันธุ์เพื่ออนุรักษ์พันธุกรรมนี้ไว้

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ น่าจะนำมาใช้ในการเพิ่มจำนวน ต้นมะพลับเจ้าคุณ ในธรรมชาติให้มีมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะมีพันธุกรรมคงเดิม ยังรวดเร็วกว่าสภาพธรรมชาติ ถึงแม้ว่าการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไม้ป่าในปัจจุบันยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรก็ตาม แต่ก็ได้มีความพยายามที่จะศึกษา และพัฒนาวิธีการอย่างต่อเนื่องที่จะชักนำให้เนื้อเยื่อพืชมีการเจริญและพัฒนาไปเป็นต้นและราก

การที่พืชจะเจริญและพัฒนาไปเป็นต้นและรากนั้น ปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่ สารควบคุมการเจริญเติบโต 2 กลุ่ม คือไซโตไคนิน (cytokinin) และออกซิน (auxin) การใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจึงเป็นงานที่น่าสนใจ และส่งผลดีในพืชป่าหลายชนิด

ผลงานวิจัยที่ผู้เขียนได้นำมาเสนอครั้งนี้ เป็นการศึกษาผลของสารควบคุมการเจริญเติบโต NAA ร่วมกับ BAP ต่อการชักนำยอดและรากของมะพลับเจ้าคุณ และพบว่า มะพลับเจ้าคุณ สามารถเติบโตได้ดีบนอาหาร สูตร Murashige and Skoog (MS) ที่เติม NAA ความเข้มข้น 1 mg/l ร่วมกับ BAP ความเข้มข้น 2 mg/l และสามารถเกิดรากได้ดีบนอาหารสูตร MS ที่เติม NAA 0.5 mg/l

ผลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ สามารถใช้เป็นแนวทางในการศึกษาไม้วงศ์มะพลับ หรือไม้ป่าชนิดอื่นๆ ผู้เขียนเองก็มีความคิดที่จะต่อยอดงานวิจัยอีก 2 เรื่อง คือ กลไกการเกิดโซมาติกเอมบริโอเจเนซีส (somatic embryogenesis) และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อด้วยระบบไบโอรีแอคเตอร์แบบท่วมชั่วคราว (Tempolary Immersion Bioreactor) หรือ ระบบ TIB มาถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านอาจจะไม่อยากอ่านต่อ เพราะชักจะวิชาการเข้าไปเรื่อยๆ (ฮา…)

โซมาติกเอมบริโอเจเนซีส เป็นกลไกการเกิดต้นของเซลล์ร่างกายนี่แหละ ที่ผ่านขั้นตอนการพัฒนาเหมือนการเกิดต้นอ่อนจากเมล็ด โดยมีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ระยะ globular shape ไปเป็น heart shape, torpedo shape แล้วก็เป็น embryo หรือต้นอ่อนนั่นเอง