มะกอกน้ำดอกเล็กสีขาวออกเป็นช่อ ผลรูปไข่ยาวรีสีเขียวมีเปลือก

ผลสดจะมีรสเปรี้ยวอมฝาด และบ่งชัดเจนว่าคนละพวกกับมะกอกบ้านและมะกอกฝรั่งแน่นอน แต่จะเป็นพวกเดียวกันกับมะกอกดองของฝรั่ง (olive) หรือป่าวนั้นก็ไม่รู้

มะกอกน้ำ สารภีน้ำ สมอพิพ่ายเป็นผลไม้พื้นบ้านของไทย ซึ่งอันนี้มักคุ้นกันดี เป็นมะกอกลูกรีๆ ผลดิบเอามากินกับน้ำปลาหวาน เอามาดองเปรี้ยวหวาน แช่อิ่ม และทำน้ำทรงเครื่องอร่อยมาก มะกอกน้ำ มักมีให้กินตลอดทั้งปีเพราะดองเก็บไว้ได้ ส่วนต้นของมันจะเป็นไม้ผลัดใบขนาดเล็ก ขึ้นตามริมน้ำและทนน้ำท่วมได้ดี ยิ่งถ้าปลูกอยู่ริมน้ำจะดกมาก สมชื่อมะกอกน้ำ

มะกอก olive เป็นมะกอกชนิดที่นำมาทำน้ำมันมะกอกเป็นพืชท้องถิ่นในแถบทะเลเมดิเตอเรเนียน เป็นที่นิยมปลูกกันมากในหลายประเทศ มีหลายสายพันธุ์เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ต้นเป็นทรงพุ่ม ลำต้นออกสีเทาออกขาวนวล ต้นโค้งงอ ดอกสีขาวครีมขนาดเล็ก กลิ่นหอม ผลมีลักษณะทรงกลมรูปไข่ ผลเล็กเท่านิ้วหัวแม่มืออยู่เป็นพวง ผิวเปลือกบาง ผลดิบสีเขียว ผลสุกมีสีม่วงเข้มเกือบดำ มีเนื้อสีนวล เนื้อแน่น กรอบ มีรสชาติฝาดเฝื่อน มีเมล็ดแข็งอยู่ข้างในเนื้อ มีคุณประโยชน์และสรรพคุณทางยาหลายอย่าง ใช้นำมาประกอบอาหารหลายๆ เมนู และนำมาสกัดน้ำมันได้

น้ำมันมะกอก ก็ทำจากมะกอกน้ำมันมาทำน้ำมัน โดยกระบวนการบด และคั้นน้ำมัน (หรือหีบน้ำมัน) ซึ่งทำกันมาตั้งแต่ยุคโบราณ และทำกันในหลายๆ ประเทศ ซึ่งเขาทำจากมะกอกแท้ๆ ทำเป็นอุตสาหกรรมกันเลยทีเดียว และสำหรับข้อดีของมันคือ เป็นไขมันแบบไม่อิ่มตัวจึงมีคุณสมบัติครอบจักรวาล

เนื้อ มะกอก olive กินได้แต่มีรสเฝื่อน เพราะมีสารอัลคาลอยด์ จึงต้องนำไปดองเกลือก่อนจึงจะกินได้ ส่วนน้ำมันมะกอกใช้ปรุงอาหารแทนน้ำมันพืชหรือเนย ใช้ผสมในน้ำสลัด

มะกอก olive ที่เราจะเห็นกันคือ เขาจะดองมาในขวด มีแบบลูกเขียว และลูกดำ ลูกเขียวมักยัดไส้เนื้อพริกสีแดง จะหั่นตัดตามขวางประดับหน้าพิซซ่า หรือประดับอาหารฝรั่ง และฝรั่งชอบเอาลูกสีเขียวๆ เสียบไม้จิ้มฟันหย่อนลงในแก้วเหล้า เมล็ดของ มะกอก olive เอาไปบีบทำน้ำมันมะกอก ใช้ปรุงอาหารและทาตัว ส่วนความแตกต่างระหว่างมะกอกเขียวกับมะกอกดำ ก็ง่ายนิดเดียว มะกอกดำก็คือ มะกอกเขียวที่สุกจัด

เรื่องราวทั้งหมดทั้งมวลที่ได้นำมาเสนอเป็นเรื่องราวของผลไม้ที่ชื่อ มะกอก ที่พอจะรวบรวมได้ตอนนี้ ซึ่งยังมีมะกอกอีกหลากหลายชนิด เช่น มะกอกของจีน ซึ่งรูปร่างหน้าตาก็จะคล้ายคลึงเหมือนๆ กับมะกอกน้ำของไทย เอาแค่ได้รู้เท่านี้ก็พอจะทำให้เรามึนๆ จน ปามะกอกลงตะกร้าไม่ถูกได้เหมือนกันเลยเนาะ

เกษตรฯ ปั้นต้นแบบ ผลิต “ข้าวสาร Q” นำร่องเมืองศรีสะเกษ การันตีคุณภาพระดับพรีเมี่ยม พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายตลาดทั้งโมเดิร์นเทรดและระบบออนไลน์ ขยายผลพัฒนาสู่นาข้าวแปลงใหญ่ ดึงสหกรณ์-โรงสีข้าว ร่วมแจมเพิ่มทางเลือกผู้บริโภค

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. ได้บูรณาการร่วมกับกรมการข้าว กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร และจังหวัดศรีสะเกษ ดำเนินโครงการพัฒนาต้นแบบการผลิตข้าว Q นำร่องในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ มุ่งพัฒนายกระดับการผลิตข้าวที่ได้มาตรฐานอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยส่งเสริมและผลักดันแหล่งปลูกข้าวให้ได้รับมาตรฐาน จีเอพี (GAP) โรงสีข้าวได้รับมาตรฐาน จีเอ็มพี (GMP) และผลิตภัณฑ์ข้าวสารต้องได้รับมาตรฐานสินค้าข้าวตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาโรงสีข้าวในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เบื้องต้นได้พัฒนาต้นแบบการผลิตข้าว Q ให้กับสหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์ จำกัด ซึ่งมีเกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ จำนวน 36 ราย รวมพื้นที่ 507 ไร่ ดำเนินการผลิตข้าวเปลือกภายใต้ระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งได้ยกระดับการผลิตข้าวหอมมะลิเข้าสู่มาตรฐาน GAP (มกษ. 4400-2552) ขณะเดียวกันยังได้ผลักดันโรงสีของสหกรณ์ฯ ให้ได้รับรองมาตรฐาน GMP เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวสาร Q ทั้งระบบครบวงจร รวมถึงการบริหารจัดการเชื่อมโยงข้าวเปลือกอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

“มกอช. ได้เติมเต็มองค์ความรู้แก่เจ้าหน้าที่โรงสีของสหกรณ์ฯ และสมาชิก ให้มีความเข้าใจในหลักการและแนวทางผลิตข้าวสาร Q ตามหลักเกณฑ์การรับรองผลิตภัณฑ์ (product certification) ของสินค้าข้าว ทั้งยังฝึกอบรมการตรวจสอบคุณภาพข้าวทางเคมีและกายภาพ นอกจากนั้น ยังได้บูรณาการวางแผนการเกี่ยวข้าวและบริหารจัดการรถเกี่ยวข้าวให้กลุ่มเกษตรกรในโครงการ พร้อมแนะนำวิธีลดความชื้นอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ข้าวเปลือกคุณภาพสอดคล้องตามมาตรฐาน และได้ประสานผู้ตรวจประเมินจากกรมการข้าวให้ตรวจประเมินและรับรองข้าวสาร Q ของกลุ่มฯ ดังกล่าวด้วย” นางสาวเสริมสุข กล่าว

นางสาวเสริมสุข กล่าวอีกว่า เพื่อให้สินค้าข้าวสาร Q มีจุดเด่นเป็นเอกลักษณ์และเป็นที่รู้จักของผู้บริโภค มกอช. ได้ออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ข้าวสาร Q ให้กับโรงสีต้นแบบ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้ามีทั้งขนาดบรรจุ 5 กิโลกรัม 1 กิโลกรัม 500 กรัม และ 250 กรัม ภายใต้แบรนด์ (brand) เฉพาะว่า “ข้าวสาร Q” ถือเป็นข้าวสารคุณภาพระดับพรีเมี่ยม ช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ นอกจากนี้ มกอช. ยังได้ส่งเสริมให้จัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าข้าวสาร Q ด้วยระบบคิวอาร์ เทรซ (QR Trace) พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายตลาดโดยการประสานกับโมเดิร์นเทรด และส่งเสริมการจำหน่ายผ่านตลาดออนไลน์ เช่น ทางเว็บไซต์ ดีจีที ฟาร์ม ดอทคอม (www.dgtfarm.com) ด้วย

อีกทั้งยังส่งเสริมการออกบู๊ธแสดงสินค้าในงานโรดโชว์ต่างๆ เพื่อประชาสัมพันธ์ข้าวสาร Q ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าข้าวสาร Q เพิ่มขึ้นด้วย นอกจากผู้บริโภคจะได้รับข้าวสารคุณภาพเกรดพรีเมี่ยมและมีความปลอดภัยแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรได้กำไรเพิ่มขึ้นจากการขายข้าวเปลือก ตันละ 200-500 บาท และโรงสีสหกรณ์ฯ สามารถจำหน่ายสินค้าข้าวหอมมะลิได้ในราคาสูงขึ้น กว่า 40%

“ปี 2561 นี้ มกอช. ได้มีแผนเร่งพัฒนาต่อยอดโครงการดังกล่าวตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีเป้าหมายเชื่อมโยงนาข้าวแปลงใหญ่ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP พร้อมส่งเสริมให้โรงสีข้าว GMP ที่มีกว่า 100 แห่ง เข้าร่วมผลิตข้าวสาร Q เพิ่มมากขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวสารให้ตรงตามความต้องการของตลาด และเป็นที่ยอมรับของผู้ค้าและผู้ส่งออก อนาคตเชื่อมั่นว่า ข้าวสาร Q จะได้รับการตอบรับดี และเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้น” นางสาวเสริมสุข กล่าว

หนุ่มตะพงเมืองระยองวัย 28 ปี จบ ปวส. ช่างยนต์ หันมาทำสวนผลไม้ประสบความสำเร็จ

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ผู้สื่อข่าวเดินทางไปชมสวนผลไม้คนหนุ่มไฟแรงด้านการเกษตร หมู่ 11 ต.ตะพง อ.เมืองระยอง พบเจ้าของสวนชื่อ นายธนิต บุญสินธุ์ อายุ 28 ปี ชาว ต.ตะพง ซึ่งกำลังพาคนงานตัดแต่งกิ่งมะม่วงในสวน จึงเข้าไปพูดคุยความรู้สึกของคนหนุ่มวัยทำงานตามโรงงานหรือทำงานบริษัท แต่กลับมาทำการเกษตร

นายธนิต บุญสินธุ์ หนุ่มวัย 28 ปี พื้นเพเป็นคนตะพง เปิดเผยว่า หลังเรียนจบ ปวส. แผนกช่างยนต์ วิทยาลัยเทคโนโลยีไออาร์พีซี ก็เข้าทำงาน บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ทำงานได้เงินเดือนรวมแล้วตกเดือนละ 20,000 บาท ทำงานได้ 3 ปี ปัจจุบันลาออกจากบริษัทมาได้เกือบ 4 ปี ก็ไปบริหารจัดการบุกเบิกทำสวนผลไม้ของบิดา บนพื้นที่ประมาณ 70 ไร่ (รวมพื้นที่เช่า) สวนผลไม้แบบผสมผสาน

โดยการซื้อกิ่งมะม่วง พันธุ์ “ไขแตก” ชื่อดังของ จ.ฉะเชิงเทรา นำมาทาบกิ่งมะม่วงพันธุ์อกร่อง ได้ประมาณ 2 ปี แต่ยังไม่เต็มที่เริ่มให้ผลผลิตได้ประมาณ 1 ตันครึ่ง มะม่วง “พันธุ์ไข” แตกเมืองแปดริ้ว แต่คนระยองเรียกพันธุ์ “ขายตึกหรือตกตึก” เป็นมะม่วงพันธุ์ใหม่ของระยอง มี 3 รส หวานมัน เปรี้ยว และกรอบ ส่วนทางเหนือจะเรียกชื่อว่า “เหลืองอำไพ” นอกนั้นจะปลูกมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง น้ำดอกไม้เบอร์ 4 ฟ้าลั่น โชคอนันต์ เดือนเก้า และเขียวเสวย รวมทั้งสิ้นประมาณ 2,300 ต้น นอกนั้นจะปลูกมะปรางพันธุ์หลวงสิน 160 ต้น มะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ จำนวน 2,000 ต้น กล้วยหอมทอง กล้วยหักมุกและกล้วยไข่ จำนวน 6,000 ต้น และทุเรียน 700 ต้น

นายธนิต เจ้าของสวน กล่าวว่า มะม่วงจะใช้สารช่วงเดือนเมษายน (นอกฤดู) ผลผลิตจะได้เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ราคาจะดี ตกกิโลกรัมละ 80-100 บาท ถ้าในฤดูเหลือราคากิโลกรัมละ 50-60 บาท ในฤดูก็จะใช้ทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยคอก สำหรับมะม่วงพันธุ์ “ไขแตก” คนตะพงเรียก “ขายตึกหรือตกตึก” ครั้งแรกนำมาวางขายในหมู่บ้านตะพง ปรากฏว่าขายไม่ได้เพราะคนยังไม่รู้จัก จึงใช้วิธีขายทุเรียน แถมมะม่วงพันธุ์ขายตึก หลังคนซื้อนำไปรับประทานติดใจ เพราะมีรสชาติอร่อย 3 รส คนตะพงเริ่มรู้จัก ตอนนี้ไม่ต้องแถมแล้วเริ่มขายดีมีแต่คนถามหาซื้อ

นายธนิต เจ้าของสวน กล่าวและว่าผลผลิตมะม่วง มะปราง ซึ่งมีผลผลิตจำนวนมากจะมีพ่อค้าประจำมาซื้อถึงที่สวน ส่วนมะปรางปีนี้มีผลผลิตได้ประมาณ 5 ตัน ปีนี้ราคาดีมาก มีพ่อค้าส่งออกในประเทศและต่างประเทศจองคิวซื้อถึงสวน การทำสวนผลไม้นับว่าได้ผลดีประสบความสำเร็จ มีรายได้ตลอดทั้งปีกว่า 3,000,000 บาท แต่ก็มีรายจ่ายที่สูงเพราะมีต้นทุน แต่ก็ยังดีกว่าทำงานโรงงานกว่าจะได้เงินต้องรอเงินเดือน แต่ทำสวนผลไม้เราได้เงินก้อนไม่ต้องรอให้ถึงสิ้นเดือน หนุ่มเจ้าของสวนวัยหนุ่มกล่าว

กรมส่งเสริมการเกษตร เผยข้อมูลการสำรวจไม้ผลภาคตะวันออก ระยะออกดอกและติดผล เพื่อวางแนวทางการบริหารจัดการไม้ผลให้มีประสิทธิภาพต่อเกษตรกร

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากข้อมูลการประมาณการผลผลิต ครั้งที่ 2/2561 จากคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออกคาดการณ์ไม้ผลทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง ในพื้นที่จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด ในขณะนี้อยู่ในช่วงระยะออกดอก ทุเรียนและเงาะ คาดว่าผลผลิตจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยออกดอกแล้วประมาณ 95.42%และ 80% ตามลำดับ

ส่วนมังคุด และลองกอง แม้มีแนวโน้มลดลงกว่าปีที่ผ่านมา แต่ก็ออกดอกแล้วประมาณ 25% และ 19.34 % ตามลำดับ โดยมีเนื้อที่ยืนต้นจำนวน 683,922 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 4,335 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 0.64 เนื้อที่ให้ผลรวม 622,126 ไร่เพิ่มขึ้น 16,645 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 2.75 ผลผลิตรวม 811,020 ตัน (ข้อมูล ณ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560)

ทุเรียนในพื้นที่จังหวัดตราดออกดอกเต็มร้อยละ 100 แล้วส่วนจังหวัดจันทบุรีออกดอกแล้วร้อยละ 96.27 จังหวัดระยองออกดอกแล้วร้อยละ 90 คาดว่าปริมาณผลผลิตเฉลี่ย 1,615 กิโลกรัม/ไร่เริ่มออกให้ผลได้ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป

มังคุด ออกดอกในจังหวัดจันทบุรีแล้วร้อยละ 24 ส่วนจังหวัดตราดและระยองออกดอกแล้วร้อยละ 25 ซึ่งคาดการณ์ว่าส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 75 จะออกดอกประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้ผลผลิตออกล่าช้า แต่คาดว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนและมีปริมาณผลผลิตเฉลี่ย 787 กิโลกรัม/ไร่

เงาะ ในพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ตราด และ ระยอง ออกดอกแล้วร้อยละ 80 คาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตเฉลี่ย 1,738 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งมีปริมาณผลผลิตรวมมากกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากฝนที่ตกส่งผลดีต่อการออกดอก และไม่มีผลต่อการติดผล

เพราะส่วนใหญ่ฝนจะตกช่วงบ่าย เย็น ไปจนถึงกลางคืน ซึ่งเงาะจะมีการผสมเกสรในช่วงเช้าและบ่ายลองกอง จังหวัดจันทบุรีออกดอกแล้วร้อยละ 13 จังหวัดตราดออกดอกแล้วร้อยละ 25 และจังหวัดระยองออกดอกแล้วร้อยละ 20 คาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตเฉลี่ย 526 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากต้นลองกองมีอายุมากขึ้น มีความสมบูรณ์และพร้อมให้ผลได้

กรมส่งเสริมการเกษตรได้กำชับให้สำนักงานเกษตรจังหวัด ทั้ง 3 จังหวัด จับตาสถานการณ์ไม้ผลในระยะออกดอกและติดผลอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังภาวะที่อาจส่งผลกระทบต่อช่วงการติดผลอ่อน เน้นการพัฒนาคุณภาพผลผลิต ส่งเสริมการส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมที่ทันสมัย รวมทั้งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนเตรียมการรองรับช่วงผลผลิตออกมาก และเข้าให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหา

ก.วิทย์ฯ-สวทช.จับมือพม่าสร้างเครือข่ายนักวิจัย พัฒนาพันธุ์ข้าวลุ่มน้ำโขง ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) และ นาย Naing Kyi Win อธิบดีกรมวิชาการเกษตร (DAR) สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการและงานวิจัย เพื่อดำเนินการวิจัยและพัฒนา สร้างขีดความสามารถ และถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการเกษตรของ 2 หน่วยงาน สืบเนื่องจากการดำเนินโครงการความร่วมมือของ สวทช. กับประชาคมลุ่มน้ำโขงในการใช้เทคโนโลยีชีวภาพและด้านจีโนม ในการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าวประเทศลุ่มน้ำโขงทั้งประเทศกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์

โดยมี ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา นักวิจัยอาวุโส หน่วยวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืช ไบโอเทค สวทช.และ นาย Thant Lwin Oo รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เมียนมาร์ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ กรุงเนปิดอว์ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า เนื่องจากประเทศสมาชิกของอาเซียนยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการก้าวไปสู่ตลาดการแข่งขันทางเศรษฐกิจ สวทช. โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) จึงได้ริเริ่มโครงการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีชีวภาพสำหรับประเทศเพื่อนบ้านตั้งแต่ปี 2544 เพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านเทคโนโลยีชีวภาพสำหรับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงส่งเสริมการสร้างเครือข่ายนักวิจัยในภูมิภาค เพื่อตอบสนองวิสัยทัศน์ของภูมิภาคอาเซียนในปี 2563 ที่ต้องการขับเคลื่อนการแข่งขันทางเทคโนโลยี ทั้งในเชิงกลยุทธ์ และการพัฒนากำลังคนให้มีคุณภาพ เพื่อเสริมขีดความสามารถของประเทศเพื่อนบ้านให้ก้าวหน้าและเติบโตไปด้วยกัน

“โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อช่วยสร้างความสามารถทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพให้กับภูมิภาคอาเซียน โดยสนับสนุนทุนให้ต่างชาติทำวิจัยในห้องปฏิบัติการวิจัยของไบโอเทค สวทช. เป็นเวลา 3-6 เดือน หลักสูตรฝึกอบรมเน้นการให้ความรู้พื้นฐานทางเทคโนโลยีชีวภาพและการปฏิบัติจริง โดยมีนักวิจัยพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำในการทำโครงการวิจัยกว่า 16 ปี มีนักวิจัยชาวต่างชาติได้ทุน 179 ทุน โดยจำนวนหนึ่งได้ทุนการศึกษาขั้นสูงเรียนต่อในประเทศต่างๆ นอกจากนั้นแล้วนักวิจัยที่จบการศึกษาแล้วกลับไปทำงานที่สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัยต้นสังกัดในประเทศต่างๆ ยังสร้างความร่วมมือใหม่ๆ กับนักวิจัยไบโอเทค สวทช. อย่างต่อเนื่อง”

ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีโครงการถ่ายทอดองค์ความรู้การใช้เทคโนโลยีเครื่องหมายโมเลกุลในการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ข้าวผ่านการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการที่มีการปฏิบัติงาน ระยะยาวโดยใช้โจทย์วิจัยของแต่ละประเทศเป็นหัวข้อในการฝึกอบรม การสนับสนุนทุนการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านการปรับปรุงพันธุ์ข้าวและการพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ทดสอบลักษณะสำคัญทางการเกษตรต่างๆ

ซึ่งกรมวิชาการเกษตร สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ประสบความสำเร็จในการพัฒนาพันธุ์ข้าวและได้รับการรับรองพันธุ์แล้ว จำนวน 3 พันธุ์ คือ 1.พันธุ์ตูก้าหมุย (ThuKha Hmwe) ได้จากการปรับปรุงพันธุ์มานอวตูก้า (Manawthukha) ให้มีคุณภาพการหุงต้มคล้ายพันธุ์บาสมาติ (Basmati) 2.พันธุ์ซ้อลท์ทอลซินทัวแลต (Saltol Sin Thwe Latt) ได้จากการปรับปรุงพันธุ์ซินทัวแลต (Sin Thwe Latt) ให้ทนเค็ม และ 3.พันธุ์เย็มโยคคาน (Yemyokekhan-3) เป็นข้าวที่มีการปรับตัวต่อสภาพน้ำมากและน้ำน้อยได้ดี ให้มีความหอม และคุณภาพการหุงต้มที่ดีขึ้น

โดยปี 2560 ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตร สาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์ ได้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่ ประมาณ 2 ตัน เพื่อกระจายให้กับเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งจะช่วยสร้างความสามารถทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพให้กับประเทศในภูมิภาคอาเซียน ในการบูรณาการทำงานร่วมกันทั้งการพัฒนาบุคลากรและการวิจัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างความเข้มแข็งด้านการเกษตรอย่างยั่งยืนร่วมกัน

สำหรับความสำคัญของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการและงานวิจัยของทั้ง 2 หน่วยงานในครั้งนี้ อาทิ ความร่วมมือในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้ทนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีผลผลิตสูง การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดให้ต้านทานโรคและมีคุณภาพดี การปรับปรุงพันธุ์ข้าวสาลีให้ต้านทานโรค โดยใช้เครื่องหมายโมเลกุลในการคัดเลือก (Marker Assisted Selection: MAS) เป็นต้น จะเป็นการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับประเทศต่อไป

ด้าน นาย Naing Kyi Win อธิบดีกรมวิชาการเกษตร สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ กล่าวว่า ด้วยสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์เป็นประเทศพื้นฐานด้านเกษตรกรรม จึงต้องการความช่วยเหลือ การส่งเสริม สนับสนุน และความร่วมมือทางด้านการวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงการสร้างความสามารถและการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตร โดยเฉพาะเทคโนโลยีเครื่องหมายโมเลกุลในการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์พืช ที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรได้

ทั้งนี้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก มีลักษณะทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคมและเศรษฐกิจที่มีความใกล้ชิดกัน ซึ่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์และประเทศไทยมีความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจที่เด่นชัดมากขึ้นในภูมิภาคนี้ และเพื่อให้เกิดการขยายตัวในเรื่องการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยคำนึงการคุ้มครองสิทธิของทรัพย์สินทางปัญญา ดังนั้นการแลกเปลี่ยนสินค้าทางด้านอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกประเทศต้องเร่งเพิ่มการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม เพื่อให้ประเทศในภูมิภาคนี้มีความเข้มแข็งอย่างเป็นหนึ่งเดียวกันในระดับสากล

อธิบดีกรมวิชการเกษตร สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับวัตถุประสงค์ในความร่วมมือด้านวิชาการและงานวิจัยครั้งนี้ เพื่อร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือในการวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการสร้างความสามารถของบุคลากรวิจัย (การฝึกอบรมระยะสั้นและระยาวสำหรับบุคลากรระดับปริญาโทและปริญญาเอก) และการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตร โดยเฉพาะเทคโนโลยีเครื่องหมายโมเลกุลในการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์พืช

เพื่อสร้างกรอบการทำงานและความร่วมมือในการเก็บรวบรวมและประเมินเชื้อพันธุกรรมของข้าว ข้าวโพด และพืชอื่นๆ โดยอาศัยการจำแนกสายพันธุ์ด้วยเทคโนโลยีฟีโนไทป์และจีโนไทป์ ตลอดจนเพื่อกระตุ้นให้เกิดการทำงานร่วมกันในเรื่องที่มีความสำคัญเร่งด่วน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในด้านการวิจัยและนวัตกรรมของทั้งสองประเทศ หรือโครงการต่างๆ ที่มีแผนว่าจะจัดทำขึ้นต่อไปในอนาคต

กลางวันอากาศร้อน กลางคืนอากาศเย็น และมีอุณหภูมิสูงขึ้น กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้เพาะเห็ดสกุลนางรมให้เฝ้าระวังหนอนแมลงวันเซียริดและหนอนแมลงวันฟอริด ในช่วงบ่มเส้นใยจนถึงช่วงเปิดดอก จะพบหนอนแมลงวันกัดกินเส้นใยเห็ด ทำให้เส้นใยเห็ดไม่เจริญ ถ้าระบาดรุนแรงก้อนเห็ดยุบตัวได้ และเห็ดในระยะออกดอก มักพบหนอนแมลงวันเจาะเข้าไปทำลายส่วนของโคนต้นและหมวกดอก ทำให้ดอกเน่าเสียและเป็นโรคได้

แนวทางการป้องกันและแก้ไขการเข้าทำลายของหนอนแมลงวันเซียริดและหนอนแมลงวันฟอริด ให้เกษตรกรเตรียมโรงเรือน โดยการทำความสะอาดโรงเรือน และพ่นบริเวณพื้นฝาผนังและหลังคาโรงเรือนให้ทั่วด้วยสารคลอรอกซ์ อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือใช้สารฆ่าแมลงไดอะซินอน อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารมาลาไทออน อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อฆ่าแมลงและเชื้อโรคที่สะสมภายในโรงเรือน จากนั้น ควรปิดโรงเรือนให้มิดชิด และทิ้งไว้อย่างน้อย 7-10 วัน

สำหรับการเลือกซื้อหัวเชื้อพันธุ์เห็ดหรือถุงก้อนเชื้อเห็ด เกษตรกรควรเลือกซื้อจากแหล่งผลิตที่ไม่มีประวัติการระบาดของแมลงวันศัตรูเห็ดมาก่อน กรณีที่ไม่ทราบแหล่งที่มาหรือประวัติของถุงก้อนเชื้อเห็ด ในขณะที่เส้นใยเห็ดเดินมากกว่า 25% หรือก่อนเปิดดอก เกษตรกรควรที่จะทำการป้องกันด้วยการพ่นสารคาร์บาริล อัตรา 40-60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นเฉพาะ ที่จุกสำลีเท่านั้น จากนั้น ก่อนการนำเข้าถุงก้อนเชื้อเห็ดเพื่อเปิดดอกในโรงเรือน เกษตรกรควรคัดทิ้งถุงก้อนเชื้อเห็ดที่ถูกทำลายจากศัตรูพืช หรือไม่แน่ใจควรแยกถุงก้อนเชื้อเห็ดกองไว้ต่างหาก

นอกจากนี้ ให้เกษตรกรติดตั้งกับดักกาวเหนียวสีเหลืองชนิดแบนหรือทรงกระบอกชนิดใดชนิดหนึ่ง จำนวน 6-8 ตัว ต่อโรงเรือน (ขนาด 8×20 เมตร) โดยติดตั้งระหว่างชั้นเห็ดที่มีระดับสูงจากพื้นโรงเรือนประมาณ 1.5-1.8 เมตร ที่สำคัญควรติดตั้งในที่ที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงาน และไม่ถูกน้ำบ่อย ถ้าเป็นไปได้ควรติดตั้งใกล้มุมมืด เพราะตัวแก่ของแมลงชอบเกาะอาศัยอยู่ตรงมุมมืด และควรเปลี่ยนหรือนำกับดักมาล้างด้วยน้ำมันเบนซินและทากาวเหนียวใหม่ทุก 10–15 วันตลอดฤดูการผลิต หรือให้พิจารณาว่าหากมีแมลงติดเต็มแล้วก็ควรนำมาเปลี่ยนหรือทากาวเหนียวซ้ำอีกครั้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดักจับและลดปริมาณของแมลงที่จะทำลายเห็ดได้

หากพบตัวแก่ของแมลงเกาะตามมุมโรงเรือน ฝาผนัง หรือมุมอับ ให้พ่นด้วยสารกำจัดมาลาไทออน อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดอะซินอน อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นตามพื้นหรือมุมโรงเรือน หรือพื้นที่ที่แมลงเกาะอยู่ หลีกเลี่ยงการพ่นลงบนเห็ดหรือถูกเห็ดโดยตรง อาจเกิดพิษตกค้างในดอกเห็ด และอาจทำให้ดอกเห็ดเกิดอาการผิดปกติจนส่งขายในตลาดไม่ได้ เมื่อเสร็จสิ้นรุ่นของดอกเห็ดแล้ว ให้เกษตรกรนำถุงก้อนเชื้อเห็ดออกผึ่งแดดนอกโรงเรือน หากพบก้อนเชื้อเห็ดที่มีรอยทำลายของหนอนแมลงวันควรทำการฝังหรือเผาทิ้ง เพื่อทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ และป้องกันการแพร่กระจายเข้าสู่โรงเรือนเพาะเห็ดข้างเคียงต่อไป

สภาพอากาศแห้งแล้ง ในช่วงเช้าจะมีอากาศเย็นถึงหนาว และกลางวันมีอากาศร้อน กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรสวนส้มเขียวหวานให้เฝ้าระวังเพลี้ยไฟในระยะที่ส้มติดผลอ่อนจนถึงผลส้มมีขนาดเบอร์ 4 จะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยใช้ปากเขี่ยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อนและผลอ่อน ส่งผลให้ใบผิดปกติ ใบแคบเรียว กร้าน

มักพบเพลี้ยไฟเข้าทำลายรุนแรงในระยะผลอ่อน ตั้งแต่กลีบดอกร่วงจนถึงผลส้มเขียวหวานมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 เซนติเมตร ส้มผลอ่อนที่ถูกทำลายจะเกิดวงสีเทาเงินบริเวณขั้วและก้นผล หรือเป็นทางสีเทาเงินตามความยาวของผล ทำให้ผลแคระแกร็น

แนวทางในการป้องกันและแก้ไขการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ เกษตรกรควรควบคุมบังคับให้ต้นส้มแตกยอด ออกดอก และติดผลในระยะเดียวกัน เพื่อง่ายต่อการป้องกันกำจัด สะดวกในการดูแลรักษา ช่วยลดจำนวนครั้งในการพ่นสารเคมี และช่วยอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติที่พบมากในสวนส้ม

จากนั้น ให้เกษตรกรเก็บยอด ใบ หรือเด็ดผลอ่อนที่ถูกเพลี้ยไฟเข้าทำลายนำไปเผาไฟทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเพลี้ยไฟ ช่วยให้ต้นส้มฟื้นตัวเร็วขึ้น และช่วยการแตกยอดของส้มรุ่นต่อไปอีกด้วย

เกษตรกรควรหมั่นสำรวจตรวจดูเพลี้ยไฟในแปลงปลูกช่วงที่ส้มเขียวหวานแตกใบอ่อนและผลอ่อน หากพบการเข้าทำลายผลมากกว่า 10% หรือพบเข้าทำลายยอดมากกว่า 50% ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโคลไทอะนิดิน 16% เอสจี อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบฟูแรน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

ระยะนี้ต้นมะม่วงเริ่มเข้าสู่ช่วงที่ดอกพัฒนาเป็นผล UFABET กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนมะม่วงเฝ้าระวังช่วงที่มีสภาพอากาศเย็น แห้งแล้ง และอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น ให้สังเกตการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟพริก มักพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยใช้ปากเขี่ยเนื้อเยื่อ และดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์พืชบริเวณใบอ่อน ยอดอ่อน ตุ่มตาใบ ตุ่มตาดอก ช่อดอกมะม่วงโดยเฉพาะฐานรองดอก และขั้วผลอ่อน ทำให้เซลล์บริเวณนั้นถูกทำลาย

กรณีที่ระบาดไม่รุนแรง จะพบแผลเป็นวงสีเทาเงินเกือบดำชัดเจนใกล้ขั้วผล หรือผลบิดเบี้ยว หากระบาดรุนแรง ผิวของผลมะม่วงจะเป็นสีดำเกือบทั้งหมด ทำให้ผลผลิตมีราคาต่ำลง

ส่วนการเข้าทำลายในระยะติดดอก จะทำให้ช่อดอกหงิกงอ ดอกร่วงไม่ติดผล หรือทำให้ติดผลน้อย การเข้าทำลายบนยอดอ่อน จะทำให้ใบที่แตกใหม่แคระแกร็น ขอบใบและปลายใบไหม้ ใบอาจร่วงตั้งแต่ยังเล็ก

สำหรับใบที่มีขนาดโตแล้ว มักพบการเข้าทำลายตามขอบใบ ทำให้ใบม้วนงอและปลายใบไหม้ การเข้าทำลายที่ยอด จะมีความรุนแรงจนทำให้ยอดแห้ง ไม่แทงช่อใบหรือช่อดอก การเข้าทำลายที่ตา ช่อดอกบิดเบี้ยว หงิกงอ หรือติดผลน้อย ผลเล็กๆ ที่ถูกเพลี้ยไฟพริกทำลายอาจร่วงหล่นได้

หากพบการระบาดไม่มาก ให้เกษตรกรตัดส่วนที่เพลี้ยระบาดไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพราะเพลี้ยไฟพริกจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มบริเวณส่วนยอดอ่อนของพืช กรณีระบาดรุนแรง ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเฟนโพรพาทริน 10% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อช่วยให้การพ่นสารฆ่าแมลงมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น