มะขามหวานคุณภาพดี แปรรูปมะขามคลุกตลาดมีความต้องการสูง

คุณสมชาย เหลี่ยมศร ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม้ผลวังซับเปิบ เลขที่ 32 หมู่ที่ 9 ตำบลซับเปิบ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. (087) 660-1152 เกษตรกรที่ปลูกมะขามหวานมานานกว่า 25 ปี อธิบายว่า พันธุ์มะขามหวาน หากแบ่งตามอายุการเก็บเกี่ยวนั้น เบื้องต้นพอจะแบ่งได้ 3 แบบคือ มะขามหวาน

พันธุ์เบา คือ เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตก่อนพันธุ์อื่นๆ มีช่วงการเก็บเกี่ยวในเดือนธันวาคม-มกราคม ได้แก่ พันธุ์น้ำผึ้ง พันธุ์สีชมพู พันธุ์ประกายทอง (ตาแป๊ะ) พันธุ์กลาง เป็นพันธุ์ที่แก่ และให้ผลผลิตช้ากว่าพันธุ์เบา ประมาณ 7-15 วัน ได้แก่ พันธุ์อินทผลัม พันธุ์ขันตี และ

พันธุ์หนัก เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตช้ากว่าพันธุ์อื่นๆ เพราะมีระยะเจริญของผลนาน โดยจะเก็บผลได้ประมาณปลายเดือนมกราคม ได้แก่ พันธุ์สีทอง (นายหยัด) พันธุ์หมื่นจง พันธุ์เพชรเกษตร เป็นต้น

ลักษณะของฝักมะขามหวาน คุณสมชาย อธิบายว่า แบ่งคร่าวๆ ได้ 3 แบบ ฝักดิ่งหรือฝักตรง ฝักประเภทนี้มีรูปร่างเหยียดตรง ฝักไม่โค้งงอ เช่น พันธุ์ขันตี ฝักดาบ ฝักประเภทนี้มีรูปร่างคล้ายฝักดิ่ง แต่ฝักจะเอนโค้งเล็กน้อยคล้ายรูปดาบ ฝักอาจกลมหรือแบน เช่น พันธุ์อินทผลัม และ ฝักฆ้องหรือโค้ง ฝักประเภทนี้มีรูปร่างโค้งงอ และมีความยาวมากกว่าฝักทุกประเภท ลักษณะของการโค้งจะโค้งงอมากจนเกือบเป็นวงกลม เช่น พันธุ์สีทอง พันธุ์น้ำผึ้ง เป็นต้น

ภายหลังเก็บผลผลิตหมดประมาณเดือนมีนาคมเป็นช่วงที่มะขามหวานพักตัวโดยผลัดใบและเริ่มแตกใบใหม่ พร้อมกับออกดอกติดฝักในฤดูต่อไป จึงต้องตัดแต่งกิ่งเพื่อกำจัดกิ่งที่ไม่ต้องการ กิ่งกระโดง กิ่งที่มีโรคและแมลงทำลายออก หรือกิ่งที่ไม่ถูกแสงแดดออก เพื่อป้องกันการสะสมของโรคราและแมลงศัตรูพืช การแต่งกิ่งที่ดีจะทำให้ต้นโปร่งไม่แน่นทึบ แสงแดดส่องได้ทั่วถึง มีผลทำให้มะขามหวานติดฝักดกสม่ำเสมอ ทรงพุ่มจะสวยงามเป็นระเบียบ

การผลัดใบของมะขามหวานโดยธรรมชาติมะขามหวานจะทิ้งใบเมื่อใบแก่หมดอายุจึงต้องเปลี่ยนใบใหม่ เพื่อให้สร้างอาหารได้ดีกว่าใบเก่าเมื่อกระทบแล้งจึงผลัดใบหมดทั้งต้น แต่บางปีการแตกใบใหม่มาเร็วเกินไป จำเป็นต้องช่วยให้มะขามหวานผลัดใบพร้อมกัน เพื่อให้ง่ายต่อการดูแลรักษาและป้องกันการออกดอกติดฝักทะวายหลายรุ่น ดีกว่าปล่อยให้ค่อยๆ ผลัดใบ ดังนั้น ภายหลังจากการตัดแต่งกิ่งประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน ต้องพรวนดินรอบทรงพุ่ม เพื่อให้ดินร่วนโปร่ง ระบายน้ำและอากาศได้ดีในขณะเดียวกันจะทำให้รากฝอยของต้นมะขามหวานขาด เป็นการหยุดการลำเลียงอาหารและน้ำหวานจึงทิ้งใบพร้อมกันทั้งต้นโดยธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีฉีดพ่นให้ใบร่วงแต่อย่างใด

ประมาณเดือนมิถุนายน ควรใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 8-24-24 หรือสูตรที่ใกล้เคียงกัน ต้นละประมาณ 1-2 กิโลกรัม ตามสภาพความเหมาะสมของพื้นที่และความสมบูรณ์ของต้นในระยะนี้ หากความชื้นไม่เพียงพอหรือฝนไม่ตกดอกมะขามหวานจะแห้งเหี่ยวและร่วงง่าย ดอกที่ไม่ได้รับการผสมภายใน 1-2 วัน จะร่วงหล่น การผสมเกสรต้องอาศัยลมและแมลงช่วยพาเกสรตัวผู้ไปผสมกับเกสรตัวเมีย การให้ปุ๋ยเป็นระยะๆ คือช่วงที่ติดฝักเป็นสีเขียวประมาณเดือนกรกฎาคม ควรใช้ปุ๋ย สูตร 13-13-21 หรือ 8-24-24 ต้นละ 1-2 กิโลกรัม อีกครั้ง ประมาณเดือนสิงหาคม-กันยายน เพื่อมะขามหวานจะได้ฝักเจริญเติบโตดี และรสชาติดียิ่งขึ้น และต้องให้น้ำอย่างเพียงพอ

มะขามหวาน นิยมให้ต้นติดผล และให้ผลผลิตหลังจากการปลูกแล้ว เมื่อเข้าปีที่ 4

และจะให้ผลผลิตได้นานถึง 30 ปี เป็นไม้ผลที่อายุยืน ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา มีระยะการออกดอกถึงดอกบาน ประมาณ 20 วัน และหลังจากนั้น ประมาณ 8 เดือน จึงให้ผลผลิต ซึ่งฝักจะแก่พร้อมเก็บได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่ปลูก ดังที่กล่าวข้างต้นมะขามหวานจะแก่ เก็บได้ในฤดูแล้งประมาณเดือนธันวาคม-มีนาคม ขึ้นอยู่กับพันธุ์และสภาพดินฟ้าอากาศ ปีใดฝนตกต้นฤดูและหมดเร็วมะขามก็จะแก่เร็ว และพันธุ์เบา ฝักเล็ก คุณภาพปานกลาง จะแก่เก็บได้ก่อน ส่วนพันธุ์ดีๆ นั้นจะเก็บได้ตอนกลางฤดู คือประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ หรือต้นเดือนมีนาคม

การเก็บเกี่ยวมะขามหวาน

การเก็บฝักมะขาม ต้องพิจารณาดูเป็นต้นๆ หรือเป็นฝักๆ ไป บางทีอาจจะแก่เก็บได้ไม่พร้อมกัน ฝักปลายๆ หรือด้านนอกพุ่มมักจะแก่ก่อน โดยสังเกตจากสีของฝัก ความเหี่ยวของก้านฝัก และลักษณะอื่นๆ ซึ่งต้องใช้ความชำนาญ หรือประสบการณ์ จะต้องเก็บทีละฝัก โดยใช้มีดหรือกรรไกรตัดออกจากต้น นำฝักมะขามหวานที่เก็บได้ไปกองผึ่งลมไว้สัก 2-3 วัน เพื่อให้ความชื้นในฝักมีอยู่พอสมควร จึงตัดแต่งก้านหรือขั้วฝักแล้วบรรจุภาชนะจำหน่ายได้

การเก็บเกี่ยว มีวิธีสังเกตคือ ดูที่เปลือกของฝัก จะแห้งกรอบ สีซีดลงคล้ายมีนวลที่ผิว ดีดหรือเคาะเบาๆ จะมีเสียงกลวงๆ ไม่แน่น ก้านหรือขั้วของฝักจะแห้งเหี่ยวและแข็งแรง เปราะหักง่าย น้ำหนักเบา การเก็บเกี่ยวต้องทิ้งช่วงทุกๆ 7-10 วัน โดยใช้บันไดพาดกิ่ง หรือปีนต้นขึ้นไปใช้กรรไกรสำหรับตัดฝักมะขามหวานโดยเฉพาะที่มีแหนบสำหรับหนีบขั้วของฝักไว้ ไม่ให้ฝักร่วงหล่น โดยคัดเลือกตัดเฉพาะฝักที่สุกจริงๆ และพยายามอย่าให้กระทบกระเทือนฝักที่ยังไม่สุก หรือให้กระทบกระเทือนน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้ฝักหัก

การรักษาฝักมะขามหวาน

นำฝักมะขามหวานไปผึ่งลม ซึ่งต้องอยู่ในที่ร่มตามระยะเวลา คือ ผึ่งนาน 2-5 วัน จะเก็บได้นาน 20-30 วัน ผึ่งนาน 10-15 วัน จะเก็บได้นาน 30-60 วัน หรือจะนำไปเก็บรักษาในห้องเย็น ก็จะเก็บรักษาได้นานหลายเดือน มะขามที่เก็บมาแล้วจะนำไปเข้าห้องเย็นไว้ได้ทั้งปี อุณหภูมิ -4 องศาเซลเซียส เมื่อจะขายเราก็จะนำมาอบก่อน สำหรับสวนที่ยังไม่มีประสบการณ์การตรวจสอบว่าฝักมะขามหวานแห้งได้ที่หรือยัง ให้นำฝักมะขามหวานประมาณครึ่งกิโลกรัมมาใส่ถุง และรัดปากถุงให้สนิท และทิ้งไว้ประมาณ 1-2 วัน แล้วสังเกต หากมีไอน้ำที่เป็นฝ้าหรือหยดน้ำเกาะตามปากถุง แสดงว่าฝักมะขามหวานชุดนั้นยังแห้งไม่สนิท ให้ผึ่งลมต่อ แต่หากไม่มีไอน้ำก็แสดงว่าแห้งได้ที่แล้ว

มะขามหวานนิยมรับประทานเป็นผลไม้ จึงมีการจำหน่ายมะขามหวานแบบจำหน่ายทั้งฝัก ซึ่งมีข้อเด่นคือ ผู้บริโภคสามารถเห็นลักษณะของฝัก และสายพันธุ์ของมะขามหวาน แต่มีข้อด้อยคือ ผู้บริโภคจะไม่สามารถเห็นภายในฝักว่ามีลักษณะอย่างไร และไม่สะดวกต่อการรับประทาน ปัจจุบัน จึงเริ่มมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยจำหน่ายเป็นเนื้อมะขามที่แยกออกจากรกมะขาม แล้วบรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะมีความสะดวกในการบริโภค ในกระบวนการผลิตเริ่มจากนำมะขามพันธุ์ที่ต้องการมาแกะเปลือกแยกรกออก

จากนั้นเลือกฝักที่ได้มาตรฐานตามที่ตลาดต้องการ ไปบรรจุในภาชนะบรรจุที่เหมาะสม ในขั้นตอนการผลิตทั้งหมดมีส่วนเหลือที่ถูกคัดออก เนื่องจาก ฝักลีบ ฝักงอ ฝักหัก มีเมล็ดติด มีรอยแมลงเจาะและมีสีซีด เป็นต้น เศษมะขามดังกล่าวยังมีคุณภาพสามารถนำมาบริโภคได้

ปัญหาของมะขามหวาน คือ โรคราในฝัก

เป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกร ตอนที่เกษตรกรเก็บผลผลิตออกมาขาย แต่มะขามเป็นรา เมื่อผู้บริโภคซื้อไปแล้วเจอรา เกิดความไม่พอใจ พอเจอราก็ไม่ซื้อ ส่งผลให้เกษตรกรขายของไม่ได้ เมื่อเกิดปัญหาเช่นนี้เกษตรกรไม่อยากปลูกต่อ มะขามหวาน พันธุ์ “ประกายทอง” เป็นพันธุ์ที่มีปัญหาเรื่องรามากที่สุด เนื่องจากเปลือกบาง รสชาติหวานจัด กลิ่นหอม เนื้อนุ่ม มีลักษณะเป็นทรายสีน้ำผึ้งออกทรายแดง เมล็ดเล็ก เยื่อหุ้มเมล็ดบาง ออกดอกเดือนพฤษภาคม สามารถเก็บเกี่ยวฝักได้ประมาณปลายเดือนธันวาคม

ด้วยข้อเสียเรื่องเปลือกบาง อ่อนแอต่อการเข้าทำลายของเชื้อราหลังการเก็บเกี่ยว การเก็บฝักต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ หากเปลือกแตกจะทำให้เสียราคา ฝักมะขามมีรก 3-4 เส้น ต่อฝัก ทำให้รับประทานยาก และเนื่องจากเป็นมะขามที่มีฝักขนาดใหญ่ และติดฝักดกสม่ำเสมอ จึงต้องให้ปุ๋ยอย่างเพียงพอเพื่อไม่ให้รสชาติเปลี่ยนแปลง จะพบได้ว่าเมื่อประกายทองออกมา ต้องมีรา จนกลายเป็นคำขวัญว่า ประกายทองดีต้องมีรา

มะขามหวานประกายทอง เป็นพันธุ์ที่มีเนื้อเยอะสุด รสชาติหวานสุด และก็รามากสุด พันธุ์อื่นราไม่ขึ้นเพราะออกดอกช้ากว่า แต่พันธุ์ประกายทองออกดอกตั้งแต่หน้าฝน ไหลไปตามหยดน้ำบนกิ่งไปยังฝักมะขามเข้าทางขั้วผลหรือผ่านทางเปลือกฝัก เพราะฉะนั้นเกษตรกรจึงไม่สนใจพันธุ์นี้ หันไปปลูกพันธุ์อื่นแทน แต่พันธุ์ประกายทองถ้าจะแก้ไขปัญหาคือ ใช้สารป้องกันและกำจัดโรคพืชที่เหมาะสม ซึ่งตัวที่ได้ทดลองและได้ผลดีที่สุดคือ “สารเเมนโคเซบ” วิธีใช้สารฉีดพ่นป้องกันกำจัดเชื้อราด้วยแมนโคเซบ (เช่น แมนเซท-ดี) ฉีดพ่นสารตั้งแต่ช่วงเริ่มออกดอก 1 เดือน ฉีดพ่น 1 ครั้ง ฉีดทั้งหมด 3 ครั้ง ก่อนเก็บเกี่ยวจะได้ผลค่อนข้างดีหรือตามความเหมาะสม

การป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูมะขามหวาน

แมลงศัตรูมะขามที่สำคัญและทำความเสียหายให้แก่มะขามหวาน

แมลงนูน หรือแมลงปีกแข็ง กัดกินใบอ่อนและดอก จะระบาดในระยะมะขามผลิใบอ่อน และออกดอก แมลงจะทำลายในตอนเย็นหรือกลางคืน ควรใช้ยากลุ่มคาร์บาริล (เช่น เซฟวิน 85, เอส-85) พ่นขณะที่มีการระบาด ควรพ่นยาในตอนเย็นให้ถูกตัวแมลง และพ่นยาป้องกันไว้ทุกเดือน

หนอนคืบสีเทา เป็นศัตรูสำคัญที่ทำความเสียหายให้แก่สวนมะขาม ตัวหนอนจะระบาดในช่วงฤดูฝนระยะมะขามกำลังผลิใบจวนแก่และกำลังออกดอก ถึงติดฝักอ่อน หนอนจะอยู่ใต้ใบ กัดกินใบ ดอก และฝักอ่อน ทั้งกลางวันและกลางคืน และจะชักใยทิ้งตัวลงพ่นให้ถูกตัว และควรพ่นยาป้องกันไว้เมื่อถึงระยะการระบาด หากพบการระบาด พ่นด้วยสารอะบาแม็กติน (เช่น โกลแจ็กซ์) หรือสารไซเพอร์เมทริน (เช่น โกลน็อค 35%)

หนอนเจาะฝัก จะเข้าทำลายโดยเจาะฝักมะขาม ตั้งแต่ฝักเริ่มอายุ 2 เดือนขึ้นไป ทำให้ฝักเสียหายมาก หนอนเจาะมะขาม เป็นหนอนผีเสื้อกลางคืน ตัวเต็มวัยวางไข่เป็นฟองเดี่ยวๆ บนฝักมะขาม ตั้งแต่ยังเป็นฝักอ่อนจนถึงฝักสุก วางไข่ตามรอยหักหรือแตกมากกว่าฝักปกติ เมื่อตัวพัฒนาเป็นตัวหนอน ถ้าเป็นฝักอ่อนจะทำให้ฝักลีบ ส่วนฝักมะขามแก่จะกัดกินเนื้ออ่อนภายในและถ่ายมูลออกมาเป็นขุยอยู่บนฝักมะขาม

การป้องกันกำจัด หมั่นสำรวจและเก็บฝักมะขามที่ถูกทำลายทิ้ง หากพบการระบาด พ่นด้วยสารอะบาแม็กติน หรือสารไซเพอร์เมทริน วันก่อนได้ไปชิมน้ำอ้อยสดอินทรีย์ ที่ตลาดสุขใจ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ซึ่งเจ้าของไร่อ้อยคือ คุณยุทธพงษ์ กอบกาญจนา วัย 51 ปี มาคั้นเองขายเอง จุดเด่นนอกจากจะเป็นน้ำอ้อยอินทรีย์แล้ว ยังให้ลูกค้าได้เลือกด้วยว่าจะใส่น้ำมะกรูด น้ำมะนาว หรือเป็นน้ำอ้อยล้วนๆ ลูกค้าหลายรายเลือกใส่มะกรูด พอดื่มแล้วต่างติดใจ เพราะมีรสเปรี้ยวผสมไปด้วย อีกทั้งมีกลิ่นหอมของมะกรูด ดื่มแล้วชื่นใจดี

ปลูกแบบเคมี ค่าใช้จ่ายสูง ว่าไปแล้ว เจ้าของไร่อ้อยอินทรีย์รายนี้มีความน่าสนใจหลายอย่าง โดยเฉพาะการนำน้ำอ้อยมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยทำน้ำอ้อยคั้นน้ำเป็นหลัก และยังทำน้ำตาลทั้งแบบน้ำตาลปี๊บ และแบบน้ำตาลทราย รวมทั้งไซรัปด้วย ซึ่งคงมีชาวสวนน้อยรายที่สามารถทำแบบนี้ได้

คุณยุทธพงษ์ กอบกาญจนา ผู้เป็นเจ้าของไร่จอมยุทธ์ ในวัยหนุ่มหลังจบปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สาขาวิชาพืชไร่นา เขาเคยทำงานกับ บริษัท คาร์กิลล์เมล็ดพันธุ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทของ นักธุรกิจชาวอเมริกัน ทำหน้าที่ส่งเสริมการขายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสม ที่จังหวัดสระแก้ว และที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ทำอยู่ 3 ปีกว่า จากนั้นมาช่วยกิจการโต๊ะจีนของครอบครัว

พอปี พ.ศ. 2550 เริ่มทำไร่อ้อยเป็นปีแรก ในพื้นที่ 16 ไร่ ที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี จากนั้นเช่าที่ดินปลูกอ้อยเพิ่มเป็น 100 ไร่ ได้รับผลผลิตสูงสุด เกือบ 1,400 ตัน ต่อปี โดยจ้างคนงานตัดส่งโรงงานน้ำตาลท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี เป็นการทำไร่อ้อยแบบปกติทั่วไป คือใส่ปุ๋ยเคมี และฉีดยาคุมฆ่าหญ้า สุดท้าย พบว่าแม้จะปลูกอ้อยเพิ่มจำนวนมากเท่าใดก็ตาม แต่เมื่อหักลบค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยเฉพาะในส่วนของปุ๋ยเคมีและหญ้าฆ่าหญ้า แล้วก็ไม่ได้คุ้มค่ากันเลย

ดังนั้น ในปี 2559 คุณยุทธพงษ์จึงหันมาปลูกอ้อยอินทรีย์แทน ซึ่งอ้อยอินทรีย์อันเป็นผลผลิตของไร่จอมยุทธ์ มีใบรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (Participatory Garantee System-PGS) จากสามพรานโมเดลด้วย

คุณยุทธพงษ์ แจกแจงผลเสียของการปลูกอ้อยเคมีว่า จะต้องใส่ปุ๋ยเคมี ซึ่งทำให้ดินเสื่อมสภาพได้ง่าย อีกทั้งการฉีดยาคุมฆ่าหญ้า ทำให้มีสารเคมีอันตรายตกค้างลงในดินและติดไปกับใบอ้อย และถึงแม้ว่าการปลูกอ้อยเคมีจะได้ผลผลิตสูง แต่ค่าใช้จ่ายในการดูแลก็สูงตามไปด้วย ต้องทำในพื้นที่มากๆ ถึงจะคุ้มทุน เนื่องจากส่งโรงงานน้ำตาล ตันละ 880 บาท (ปีนี้) หักค่าตัดส่งโรงงานอีก 300 บาท เหลือแค่ 500 กว่าบาทเท่านั้น

อ้อย 1 ตัน แปรรูปขายได้เป็นแสน

ในขณะที่การปลูกอ้อยอินทรีย์ ไม่ต้องดูแลมาก ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ใส่ ตอนปลูกครั้งแรกโดยรองก้นหลุม พอตอนอายุ 2 เดือน 4 เดือน 6 เดือน 8 เดือน ก็ใส่อีก หรือทุก 2 เดือนก็ได้ จากนั้นให้น้ำปกติ ไม่ต้องฉีดยาคุม ฆ่าหญ้า ใช้ถากเอา ถึงมีหญ้ามากๆ ก็ใช้รถไถเล็กตีพรวนดิน กำจัดหญ้า กลายเป็นปุ๋ยให้กับอ้อยต่อไป ซึ่งการปลูกอ้อยอินทรีย์ จะต้องดูแลเรื่องหญ้าเป็นหลัก ในช่วงปลูกใหม่ จนถึง 4 เดือน หลังจากนี้ ใบอ้อยก็คลุมดินหมดแล้ว หญ้าจะน้อย ที่สำคัญเมื่อนำอ้อยไปคั้นสดขาย อ้อย 1 ตัน สามารถขายได้นับแสนบาทเลยทีเดียว

ปัจจุบัน คุณยุทธพงษ์ ลดพื้นที่ปลูกอ้อยเหลือแค่พื้นที่ตัวเอง 23 ไร่ โดยแบ่งส่วนหนึ่งปลูกอ้อย ประมาณ 6 ไร่ นอกนั้นเน้นปลูกพืชผสมผสาน ทั้งกล้วยน้ำว้า ตะไคร้ อัญชัน มะม่วง ฝรั่ง มะพร้าวน้ำหอม ซึ่งรออีก 2 ปี น่าจะได้เก็บผลผลิตได้

เจ้าของไร่จอมยุทธ์บอกถึงแรงจูงใจที่หันมาทำเกษตรอินทรีย์ โดยเข้าร่วมกลุ่มกับทางสามพรานโมเดลว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากการไปอบรมเกษตรธรรมชาติ ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ มาบเอื้อง (อบรมธุรกิจ รุ่น 430 เมื่อ ปี 2558) อบรมการออกแบบพื้นที่กสิกรรมธรรมชาติ ภาคปฏิบัติ รุ่น 1 อบรมการทำนาอินทรีย์ ทั้งระบบแบบยั่งยืน จากมูลนิธิข้าวขวัญสุพรรณบุรี ในปีเดียวกัน ซึ่งในการอบรมที่มูลนิธิข้าวขวัญสุพรรณบุรี ได้พบกับ คุณอรุณี พุทธรักษา เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์มาหลายปี ในเครือข่ายสามพรานโมเดล และได้ชักชวนให้มาร่วมทำเกษตรอินทรีย์

“ใจจริงผมอยากทำแนวอินทรีย์มานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาส เลยเริ่มตั้งใจทำเกษตรอินทรีย์ โดยเริ่มขุดบ่อวางแปลนในต้นปี 2559 ยึดหลัก ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น เหลือก็แจกจ่าย แจกแล้วค่อยขาย เน้นความยั่งยืน”

น้ำอ้อย มีประโยชน์สารพัด

สำหรับพันธุ์อ้อยที่คุณยุทธพงษ์ปลูก มีพันธุ์ขอนแก่น 3 ไว้ทำน้ำตาลและคั้นสดขายได้ และพันธุ์สุพรรณ 50 สำหรับคั้นน้ำ ส่วนพันธุ์สุพรรณ 72 ทำอ้อยควั่น โดยนอกจากจะขายที่ตลาดสุขใจทุกวันเสาร์และ วันอาทิตย์แล้ว ยังร่วมออกบู๊ธโครงการตลาดสุขใจสัญจร ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ย่านรัชโยธิน เดือนละ 1 ครั้ง รวมๆ แล้ว มีรายได้เดือนละ 20,000 กว่าบาท

คุณยุทธพงษ์ บอกว่า การขายน้ำอ้อยที่ตลาดสุขใจ ถือว่าได้ราคาดี เนื่องจากเป็นอ้อยอินทรีย์ ขายแก้วละ 30-35 บาท ถ้าใส่มะนาว มะกรูด เพิ่มอีก 5 บาท ต่อแก้ว ซึ่งแม้จะดูราคาสูง แต่ถ้าเทียบกับพวกน้ำชา กาแฟ ที่ใส่น้ำเชื่อมนมข้น แก้วละ 30-35 บาท เทียบกันแล้วน้ำอ้อยอินทรีย์ไม่ได้แพงกว่า เพราะมีคุณค่าและสารอาหารที่มีประโยชน์มากกว่า ซึ่งน้ำอ้อยคั้นสดอุดมไปด้วยแคลเซียม โพแทสเซียม วิตามิน A, C, B1, B2, B6 และสารต้านอนุมูลอิสระ มีเอนไซม์ช่วยป้องกันฟันผุ

อีกทั้ง น้ำอ้อย มีน้ำตาลน้อยกว่าน้ำหวาน น้ำอัดลม ในปริมาณที่เท่ากัน นอกจากนี้ ยังมีฟลาโวนอยด์ ช่วยยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ช่วยบำรุงไต และเสริมภูมิต้านทาน ป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ รวมทั้งเพิ่มความสดชื่นและพลังงาน เพราะเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ซึ่งร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ทันที ปลอดภัยต่อผู้ป่วยเบาหวาน กินได้สบาย

ส่วนน้ำอ้อยที่แปรรูปเป็นน้ำตาลปี๊บ ขายกิโลกรัมละ 300 บาท ถ้าเป็นน้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 350 บาท คุณยุทธพงษ์ พูดถึงแผนธุรกิจในอนาคตว่าจะทำแฟรนไชส์ขายอ้อยคั้นน้ำอินทรีย์ รวมถึงแปรรูปอ้อย เป็นน้ำตาลปี๊บ น้ำตาลอ้อยสีรำ และไซรัปอ้อย ซึ่งสินค้าทั้งหมดนี้จะส่งขายทางออนไลน์และฝากขายในร้านกาแฟด้วย เนื่องจากเวลานี้มีกลุ่มรักษาสุขภาพจำนวนมากที่ต้องการกินหวานอย่างปลอดภัย

วิธีทำน้ำตาล

เจ้าของไร่จอมยุทธ์ เปรียบเทียบการปลูกอ้อยเคมีและอินทรีย์ให้ฟังอย่างละเอียดว่า การปลูกอ้อยเคมี ต้องใส่ปุ๋ยเคมีอย่างน้อย 3 ครั้ง คือตอนปลูกใหม่ ตอนอายุ 4 เดือน และช่วงก่อนหน้าฝน ต้องฉีดยาคุมฆ่าหญ้าไปด้วย ฉะนั้น จึงมีค่าใช้จ่าย ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าฉีดยา ค่าหว่านปุ๋ย ไร่ละไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท แล้วแต่ว่าใช้ปุ๋ยสูตรไหน ยาอะไร

ขณะที่ อ้อยอินทรีย์ ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ตันละ 2,000-4,000 บาท 3 ครั้ง เหมือนกัน แต่ถูกกว่าเยอะ ไม่ต้องฉีดยาคุมฆ่าหญ้า ใช้รถไถเล็กปั่นพรวนดินให้เป็นปุ๋ยไปในตัว ไร่ละไม่เกิน 1,000 บาท ปลอดภัยต่อผู้บริโภคด้วย และยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมอีก

ผลผลิต ถ้าเทียบกับอ้อยเคมี อาจได้น้อยกว่ากัน แต่สามารถแปรรูปขายได้ราคามากกว่าอ้อยเคมี (ตันละ 880 บาท) ถ้าเป็นอ้อยอินทรีย์ 1 ตัน ไปทำน้ำตาลได้ 100 กิโลกรัม ถ้าขายหมดก็ได้ถึง 30,000 บาท ต่อ 1 ตันอ้อยเลย หากนำมาคั้นทำน้ำอ้อยขาย ได้แก้วละ 30-35 บาท อ้อย 1 ตัน ได้น้ำอ้อยประมาณ 500 ลิตร เป็นแก้วได้ถึง 2,000 แก้ว คิดเป็นเงิน 60,000-70,000 บาท ต่ออ้อย 1 ตัน

“สรุปแล้ว การทำอ้อยอินทรีย์ข้อดีคือ ทำน้อยๆ ก็ได้มากกว่าทำอ้อยส่งโรงงานน้ำตาล และทำให้เรามี รายได้ตลอด ถ้าส่งอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาล ก็ได้แค่ปีละ 1 ครั้ง เท่านั้น แต่ผมขอเน้นว่า ต้องแปรรูป ส่วนอุปสรรคของการปลูกอ้อยอินทรีย์คือ เรื่องตลาดยังไม่กว้างเท่าไร แต่เริ่มดีขึ้นมากแล้ว เพราะผู้คนเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น”

สำหรับการทำน้ำตาลอ้อยก็ไม่ใช่เรื่องยาก คุณยุทธพงษ์อธิบายให้ฟังว่า เริ่มจากการนำน้ำอ้อยสดๆ มาตั้งเตาถ่าน หรือเตาฟืนก็ได้ ตั้งไว้จนเดือด พร้อมกับตักฟองออกเรื่อยๆ ให้สะอาดๆ ใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ขึ้นกับปริมาณน้ำอ้อยที่จะทำ โดยน้ำอ้อย 5 กิโลกรัม ทำน้ำตาลได้ 1 กิโลกรัม (จาก อ้อยลำ 10 กิโลกรัม)

เมื่อเคี่ยวจนได้ที่แล้ว สังเกตจากฟองของน้ำอ้อยจะผุดเล็กๆ ที่สุด มีกลิ่นหอมพิเศษ ยกลงจากเตา นำมาคนให้คลายความร้อน ประมาณ 5 นาที จนน้ำอ้อยเริ่มเหนียว จะได้น้ำตาลปี๊บอ้อย และถ้าคนต่อไปอีก จะได้น้ำตาลทรายสีรำ เป็นผงสีสวยงาม เป็นอันใช้ได้ ขายได้กิโลกรัมละ 300-400 บาท

ข้าวอินทรีย์เป็นการผลิตข้าวที่หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ตลอดจนสารสังเคราะห์ต่างๆ ทุกชนิด อีกทั้งยังต้องปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ และเทคนิคอื่นๆ ตามมาตรฐานอินทรีย์อีกมากมาย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแหล่งปลูกข้าวอินทรีย์ที่ได้มาตรฐานในประเทศจึงมีน้อย ขณะเดียวกัน ก็มีเกษตรกรรายใหม่สมัครใจเข้ามาปลูกข้าวอินทรีย์กันเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีแรงจูงใจจากราคาขายและความต้องการของตลาดที่ยังเปิดกว้าง

คุณประมวล ขันธ์เพชร ประธานกลุ่ม “วิสาหกิจชุมชนร่วมใจโนนค้อทุ่ง” ตั้งอยู่เลขที่ 157 หมู่ที่ 5 ตำบลโพนเมืองน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ บอกว่า ในอดีตชาวบ้านในพื้นที่ประสบปัญหาการปลูกข้าวมายาวนานจนมีรายได้ลดลงหรือบางรายมีหนี้สินจึงตัดสินเปลี่ยนมาปลูกข้าวอินทรีย์ตามมาตรฐานภายใต้ความอดทนต่อระเบียบ เงื่อนไขทั้งในเรื่องขั้นตอนการปลูก รวมถึงความซื่อสัตย์ เพราะเล็งเห็นว่ากำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคซึ่งมีตลาดรับซื้อแน่นอนในราคาที่ดี

ประธานกลุ่มกล่าวยอมรับว่าการปลูกข้าวอินทรีย์ในยุคแรกของการปรับเปลี่ยนในสังคมคนทำนาด้วยกันยังไม่มีใครยอมรับ หรือแม้แต่ในจังหวัดอำนาจเจริญยังไม่ใช่กลุ่มใหญ่ที่เข้มแข็ง ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงต้องหันไปพึ่งแล้วร่วมมือกับทางกลุ่มข้าวอินทรีย์ของจังหวัดยโสธรที่มีระบบ มีความเข้มแข็ง และความโดดเด่นที่มากกว่า

จนกระทั่งเมื่อได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตข้าวอินทรีย์จาก IFORM จากนั้นกิจกรรมต่างๆ ของกลุ่มเริ่มขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วจนเป็นที่รู้จักของกลุ่มข้าวอินทรีย์จากที่อื่นๆ ตามมา “การสร้างมาตรฐานในระบบอินทรีย์มิใช่เฉพาะขั้นตอนและกระบวนการปลูกข้าวเท่านั้น แต่สมาชิกทุกคนต้องเข้าร่วมแล้วยึดสัจจะตามหลักคุณธรรมด้วยการรักษาศีล 5 อย่างเคร่งครัดเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือต่อตลาดผู้บริโภค จนทำให้ทุกวันนี้มีสมาชิกที่มีผลผลิตแล้วรวมทั้งสิ้นกว่า 100 คน โดยต้องผลิตข้าวอินทรีย์ทั้งระบบให้ครบวงจรตั้งแต่แปลงนา โรงสี การเก็บเกี่ยวจนไปถึงการบรรจุภัณฑ์”

สำหรับพันธุ์ข้าวอินทรีย์ที่ปลูกในเชิงพาณิชย์ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 105, หอมมะลิแดง, ข้าวหอมนิล ขณะที่ใช้พันธุ์ข้าวดังกล่าวแพ็กใส่ถุงหรือขายเป็นกระสอบแล้ว ในลูกค้าบางกลุ่มยังต้องการให้ผสมข้าวต่างสายพันธุ์ไว้ในแพ็กเดียวกัน อีกทั้งยังมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์เป็นขนมเพื่อสร้างมูลค่าและทางเลือกให้กับผู้บริโภคควบคู่ไปด้วย

คุณประมวล บอกว่า สมัครเว็บบอลออนไลน์ ชาวนาที่ปลูกข้าวอินทรีย์จะคัดและเลือกเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีที่สุดในแต่ละรุ่นไว้เพื่อใช้ปลูกในรอบต่อไป แต่สำหรับรายใดที่เพิ่งเข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มข้าวอินทรีย์สามารถใช้เมล็ดพันธุ์เดิมที่ปลูกอยู่ก่อนหน้านี้ได้ แล้วให้ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนเพื่อให้เป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ที่สมบูรณ์ต่อไปจนถึงในช่วงประมาณ 36 เดือน (3 ปี) จึงจะรับรองว่าเป็นอินทรีย์ ซึ่งชาวบ้านจะปลูกกันเฉลี่ย 10-50 ไร่ ต่อราย

อย่างไรก็ตาม นอกจากราคาขายข้าวอินทรีย์ที่สูงกว่าราคาข้าวอื่นๆ ตามท้องตลาดแล้ว ทางกลุ่มยังเพิ่มแรงจูงใจให้แก่สมาชิกที่ปลูกข้าวอินทรีย์ที่ได้มาตรฐานอย่างสมบูรณ์โดยจะมีสิทธิพิเศษของการขายข้าวในราคาที่เพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 1 บาทสำหรับในปีแรกเข้าร่วม แล้วจากนั้นจะเพิ่มขึ้นอีกกิโลกรัมละ 1 บาทในทุกปีต่อๆ ไปอีก 2 ครั้ง ด้วยเหตุนี้ผลผลิตข้าวอินทรีย์ที่รับซื้อจากชาวนาในพื้นที่มีอยู่จำนวน 200 กว่าตัน แล้วมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์ของกลุ่มมีจำนวนกว่า 20 ชนิด โดยมีราคาจำหน่าย อาทิ ข้าวกล้องมะลิกิโลกรัมละ 50 บาท, ข้าวซ้อมมือมะลิกิโลกรัมละ 50 บาท ข้าวสามพญากิโลกรัมละ 65 บาท ข้าวกล้องนิลกิโลกรัมละ 75 บาท ข้าวเหนียวดำสีลาภรณ์กิโลกรัมละ 70 บาท ข้าวซ้อมมือก่ำน้อยกิโลกรัมละ 65 บาท ข้าวฮางหอมนิลกิโลกรัม 90 บาท ฯลฯ เป็นต้น

การการันตีคุณภาพข้าวอินทรีย์ของกลุ่ม “วิสาหกิจชุมชนร่วมใจโนนค้อทุ่ง” ในระดับมาตรฐานสากลจึงทำให้มีลูกค้าประจำหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวในกรุงเทพฯ จำนวนหลายแห่ง, ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, ไบเทค บางนา, ร้านอาหารซีซซ์เล่อร์ และอื่นๆ อีกหลายแห่ง