มะงั่ว เป็นไม้ยืนต้นที่มีขนาดเล็ก เปลือกต้นสีน้ำตาลปนเทา

ใบเป็นใบประกอบมีใบย่อย 1 ใบ ออกเรียงสลับ ลักษณะใบมีทั้งรูปไข่แกมรูปใบหอก และใบที่มี 2 ตอน คือ ปลายใบมนรี และมีโคนใบคอด (คล้ายกับใบมะกรูด แต่ส่วนโคนใบจะเล็กกว่าใบมะกรูด) แบ่งเป็น 2 ส่วน สีเขียวเข้มและมีจุดน้ำมัน, ดอกมีสีชมพูอมม่วง ออกเป็นช่อตามซอกใบ มีกลีบดอก 5 กลีบ, ผล-ค่อนข้างกลม ผิวขรุขระเล็กน้อยคล้ายส้มซ่า ส่วนหัวบุ๋มลงไปจากพื้นผิวเล็กน้อย เนื้อในเป็นเม็ดใส มีรสเปรี้ยว โดยที่ผลจะออกเดี่ยวๆ ก็มี หรือออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 2-5 ผล ก็มี ความยาวของเส้นรอบผล ประมาณ 27-28 เซนติเมตร

ผลของมะงั่วเมื่อผ่าออกมาจะคล้ายๆ กับส้มโอ คือ เปลือกหนา, มีเมล็ดจำนวนมาก รสของน้ำมะงั่วจะเปรี้ยวและหอมคล้ายน้ำมะนาว แต่รสอ่อนกว่ามะนาวเล็กน้อย ใช้แทนน้ำมะนาวได้ เมื่อนำไปปรุงโดยเติมเกลือกับน้ำตาลทรายก็มีรสกลมกล่อมชวนรับประทาน ปัญหาคงจะอยู่ที่ว่า น้ำมะงั่วสดเก็บไว้ได้ไม่นาน (แม้จะคั้นใส่ตู้เย็นไว้ก็ตาม) จึงขอฝากเป็น “การบ้าน” ให้นักโภชนาการหรือนักคหกรรมศาสตร์ไปลองคิดหาวิธีที่จะแปรรูปหรือถนอมน้ำมะงั่วให้สามารถเก็บไว้ใช้ได้นานๆ ต่อไป เช่น อาจจะใช้กระบวนการพาสเจอไรซ์ (Pasteurization คือการฆ่าเชื้อโรคด้วยวิธีการใช้ความร้อนปานกลาง ราว 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 30 นาที) เข้าช่วย เป็นต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรผู้ปลูกมะงั่วต่อไปในอนาคต

ปัจจุบัน แหล่งต้นพันธุ์มะงั่วค่อนข้างจะหาได้ยาก จะพบได้ตามไร่ตามสวนสมรม (สวนไม้ผลโบราณ) หรือในสวนของผู้แสวงหาและนักสะสมพันธุ์ไม้หายากที่แท้จริงเท่านั้น และในรายที่มีต้นพันธุ์อยู่ ส่วนใหญ่มักไม่ได้เตรียมเพาะหรือตอนกิ่งไว้เพื่อเผยแพร่ ทำให้ไม้ต้นนี้กลายเป็นไม้ที่ยังหายากอยู่ในปัจจุบัน นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่งต่อวงการนักอนุรักษ์ไม้ผลหายากของเมืองไทย

ก่อนจบเรื่องราวของมะงั่วในฉบับนี้ ผู้เขียนใคร่ขอคัดลอกสรรพคุณของส่วนต่างๆ ของมะงั่วที่ค่อนข้างสมบูรณ์มาบันทึกไว้เพื่อประโยชน์ของผู้ที่รักไม้ต้นนี้ กล่าวคือ

น้ำมะงั่ว เป็นยาฟอกโลหิตระดู ขับโลหิตระดู กัดเสมหะ กัดเถาดานในท้อง แก้เลือดออกตามไรฟัน และแก้ไอ, เปลือก ผล-ใช้รักษาขี้กลาก แก้ลมเสียดแน่น และแก้ลมขึ้นเบื้องสูง, ผิวของเปลือกผล-เป็นยาบำรุงธาตุ แก้ลมวิงเวียน แก้ลมท้องขึ้นอืดเฟ้อ, เปลือกต้น-แก้พิษไข้ แก้พิษกาฬ แก้เสมหะเป็นโทษ, ราก-เป็นยากระทุ้งพิษ แก้เสมหะ แก้พิษฝีภายใน ถอนพิษผิดสำแดง แก้ประดง และแก้น้ำเหลืองเสีย (ที่มา-สมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคอีสาน เรื่อง มะนาวควาย เรียบเรียงโดย พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ จัดพิมพ์โดย มูลนิธิการแพทย์แผนไทยพัฒนา, 2549)

หนังสือ สมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคอีสาน ได้ระบุชื่อวิทยาศาสตร์ของมะงั่วต่างไปจากของราชบัณฑิตยสถาน โดยกล่าวว่า มะนาวควาย มีชื่อว่า Citrus medica Linn. Var medica วงศ์ RUTACEAE ตรงกัน ก็ขอนำมาบอกกล่าวเป็นการแถมท้ายไว้ และแล้ว เรื่องราวของ มะงั่ว หรือหมากเว่อ หรือหมากกินเกิ้ม (ไทยใหญ่-แม่ฮ่องสอน) หรือลีมากูบา (มลายู-ภาคใต้) ก็จบลงแต่เพียงแค่นี้ แลฯ

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2562 นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าว ครั้งที่ 2/2562 ได้มีมติรับรองข้าวพันธุ์ใหม่ จำนวน 5 พันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้าพันธุ์ กข 81, ข้าวเจ้าพันธุ์ กข 83 (หนองคาย 62), ข้าวเจ้าพันธุ์ขะสอ 62, ข้าวเจ้าพันธุ์เม็ดฝ้าย 62 และข้าวเจ้าพันธุ์หอมใบเตย 62 โดยแต่ละพันธุ์มีลักษณะเด่น ดังนี้

ข้าวเจ้าพันธุ์ กข 81 เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง มีเมล็ดขนาดปานกลาง มีอายุเก็บเกี่ยว 106-109 วัน (โดยวิธีปักดำ) ผลผลิตเฉลี่ยในฤดูนาปรัง 917 กิโลกรัม ต่อไร่ และฤดูนาปี 686 กิโลกรัม ต่อไร่ รวงค่อนข้างแน่น จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 275 เมล็ด มีท้องไข่น้อย มี ปริมาณอะมิโลสต่ำ 16.45 เปอร์เซ็นต์ มีคุณสมบัติเหมาะสำหรับแปรรูปเป็นข้าวพองอบกรอบ เหมาะสำหรับการปลูกในพื้นที่นาชลประทานในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง

ข้าวเจ้าพันธุ์ กข 83 (หนองคาย 62) เป็นข้าวเจ้าที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวกล้องสีม่วงดำ ไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ทั้งฤดูนาปีและนาปรัง อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 130 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 542 กิโลกรัม ต่อไร่ ศักยภาพในการให้ ผลผลิต 864 กิโลกรัม ต่อไร่ จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 117 เมล็ด เมล็ดยาว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก มีสารต้านอนุมูลอิสระ กรดเฟอรูลิก แกมมาออไรซานอล วิตามินอี ฟีโนลิก และฟลาโวนอยด์ เมื่อหุงสุกข้าวสวยเหนียว นุ่ม มีกลิ่นหอม ต้านทานต่อโรคใบไหม้ในระยะกล้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาชลประทานและนาน้ำฝน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีโรคไหม้ระบาดหรือพื้นที่ที่ต้องการข้าวคุณภาพพิเศษ ซึ่งมีตลาดเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้บริโภคข้าวเพื่อสุขภาพ

ข้าวเจ้าพันธุ์ขะสอ 62 เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง เป็นพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตดี ผลผลิตเฉลี่ย 541 กิโลกรัม ต่อไร่ มีลักษณะกอตั้ง ลำต้นแข็งปานกลาง ลักษณะรวงแน่นปานกลาง การแตกระแง้ปานกลาง จำนวนรวงต่อกอ 9 รวง มีปริมาณอะมิโลส 16.82 เปอร์เซ็นต์ อุณหภูมิแป้งสุกต่ำ ความคงตัวของแป้งสุกอ่อน เนื้อสัมผัสอ่อนนุ่ม ไม่มีความหอม มีศักภยาพให้ผลผลิตสูงในสภาพนาที่สูง ที่มีความสูง 1,000-1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ค่อนข้างต้านทานต่อโรคไหม้ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ข้าวเจ้าพันธุ์เม็ดฝ้าย 62 เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ลักษณะทรงกอตั้ง ลำต้นแข็ง ลักษณะรวงค่อนข้างแน่น คอรวงยาว รูปร่างเมล็ดยาวเรียว ท้องไข่มาก คุณภาพการสีดีมาก ได้ข้าวเต็มเมล็ด มี ปริมาณอะมิโลสปานกลาง 20.9 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณโปรตีนในข้าวกล้อง 9.44 เปอร์เซ็นต์ เป็นข้าวเจ้าที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีม่วงดำ มีคุณภาพการหุงต้มและรับประทานดี มีคุณสมบัติในการป้องกันการกระจายของเชื้อแบคทีเรียการติดเชื้อ โดยเฉพาะเป็นสารที่ป้องกันอนุมูลอิสระและการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง มีสารกลุ่มวิตามินบีเป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ ช่วยในการเผาผลาญ เหมาะกับการปลูกในสภาพไร่ทั่วไป ปลูกเป็นพืชแซมยาง และปาล์มน้ำมันที่ปลูกใหม่ในภาคใต้

ข้าวเจ้าพันธุ์หอมใบเตย 62 เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ลำต้นค่อนข้างแข็ง ใบสีเขียว ทรงกอตั้ง รวงแน่นปานกลาง คอรวงยาว ผลผลิตเฉลี่ย 578 กิโลกรัม ต่อไร่ จำนวนเมล็ดดีต่อรวง 167 เมล็ด เมล็ดร่วงปานกลาง รูปร่างเรียว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก สีได้ข้าวเต็มเมล็ด เป็นข้าวอะมิโลสต่ำ 15.2 เปอร์เซ็นต์ ความคงตัวของแป้งสุกอยู่ในระดับอ่อน อุณหภูมิแป้งสุกต่ำ การยืดตัวของข้าวสุกปกติ ข้าวสวยมีสีขาวนวล นุ่ม เหนียว และมีกลิ่นหอม เหมาะสำหรับพื้นที่นาน้ำฝนในเขตภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลางที่ต้องการปลูกข้าวอายุเบา คุณภาพดี

อนึ่ง ข้าวที่ผ่านการรับรองพันธุ์ เป็นพันธุ์ข้าวเพื่อสุขภาพ ส่วนหนึ่งเหมาะต่อการแปรรูป ที่ผ่านมาเอกชนต้องสั่งวัตถุดิบจากต่างประเทศ เมื่อผลิตได้ในประเทศไทยจะช่วยสร้างรายได้ให้กับชาวนามากขึ้น บางพันธุ์เป็นข้าวพื้นเมือง ที่กรมการข้าวคัดพันธุ์ให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่บริสุทธิ์ ในอนาคตจะสามารถผลิตเป็นการค้าอย่างพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ ที่ทำได้มาแล้ว

คุณธนวณิช ชัยชนะ หรือ คุณอ๊อด วัย 52 ปี ต่อสู้และฝ่าฟันมรสุมชีวิตมาเสมือนแมวเก้าชีวิต กว่าจะขึ้นมาสู่เส้นทางเถ้าแก่ หรือเจ้าของธุรกิจยางพาราติดอันดับ 1 ใน 5 ของจังหวัดบึงกาฬ แต่กว่าคุณอ๊อดจะมาอยู่แถวหน้าของอุตสาหกรรมยางพาราเมืองไทยนั้น คุณอ๊อดเริ่มชีวิตจากการ “รับจ้าง” กรีดยางพาราในจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งแน่นอนว่า ในการกรีดยางนั้นเป็นอาชีพที่ทำในช่วงที่คนอื่นกำลังนอนอย่างมีความสุข แต่ผู้รับจ้างกรีดยางจะต้องใช้เวลา 21.00 น. ถึงตี 4 ของวันรุ่งขึ้น กรีดยางแต่ละต้น เรียกว่า ถ้าไม่สู้จริง ไม่อาจยืนด้วยลำแข้งกับอาชีพรับจ้างกรีดยางพารา โดยคุณอ๊อดอยู่ในวิถีรับจ้างกรีดยางพารา 2 ปีครึ่ง

“ผมกรีดยางตั้งแต่ 3 ทุ่ม ถึงตี 4 ทำอยู่ 2 ปีครึ่ง ด้วยความสุข ซึ่งปีนั้นคือ ปี 2554 ราคายางสดอยู่ที่กิโลกรัมละ 170 บาท ทำให้มีรายได้เดือนละ 200,000-300,000 บาท” คุณอ๊อดเล่าให้ฟังถึงเส้นทางชีวิตก่อนเป็นเถ้าแก่เจ้าของโรงงานผลิตสินค้าแปรรูปจากยางพารากว่า 20 รายการ

เส้นทางการต่อสู้ของคุณอ๊อดยังมีเรื่องสนุกและท้าทายอีก เมื่อคุณอ๊อดไปโลดแล่นและเผชิญชีวิตอยู่ในต่างแดน อย่างประเทศนิวซีแลนด์ โดยใช้วุฒิเพียงมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือ ม.6 พร้อมกับได้แรงบันดาลใจจากการได้อ่านประวัติชีวิตการต่อสู้ของ เสี่ยบุญเลี้ยง อดุลยฤทธิกุล ผู้สร้างตำนานคาเฟ่ในเมืองไทย และ เสี่ยชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ซึ่งสร้างตัวเองด้วยความยากลำบาก

ทำให้คุณอ๊อดพยายามหาโอกาสไปทำงานในต่างประเทศ และเลือกประเทศนิวซีแลนด์เพราะในช่วงเวลาที่คุณอ๊อดเดินทางไปนิวซีแลนด์นั้น ไม่ต้องใช้วีซ่า และหลักทรัพย์ค้ำประกันจำนวนมาก เมื่อเทียบกับประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาชีพแรกที่คุณอ๊อดต้องต่อสู้ในต่างแดนคือ “รับจ้างเก็บผลไม้” ต่อมาจึงเปิดกิจการรับเหมาเก็บผลไม้ และส่งแรงงานจากประเทศต่างๆ รับจ้างเก็บผลไม้ให้กับเจ้าของฟาร์มผลไม้ในประเทศนิวซีแลนด์

“สมัยก่อนผมทำมาหลายอาชีพ เคยอยู่ต่างประเทศ รับจ้างเก็บผลไม้ ต่อมาทำรับเหมาเก็บผลไม้ อย่างรับเหมาเก็บแอปเปิ้ล อยู่ที่นิวซีแลนด์ เพราะเมื่อ 20 ปีแล้ว นิวซีแลนด์ให้วีซ่าฟรี เข้าออกง่าย และอุณหภูมิอยู่ที่ 18 องศาเซลเซียส ผมทำมา 3 ปี สู้ชีวิต จบวุฒิการศึกษาแค่ ม.6 เดินทางไปกับนายหน้า เห็นเขารวย อย่างคุณบุญเลี้ยง เจ้าพ่อคาเฟ่ และคุณชูวิทย์ ก็มีความทะเยอทะยานที่จะเป็นอย่างนั้น และได้อ่านชีวิตของท่านว่าเคยใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ จึงต้องการไปเก็บประสบการณ์ที่ต่างประเทศบ้าง โดยช่วงที่ไปต่างประเทศตอนนั้น มีหนี้สินกว่า 20,000 บาท ก็เยอะสำหรับสมัยนั้น พอมาถึงตอนนี้มีธุรกิจ มูลค่าธุรกิจก็เพิ่มตามมูลค่าหนี้ เป็นเรื่องธรรมดาในการทำธุรกิจครับ” คุณอ๊อดเล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดีในการถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตที่ต้องต่อสู้มาตลอด

ประสบการณ์อันมีค่าที่คุณอ๊อดได้จากการไปใช้ชีวิตในประเทศนิวซีแลนด์ นอกจากจะได้สร้างครอบครัวที่นั่น จนมีลูกสาวซึ่งได้สัญชาติเป็นนิวซีแลนด์แล้ว ในเรื่องการทำเกษตรกรรมของนิวซีแลนด์ นับเป็นโมเดลที่คุณอ๊อดนำมาใช้กับการสร้างฐานโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพารา และการทำบริษัท “ชัยชนะฟาร์ม” จำกัด ที่จังหวัดบึงกาฬ

“ผมได้อะไรหลายอย่างจากนิวซีแลนด์ และนับเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ดีมากสำหรับผมในการไปใช้ชีวิตที่นิวซีแลนด์ เพราะการทำเกษตรของเขาเข้าใจว่าทุกอย่างมีการแปรรูป แอปเปิ้ล กีวี่ แปรรูปหมด ซึ่งข้อดีของเกษตรกรรมที่นิวซีแลนด์ คือทำยังไงให้มันสดและมีคุณภาพ ขณะที่เกษตรกรไทยยังสุกเอาเผากิน แต่ที่นิวซีแลนด์อย่างสวนแอปเปิ้ลมีแอปเปิ้ลเป็นหมื่นลูก เจ้าของสวนยอมเด็ดตกแต่ง เหลือแอปเปิ้ล 200-300 ลูก เพื่อให้ได้แอปเปิ้ลที่มีคุณภาพแต่ละลูก และยอมทิ้งผลผลิตที่ไม่ได้คุณภาพ โดยไม่มีการคัดเกรดต่ำออกขาย ซึ่งการทำเกษตรที่นิวซีแลนด์ จะให้อะไรที่เป็นหลักวิชาการ หรือจากผลวิจัยก็ต้องเป๊ะ โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับคุณภาพดิน เช่น ถ้าฝนตกในวันที่ต้องครบรอบใส่ปุ๋ย ก็ต้องใส่ปุ๋ย จะมีหิมะหรือมีฝนก็ต้องใส่ปุ๋ย แต่เมืองไทย ถ้าครบรอบใส่ปุ๋ย แล้วเกิดฝนตก ก็ไม่ใส่ เพราะกลัวเปลือง ผมเคยคุยกับชาวนิวซีแลนด์ที่เป็นนายเรา เขาบอกว่า ที่นิวซีแลนด์จะจัดเป็นโซน และจัดโซนปล่อยให้แกะกินหญ้า ขณะที่บ้านเราทำเกษตรจากความเชื่อโบราณ ที่ใช้วิธีสืบทอดกันมา” คุณอ๊อดเล่าประสบการณ์ด้านเกษตรกรรมที่ได้จากการไปใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์

ปัจจุบันคุณอ๊อดก้าวขึ้นเป็นเจ้าของสวนยางพาราเต็มตัว โดยมีทั้งหมด 78 ไร่ และมีโรงงานผลิตสินค้าแปรรูปจากยางพารา โดยนั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีแก้ว รับเบอร์เทค จำกัด รวมทั้งยังเป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนยางพาราเหล่าทอง และประธานกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งวันนี้กลุ่มชาวบ้านในจังหวัดบึงกาฬและเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในภาคอีสาน ยังไม่มีวิธีแปรรูปน้ำยางสดเป็นน้ำยางข้น และต้องนำน้ำยางสดเข้าไปผ่านกระบวนการในโรงงานเพื่อผลิตเป็นน้ำยางข้น

“ตอนนี้ปัญหาคือชาวบ้านยังไม่มีวิธีการแปรรูปจากน้ำยางสดเป็นน้ำยางข้น ต้องส่งเข้าโรงงาน และรับจากโรงงานเท่านั้น จริงๆ ผมทำตั้งแต่ต้นน้ำคือ ปลูก แต่นำน้ำยางสดไปเข้าโรงงาน ก็ต้องจัดการ ก็พยายามสร้างโรงงานแต่ไม่สำเร็จ เรารวมกลุ่มกันลำบาก ถ้าเทียบกับภาคใต้ น้ำยางข้นทางใต้มีคุณสมบัติพิเศษ และมีโรงงานทำน้ำยางข้นมานานกว่าทางอีสาน ทำได้ทั้งแบบไฮแอมโมเนีย และโลว์แอมโมเนีย ซึ่งตอนนี้ผมใช้วิธีขายน้ำยางสดกลับไปทางระยอง รวมทั้งขี้ยาง และรับน้ำยางข้นมาแปรรูปในโรงงานที่บึงกาฬ โดยผลิตภัณฑ์ของผมเริ่มจากหมอน ซึ่งเริ่มผลิตตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2558 ตามมาด้วยผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ที่นอน และรองเท้านักเรียน โดยโรงงานของผมมีนโยบายให้ขยะที่มาจากยางเป็นศูนย์ หรือ ซีโร่ เวสต์ (Zero Waste) เศษเล็กๆ ไม่ทิ้ง กากย่อยที่เหลือจากแปรรูป นำไปใส่ในหมอนพิง หรืออาสนะ คุณอ๊อดเล่าให้ฟังอย่างเป็นกันเองถึงความคืบหน้าในแวดวงอุตสาหกรรมยางพาราทางภาคอีสาน

พร้อมกับทิ้งท้ายว่า สำหรับใครที่ต้องการทราบรายละเอียดการเริ่มต้นการเป็นผู้ผลิตยางตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และไปจนถึงปลายน้ำ ขอคำแนะนำจากคุณอ๊อดได้ รวมทั้งให้กำลังใจแก่เกษตรกรว่า ชีวิตนั้นไม่ได้มาง่ายๆ ต้องทำจนกว่าจะเจอในสิ่งที่ใช่ เมื่อเจอสิ่งที่ใช่ ทุกอย่างก็เดินไปตามเส้นทางที่ง่ายขึ้น สำหรับผู้สนใจพูดคุยกับคุณอ๊อด หรือเยี่ยมชมสวนยางพารา และโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราของคุณอ๊อดที่จังหวัดบึงกาฬ ติดต่อเบอร์โทร. (080) 793-9799 และ (063) 718-9888

อีกบางแง่มุมจากคนเก่งบึงกาฬ

คุณธนวณิช ชัยชนะ ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า คุณภาพยางที่เหมาะกับกับทำยางรถยนต์ หรือยางรองเท้า คือยางเครป (Crepe Rubber) ซึ่งผลิตออกมาเป็นแผ่นๆ ใช้ทำรองเท้า หรือยางรถยนต์ ซึ่งมีเครื่องหมาย STR คือ Standard Thailand Rubber รับรอง โดยเอสทีอาร์ 20 คือ ยางที่มีคุณภาพดีที่สุด ส่วนคุณภาพต่ำสุด คือ 5แอล (5L)

“ล่าสุดโรงงานผมได้ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน 4 (ร.ง.4) โดยก่อนหน้านี้ใช้นวัตกรรมชาร์โคลใส่ลงไปในหมอนเพื่อเพิ่มมูลค่า ให้เป็นหมอนเพื่อสุขภาพ เมื่อได้ใบอนุญาตฯ ดังกล่าว จะขยายกิจการผลิตที่นอนชาร์โคล ที่มีส่วนผสมร่วมกับไม้ฮิโนกิ ซึ่งมีกลิ่นหอมเหมือนไม้กฤษณา ก็จะได้ที่นอนเพื่อสุขภาพออกมาจำหน่ายในท้องตลาด”

ปัจจุบันคุณอ๊อดมีลูกน้องกว่า 40 คน มีภาระค่าใช้จ่ายเรื่องเงินเดือน 300,000-400,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีกิจการท่องเที่ยวเชิงเกษตร มีฟาร์มผักออร์แกนิกให้กลุ่มนักท่องเที่ยวเข้าชมฟรี โดยใช้สูตรจากประเทศนิวซีแลนด์ ให้คนที่มาเที่ยวเก็บผักออร์แกนิกชนิดใดก็ได้ในฟาร์ม ให้ได้ 1 กิโลกรัม คิดราคาเพียง 80 บาท

“ไปที่นิวซีแลนด์ ผมได้เรื่องความซื่อสัตย์ https://www.sbobetsix.com/blog/”>SBOBET และใช้วิธีนำผักผลไม้ หรือลูกพลับมาวางหน้าฟาร์ม วางกล่องไว้ให้บริจาค แต่จะมีช่วงเวลาปิดฟาร์มเมล่อน เพราะเป็นช่วงผสมเกสร และไม่ใช้สารเคมี จึงต้องให้อยู่กับธรรมชาติให้มากที่สุด ส่วนที่นิวซีแลนด์ จะไม่ปิดฟาร์ม แต่จะจัดโซนปลอดสารเคมี ส่วนเหตุผลที่ปิดฟาร์มบางช่วง เพราะไม่ฉีดยาฆ่าแมลง และเป็นช่วงผสมเกสร ซึ่งต้องปิดโรงเรือนทั้งหมด เพื่อกันแมลงและกันเพลี้ย และใช้น้ำฉีดอย่างเดียว โดยโมเดลนี้ต้องทำเพื่อชุมชน มีวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ชุมชนมาร่วมทำด้วย ซึ่งผมทำโมเดลนี้มา 5-6 ปี” คุณอ๊อดเล่าให้ฟังถึงวิธีการทำเกษตรกรรมซึ่งใช้วิธีการจากประเทศนิวซีแลนด์มาผสมผสานให้เหมาะสมกับประเทศไทย โดยมีบางอย่างนำมาประยุกต์ใช้ และเป็นวิธีการที่แตกต่างจากนิวซีแลนด์ อย่างการปิดโรงเรือนฟาร์มเมล่อน

พื้นที่บ้านโนนเขวา ต.ดอนหัน อ.เมือง จ.ขอนแก่น เดิมทีกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่นี้เคยทำนาเป็นอาชีพหลัก แต่ปัญหาใหญ่ที่พบเป็นประจำทุกปีคือ เรื่องน้ำที่มีไม่เพียงพอต่อการทำเกษตร ทำให้เสี่ยงต่อการขาดทุน ชาวบ้านเลยหันมาปลูกพืชน้ำน้อยแทน โดยรวมกลุ่มกัน ในนาม “กลุ่มปลูกผักปลอดภัยบ้านโนนเขวา” กลุ่มนี้เน้นปลูกผักกลุ่มผักใบ เพราะใช้น้ำน้อยกว่า เก็บเกี่ยวได้ไวกว่า ปลูกได้ทั้งปี มีตลาดรองรับ

นายคำปั่น โยแก้ว เกษตรกรตัวอย่างจากกลุ่มปลูกผักปลอดภัยบ้านโนนเขวา อ.เมือง จ.ขอนแก่น ได้กล่าวว่า ในพื้นที่บริเวณของกลุ่มบ้านโนนเขวา จะไม่มีชาวบ้านทำนาเลย เพราะว่าทำนาต้องใช้น้ำมาก ถ้าทำนาบ้านเดียว อีกสิบบ้านก็ไม่มีน้ำทำการเกษตรกัน ชาวบ้านเลยหันมาปลูกพืชน้ำน้อยเป็นทางเลือก

“ เมื่อปี 2561 ผมได้ทำนาบนเนื้อที่ 5 ไร่ ลงทุนไปประมาณ 12,000 บาท แต่เนื่องจากนาข้าวต้องใช้น้ำเยอะ และการดูแลอย่างทั่วถึง ประกอบกับภาวะอากาศที่ร้อนจัด ทำให้ผลผลิตที่ออกมาไม่ดี เมล็ดข้าวลีบ ไม่ได้น้ำหนัก ก็ขาดทุนไปครับ ส่วนอีกแปลงหนึ่ง บนเนื้อที่ 4 ไร่ ผมปลูกพืชน้ำน้อยในกลุ่มผักใบมีทั้ง คะน้า ผักบุ้ง ผักกาดหอม ผักชี กวางตุ้ง สลับกันไป ตลาดผักของผม 80% จะเป็นห้างสรรพสินค้าในพื้นที่ และอีก 20% ขายในตลาดสด พืชน้ำน้อยสามารถสร้างรายได้ให้ผมได้เกือบเดือนละ 30,000 บาท และผมสามารถปลูกได้ทั้งปี สร้างรายได้ให้ผมทั้งปี ผิดกับการทำนาที่ปีหนึ่งผมได้เงินรอบเดียว แถมยังต้องเสี่ยงกับภาวะน้ำน้อยอีก” นายคำปั่น กล่าว

“อีสท์ เวสท์ ซีด” ผู้นำตลาดเมล็ดพันธุ์ผักเบอร์ 1 ในไทยโชว์ 7 พืชน้ำน้อยที่เหมาะสมในช่วงฤดูแล้ง ใช้น้ำน้อยกว่าการทำนา 2 เท่า สร้างทางเลือกใหม่ให้เกษตรกช่วงภัยแล้ง