มะพร้าวของจังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นพืชที่มีอัตตลักษณ์เฉพาะอัน

เกิดจากความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ อีกทั้งความเป็นอินทรีย์ของแหล่งมะพร้าวไม่ได้ถูกปรุงแต่งอะไร เป็นสภาพจากธรรมชาติล้วน ดังนั้นจึงเป็นมะพร้าวที่มีคุณภาพดีที่สุด ตลอดจนยังได้รับการชื่นชมจากชาวต่างประเทศ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ

จึงเชิญชวน หากท่านมีโอกาสเดินทางมาจังหวัดสุราษฎร์ธานี แวะมาเยี่ยมสวน หรือเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะพร้าวอินทรีย์แบรนด์ “พร้าวไทย (Prow Thai)” ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ทำให้ทั่วโลกเจอสภาวะอากาศแปรปรวนอย่างต่อเนื่อง ทั้งพายุฤดูร้อน ภัยแล้ง และน้ำท่วมฉับพลัน ปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าปกติ ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐและเอกชนจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอสำหรับการใช้ในการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง โดยใช้นวัตกรรม “ธนาคารน้ำใต้ดิน (Groundwater Bank)” เพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้นำป่าชุมชน จาก 10 จังหวัด ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าร่วมกิจกรรม “สัมมนาเครือข่ายผู้นำป่าชุมชนกล้ายิ้ม” รุ่นที่ 21 ภายใต้โครงการ “คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน” ที่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมมือกับกรมป่าไม้ จัดขึ้นตั้งแต่ปี 2551 กิจกรรมปีนี้ได้มุ่งเน้นประเด็นการบริหารจัดการน้ำ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความแปรปรวนของอากาศที่เกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญในปีนี้ ซึ่งพื้นที่ที่เคยชุ่มชื้นจะต้องเผชิญกับภาวะแล้ง ส่วนพื้นที่ที่แห้งแล้งจะเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วม อีกทั้งยังเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลกอีกด้วย

นางบุญทิวา ด่านศมสถิต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารองค์กร บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากข้อมูลพยากรณ์ปริมาณน้ำฝนในภาคอีสานปีนี้จะลดน้อยลง เพราะผลกระทบจากปรากฏเอลนีโญ และมีความเสี่ยงที่จะเกิดการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และเกษตรกรรมสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ระดับครัวเรือนจนถึงเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศด้วย

บริษัทจึงได้หยิบยกประเด็นการบริหารจัดการน้ำมาเป็นสาระหลักของการสัมมนาผู้นำป่าชุมชนในปีนี้ และได้น้อมเกล้าฯ นำพระราชดำรัส “สืบสาน รักษา และต่อยอด” ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มาเป็นหลักคิดในการกำหนดเนื้อหาและรูปแบบการสัมมนา โดยน้อมนำศาสตร์พระราชาด้านการจัดการน้ำของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาจุดประกายความคิดแก่ผู้นำป่าชุมชนเพื่อสืบสานและต่อยอดไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

“ผู้นำป่าชุมชนจะได้ศึกษาเรียนรู้วิธีการจัดการน้ำในรูปแบบต่างๆ ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จังหวัดสกลนคร เพื่อสืบสานแนวทางการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ณ ศูนย์แห่งนี้ได้จำลองสภาพปัญหาของภาคอีสานและแสดงวิธีการจัดการปัญหาด้วยวิธีการหลากหลาย

ตั้งแต่การชลประทาน การสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ การจัดระบบส่งน้ำ การจัดการน้ำที่อ่างเก็บน้ำห้วยตาดไฮใหญ่ การพัฒนาเกษตรกรรมด้วยวิธีการปลูกป่า 5 ชั้น การปลูกสมุนไพร รูปแบบวนเกษตร รวมถึงเกษตรทฤษฎีใหม่เพื่อชีวิตที่พอเพียง บริษัทเชื่อมั่นว่าความรู้ที่ผู้นำป่าชุมชนได้รับจากกิจกรรมครั้งนี้ เมื่อนำไปบูรณาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่นบวกกับความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกท่านแล้ว จะนำไปสู่การพัฒนาและยกระดับการบริหารจัดการป่าและน้ำในชุมชนให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนยิ่งขึ้น อีกทั้งยังรอดพ้นจากปัญหาภัยแล้งด้วย” นางบุญทิวา กล่าว

นอกจากนี้ ผู้นำป่าชุมชนยังจะได้เรียนรู้แนวคิด “ธนาคารน้ำใต้ดิน” ของ หลวงพ่อสมาน สิริปัญโญ ประธานสถาบันน้ำนิเทศศาสนคุณ ซึ่งได้ริเริ่มขึ้นในพื้นที่ภาคอีสาน ด้วยหลักการเติมน้ำไปเก็บในชั้นใต้ดิน โดยขุดบ่อในบริเวณพื้นที่น้ำท่วม น้ำขัง น้ำหลาก หรือจุดรวมของน้ำเพื่อกักน้ำให้ซึมลงไปชั้นหินเป็นการพักน้ำรวมไว้เหมือนธนาคาร อีกวิธีคือ การใช้เศษไม้ ขวดแก้ว เศษอิฐ กรวด หิน หรือวัสดุที่มีในท้องถิ่นมาถมในบ่อเพื่อแทนที่น้ำ ให้น้ำล้นออกมาใช้ได้เร็วขึ้นเมื่อน้ำใต้ดินมีปริมาณมากพอ แนวคิดนี้เป็นเสมือนการออมหรือกักเก็บน้ำต้นทุนไว้ใช้ในหน้าแล้ง หรืออุ้มน้ำในยามน้ำหลาก นับเป็นตัวอย่างของการบูรณาการความรู้ทางวิชาการและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถใช้บริหารจัดการน้ำได้อย่างยั่งยืน

หลักการของธนาคารน้ำใต้ดิน

ดร. เร่งรัด สุทธิสน ผู้อำนวยการสถาบันน้ำนิเทศศาสนคุณ บรรยายหลักการธนาคารน้ำใต้ดินว่า มี 2 รูปแบบ คือ ธนาคารน้ำใต้ดินระบบเปิด สำหรับใช้แก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง สามารถนำน้ำมาใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตร เพื่อการอุปโภค บริโภค และภาคอุตสาหกรรมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ
ธนาคารน้ำใต้ดินระบบปิด ใช้แก้ไขปัญหาการระบายน้ำ น้ำเน่าเสีย ทั้งในครัวเรือนและพื้นที่การเกษตร

ธนาคารน้ำใต้ดินระบบเปิด

ธนาคารน้ำใต้ดินระบบเปิด มีหลักการสำคัญคือ พยายามเก็บน้ำไว้ใต้ดิน ทะลุชั้นดินเหนียวถึงชั้นหินอุ้มน้ำที่ต่อเชื่อมกับชั้นน้ำบาดาล วิธีนี้จะเก็บน้ำได้ปริมาณมาก เพราะสามารถกระจายน้ำไปได้ทั่ว โดยไม่มีขีดจำกัด ระบบนี้สามารถนำน้ำขึ้นมาใช้ได้จากบ่อกักเก็บและส่งน้ำหรือจากบ่อน้ำบาดาล วิธีนี้เหมาะสมกับพื้นที่เกษตรกรรม เนื่องจากสามารถสูบน้ำจากบ่อมาใช้ได้โดยไม่หมด เมื่อปริมาณน้ำลดลง น้ำจากใต้ดินก็จะซึมซับกลับเข้ามาเติมเต็มปริมาณน้ำในบ่อให้มีน้ำอย่างสม่ำเสมอ ที่ผ่านมามักเลือกทำบ่อระบบเปิดโดยมีเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำเค็ม

วิธีการทำธนาคารน้ำใต้ดินระบบเปิด คือการขุดบ่อน้ำหรือสระน้ำให้ได้ความลึกทะลุผ่านชั้นดินเหนียวถึงชั้นหินอุ้มน้ำ เพื่อให้หินอุ้มน้ำสามารถดูดซับน้ำลงสู่ชั้นใต้ดิน ขนาดของบ่อจะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และลักษณะการใช้ประโยชน์ของน้ำจากบ่อ ระดับความลึกของการขุดบ่อในแต่ละพื้นที่จะไม่เท่ากัน จะขึ้นอยู่กับสภาพดินและชั้นหิน ซึ่งโดยหลักการให้เป็นไปตามหลักอุทกธรณีวิทยา แต่ต้องขุดลึกให้ถึงชั้นหินอุ้มน้ำ

จากต้นแบบระบบบ่อเปิดของสถาบันน้ำนิเทศศาสนคุณได้ขุดบ่อให้ถึงชั้นหินอุ้มน้ำ โดยประมาณความลึก 7-15 เมตร เช่น การขุดบ่อเปิดในลักษณะสี่เหลี่ยมพื้นผ้าให้มีขนาดความกว้าง 25 เมตร ยาว 40 เมตร ลึก 7-12 เมตร หรือการขุดบ่อเปิดในลักษณะสี่เหลี่ยมจัตุรัส ให้มีขนาดกว้าง 40 เมตร ยาว 40 เมตร ลึก 7-12 เมตร

แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ลักษณะการขุดสระต้องให้มีความลาดชัน 45 องศา ปากบ่อกว้างกว่าก้นบ่อ การขุดบ่อในลักษณะลาดชันเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยให้น้ำในบ่อไหลลงสู่ก้นบ่อโดยมีแรงกดของมวลน้ำลงไปยังชั้นหินอุ้มน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้น้ำไหลซึมลงสู่หินอุ้มน้ำได้อย่างรวดเร็ว โดยการขุดบ่อระบบเปิดนี้ไม่ควรปั้นดินรอบๆ บ่อ เพราะจะส่งผลกีดขวางทางน้ำที่จะไหลลงสู่บ่อ ทั้งนี้รูปแบบและขนาดของบ่อต้องออกแบบตามบริบทด้านภูมิศาสตร์ของพื้นที่ คำนึงถึงความเหมาะสมของพื้นที่และการใช้ประโยชน์

การทำธนาคารน้ำใต้ดินระบบบ่อเปิดที่เป็นการขุดบ่อใหม่ ไม่ใช่การปรับสระน้ำเก่าที่มีอยู่เดิม การวางตำแหน่งของบ่อใหม่ควรจะต้องให้ตั้งฉากหรือขนานกับทิศตามแนวทิศเหนือ-ใต้ และทิศตะวันออก-ตะวันตก เพราะจะช่วยให้การเติมน้ำลงชั้นใต้ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตามหลักการธนาคารน้ำใต้ดิน

การขุดบ่อกักเก็บน้ำตามระบบบ่อเปิดของธนาคารน้ำใต้ดินที่จะได้ประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารจัดการน้ำนั้น ควรออกแบบทำระบบบ่อเปิดใหม่ที่มีความเหมาะสมตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ทั้งเชิงพื้นที่และทิศ แต่อาจต้องใช้งบประมาณสูง เมื่อเปรียบเทียบกับแนวทางการปรับสภาพบ่อเดิมหรือสระน้ำเดิม ให้สามารถใช้งานได้ตามระบบธนาคารน้ำใต้ดิน

โดยหลักการแล้ว การขุดบ่อระบบเปิดที่จะให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ต้องทำเป็นกลุ่มบ่ออย่างน้อย 3 บ่อ โดยแต่ละบ่อห่างกันประมาณ 1,000 ถึง 1,500 เมตร บ่อเปิดของธนาคารน้ำใต้ดินจะมีหน้าที่เติมน้ำลงดินในระดับชั้นหินอุ้มน้ำเพื่อให้น้ำที่เติมลงไปสามารถเชื่อมประสานเสริมกันในระหว่างบ่อที่ขุดไว้ทั้ง 3 บ่อ เป็นการกระจายน้ำลงใต้ดินให้ทั่วถึงกันในระดับชั้นหินอุ้มน้ำ

ในขณะเดียวกัน น้ำจากใต้ดินก็จะซึมผ่านขึ้นมาเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในบ่อหรือสระให้มีน้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ให้แห้ง เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากน้ำได้โดยตรง ทั้งนี้หากมีการออกแบบบ่อเปิดอย่างเหมาะสมตามระบบบริหารจัดการน้ำของธนาคารน้ำใต้ดิน จะช่วยเสริมให้น้ำในบ่อหรือสระเพียงพอตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง จะไม่เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างแน่นอน ขอแนะนำอีกประการหนึ่งของการขุดบ่อเปิด คือรอบปากบ่อควรปลูกหญ้ารอบๆ บ่อ เพื่อป้องกันการชะล้างหน้าดินและเป็นการกรองน้ำที่ไหลลงบ่อหรือสระด้วย

ดอกขจร หรือ ดอกสลิด (Cowslip creeper)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Telosma minor Craib.
วงศ์ ASCLEPIADACEAE

หน้าร้อนปีนี้กว่าจะคืบคลานผ่านไปได้ สิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดเกือบโดนแดดแผดเผา…โชคดีที่หยาดน้ำจากฟากฟ้าได้รินรดพรมให้โลกคลายร้อนทันท่วงที พร้อมกันนั้นดอกไม้ป่าก็ผุดดอกออกมาชูช่อกันสลอน สิ่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วดินแดนอันเงียบสงบ

ดอกขจร หรือ ดอกสลิด เป็นพืชที่คุ้นเคยที่เกิดขึ้นตามป่า เป็นพืชพื้นบ้านดั้งเดิมของไทยเราอีกชนิดหนึ่ง และเป็นพืชทางเลือกใหม่ของเกษตรกร “สลิด” เป็นชื่อที่คนไทยใช้เรียกกันทั่วไป แต่ชื่อ “ขจร” เป็นชื่อทางการ หรือชื่อใช้ในการเขียน เพราะถือว่าเป็นคำสุภาพ
ยอดอ่อนและผลอ่อนของดอกขจร ใช้กินเป็นผักได้ ทั้งเป็นผักจิ้ม ผัด หรือแกง

ปัจจุบัน ยังพบว่ามีการขายในตลาดผักทั่วไป แสดงว่าคนไทยยังนิยมกินดอกขจรกันอยู่เช่นในอดีต ดอกขจรปลูกง่าย แข็งแรง ขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด ชอบแดดจัด จึงใช้ปลูกเลื้อยคลุมนั่งร้าน หรือตามรั้ว มักออกดอกช่วงฤดูฝน ออกดอกติดต่อกันได้นานนับเดือนหากต้นสมบูรณ์ นอกจากจะพบปลูกอยู่ตามสวนและบริเวณบ้านแล้ว ยังพบขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในป่าดิบแล้ง และป่าละเมาะอีกด้วย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ขจร (Cowslip creeper) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Telosma minor Craib อยู่ในวงศ์ ASCLEPIADACEAE มีชื่อพื้นเมืองว่า สลิด ผักสลิด สลิดป่า กะจอน ขะจอน ผักขิก
รส ดอก มีรสเย็นขมหอม ราก มีรสเย็นเบื่อ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ขจร (Cowslip creeper) เป็นไม้เลื้อยเถาเล็กแตกยอดจำนวนมาก ทุกส่วนของลำต้นมีน้ำยางขาว ใบเป็นใบเดี่ยว

ใบ ใบบางผิวเรียบ สีเขียว กว้างและยาว 6-10 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบเว้า ขอบใบเรียบ ก้านใบยาว ใบออกเป็นคู่ๆ เป็นรูปหัวใจ ออกตรงข้อ แต่ละข้อห่างกันประมาณ 6-10 นิ้ว

ดอก ออกเป็นช่อตามข้อ ก้านดอกยาวประมาณ 1 เซนติเมตร กลีบดอกยาวประมาณ 15 เซนติเมตร มีกลีบ 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นหลอดสั้นๆ ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกัน ส่วนปลายแยก 5 แฉก แต่ละช่อมีดอก 5-20 ดอก ดอกตูมมีสีเขียวครีม เมื่อบานกลีบด้านในเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และเข้มขึ้นตามอายุ ดอกบานไม่พร้อมกัน ดอกอ่อนสีเขียว เมื่อบานเริ่มหอมตั้งแต่ช่วงบ่าย ดอกออกมากตั้งแต่ต้นฤดูหนาว ดอกสลิดมีกลิ่นหอมคล้ายใบเตย ส่งกลิ่นหอมตอนเย็นและค่ำ

ผล มีลักษณะเป็นฝักกลมยาวคล้ายผลนุ่น เมื่อแก่ผลแตก เมล็ดข้างในปลิวไปตามลม เพราะมีเส้นใยติดอยู่ด้วย เป็นวิธีแพร่พันธุ์ให้ไปได้ไกลๆ วิธีการปลูกและดูแลรักษา

ขจร เป็นไม้ที่ขึ้นได้ดีในดินทุกสภาพ แต่ถ้าจะให้ดีควรปลูกในดินร่วนปนทราย หรือดินที่มีความร่วนซุยมากๆ ขจรเป็นไม้ที่ชอบแดดจัด ไม่ต้องการน้ำมากนัก และทนต่อสภาพความแห้งแล้งได้ดี

ต้นขจรที่ปลูกกันอยู่ในบ้านเรามีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ “ขจรพันธุ์พื้นบ้าน” ซึ่งดอกจะมีขนาดเล็ก ออกดอกเฉพาะช่วงหน้าฝน และอีกพันธุ์ก็คือ “ขจรพันธุ์ดอก” ซึ่งได้มาจากการคัดเลือกสายพันธุ์พื้นบ้าน จนได้ขจรพันธุ์ที่มีดอกใหญ่ ออกดอกดก

การปลูกก็แสนง่าย หลังจากไถพรวน ตากดินไว้ประมาณ 15 วัน ยกร่องปลูกระยะห่างระหว่างต้นคือ 1×1 เมตร โดยพื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกได้ 1,200 ต้น หลุมละ 3 ต้น เมื่อกล้าอายุ 1 เดือน ก็ทำค้างให้มัน ใช้ไม้ปัก มีตาข่ายและลวด ดอกขจรขึ้นได้ทุกสภาพดิน แต่น้ำต้องไม่ท่วมขัง ให้น้ำสามวันครั้งได้ ศัตรูของดอกขจรคือ เพลี้ย ที่มารบกวน

หลังปลูก 3 เดือน ก็จะเริ่มติดดอก พอติดดอกก็เริ่มเก็บเกี่ยวได้แล้ว เก็บได้ประมาณสองวันสามวันครั้ง หรือไม่ก็วันเว้นวัน ขึ้นอยู่กับสภาพดิน ราคาขายหน้าร้อน หรือหน้าฝนก็จะมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 50 ถึง 80 บาท ต่อกิโลกรัม แต่หน้าหนาวสนนราคาอยู่ที่ 150 ถึง 200 บาท เพราะติดดอกน้อย

ประโยชน์ทางอาหาร

ยอดอ่อน ดอก และผลอ่อน กินสดหรือลวกให้สุกกินร่วมกับน้ำพริก ดอกนำไปปรุงอาหาร เช่น ผัด แกงจืด แกงส้ม ผักขจรเป็นพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีฟอสฟอรัส แคลเซียม และวิตามินสูง ดอกขจรในปริมาณ 100 กรัม มีวิตามินเอ มากถึง 3,150 I.U. วิตามินซี 45 มิลลิกรัม แคลเซียม 70 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 90 มิลลิกรัม

สรรพคุณทางยา

นอกจากเป็นอาหารแล้ว แพทย์แผนไทยยังนำดอกขจรมาใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคอีกด้วย ส่วนที่ใช้เป็นยาคือ ราก และดอก

ราก มีสรรพคุณทำให้อาเจียน ถอนพิษเบื่อเมา ดับพิษ ทำให้รู้รสอาหาร

ดอก รสเย็น กลิ่นหอม บำรุงหัวใจ บำรุงตับ บำรุงปอด บำรุงโลหิต แก้เสมหะ

ยอดอ่อน ลูกอ่อน บำรุงธาตุ บำรุงตับ ปอด แก้เสมหะเป็นพิษ

เราจะเห็นข่าวออกกันทั่วไปว่า เกษตรกรสามารถทำรายได้กับการปลูกดอกขจรกันมากมาย ตัวอย่างเช่น เกษตรกรสาวสวยวัย 23 ปี จังหวัดมหาสารคาม ปลูกดอกขจรขายรายได้เดือนละหลายหมื่นบาท ส่วนเกษตรกรบางรายก็นำดอกขจรมาปลูกในการทำสวนผสมผสานตามอย่างพ่อหลวง พลิกดินทำเงินเดือนละ 30,000-50,000 บาท แค่ส่งขายดอก กิโลกรัม 60-100 บาท เท่านั้น โดยเฉลี่ย 1-2 ไร่ สร้างรายได้ 15,000-30,000 บาท ต่อ 1 เดือน

ปลูกเป็นไม้ประดับ

นอกจากจะปลูกเพื่อไว้เป็นอาหารแล้ว ยังมีผู้นำผักขจรมาปลูกเป็นไม้ประดับเถาเลื้อย มีดอกสวยงาม และส่งกลิ่นหอมในเวลาเช้าและกลางคืนอีกด้วย ดังนั้น การขาย “กิ่งพันธุ์” และ “ต้นพันธุ์” ก็เป็นรายได้อีกทางหนึ่งด้วย กิ่งพันธุ์คือกิ่งที่ตัดให้ลูกค้าไปชำเอง ราคากิ่งละ 4 บาท ส่วนต้นพันธุ์คือต้นที่นำมาชำมีใบและรากแล้ว จะขายต้นละ 10 บาท ถ้านับรายได้จากการขายกิ่งพันธุ์ด้วยก็มากโขเชียวล่ะ

ไม่ว่าท่านผู้อ่านจะเรียกพืชชนิดนี้ว่า สลิด หรือ ขจร ก็ตาม เมื่อเอ่ยชื่อนี้ก็ชี้ชวนให้นึกถึงไข่เจียวดอกขจรกับน้ำพริกกะปิ และเมื่อนึกถึงกลิ่นหอมเปรี้ยวๆ ที่ผู้เขียนมีโอกาสได้ดอมดม ทำให้เกิดความคิดอยากสกัดทำน้ำมันหอมระเหยให้ฟุ้งกระจายตามชื่อขึ้นมาในหัวสมองทันที…

เกศศิรินทร์ แสงมณี และ ปริยานุช จุลกะ. 2553. อิทธิพลของระยะปลูกและเวลาเก็บเกี่ยวต่อผลผลิตและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของผักขจร. ว. วิทย์. กษ. 41(3/1) (พิเศษ) : 137-140

สำนักงานคณะกรรมการสาธารณสุขมูลฐาน. 2538. ผักพื้นบ้าน. (ตารางแสดงคุณค่าอาหารไทยในส่วนที่กินได้ 100 กรัม น. 120. องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก. กรุงเทพฯ.)

อินทผลัม เป็นพืชตระกูลปาล์ม มีหลากหลายสายพันธุ์ มีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันออกกลาง โดยสามารถเจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคที่มีอากาศร้อนและแห้งแบบทะเลทราย ลำต้นมีความสูงได้ถึงประมาณ 30 เมตร โดยใบติดอยู่บนต้น 40-60 ก้าน ทางใบยาว 3-4 เมตร มีลักษณะเป็นแบบขนนก ใบย่อยพุ่งออกหลายทิศทาง ช่อดอกของอินทผลัมจะออกจากโคนใบ เมื่อติดผลลักษณะของผลเป็นรูปทรงรี ยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร มีรสหวานฉ่ำ รับประทานได้ทั้งผลสดและสุก ซึ่งผลจะมีสีเหลืองถึงสีส้มและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลเข้มเมื่อแก่จัด โดยผลสุกจะนิยมนำไปตากแห้ง

อินทผลัมในบ้านเรากำลังเป็นพืชที่ได้รับความนิยมอยู่เช่นกัน แต่จะเน้นไปในเรื่องของการนำมารับประทานแบบผลสด โดยไม่ผ่านการตากแห้งแบบต่างประเทศ จึงทำให้ได้รับประทานอินทผลัมที่มีรสสัมผัสกรอบหวานอร่อย เป็นอีกหนึ่งผลผลิตทางการเกษตร ที่ใน 1 ปี จะได้รับประทานเพียงครั้งเดียว ส่งผลให้เป็นที่ต้องการของตลาด

คุณปรีชา ธรรมชูเชาวรัตน์ เกษตรกรชาวจังหวัดนนทบุรี เป็นผู้ที่เห็นถึงลักษณะพิเศษของอินทผลัม จึงได้นำมาทดลองปลูกภายในสวน จนประสบผลสำเร็จ ทำให้ในเวลานี้ที่สวนของคุณปรีชามีผลผลิตอินทผลัมเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด พร้อมทั้งแต่ละปีมีผลผลิตคุณภาพออกสู่ตลาดเป็นที่ถูกใจของลูกค้าไม่น้อยทีเดียว

คุณปรีชา เล่าว่า สมัยก่อนได้ทำการเกษตรหลายอย่าง ต่อมาจึงได้มาจับอาชีพเกี่ยวกับไม้ดอกไม้ประดับ เช่น เฟื่องฟ้า ลีลาวดี เรียกง่ายๆ ว่า ทำการเกษตรมาอย่างชำนาญในสายงานด้านนี้กันเลยทีเดียว เมื่อพืชอย่างอินทผลัมเข้ามาในไทยจึงเกิดความสนใจ จึงได้นำมาทดลองปลูกภายในสวนของเขาเอง

“ตอนนี้ที่สวนไม้ดอกไม้ประดับก็ยังปลูกขายอยู่ เมื่อธุรกิจทางด้านนี้เริ่มอยู่ตัว ประมาณ ปี 2557 ผมก็เริ่มสนใจเกี่ยวกับอินทผลัมกินผลสด เพราะเราเริ่มรู้สึกว่าไม้ดอกไม้ประดับเราเริ่มอิ่มตัว อยากที่จะทำเกี่ยวกับต้นไม้กินผลได้ ก็เลยเลือกอินทผลัม ซึ่งชอบลักษณะพิเศษตรงที่ผลของอินทผลัม ผลสามารถเก็บไว้ทานได้นาน เมื่อเราใส่ตู้เย็นไว้ ผลอินทผลัมค่อนข้างมีคุณค่าทางโภชนาการ และที่สำคัญเป็นไม้ที่ปลูกง่าย เรื่องการดูแลง่ายไม่ยุ่งยาก” คุณปรีชา บอกถึงที่มาของการปลูกอินทผลัม

เนื่องจากการปลูกอินทผลัมสามารถนำต้นพันธุ์มาปลูกได้หลายแบบ คือ ต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเมล็ด และต้นพันธุ์ที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

ซึ่งในช่วงแรกที่ทดลองปลูกนั้น คุณปรีชา บอกว่า ใช้ต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเมล็ดมาปลูก ประมาณ 200 ต้น ได้อินทผลัมที่เป็นตัวผู้ 130 ต้น และเป็นตัวเมีย 70 ต้น ต่อมาเพื่อขยายลูกค้าตลาดให้กว้างขึ้น และเพื่อให้ต้นอินทผลัมได้สายพันธุ์ที่แน่นอน จึงได้นำต้นอินทผลัมที่ผ่านการเพาะเนื้อเยื่อเข้ามาปลูก โดยสั่งมาจากต่างประเทศ คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศอังกฤษ

ก่อนที่อินทผลัมจะเจริญเติบโตให้ผลผลิต คุณปรีชา เล่าว่า นำต้นอินทผลัมที่ผ่านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาทำการอนุบาลเสียก่อน โดยใช้เวลาอนุบาลช่วงนี้ประมาณ 4 เดือน จะมีความสูงประมาณ 1 คืบ พร้อมทั้งมีใบประมาณ 5-6 ใบ ก็สามารถนำมาปลูกลงดินได้

“พอเราได้ต้นที่แข็งแรงดีแล้ว เราก็นำต้นที่อนุบาลมาปลูกลงดินได้เลย โดยให้แต่ละต้นมีระยะห่างกัน ประมาณ 7×7 เมตร ซึ่งดินที่อยู่ตามภาคกลาง ไม่ต้องรองก้นหลุม ใส่ข้างบนเดี๋ยวก็จะซึมลงไปเอง แต่ถ้าเป็นพื้นที่ที่มีสภาพดินไม่ค่อยดี ก็สามารถรองก้นหลุมด้วยขี้ไก่ หรือปุ๋ยหมักก็ได้เหมือนกัน ก็จะทำให้ดินมีความสมบูรณ์” คุณปรีชา บอกถึงวิธีการปลูก

เมื่อปลูกต้นอินทผลัมเป็นที่เรียบร้อย GClub จะดูแลไปเรื่อยๆ สำคัญที่สุดคือ เรื่องการรดน้ำ ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ โดยสังเกตจากดินที่โคนต้น ถ้าแห้งมากจำเป็นต้องรดน้ำทุกวัน วันละ 1 ครั้ง

ในเรื่องของการใส่ปุ๋ย ใช้สูตร 20-10-10 เดือนละ 2 ครั้ง เมื่ออายุของต้นอินทผลัมเกิน 1 ปี จะเริ่มให้ผลผลิตได้จะเปลี่ยนปุ๋ยเป็นสูตร 8-24-24 ไปจนถึงต้นอินทผลัมเริ่มออกดอก

“เมื่อต้นเพศเมียเริ่มออกดอก เราก็จะเตรียมเอาเกสรต้นเพศผู้ มาผสมกับเกสรเพศเมีย ซึ่งการผสมก็ไม่ยาก พอผสมเสร็จใช้เวลาประมาณ 5 วัน ผลก็จะเริ่มติดออกมาให้เห็น เสร็จแล้วก็จะฉีดแคลเซียมโบรอนเข้ามาช่วย เพื่อให้เกสรมีความแข็งแรง พอเริ่มเป็นผลที่มีอายุได้ 1-2 เดือน ให้เห็น ก็จะเริ่มห่อ เพื่อป้องกันแมลงศัตรูอื่นๆ เข้ามากัดกิน” คุณปรีชา บอกถึงวิธีการผสมเกสรและดูแลผลอินทผลัม

สำหรับการปลูกอินทผลัมที่เหมาะสมภายในสวน คุณปรีชา แนะนำว่า อัตราส่วนที่เหมาะสมโดยประมาณ เช่น ต้นอินทผลัมเพศผู้ 20 ต้น สามารถคุมการผสมเกสรให้กับต้นอินทผลัมเพศเมียประมาณ 100 ต้น ซึ่งการผสมเกสรต้องศึกษาเพื่อที่การผสมจะได้สำเร็จ

“สำหรับผู้ที่สนใจ อยากจะปลูก ก็สามารถเข้ามาเรียนรู้ที่สวนเราได้ หรืออยากจะลองชิม หรือเรียนรู้ว่าการปลูกเป็นยังไง ก็เข้ามาเจอกันที่สวนผมได้ หรือเกษตรกรที่สนใจต้นพันธุ์ ก็สามารถเข้ามาหาซื้อได้ ซึ่งต้นที่เรามีขายก็เป็นต้นเนื้อเยื่อ ที่ผ่านการอนุบาลจนแข็งแรงดีแล้ว สามารถนำไปปลูกได้เลย อายุประมาณ 4 เดือน ขายอยู่ที่ต้นละ 2,500 บาท ซึ่งก็มีหลายพันธุ์ให้เลือกไปปลูก เช่น พันธุ์บาร์ฮี เคแอล 1 (KL1) เป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ และบางส่วนก็เป็นพันธุ์เพาะเมล็ดเราก็มีขายอยู่ ที่ต้นละ 100 บาท ซึ่งก็สามารถเข้ามาพูดคุยกัน ทางสวนเรายินดีให้คำแนะนำ” คุณปรีชา บอก

ทั้งนี้ คุณปรีชา ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า การปลูกอินทผลัมยังไม่เจอปัญหายุ่งยาก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องน้ำที่ใช้รด เพราะน้ำเป็นสิ่งสำคัญมากต่อการเจริญเติบโต โดยเฉพาะเริ่มเข้าสู่ช่วงที่จะติดผลผลิต น้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญ