มะพร้าวอ่อนอินทรีย์ (มีนาคม-กันยายน 2561) มีปริมาณการส่งออก

มากที่สุดรวม 475 ตัน คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 0.89 ของปริมาณการส่งออกมะพร้าวอ่อนทั้งหมด และมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยอยู่ที่ ร้อยละ 10.26 มูลค่าการส่งออกมะพร้าวอ่อนอินทรีย์ในช่วง 7 เดือน มีมูลค่า 20 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 1.25 ของมูลค่าการส่งออกมะพร้าวอ่อนทั้งหมด ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกหลัก (ร้อยละ 80)

ทุเรียนอินทรีย์และทุเรียนอินทรีย์แช่เย็นจนแข็ง (มีนาคม-กันยายน 2561) มีปริมาณการส่งออก 193 ตัน คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 0.04 ของปริมาณการส่งออกทุเรียนทั้งหมด ตลาดส่งออกหลักได้แก่ จีน ทั้งนี้ ทุเรียนอินทรีย์และทุเรียนอินทรีย์แช่เย็นจนแข็ง นับเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุด โดยช่วง 7 เดือน คิดเป็นมูลค่า 52 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 0.17 ของมูลค่าการส่งออกทุเรียนทั้งหมด

กะทิอินทรีย์สำเร็จรูป (มีนาคม-กันยายน 2561) ปริมาณส่งออก 52 ตัน คิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 0.03 ของปริมาณส่งออกกะทิสำเร็จรูปทั้งหมด และมีมูลค่าการส่งออกช่วง 7 เดือน รวม 3 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน ร้อยละ 0.04 ของมูลค่าการส่งออกกะทิสำเร็จรูปทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของใบชาเขียวอินทรีย์ และ มังคุดอินทรีย์ ยังไม่มีการส่งออกมากนัก ทั้งนี้ สศก. จะเตรียมเสนอคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เพื่อพิจารณาเห็นชอบให้จัดทำรหัสสถิติต่อท้ายพิกัดศุลกากรสำหรับชนิดสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มเติม ในระยะที่ 2 รวมทั้งกำหนดแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ต่อไป เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ด้านพัฒนาการตลาดสินค้าและบริการ และการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ในการผลักดันให้มีพิกัดศุลกากรสำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง รองเลขาธิการ สศก. กล่าว

อาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน 2561, อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี – นักวิ่งผู้มีใจอนุรักษ์ 2,000 คน รวมพลังวิ่งการกุศล ในงาน “วิ่งเข้าป่า เจ็ดคต-โป่งก้อนเส้า มินิ ฮาล์ฟ มาราธอน 2018” (RUN’ N FOREST 2018) โดยธุรกิจอาหารสำเร็จรูป บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ชวนคนไทยวิ่งออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ เพื่อร่วมอนุรักษ์ผืนป่า พร้อมกับสนับสนุนการศึกษาเด็กไทย โดยงานนี้มี นายมนัสพันธ์ ดอนก้อนไพร ปลัดอำเภอแก่งคอย เป็นประธานเปิดงานกิจกรรม วิ่งเข้าป่า เจ็ดคต-โป่งก้อนเส้า มินิ ฮาล์ฟ มาราธอน 2018 (RUN’ N FOREST 2018) มีทั้งหมด 3 ประเภท ได้แก่ ฟัน รัน 5 กม., มินิ มาราธอน 10 กม., และฮาล์ฟ มาราธอน 21.1 กม. โดยใช้เส้นทางธรรมชาติในค่ายลูกเสือ เจ็ดคต-โป่งก้อนเส้า อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปจัดซื้อผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทาน (Retort Food) และอุปกรณ์สำหรับใช้ในงานลาดตระเวนรักษาป่าไม้ ประกอบด้วย เป้และเปลสนาม ฟลายชีท ไฟฉาย ชุดหัวแก๊สสนาม คิดเป็นมูลค่ารวม 206,800บาท มอบให้กับหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ขญ 18 (เจ็ดคต) พร้อมกันนี้ยังนำเงินอีก 110,000 บาท เพื่อสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนในโรงเรียนวัดโป่งก้อนเส้า อำเภอแก่งคอย

นายมนัสพันธ์ ดอนก้อนไพร ปลัดอำเภอแก่งคอย กล่าวว่า ยินดีที่ได้เห็นภาคเอกชนและประชาชนชาวแก่งคอยและใกล้เคียง หันมาตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ รวมพลังออกมาวิ่งเพื่อระดมทุนสนับสนุนงานลาดตระเวนของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ในครั้งนี้ พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมกันวิ่งเพื่อนำเงินมาบริจาคเงินให้กับโรงเรียนในชุมชนเพื่อนำไปพัฒนาระบบการเรียนการสอนของโรงเรียนต่อไป

นายณฤกษ์ มางเขียว รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ด้านธุรกิจอาหารสำเร็จรูป ซีพีเอฟ กล่าวว่า ธุรกิจอาหารสำเร็จรูป ซีพีเอฟ จัดกิจกรรมวิ่งเพื่อการกุศลเป็นปีที่ 2 ตามแนวคิดของ ซีพีเอฟ ที่ต้องการส่งเสริมให้คนไทย ทุกเพศ ทุกวัย ได้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงจากการออกกำลังกายและรับประทานอาหารปลอดภัย และต้องการส่งเสริมให้คนไทยหันมาตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นต้นทางของอาหารและร่วมอนุรักษ์ป่าไม้รอบๆ ชุมชนให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืน

โรคติดเชื้อเป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุดในจำนวนโรคทั้งหมด และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในอันดับต้นๆ โดยประเทศไทยประสบปัญหาแบคทีเรียดื้อยามากติดอันดับของภูมิภาคเอเชีย ไม่มีการผลิตยาต้านแบคทีเรียกลุ่มใหม่มานานกว่า 30 ปี การค้นหายากลุ่มใหม่และแนวทางใหม่ในการรักษาโรคติดเชื้อดื้อยาจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้สนับสนุนทุนแก่ ศ.ดร.ศุภยางค์ วรวุฒิคุณชัย เมธีวิจัยอาวุโส สกว. และผู้อำนวยการสถานวิจัยความเป็นเลิศด้านผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์จากสารธรรมชาติในสมุนไพรไทย โดยใช้นาโนเทคโนโลยีเพิ่มคุณค่าและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

งานวิจัยสำคัญภายใต้โจทย์จากแพทย์ปฏิบัติการเวชบำบัดวิกฤต คือ การคิดค้นสารเคลือบที่ผิวท่อหายใจและถุงมือเพื่อลดการเกิดไบโอฟิล์มของเชื้อแบคทีเรียบริเวณผิวท่อหายใจที่ทำให้เข้าถึงยาปฏิชีวนะได้ยาก โดยท่อหายใจเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สำคัญในการช่วยชีวิตผู้ป่วยที่มีภาวะหายใจล้มเหลว ผู้ป่วยในห้องไอซียู หรือการกู้ชีพ แต่หากใส่เกิน 48 ชั่วโมงผู้ป่วยกว่าร้อยละ 70 จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และถ้าเกิน 5 วันมักทำให้เกิดปอดอักเสบ มีค่ารักษาพยาบาลและนอนโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น หรือเสียชีวิตได้

คณะวิจัยนำโดย ศ.ดร.ศุภยางค์ วรวุฒิคุณชัย และ นายศักรินทร์ เหล่ทองคำ นักศึกษาทุน พวอ. สกว. จึงร่วมกับ ดร.ฉลองรัฐ แดงงาม ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผศ.นพ.วีรพงศ์ วัฒนาวนิช โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และคณะ พัฒนาท่อหายใจเคลือบอนุภาคซิลเวอร์นาโนที่สังเคราะห์จากสารสกัดจากใบกระทุพืชสมุนไพรในท้องถิ่น และเพื่อให้มีปริมาณมากเพียงพอในระดับอุตสาหกรรมจึงส่งเสริมให้วิสาหกิจชุมชนใน อ.ระโนด จ.สงขลา ปลูกพืชชนิดนี้เพื่อเพิ่มรายได้ นอกจากนี้ ยังสังเคราะห์ได้จากใบยูคาลิปตัสที่เหลือทิ้งจากโรงงานกระดาษ

ราคาของท่อหายใจชนิดนี้ยังมีราคาสูงประมาณชิ้นละ 20,000 บาท ขณะที่ท่อหายใจปกติราคาประมาณ 120 บาท อย่างไรก็ตาม ท่อดังกล่าวมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่มีสารเคมีเจือปนอันอาจเป็นสาเหตุของการเกิดความเป็นพิษเหมือนกับของต่างประเทศ จึงช่วยลดอัตราการเกิดปอดอักเสบติดเชื้อและค่าใช้จ่ายโดยรวมที่เกี่ยวข้องได้

ด้าน น.ส.สุภากิจ เภาเสน เปิดเผยถึงปัญหาสำคัญของการติดเชื้อในโรงพยาบาลที่พบว่ามีการแพร่กระจายทางการสัมผัสผ่านมือของบุคลากรทางการแพทย์บ่อยที่สุด ทำให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อโรคและนำพาไปสู่ผู้ป่วยอื่นๆ การใช้ถุงมือจึงเป็นอุปกรณ์ป้องกันที่สำคัญ แต่ในทางปฏิบัติพบว่าการสวมถุงมือไม่ถูกต้องตามข้อบ่งชี้ คณะวิจัยจึงนำสารต้านเชื้อจุลินทรีย์จากยูคาลิปตัสมาใช้แทนสารเคมีรุนแรงในการรีดิวซ์ซิลเวอร์ไอออนให้กลายเป็นอนุภาคซิลเวอร์นาโนเคลือบด้านนอกและด้านในถุงมือ เพื่อแก้ปัญหาการแพร่กระจายของเชื้อโรคในวงกว้าง

ทั้งแบคทีเรียกรัมบวกและลบสามารถเกาะกับเนื้อเยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรียและแทรกตัวเข้าไปในเซลล์ รบกวนการทำงานในระดับโมเลกุล นอกจากนี้ ยังช่วยยกระดับคุณภาพของถุงมือยางในประเทศไทย และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนให้เพิ่มมูลค่าของยางพาราด้วยการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะถุงมือยางซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่สำคัญมาก ไทยมีชื่อเสียงด้านการผลิตที่ได้คุณภาพ มาตรฐานเป็นที่ยอมรับและราคาเหมาะสม โดยถุงมือยางนี้มีต้นทุนการผลิตคู่ละ 30 บาท ส่วนราคาจำหน่ายในปัจจุบันคู่ละประมาณ 200 บาท ทำให้ผู้ใช้และหน่วยงานทุกระดับที่มีความจำเป็นต้องใช้งานสามารถเข้าถึงได้

รัฐมนตรีกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และการประมง ราชอาณาจักรกัมพูชา H.E. Veng Sakhon มอบ 3 รางวัลแก่ บริษัท ซี.พี. กัมพูชา ในงาน Cambodia International Agriculture, Food & Livestock Show 2018 ตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมพัฒนาด้านการเกษตรของกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง

นายวิทยา เกรียงไกรวิทย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส เปิดเผยว่า ซี.พี. กัมพูชา ได้รับ 3 รางวัลยอดเยี่ยมในงานมหกรรมด้านเกษตรอุตสาหกรรมแห่งปีของกัมพูชา ได้แก่ รางวัล Most Outstanding Feed Producer Award, Most Outstanding Integrator Award และ Most Outstanding Meat Processor Award จากทั้งหมด 12 สาขา สะท้อนความสำเร็จในการดำเนินงานภายใต้แนวคิด “Leading Agro-Industrial and Food Conglomerate” ซึ่งบริษัทมุ่งมั่นปฏิบัติมาตลอด ควบคู่กับการมีส่วนร่วมสนับสนุนเกษตรกรกัมพูชา เพื่อพัฒนาภาคการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ และการผลิตปศุสัตว์ อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่บริษัทได้รับรางวัลในครั้งนี้ และยังได้รับการยกย่องว่าเป็นบริษัทที่ใส่ใจในการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด มีชีวิตที่มีสุขภาพดี และมีความสุขกับไลฟ์สไตล์ที่ผู้บริโภคชาวกัมพูชาต้องการ ซึ่งบริษัท ซี.พี. กัมพูชา จะยังคงเดินหน้าผลักดันภาคการเกษตรของกัมพูชาต่อไป”

ทั้งนี้ งาน Cambodia International Agriculture, Food & Livestock Show 2018 เป็นงานแสดงนิทรรศการ งานสัมนาวิชาการ เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจด้านการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของประเทศกัมพูชา ภายในงานมีการคัดเลือกบริษัทชั้นนำด้านการเกษตร อาทิ ผลิตอาหารสัตว์ การจัดการฟาร์ม การผลิตสัตว์ ผลิตภัณฑ์ไข่ ผลิตภัณฑ์จากโค ผลิตภัณฑ์แปรรูป ฯลฯ ให้ได้รับรางวัลเพื่อเป็นกำลังใจและเป็นแรงบันดาลใจให้กับภาคผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเกษตร

กรมชลประทาน จับมือภาคีเครือข่ายโคกหนองนาสุโขทัย เกษตรและสหกรณ์จังหวัด เอกชน เจ้าหน้าที่ชลประทาน และเกษตรกรผู้ใช้น้ำ นำวัชพืชบริเวณคลองส่งน้ำมาสร้างมูลค่าสร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่

นายมนัส กำเนิดมณี รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่ากรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย เครือข่ายโคกหนองนาสุโขทัย เกษตรและสหกรณ์จังหวัด บริษัทบางกอกแอร์เวย์ บริษัทน้ำตาลทิพย์สุโขทัย ห้างหุ้นส่วนจำกัด ลานหอยหินอ่อน กลุ่มผู้ใช้น้ำ และเจ้าหน้าที่โครงการชลประทานสุโขทัย ในการนำวัชพืชที่เก็บได้จากบริเวณริมคลองส่งน้ำต่างๆ มาแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าจนเกิดเป็นรายได้เสริมให้กับเกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่

สำหรับการนำวัชพืชที่ขึ้นบริเวณริมคลองส่งน้ำ และแขนงที่งอกมาจากลำต้นไม้ใหญ่นำมาเผาเป็นถ่าน โดยสามารถนำถ่านไม้ไผ่ที่ได้มาใช้ในการรักษาสภาพแวดล้อมไปจนถึงการประกอบอาหาร การประทินผิวช่วยขจัดสารตกค้างในร่างกาย ดูดซับกลิ่นและควัน และปล่อยประจุลบ ช่วยในการฟอกอากาศให้บริสุทธิ์สดชื่น ช่วยแก้มลภาวะในน้ำเสีย โดยถ่านไม้ไผ่จะดูดซับคลอรีนและสารมีพิษภายในน้ำดื่ม และให้แร่ธาตุตามธรรมชาติ

นอกจากนี้ การเผาถ่านแต่ละครั้งจะได้ของแถมที่มากคุณค่าด้วย เป็นการสลายตัวของสารอาหารที่อยู่ในเนื้อไม้มีสีน้ำตาลอมแดงหรือที่เรียกว่า น้ำส้มควันไม้ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทั้งในด้านการเกษตรในครัวเรือน ปศุสัตว์ และอุตสาหกรรม ซึ่งประโยชน์ของน้ำส้มควันไม้ สามารถใช้นำไปทาแผลสด แผลน้ำร้อนลวก ไฟลวก น้ำกัดเท้า และเชื้อราที่ผิวหนัง

หรือ ใช้ดับกลิ่นห้องน้ำ ขยะ กรงสัตว์ และใช้ในการเกษตร เช่น นำไปพ่นลงดินเพื่อฆ่าเชื้อโรคที่ทำลายพืช รากโคนต้นไม้รักษาโรคเชื้อรา โรคเน่าในพืช และแมลงวางไข่ รวมทั้งใช้พ่นที่ใบพืชและพื้นดินรอบต้นไม้ 7 – 15 วัน ใช้ในการขับไล่แมลง ป้องกันและกำจัดเชื้อรา กระตุ้นความต้านทานโรคและการเจริญเติบโต และยังสามารถใช้ฉีดพ่นทำก่อนหลังติดผลแล้ว 15 วันช่วยขยายให้ผลโตและพ่นอีกครั้งก่อนเก็บเกี่ยวสองวันช่วยเพิ่มน้ำตาลในผลไม้

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวนอกจากจะสามารถกำจัดวัชพืชบริเวณคลองคลองส่งน้ำหรืออ่างเก็บน้ำ ซึ่งเป็นการดูแลอย่างถูกวิธีแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์อย่างเพิ่มมูลราคาเทียบเท่าทอง สร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ได้อีกทางหนึ่งด้วย

อากาศเย็นในระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่ให้เฝ้าระวัง ไรกำมะหยี่ลิ้นจี่ เพราะเป็นไรศัตรูลิ้นจี่ที่มีความสำคัญมาก สามารถพบได้ในระยะแตกใบอ่อนจนถึงระยะออกดอก มักพบไรชนิดนี้ชอบดูดทำลายตาดอก ใบอ่อน ยอด และผลของลิ้นจี่ ทำให้ตาดอกไม่เจริญ

ใบที่ถูกไรเข้าทำลายจะมีลักษณะอาการหงิกงอ และโป่งพองขึ้นเป็นกระเปาะ ผิวใบบริเวณที่ไรดูดกินจะสร้างขนสีน้ำตาลขึ้นและสานเป็นแผ่นติดต่อกัน ซึ่งไรจะใช้เป็นที่หลบซ่อนตัวอยู่ในขนที่สร้างขึ้นที่ผิวใบนี้ โดยจะมีลักษณะนุ่มหนาคล้ายพรม เมื่อเริ่มเกิดในระยะแรกจะมีสีเหลืองหรือเขียวอ่อน และกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มในเวลาต่อมา จากนั้น ไรจะเริ่มเคลื่อนย้ายหาใบใหม่เพื่อดูดทำลายต่อไป ใบและยอดที่ถูกทำลายจะแห้งและร่วง ต้นที่ถูกไรทำลายรุนแรง จะแคระแกร็น และไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร บางครั้งจะพบปื้นขนสีน้ำตาลเกิดขึ้นที่ช่อดอกและผลอ่อนด้วย

เกษตรกรควรหมั่นสำรวจส่องดู ไรกำมะหยี่ลิ้นจี่ ในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบมีการระบาดของไรรุนแรงจนมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมี ให้เกษตรกรตัดแต่งกิ่งที่ใบและยอดที่ถูกไรทำลายนำไปเผาทิ้งนอกแปลงปลูกก่อน เพื่อจะช่วยลดการระบาดของไรลงได้ จากนั้น ให้พ่นสารกำจัดไรในครั้งแรกด้วยสารอะมิทราซ 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ซึ่งพบว่าสารกำจัดไรชนิดนี้ใช้ได้ผลดีในการกำจัดไร หรือใช้กำมะถัน 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งหน้าใบและหลังใบ

นอกจากนี้ ในการพ่นสารกำจัดไร ครั้งที่ 2 ให้เกษตรกรพ่นสารกำจัดไรเมื่อลิ้นจี่เริ่มแตกใบอ่อน จากนั้นให้พ่นซ้ำอีก 2 ครั้ง ห่างกัน 4 วัน สำหรับการปลูกต้นลิ้นจี่ในแปลงที่ปลูกใหม่ ให้เกษตรกรเลือกใช้ลิ้นจี่พันธุ์ต้านทาน ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ลิ้นจี่พันธุ์ฮงฮวย มีความต้านทานต่อการทำลายของไรกำมะหยี่ได้ดีกว่าพันธุ์โอเฮี๊ยะ

ในระยะนี้มีอากาศเย็น และมีอุณหภูมิลดต่ำลง กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกสตรอเบอรี่เฝ้าระวังการระบาดของ 2 โรค คือ โรคราแป้ง และ โรคแอนแทรคโนส สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของสตรอเบอรี่

สำหรับ โรคราแป้ง จะพบเชื้อรามีลักษณะเป็นผงสีขาวคล้ายผงแป้งขึ้นกระจัดกระจายตามส่วนต่างๆ ของพืช เมื่ออาการรุนแรงจะทำให้เกิดแผลใต้ใบสตรอเบอรี่เปลี่ยนเป็นสีม่วง และใบบิดม้วนขึ้น ถ้าเป็นที่ผลจะทำให้ผลมีขนาดเล็กและสีไม่สม่ำเสมอกัน

เกษตรกรต้องหมั่นดูแลและบำรุงรักษาต้นสตรอเบอรี่ให้มีความแข็งแรง สมบูรณ์ หมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อลดการระบาดของโรค และควรหมั่นสำรวจตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรคให้รีบเก็บใบหรือส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที จากนั้น ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเบโนมิล 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 6 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5–7 วัน

ส่วน โรคแอนแทรคโนส มักพบ อาการบนก้านใบและลำต้น มีแผลสีม่วงแดงขนาดเล็กขยายลุกลามไปตามความยาวของก้านใบและลำต้น ต่อมาเปลี่ยนเป็นแผลสีน้ำตาล เนื้อเยื่อบริเวณแผลแห้ง ทำให้เกิดรอยคอด หากอาการรุนแรง ต้นจะเหี่ยว และตายในที่สุด อาการบนผล พบแผลฉ่ำน้ำสีน้ำตาลเข้ม เนื้อเยื่อรอบขอบแผลสีซีด แผลยุบตัวลง หากอาการรุนแรง แผลจะขยายใหญ่จนทำให้ผลเน่า และในสภาพที่มีอากาศชื้นอาจพบกลุ่มสปอร์สีส้มของเชื้อราอยู่บริเวณแผล และยังสามารถพบอาการของโรคได้ที่ใบ ก้านใบ โคนต้น และรากได้

อาการบนไหล จะมีแผลเล็กสีม่วงแดงขยายลุกลามไปตามความยาวของสายไหล ต่อมาแผลที่ขยายยาวจะเปลี่ยนเป็นแผลสีน้ำตาล ทำให้เกิดรอยคอดของไหลบริเวณที่เป็นแผล เมื่อย้ายต้นจากไหลที่มีการติดเชื้อมาปลูกหากสภาพอากาศเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเชื้อ สตรอเบอรี่จะแสดงอาการใบเฉา ต่อมาจะเหี่ยวอย่างรวดเร็ว และพบว่ากอด้านในมีลักษณะเน่าแห้งสีน้ำตาลแดง หรือบางส่วนเป็นแผลขีดสีน้ำตาลแดง และต้นจะตายในที่สุด

สำหรับแนวทางในการป้องกันกำจัด เกษตรกรต้องตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรคให้ตัดส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชฟลูโอไพแรม+ไตรฟลอกซีสโตรบิน 25%+25% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟลูโอไพแรม+ทีบูโคนาโซล 20%+20% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5 วัน

กรณีพบโรคเริ่มระบาดให้งดการให้น้ำแบบพ่นฝอย ควรให้น้ำแบบระบบน้ำหยด ส่วนแปลงที่พบการระบาดของโรค หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้เก็บซากพืชไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตสตรอเบอรี่แล้ว ให้เก็บซากพืชไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และเลือกใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค

ผศ.ไพศาล บุรินทร์วัฒนา อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) สุวรรณภูมิ กล่าวว่า การที่มหาวิทยาลัยได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัท แปซิฟิกเมล็ดพันธุ์ จำกัด และบริษัท โรจน์กสิกิจเฟอร์ติไลเซอร์ เป็นกิจกรรมโครงการที่ส่งเสริมเพื่อการพัฒนาการศึกษาของมหาวิทยาลัย และเพื่อพัฒนาระดับของผลผลิตทั้งหลายที่มีอยู่ให้เป็นมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคกลาง มีพื้นที่การเกษตรนอกเหนือจากการปลูกข้าวแล้วเกษตรกรก็หันมาปลูกข้าวโพดเพราะฉะนั้น ข้าวโพดก็เป็นผลผลิตที่สำคัญในพื้นที่ภาคกลาง มหาวิทยาลัยได้มีการแปรรูปเป็นน้ำนมข้าวโพด โดยยึดถือความเป็นมาตรฐานอาหารที่ปลอดภัย เพื่อออกไปสู่ตลาดต่อไป

ผศ.ดร.อำนาจ ศิลวัตร คณบดีคณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มทร.สุวรรณภูมิ กล่าวว่า คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ตระหนักในเรื่องของอาหารเพื่อสุขภาพ เนื่องจากเป็นภารกิจหลักของคณะ จึงได้มีการพัฒนาในเรื่องของอาหารเพื่อสุขภาพตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ

ในส่วนของต้นน้ำคือเริ่มจาก ตัวเกษตรกรเองที่มหาวิทยาลัยต้องไปให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการผลิต ให้ความรู้ในเรื่อง Food Safety ให้ความรู้ในเรื่องของกระบวนการที่จะทำอย่างไรที่จะไม่ให้สารปนเปื้อนหรือสารพิษต่างๆ มาสู่อาหารได้

โดยมหาวิทยาลัยมีโครงการที่จะพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer ส่วนที่สอง คือจะต้องพัฒนางานฟาร์ม ซึ่งเราเรียกว่า Smart Farm ถือเป็นฟาร์มอัจฉริยะ ที่มีระบบไอที ระบบการควบคุม ระบบการสื่อสารทั้งหลาย ระบบ sensor มาช่วยในเรื่องของการเพิ่มผลผลิต ช่วยในเรื่องของการควบคุมคุณภาพการผลิต

ประการต่อไปคือ ในวงจรของอาหารปลอดภัยนั้น เราจะต้องมีฟาร์มที่เป็นลักษณะฟาร์มเชิงธุรกิจและเป็นฟาร์มที่สามารถผลิตอาหารออกมาสู่ท้องตลาด เป็นอาหารที่มีคุณภาพ นอกจากนั้นแล้ว ยังมีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือภาคเอกชนในเรื่องการผลิต การแปรรูป เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพ

และในส่วนของ food safety จะต้องมีการผลิตนักศึกษาและสร้างครูอาจารย์เข้ามาดูแลนักศึกษา และให้ความรู้กับสถานประกอบการหรือหน่วยการผลิต ในฟังชั่นต่างๆ โดยเฉพาะการทำการเกษตรยุคใหม่ที่จะต้องวิเคราะห์ออกมาให้ได้ว่า สามารถที่จะดำเนินการให้ครบวงจรตั้งแต่ปลูกไปถึงตลาดให้ได้

เพราะฉะนั้น ในส่วนของอยุธยา ซึ่งมีพื้นที่ในการทำนาเป็นอาชีพหลัก อดีตนั้นเราปลูกข้าวเป็นพืชเชิงเดี่ยว ถ้าเราไม่ได้ผลผลิตจากข้าวแล้ว เท่ากับว่าปีนั้นเกษตรกรไม่มีรายได้ ซึ่งเรามองว่าน่าจะมีพืชที่จะเป็นตัวเสริม หรือปลูกทดแทนข้าว ซึ่งการปลูกข้าวโพดสามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี เนื่องจากปลูกได้ทั้งปี ถือเป็นการเพิ่มรายได้จากการปลูกข้าวถึงสามเท่า

อาจารย์วรรภา วงศ์แสงธรรม หัวหน้าสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มทร.สุวรรณภูมิ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีการร่วมมือกับเกษตรกรกลุ่มผู้ปลูกข้าวโพด จากองค์การบริหารส่วนตำบลกระจิว อำเภอภาชี และบางส่วนอาจจะต้องรับซื้อจากตลาดไท ส่วนพื้นที่โดยรอบมหาวิทยาลัย เราได้มีการส่งเสริมเกษตรกรอยู่ในขณะนี้เช่นกัน

สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มีความพร้อมในเรื่องของเครื่องมือและอุปกรณ์ในการผลิตอยู่แล้ว ในด้านของอาคารต้นแบบเพื่อการผลิตเครื่องดื่ม โดยจะคัดเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพนำมาปอก แต่ทุกวันนี้ยังใช้แรงงานคนในการปอกอยู่ แล้วนำไปต้มให้สุก หลังจากนั้น ทำการปั่นเพื่อที่จะสกัดเอาตัวน้ำนมข้าวโพดออกมา

ในปัจจุบันมีทั้งหมด 2 สูตร สูตรแรกเป็นสูตร 100% คือไม่มีการเติมครีมเทียมลงไป แต่อีกสูตร จากการวิจัยพบว่า ถ้าเป็นในวัยรุ่นจะชอบรสชาติที่มีความมัน จึงมีการเติมครีมเทียมลงไป จากนั้นจะนำไปฆ่าเชื้อโดยการพาสเจอไรซ์ โดยใช้ความร้อนที่อุณหภูมิ 75 องศาเซลเซียส มีการควบคุมคุณภาพของรสชาติ และเก็บรักษาในที่อุณหภูมิเย็น ที่อุณหภูมิ 8 องศาเซลเซียส อยู่ได้ประมาณ 7 วัน

โดยได้ให้นักศึกษาเข้ามาฝึกงานในส่วนนี้ด้วย ในช่วงเปิดเทอมได้ให้นักศึกษามาฝึกงานที่โรงงานข้าวโพดโดยตรง อีกทั้งยังมีการบูรณาการร่วมกับวิชาเรียนอื่นๆ ด้วย ส่วนประโยชน์ข้อที่สอง เป็นประโยชน์ของการส่งเสริมรายได้ให้กับเกษตรกร โดยการบริการวิชาการ สอนการทำน้ำข้าวโพดให้กับเกษตรกร ส่วนที่สามจะเป็นรายได้เข้าสู่คณะ

สำหรับผู้ที่รักสุขภาพ เครื่องดื่มจากน้ำนมข้าวโพด เป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับผู้บริโภค ซึ่งตอนนี้มีจำหน่ายแล้วที่ร้าน Green cafe ซึ่งเป็นร้านค้าของคณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์พระนครศรีอยุธยา หันตรา และองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รับไปจำหน่ายที่ปั๊มตลาดทุ่งบัวชม

สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มทร.สุวรรณภูมิ ศูนย์พระนครศรีอยุธยา หันตรา โทรศัพท์ (035) 709-096 หรือ ติดต่อ อาจารย์วรรภา วงศ์แสงธรรม โทรศัพท์ (081) 349-3521

“ ผ้าขิด ” เป็นผ้าทอพื้นเมืองของภาคอีสาน ถูกนำมาผลิตหมอนขิดหรือหมอนสามเหลี่ยม (หมอนขวาน) หมู่บ้านศรีฐาน อ.ป่าติ้ว จ. ยโสธร เป็นหนึ่งในชุมชนต้นแบบที่ยังคงรักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมในการสืบทอดการทำหมอนขิด สร้างงาน สร้างอาชีพให้กับชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้กว่า 1,000 ครัวเรือน

ปัจจุบันหมู่บ้านศรีฐานเป็นผู้ริเริ่มการทำ “หมอนขิดยางพารา”เป็นรายแรกของประเทศไทย สินค้าหมอนขิดยางพาราของบ้านศรีฐาน ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสินค้าเด่น หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ของจังหวัดยโสธร เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคทั่วประเทศ หลังจากเปิดตัวเข้าสู่ตลาด ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา