มะม่วงที่ปลูกอยู่มีไม่ต่ำกว่า 30 พันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น ฟ้าลั่น เขียวเสวย

โชคอนันต์ อาร์ทูอีทู จักรพรรดิ งาช้างแดง ซานหลิน ราคาประมาณต้นละ 50 บาทขึ้นไป แล้วแต่ขนาดต้น มะม่วงที่ขอแนะนำเป็นกรณีพิเศษจริงๆ คือมะม่วง “ขายตึก” มะม่วงยอดนิยมของจังหวัดฉะเชิงเทรา

ที่สวนยังมีไม้ประดับด้วย…ที่ขายดีที่สุด ก็จะเป็นพวกว่าน คือว่านเสน่ห์จันทน์ขาว แล้วก็มีไม้ด่าง อย่าง ส้มเช้งด่าง กล้วยด่าง จั๋งด่าง ละมุดด่าง จันทน์ผาด่าง แล้วก็มีใบจามจุรีขาย ปลูกในพื้นที่ 20 ไร่

จามจุรีที่ครอบครัวนี้ปลูก เก็บใบขายได้ต่อเนื่อง โดยที่การจัดการไม่มีอะไรมาก ปีแรกๆ อาจจะต้องกำจัดวัชพืชให้ แต่เมื่ออายุของต้นมากขึ้น ไม่ต้องรดน้ำ ไม่ต้องใส่ปุ๋ย ไม่ต้องกำจัดวัชพืช ผลผลิตใบก้ามปูมีคนมาซื้อไปเป็นวัสดุปลูกต้นไม้ ถึงแม้ราคาขายไม่แพง แต่ต้นทุนการผลิตต่ำ

ดาวเด่นตอนนี้คือ จำปีด่าง และมะกรูดหวาน

จำปีด่าง “ศรีเกษม” ไม้สุดสวย

ลุงจ้อย บอกว่า ตนเริ่มขยายพันธุ์ไม้ประดับ พวกจำปี-จำปา แล้วบังเอิญมีต้นจำปีเกิดการกลายพันธุ์ออกมากิ่งหนึ่ง เป็นจำปีด่างใบเหลือง หลังจากนั้นก็นำมาทดลองขยายพันธุ์ ทาบกิ่งบ้าง ติดตาบ้าง ทดลองไปมาอยู่ไม่ต่ำกว่า 15 ปี ไม่กล้าขายกลัวมันกลายกลับมาเป็นใบสีเขียว ทำจนแน่ใจว่าใบจะไม่กลายกลับไปเป็นสีเขียวอีกแล้ว จึงเริ่มเผยแพร่

“แน่นอนรับรองได้เลย ไม่กลับเป็นใบเขียวแล้ว สีของดอกจะเป็นสีขาว แต่ช่วงที่กำลังโตดอกจะมีลายเป็นสีเขียวตามกลีบ แล้วหลังจากโตก็กลายมาเป็นสีขาวเหมือนเดิม ดอกมีทั้งปี ช่วงที่ออกดอกมาก อยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม แล้วได้ตั้งชื่อว่า จำปีศรีเกษม ตั้งตามนามสกุล” ลุงจ้อย บอก

วิธีการขยายพันธุ์…ใช้การทาบกิ่ง ติดตา แต่วิธีพวกนี้จะทำยากกว่าไม้ใบเขียวนิดหน่อย

ดินที่ใช้ปลูก…ดินร่วนปนทราย ที่แฉะน้ำหรือชุ่มจะไม่ดี…ปุ๋ยก็ใส่ไม่มาก ส่วนใหญ่ปล่อยตามธรรมชาติ “จำปีด่างของผมมี 2 เบอร์ ตัวแรก เบอร์ 1 จำหน่ายมานานแล้ว ความด่างนั้นมีสีเขียวแซมปนที่ใบ ราคาต้นนละ 100 บาท ส่วนเบอร์ 2 ด่างเหลืองชัดเจน…ยังไม่ได้นำออกจำหน่าย อีกทั้งยังไม่ได้ตั้งราคา เมื่อหนังสือที่มาสัมภาษณ์นี่ออกวางแผง โทร.มาถามได้” ลุงจ้อย บอก

ลุงจ้อย ยังบอกอีกว่า ที่สวนของลุงไม่ได้มีแค่จำปีด่างอย่างเดียว ที่น่าสนใจยังมีมะกรูดหวาน

ในช่วงปี 2547 ที่ลุงเริ่มปลูกมะกรูดเพื่อจะเพาะพันธุ์ไว้ขายตั้งเป็นพันต้น บังเอิญปีนั้นมันแห้งแล้งจัดมะกรูดที่เพาะไว้ตาย

“บังเอิญว่ามะกรูดต้นที่มันกลายพันธุ์มันไปอยู่ใกล้กับต้นมังคุด ซึ่งคนงานเขารดน้ำต้นมังคุดมันเลยรอดอยู่ เมื่อไปดูปรากฏว่าหนามมันยาวและมากผิดปกติ หนามมันยาวมาก ก็เลยรู้ว่ามันกลายแต่ไม่รู้ว่ามันจะกลายเป็นดีหรือเสีย เลยบอกให้คนงานดูแลไม้ต้นนี้หน่อยมันกลายพันธุ์แล้ว รอดูลูกอีกทีว่ามันเป็นแบบไหน อยู่มานานจนออกลูก ผมเองก็ไม่ได้ไปดูจนคนงานเข้ามาบอก มะกรูดของลุงมันหวานนะ จึงได้รู้ว่ามันออกลูกมาได้ 2-3 ปีแล้ว ถึงได้รู้ว่ามันมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว ผลก็ไม่ได้ใหญ่มาก จึงตั้งชื่อพันธุ์ว่า มะกรูดพันธุ์…หวานแปดริ้ว”

วิธีการเตรียมดินปลูก…ลุงจ้อย แนะนำว่า อย่างแรกเลยคือขุดหลุมเอาหน้าดินมากองไว้แถบหนึ่ง แล้วเอาดินก้นหลุมมากองไว้อีกด้านหนึ่ง พอเสร็จแล้วก็ตากดินไว้ให้แห้งดี ประมาณ 1 เดือน แล้วพอดินแห้งดีก็เอาดินข้างบนที่ตากไว้ลงไปในหลุม พอเสร็จแล้วก็นำต้นไม้มาลง ตามด้วยเอาดินจากก้นหลุมกลบข้างบน เพราะดินข้างบนมีปุ๋ยและวัชพืชอยู่แล้วต้นไม้ชอบ ส่วนดินก้นหลุมไม่ค่อยมีปุ๋ยและวัชพืชก็เลยเอามาไว้ข้างบนและจะทำให้หญ้าขึ้นช้าด้วย

การเตรียมดินในลักษณะอย่างนี้ ใช้กับไม้ชนิดอื่นได้

ลุงจ้อย บอกว่า มะกรูดหวาน ใบกลิ่นไม่หอมเหมือนมะกรูดทั่วไป แต่รสชาติเด่น กินเป็นผลไม้ อย่างพืชตระกูลส้ม “มะกรูดออกผลทั้งปี มากบ้างน้อยบ้าง เริ่มทำกิ่งพันธุ์แล้ว เพราะมีผู้สนใจ” ลุงจ้อย บอก

วิธีการตัดแต่งกิ่งเป็นการบังคับให้ฝรั่งออกดอก… โดยทั่วไปฝรั่งจะให้ผลเร็ว ถ้าเป็นฝรั่งที่ได้จากกิ่งตอนจะให้เก็บผลครั้งแรกเมื่ออายุได้ประมาณ 6-12 เดือน การบังคับให้ฝรั่งออกดอกนั้นทำได้ไม่ยากนัก ถ้าต้นฝรั่งสมบูรณ์ แข็งแรง และปลูกในที่ที่มีแสงแดดตลอดทั้งวัน แต่ควรคำนึงถึงว่าการให้ฝรั่งมีผลมาก ผลก็จะเล็กลง ดังนั้น จึงควรให้ปุ๋ยและน้ำแก่ต้นฝรั่งที่บังคับการออกดอกให้มากกว่าปกติ การบังคับให้ฝรั่งออกดอกติดผลนั้นมีหลายวิธี แต่ที่นิยมกันก็คือ การตัดแต่งกิ่ง

โดยการตัดแต่งกิ่งฝรั่งถ้าตัดแต่งกิ่งหนักเหมือนการทำสาว คือตัดแต่งกิ่งออกหมดทั้งต้นให้เหลือโครงสร้างกิ่งหลักๆ เอาไว้ เพื่อให้ต้นฝรั่งสร้างกิ่งและใบออกมาใหม่ทั้งต้น ซึ่งจะใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน แต่ต้นที่ตัดแต่งกิ่งหมดทั้งต้นจนใบและกิ่งใหม่มีความสมบูรณ์ทั้งต้น ช่วงเวลาที่สร้างกิ่งและใบใหม่เราต้องบำรุงให้ต้นและใบฝรั่งมีความสมบูรณ์มากที่สุด เพื่อเป็นการเตรียมต้นให้พร้อมในการตัดแต่งปลายใบอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการตัดแต่ง ครั้งที่ 2 ให้ต้นฝรั่งแตกใบมาพร้อมกับการออกดอก เมื่อต้นและใบฝรั่งมีความพร้อมก็จะตัดปลายใบฝรั่ง ครั้งที่ 2 การตัดปลายใบฝรั่งจะประมาณคู่ใบที่ 3-5 โดยนับจากปลายยอดเข้ามาก็ใช้กรรไกรตัด

การตัดแต่ง ครั้งที่ 2 นี้จะใช้เวลาประมาณ 30-45 วัน ที่เราจำได้เห็นใบฝรั่งออกมาพร้อมกับดอกระยะตูม แล้วจากระยะที่ดอกฝรั่งบานไปจนระยะติดผลอ่อน ผลมีขนาดประมาณเหรียญ 5-10 บาท (ระยะห่อผลฝรั่งได้) จะใช้เวลารวมประมาณ 40-50 วัน แล้วหลังจากที่ห่อผลไปแล้ว ก็จะนับไปอีก 50-60 วัน ก็จะเริ่มเก็บผลผลิตได้ ซึ่งหากเราทราบระยะการเปลี่ยนแปลงคร่าวๆ เหล่านี้ ในการผลิตฝรั่งจะสามารถทำให้เราคาดคะเนให้ผลผลิตฝรั่งออกสู่ช่วงที่เราต้องการหรือมีราคาได้ การตัดแต่งกิ่งเพื่อบังคับให้ต้นฝรั่งออกดอกติดผลนั้น หากท่านที่มีต้นและใบสมบูรณ์พร้อมอยู่แล้ว ก็ข้ามขั้นตอนการตัดแต่งหนักแบบตัดทั้งต้นได้เลย สามารถตัดแต่งแค่ปลายใบให้ต้นฝรั่งออกดอกติดผลได้เลย หรือต้องการให้ต้นฝรั่งมีการออกดอกติดผลหลายชุด ก็ค่อยๆ ทยอยตัดแต่งปลายใบตามความชอบ จะเห็นว่าฝรั่งมีจุดเด่นที่สามารถกำหนดวันเก็บเกี่ยวได้

การห่อผลฝรั่งพันธุ์ พิจิตร 1 และ พิจิตร 2 ประโยชน์ของการห่อผลนอกจากจะช่วยป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูฝรั่งแล้ว ยังทำให้ผลฝรั่งมีผิวสวยน่ารับประทาน รวมถึงให้ผลผลิตปลอดภัยจากสารเคมีตกค้างได้เป็นอย่างดี วิธีการห่อผลฝรั่งโดยส่วนใหญ่จะใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วหรือถุงสีขาวขุ่นสำหรับห่อผลฝรั่งโดยเฉพาะ (เจาะรูมาให้แล้ว) แล้วใช้กระดาษหนังสือพิมพ์หรือกระดาษจากสมุดหน้าเหลืองห่อบังแดดอีกชั้น แต่ที่ “สวนคุณลี” นั้น จะใช้ถุงห่อคาร์บอนของบริษัทชุนฟงมาห่อแทนกระดาษหนังสือพิมพ์ ซึ่งจะทำให้ผลฝรั่งผิวสวยมาก (เนื่องจากสวนคุณลีเป็นแหล่งผลิตมะม่วงที่มีการใช้ถุงห่อคาร์บอนจำนวนมากในแต่ละปีทำให้ถุงห่อคาร์บอนที่ใช้แล้วจากการห่อผลมะม่วงในแต่ละปีมีจำนวนมาก จึงประยุกต์นำถุงห่อเหล่านี้มาใช้ห่อผลฝรั่งอีก

ซึ่งเป็นการใช้ถุงห่อคาร์บอนเหล่านี้อย่างคุ้มค่าที่สุด จากการใช้ถุงห่อคาร์บอนมาห่อผลฝรั่ง พบว่า ทำให้ผิวฝรั่งสวย สีผิวขาวสวยเป็นที่ต้องการของตลาด และสามารถใช้ซ้ำได้อีกหลายครั้งมากจนกว่าถุงห่อคาร์บอนเสื่อมสภาพ โดยจะเริ่มห่อผลฝรั่งเมื่อมีขนาดเท่าลูกมะนาว หรือหลังดอกบานแล้ว 1 เดือน ก่อนห่อผลควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราและแมลงที่ผลฝรั่งก่อน 1 วัน ก่อนจะห่อ แต่ที่สวนคุณลีจะค่อยๆ ทยอยห่อผลฝรั่ง

ก่อนการห่อผลจะผสมสารป้องกันเชื้อรา-แมลงและฮอร์โมน สารป้องกันกำจัดแมลงและฮอร์โมน เช่น สารป้องกันกำจัดแมลง (ไซเพอร์เมทริน อัตรา 2 ซีซี) + สารป้องกันกำจัดเชื้อรา (อะซอกซีสโตรบิน อัตรา 1 ซีซี) + ฮอร์โมน (แคลเซียม-โบรอน อัตรา 5 ซีซี) + ฮอร์โมน (จิบเบอเรลลิน 2 ซีซี) + ปุ๋ย [ไฮโปส (สูตร 10-4-36) อัตรา 5 กรัม] ต่อน้ำ 5 ลิตร แล้วแบ่งใส่กระบอกฉีดน้ำ (ฟ็อกกี้) หลังจากเลือกผลที่ดีที่สุด 1 ผล ใช้มือเด็ดกลีบเลี้ยงที่ก้นผลฝรั่งออกให้หมด เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งหลบซ่อนของแมลง ก็ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดโรค-แมลง และฮอร์โมนที่ผสมไว้ให้ทั่วผลฝรั่ง

จากนั้นก็จะห่อด้วยถุงหูหิ้ว (เจาะหรือกรีดก้นถุง) มัดปากถุงให้แน่น 1-2 รอบ เพื่อไม่ให้แมลงเข้าไปได้ แล้วห่อตามด้วยถุงห่อคาร์บอนหรือกระดาษหนังสือพิมพ์เป็นอันเสร็จ แล้วรอเวลาอีกประมาณ 1 เดือน ผลฝรั่งก็จะพร้อมเก็บเกี่ยว สำหรับท่านที่ห่อผลไว้รับประทานเองที่บ้าน ไม่ได้ปลูกเชิงการค้าก็ข้ามขั้นตอนการฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดโรค-แมลง ไปเลย เพียงแต่เลือกผลห่อ 1-2 ผล ต่อกิ่ง ก็สามารถมีฝรั่งรสอร่อย ผิวสวย ไว้รับประทานที่บ้านแล้ว

ตัวอย่าง การใช้สารป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูฝรั่ง ฮอร์โมนที่ฉีดพ่นเป็นประจำ ช่วงก่อนการออกดอกจนถึงดอกบานจะฉีดพ่นฮอร์โมนโบรอนเดี่ยวหรือแคลเซียมโบรอนเป็นประจำ เพื่อช่วยส่งเสริมการออกดอกได้ดี ดอกสมบูรณ์หรือช่วงติดผลอ่อนจนผลโต จะช่วยเรื่องการสร้างเนื้อ เนื้อแน่น มีน้ำหนักดี

การเก็บเกี่ยวฝรั่ง ถ้านับจากดอกบานจนถึงผลแก่พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้ จะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน หรือถ้านับจากการห่อผล (ผลขนาดเหรียญ 10 บาท หรือผลมะนาวเล็ก) ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน การเก็บเกี่ยวควรใช้กรรไกรตัดขั้วผลมา โดยไม่ต้องเอาถุงพลาสติกที่หุ้มผลฝรั่งออก เพื่อประหยัดเวลาและรักษาความชื้นให้ผิวฝรั่งไม่เหี่ยวแห้งเร็ว อีกอย่างถ้าหากไม่มีขั้วติดผลจะทำให้ฝรั่งเสียคุณภาพเร็วกว่าปกติ

ซึ่งตอนนี้ “สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. 081-886-7398 ปลูกฝรั่งทั้ง 2 สายพันธุ์นี้เป็นหลัก เนื่องจากมั่นใจในคุณภาพในเรื่องของรสชาติที่หวาน กรอบ รับประทานอร่อย ถูกใจผู้บริโภค และจำหน่ายได้ราคา กิโลกรัมละ 50 บาท ออกจากสวน หรือท่านที่สนใจศึกษาดูงานสามารถเยี่ยมชมได้ทุกวัน

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 49/3 หมู่ 5 ต.ตะเสะ อ.หาดสำราญ จ.ตรัง นางภัชรวดี เจริญฤทธิ์ อายุ 43 ปี หันมาใช้พื้นที่ว่างข้างบ้าน ประมาณ 2 งาน เพื่อปลูกขึ้นฉ่ายจีนแบบไร้ดินจำนวนหลายพันต้น โดยใช้ระบบน้ำไหลเวียนให้ปุ๋ยอินทรีย์ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ใช้เวลาปลูกประมาณ 50 วัน ก็สามารถเก็บขายได้ ในราคากิโลกรัมละ 60-70 บาท แต่หากเป็นหน้าฝนขึ้นฉ่ายก็จะมีราคาสูงขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 160-180 บาท หรือกว่า 1 เท่าตัว

ซึ่งหลังทดลองปลูกเป็นรายแรกใน อ.หาดสำราญ จ.ตรัง จนประสบความสำเร็จ จึงได้ขยายโรงเรือนเพิ่มอีกจำนวนหลายหลังในพื้นที่ อ.ปะเหลียน จ.ตรัง เพื่อให้ผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการของตลาด ซึ่งปลูกขายมาแล้วกว่า 1 ปี สามารถเก็บขายได้วันละไม่ต่ำกว่า 50-100 กิโลกรัม สร้างรายได้กว่า 5,000 บาท ต่อวัน

นางภัชรวดี เป็นภรรยาของ พ.ต.ท.นายหนึ่ง สังกัด สภ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช แต่หันมาคิดต่างด้วยการใช้ที่ดินของตน ปลูกขึ้นฉ่าย ซึ่งเกษตรกรรายอื่นใน อ.หาดสำราญ ยังไม่มีใครปลูก เพราะคิดว่าการปลูกแบบไร้ดินจะดูแลยุ่งยาก และเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า แต่ความจริงแล้ว เป็นการลงทุนแค่ครั้งเดียว สำหรับค่าวัสดุอุปกรณ์

ส่วนระยะเวลาการปลูกแบบไร้ดินก็สั้นกว่าการปลูกแบบลงดินถึงเท่าตัว ทั้งยังไม่มีปัญหาเรื่องหน้าฝนหรือน้ำค้าง เก็บเกี่ยวง่ายกว่า สามารถเลือกถอนขึ้นมาทั้งต้นได้โดยไม่บอบช้ำ ไม่มีโรคและแมลงรบกวน และยังเก็บขายได้ตลอดทั้งปี เป็นพืชสมุนไพรที่ยังเป็นที่ต้องการของตลาด

ส่วนลูกค้ามีหลายจังหวัดในภาคใต้ ทำให้ตอนนี้ไม่ต้องง้อเงินเดือนของสามีแล้ว ส่วนใครที่สนใจสามารถติดต่อขอดูงานหรือสั่งซื้อขึ้นฉ่ายได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-2179-7987 นางภัชรวดี กล่าวว่า ใน อ.หาดสำราญ ส่วนมากจะปลูกแตงกวา ถั่วฝักยาว ตนจึงเปลี่ยนวิธีคิดให้แตกต่างจากคนอื่น โดยปลูกมาปีกว่าแล้ว เก็บขายได้วันละ 50-100 กิโลกรัม ราคาขายกิโลกรัมละ 60-70 บาท และตั้งใจจะขยายพื้นที่ไปอีกใน อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล รอยต่อพื้นที่ จ.ตรัง ด้วย

หากใครมีพื้นที่ว่าง อยากชวนปลูก “ต้นติ้ว” หรือ “แต้ว” เพื่อเก็บยอดอ่อนกินเป็นอาหารและปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ทางสมุนไพรในครัวเรือน “ผักติ้ว” จัดอยู่ในกลุ่มสินค้าขายดี เป็นที่ต้องการของตลาดทั่วไป ผักติ้วปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู แกงปลาย่างใส่ผักติ้ว แกงปลาใส่ไข่มดแดง แกงเห็ดนางรม แกงส้มใบแต้ว แกงเห็ดปลวกใส่ผักติ้ว แค่นึกรายชื่อเมนูอาหารจากผักติ้ว ก็น้ำลายสอแล้ว คนอีสานนิยมกินผักติ้วคู่กับลาบ ก้อย และแหนมเนืองเวียดนาม ชาวปักษ์ใต้ก็นิยมนำยอดอ่อนผักติ้วรสเปรี้ยว ปนฝาด กินกับขนมจีนน้ำยา และแกงพื้นบ้านปักษ์ใต้ ได้รสชาติอร่อยเด็ด

ในด้านโภชนาการ พบว่า ผักติ้ว น้ำหนัก 100 กรัม มีเส้นใยอาหารอยู่ 1.4 กรัม ช่วยป้องกันอาการท้องผูก มีแคลเซียม 67 มิลลิกรัม ลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุน มีไนอะซิน 3.1 มิลลิกรัม มีบทบาทต่อกระบวนการเผาผลาญสารอาหารและการทำงานของระบบประสาท วิตามินซี 56 มิลลิกรัม ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กและช่วยให้แผลหายเร็ว ผักติ้วยังมีเบตาแคโรทีนและวิตามินเออยู่สูง ช่วยต้านอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายต่อร่างกายและบำรุงสายตา

ขณะเดียวกัน มีผลงานวิจัยของนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า “ผักติ้ว” มีฤทธิ์หยุดยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งตับได้ นอกจากนี้ ยังมีผลวิจัยอีกชิ้น ยืนยันว่า ผักติ้ว มีสารต้านอนุมูลอิสระเรียกว่า “กรดคลอโรเจนนิค” ในปริมาณสูง ทำหน้าที่ป้องกันการทำลายดีเอ็นเออีกด้วย และผลงานวิจัยชิ้นต่อมาเป็นของนิสิตโครงการปริญญาเอก กาญจนาภิเษก (คปก.) คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้นำยอดอ่อนของ “ผักติ้ว” ไปเข้ากระบวนการสกัดผสมกับ “เอทานอล” จนได้สารสกัดธรรมชาติจากผักติ้ว เรียกว่า “คอลโรจินิกแอซิก” ที่มีคุณสมบัติ ยับยั้งกลิ่นได้ แสดงให้เห็นว่า ผักติ้วมีคุณประโยชน์ที่น่าทึ่งอย่างมาก

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ติ้ว หรือ แต้ว เป็นไม้ยืนต้น ขนาดเล็ก พบมากในป่าเบญจพรรณแถบภาคอีสาน ชื่อสามัญ : ติ้วแต้ว ติ้วขน ติ้วเกลี้ยง ร้าเง็ง (สุรินทร์; บุรีรัมย์) ; กุยฉ่องเฉ้า (กะเหรี่ยง) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cratoxylum formosum วงศ์ : CLUSIACEAE

ติ้ว หรือ แต้ว เป็นไม้ยืนต้น ขนาดเล็ก พบมากในป่าเบญจพรรณแถบภาคอีสาน มี 2 พันธุ์ คือ ดอกสีขาว กับดอกสีชมพู ซึ่งพันธุ์ดอกสีชมพูนั้นมักจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ใบจะมีขนนุ่มๆ ขมกว่าชนิดดอกสีขาวเล็กน้อย เรือนยอดมักเป็นพุ่มกลม เปลือกต้นสีน้ำตาล อมเทา เมื่อแก่จะแตกเป็นสะเก็ดร่องๆ ถ้ามีแผลจะมียางสีเหลืองปนแดงซึมออกมา ใบรูปไข่กลับรีๆ ยาวประมาณ 3-12 เซนติเมตร

ลักษณะการแตกของใบจะออกเป็นคู่ๆ ตรงข้ามกัน หรือที่ภาษาพฤกษศาสตร์เรียกว่า Simple Opposite ผลทรงรีขนาดเล็กๆ มีนวลบางๆ เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 3 แฉก ข้างในมีเมล็ดสีน้ำตาลปนดำอยู่มากออกดอกได้เป็นระยะตลอดปี แต่จะดกเป็นพิเศษในหน้าแล้งราวๆ เดือนมีนาคม-พฤษภาคม ยอดและใบอ่อนสีชมพูอมแดงสวยสดงดงาม เห็นแต่ไกล มีรสเปรี้ยว อมฝาด คุณสมบัติช่วยระบายท้อง ช่วยส่งเสริมเน้นรสชาติอาหาร ทางภาคอีสานชาวบ้านทั่วไปนิยมนำมาใส่ต้มยำแทนมะนาว หรือกินกับลาบ ส้มตำ น้ำตก ปลาร้าแจ่วบอง ก็แซ่บอีหลี

น้ำยางจากลำต้นผสมน้ำมันมะพร้าว ใช้ทาแก้โรคผิวหนัง ส้นเท้าแตก เปลือกใช้ย้อมผ้าให้สีน้ำตาลอ่อนๆกำลังมีการศึกษา ทดลองค้นคว้าเรื่องการสกัดสารกันหืน (Rancidity) จากใบแต้วกันอยู่ในขณะนี้ (ที่จริงน่าจะศึกษาเรื่องการสกัด “สารกันหื่น” ควบคู่ไปด้วยเสียเลยนะเนี่ย) ที่แนะนำให้หามาปลูกก็เนื่องจากต้นไม่โตมาก ทรงสวย ทนทาน ให้ร่มเงาดีใบไม่ร่วงพร่ำเพรื่อ เวลาจะออกดอกจึงจะทิ้งใบเกือบหมดต้น เหลือแต่ดอกสีชมพูอ่อนๆ ติดอยู่ตามปลายกิ่งเป็นกระจุกๆ มองไกลๆ ดูคล้ายๆ ต้นซากุระของญี่ปุ่นเลย สวยงามน่ารัก เซ็กซี่ไปอีกแบบหนึ่ง ผู้เขียนเคยนำไปใช้ในงานจัดสวนมาหลายต้นแล้ว ปรากฏว่า เจ้าของบ้านชอบใจไปตามๆ กันหลายคน ก็สวย เท่ กินได้นี่นาเวลามีดอกก็มีแต่คนมาถามว่า นี่ต้นอะไร ทำไมสวยน่ารักจังเลย

การขยายพันธุ์

วิธีการขยายพันธุ์ ก็ใช้ตอนกิ่ง สมัครแทงบอลสเต็ป สกัดรากไปชำหรือจะให้โตไวทันใจสวยเพียงชั่วข้ามคืนก็ไปหาซื้อต้นที่เขาขุดล้อมมาขาย ไซซ์มาตรฐานจัดสวน 1.50–2.50 เมตร ลงไว้ริมรั้วบ้านได้เลย โรค แมลง ก็ไม่อยากมากวนใจ เพราะเป็นไม้ป่า ทนทาน แข็งแรงบึกบึนอยู่แล้ว ฝนจะตก จะแล้งยังไงก็ไม่กลัว ใส่ปุ๋ยคอกเดือนละครั้งก็เหลือจะพอ ปลูกได้ทั้งกลางแจ้งและในร่ม หามุมให้เหมาะๆ แล้วกัน ยิ่งเด็ดยอดบ่อยๆ ยิ่งแตกไวไม่ต้องกลัวครับ

ในปีนี้ ส่อเค้าภาคการเกษตรของประเทศไทยต้องเผชิญหน้ากับภาวะอากาศร้อนจัด แล้งจัด จากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El NiNo) อีกรอบ จึงอยากชวนเกษตรกรชาวนาให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูกในช่วงฤดูแล้ง จากเดิมที่เคยทำนาที่ใช้น้ำมาก มาปลูกพืชผัก ที่ใช้น้ำน้อยแทน

ภารกิจครั้งนี้ทำได้ไม่ยาก เริ่มจากเตรียมเมล็ดพันธุ์พืชผักที่ใช้น้ำน้อย 7 ชนิด เช่น แตงกวา-แตงร้าน ฟักทอง แตงโม ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดข้าวเหนียว แฟง และ ถั่วฝักยาว ปรับดินเตรียมแปลงปลูก ลงทุนทำระบบน้ำหยด เพื่อให้น้ำถูกส่งผ่านทางท่อ และปล่อยน้ำออกทางหัวหยดน้ำ ซึ่งติดตั้งไว้บริเวณโคนต้นพืช น้ำจะหยดซึมลงมาที่บริเวณรากของต้นพืชอย่างช้าๆ และสม่ำเสมอ ช่วยให้ดินมีความชื้นคงที่ พืชได้รับน้ำในปริมาณที่เหมาะสมและสม่ำเสมอทั้งแปลง ช่วยประหยัดเวลาและแรงงาน บำรุงรักษาระบบง่าย แถมควบคุมวัชพืชได้ง่ายอีกต่างหาก

เปลี่ยนนาข้าว เป็นแปลงผัก โกยรายได้ทั้งปี

การปลูกพืชผักอายุสั้น ใช้ เงินลงทุนต่ำเพียง 4,000-5,000 บาท ต่อรุ่น แต่สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ 2-3 รอบ ยกตัวอย่าง เช่น การปลูกแตงกวา-แตงร้าน มีระยะเวลาการปลูกรอบละ 36-40 วัน สามารถสร้างรายได้กว่า 40,000 บาท ส่วนถั่วฝักยาว มีระยะเวลาการปลูกรอบละ 50-60 วัน โกยรายได้มากกว่า 50,000 บาท ทีเดียว