มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ไม้ผลทำเงิน ของสระแก้ว

จังหวัดสระแก้ว ถือเป็นแหล่งผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออกที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ซึ่งมีผิวเหลืองทองน่ารับประทาน มีรสชาติหอมหวาน อร่อย ซึ่งเป็นที่นิยมสูงทั้งในประเทศและตลาดส่งออก

คุณกระจ่าง จำศักดิ์ เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองกว่า 400 ไร่ ในพื้นที่อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว โดยคุณกระจ่าง เล่าว่า ผมเกิดในครอบครัวเกษตรกร เรียนจบระดับ ปวช. สาขาเกษตร ที่อยุธยา และเรียนจบระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี หลังจากนั้น ก็ทำงานในบริษัทเอกชนเรื่อยมา จนกระทั่งเกิดความสนใจอาชีพการทำสวนมะม่วง เนื่องจากสามารถสร้างรายได้ที่ดี ผมจึงตัดสินใจลาออก และก้าวเข้าสู่อาชีพการทำสวนมะม่วงอย่างเต็มตัว เมื่อ 14-15 ปีก่อน

เนื่องจากคุณกระจ่างขาดประสบการณ์เรื่องการทำสวนมะม่วง จึงร่วมหุ้นกับเพื่อนเช่าพื้นที่ 40-50 ไร่ในอำเภอพนัสนิคม เพื่อทำสวนมะม่วง หลังจากนั้น ก็ขยายการลงทุนมาเช่าพื้นที่ 400 ไร่ในอำเภอวัฒนานคร เพื่อทำสวนมะม่วง และประสบผลสำเร็จในอาชีพชาวสวนมะม่วงตามเป้าหมายที่วางไว้

ความจริงเป็นสวนมะม่วงเนื้อที่ 400 ไร่แห่งนี้ เป็นของนักธุรกิจรายหนึ่ง แต่เขาไม่มีเวลาดูแลสวน จึงเปิดให้คุณกระจ่างเช่าพื้นที่ โดยเรียกเก็บค่าเช่าปีละ 500,000 บาท สำหรับสวนแห่งนี้ ปลูกมะม่วงหลากหลายสายพันธุ์ เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง มะม่วงน้ำดอกไม้เบอร์ 4 มะม่วงทองดำ มะม่วงฟ้าลั่น มะม่วงเขียวเสวย โดยจะเก็บผลผลิตออกขายแก่สหกรณ์ชมรมชาวสวนมะม่วง จังหวัดฉะเชิงเทรา จำกัด เฉลี่ยปีละ 3 ครั้ง คือ ผลผลิตนอกฤดู (พฤศจิกายน-ธันวาคม) ผลผลิตก่อนฤดู (กุมภาพันธ์-มีนาคม) ผลผลิตในช่วงฤดู (เมษายน-พฤษภาคม)

เคล็ดลับดูแลสวนระบบจีเอพี (GAP)

คุณกระจ่าง เล่าว่า แม้พื้นที่แห่งนี้จะเป็นสวนมะม่วงเก่า แต่ผมก็ใช้ระบบเทคโนโลยีการจัดการสวนแบบใหม่ ตามมาตรฐานจีเอพี เพื่อให้สินค้ามีมาตรฐานและปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค สำหรับเทคนิคการจัดสวนระบบจีเอพี ไม่มีขั้นตอนยุ่งยากอะไร แค่ปฏิบัติตามขั้นตอนการผลิตที่ปลอดภัยเป็นหลัก

เช่น เก็บรักษาสารเคมีและอุปกรณ์ทางการเกษตรให้เป็นสัดส่วน โดยแยกจากที่อยู่อาศัย มีการใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างถูกต้องเหมาะสม และปฏิบัติตามระบบการจัดการคุณภาพ จีเอพี สภาพภายในสวนเน้นรักษาความสะอาด มีการสำรวจแมลงศัตรูพืช ตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคไปทำลาย กำจัดวัชพืชโดยใช้เครื่องตัดหญ้า

และมีการจดบันทึกการใช้สารเคมีไว้ทุกครั้ง เพื่อให้สามารถตรวจย้อนกลับได้ รวมทั้งสุ่มตรวจผลผลิต เพื่อตรวจสอบหาสารเคมีตกค้างก่อนเก็บเกี่ยวในแต่ละรุ่นประมาณ 2 สัปดาห์ ผลผลิตจากสวนที่ผ่านระบบจีเอพี จะมุ่งป้อนตลาดส่งออกเป็นหลัก ยอดขายตลาดส่งออกก็เติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี

ต่อมาคุณกระจ่างแยกตัวจากเพื่อน มาซื้อที่ดิน 66 ไร่ในบริเวณใกล้เคียงกับสวนแห่งนี้ เพื่อลงทุนทำสวนมะม่วงเป็นของตัวเอง โดยเน้นปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองซึ่งเป็นสินค้ายอดนิยมที่ตลาดในประเทศและส่งออกต้องการผลผลิตเป็นจำนวนมากนั่นเอง

เทคนิคการจัดการสวนมะม่วงแบบใหม่

เพื่อให้สวนแห่งใหม่นี้ดูแลจัดการง่ายและสะดวกต่อการเก็บเกี่ยว จึงปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ในระยะต้นชิด คือ 6×4 เมตร ดูแลไม่ให้ลำต้นสูงเกินไป การจัดการสวนแบบใหม่ โดยเว้นที่ว่างในระยะ 6 เมตร สามารถใช้รถแทรกเตอร์และรถพ่นยาวิ่งทำงานในสวนได้อย่างสบาย โดยไม่กระทบต่อการเติบโตของต้นมะม่วง

สวนมะม่วงแห่งใหม่ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่า เพราะสามารถควบคุมความสูงของต้นมะม่วงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากสวนเก่า มะม่วงมีลำต้นสูง คนงานต้องใช้ตะกร้อสอยผล แต่ละวันจะเก็บผลมะม่วงได้โดยเฉลี่ย 10 ลังต่อคน และต้องปีนบันไดขึ้นไปห่อผลมะม่วง แรงงาน 1 คนจะทำงานห่อผลได้เฉลี่ยวันละ 300 ลูก

ขณะที่สวนมะม่วงที่ปลูกใหม่ วางแผนการปลูกอย่างเหมาะสม สามารถคุมความสูงของต้นมะม่วงได้ คนงานยืนเก็บผลรอบต้นได้สะดวกสบายมากกว่า แรงงาน 1 คนสามารถเก็บผลมะม่วงได้มากขึ้นถึงวันละ 15-20 ลัง และทำงานห่อผลมะม่วงได้มากขึ้นเป็นวันละ 500-600 ลูก

จุดเปลี่ยนของแหล่งผลิตมะม่วง

ในอดีต จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตมะม่วงมากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ แต่ระยะหลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน แถมเจอภาคอุตสาหกรรมรุกขยายเข้ามาในพื้นที่สวนมะม่วงของอำเภอบางคล้า พนมสารคาม และแปลงยาว ขณะเดียวกัน เกษตรกรบางส่วนเลิกทำสวนมะม่วง ไปลงทุนทำฟาร์มเลี้ยงกุ้งและปลูกสวนยางแทน ทำให้ตัวเลขพื้นที่ปลูกมะม่วงของจังหวัดฉะเชิงเทราปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน สระแก้วกลายเป็นทำเลทองของการลงทุนทำสวนมะม่วงเพื่อการส่งออก เนื่องจากสระแก้วยังมีพื้นที่ว่างเพียงพอสำหรับภาคเกษตร ที่นี่ยังไม่ค่อยมีการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมมากนัก จึงหาแรงงานได้ง่าย ที่สำคัญพื้นที่แห่งนี้ ไม่ค่อยมีปัญหาโรคและแมลง

สระแก้ว ทำเลทองของการปลูกมะม่วง

ที่ผ่านมา แหล่งปลูกมะม่วงสำคัญของจังหวัดฉะเชิงเทรา คือ อำเภอพนัสนิคม บางคล้า และพนมสารคาม มักประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคและแมลงเยอะมาก ทำให้เกษตรกรชาวสวนมะม่วงต้องแบกภาระต้นทุนที่ค่อนข้างสูง

หลังจากย้ายมาทำสวนมะม่วงที่สระแก้วปรากฏว่า เจอปัญหาเรื่องโรคและแมลงรบกวนน้อยมาก ทำให้มีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง สำหรับการผลิตมะม่วงนอกฤดู เมื่อต้นมะม่วงออกช่อ เจ้าของสวนมะม่วงในจังหวัดฉะเชิงเทราจะต้องฉีดยาฆ่าแมลงถึง 10 ครั้ง ผลมะม่วงถึงจะรอดและมีผิวสวย ขณะที่สวนมะม่วงในสระแก้ว ฉีดยาแค่ 4-5 ครั้ง ก็ป้องกันแมลงได้แล้ว จึงช่วยประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายให้เกษตรกรได้เป็นจำนวนมากในแต่ละปี

เริ่มเข้าสู่เทศกาลผลไม้ในฤดูกาลใหม่กันแล้ว แม้ในช่วงต้นปีอากาศค่อนข้างแปรปรวน แล้วคาดการณ์ว่าใน ปี 2562 ความแห้งแล้งน่าจะรุนแรงและยาวนาน ดังนั้น ความน่าเป็นห่วงคงจะหนีไม่พ้นภาคเกษตรกรรม

“ทุเรียน” ยังคงเป็นแชมป์ผลไม้ยอดฮิตติดต่อมาหลายปี แล้วยิ่งนานวันดูเหมือนจะกลายเป็นดาวผลไม้ที่ชื่นชอบของผู้คนเกือบทั้งโลกไปแล้ว จึงทำให้ชาวสวนทุเรียนโดยเฉพาะจังหวัดทางภาคตะวันออกเร่งพัฒนาปรับปรุงคุณภาพทุเรียนไทย เน้นส่งออกเพื่อขายได้ราคาสูง ส่วนคนในประเทศไม่ต้องน้อยใจ เพราะยังมีชาวสวนทุเรียนอีกหลายแห่งที่พัฒนาผลผลิตได้มาตรฐานแต่ขายเฉพาะในประเทศ

อุทัยธานี เป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงด้านไม้ผลไม่แพ้จังหวัดอื่น ที่ผ่านมาพบว่า ทุเรียนและผลไม้หลายชนิดเป็นที่ต้องการของตลาดผู้บริโภค แม้ชื่อเสียงทุเรียนของอุทัยธานีจะไม่โด่งดังในระดับแถวหน้า แต่บรรดานักชิมมืออาชีพต่างรู้กันดีว่า ทุเรียนของจังหวัดนี้อร่อยไม่เป็นรองใคร

อำเภอบ้านไร่ เป็นอีกแห่งที่ปลูกทุเรียนและไม้ผลหลายชนิดได้ดีมีคุณภาพ ชาวบ้านเกือบทุกครัวเรือนเปลี่ยนจากทำพืชไร่มาทำสวนผลไม้ผสมช่วยสร้างรายได้ แก้ปัญหาราคาผลผลิตทางเกษตรตกต่ำ

ครอบครัวเตียวเจริญสิน อย่าง คุณประสิทธิ์ (พ่อ) และ คุณขจรศักดิ์ (ลูก) อยู่บ้านเลขที่ 141 หมู่ที่ 5 ตำบลคอกควาย อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ได้เปลี่ยนอาชีพจากการปลูกสับปะรดและข้าวโพดมาทำสวนผลไม้อย่างทุเรียน เงาะ มะละกอ อย่างมีคุณภาพ ได้รับรองเป็นสวนมาตรฐาน GAP เป็นที่ต้องการของตลาดหลายแห่ง สร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ครอบครัว

คุณประสิทธิ์ วัย 74 ปี บอกว่าทำสวนผลไม้มากว่า 30 ปี จากเดิมมีอาชีพทำไร่สับปะรดส่งขายโรงงาน กับข้าวโพด ซึ่งประสบปัญหาจากสภาพอากาศ ต้นทุน และตลาดมาตลอด ทั้งนี้การปลูกผลไม้เกิดจากความไม่ตั้งใจเมื่อน้องสาวนำพันธุ์ทุเรียนจากจังหวัดนนทบุรีมาให้ปลูกจำนวน 2-3 ต้น ก็ลองปลูกไปตามความเข้าใจตัวเองแล้วรอดมาเพียง 2 ต้น

กระทั่งเมื่อมีผลผลิต พบว่า มีคุณภาพดี มีคนสนใจซื้อ จึงเกิดความคิดที่จะปลูกจริงจัง ขณะเดียวกันยังมองว่าการปลูกไม้ผลมีระยะเวลายาวนานกว่าพืชไร่ ปลูกลงแรงครั้งเดียวให้ผลผลิตได้ยาวนานหลายปี เพียงหมั่นดูแลใส่ปุ๋ยยาและกำจัดวัชพืช แล้วยังเหนื่อยน้อยกว่า แต่มีราคาดีกว่า ซึ่งเป็นเหตุผลให้ตัดสินใจมาปลูกไม้ผลอย่างจริงจัง แล้วซื้อพันธุ์ทุเรียนหมอนทองที่มีคุณภาพจากจันทบุรีที่เป็นแหล่งปลูกน่าเชื่อถือ พร้อมกับพันธุ์เงาะทางใต้และผลไม้อื่น

ในช่วงนั้นในพื้นที่แถวนี้ยังไม่มีใครปลูกผลไม้ เพราะมีความเข้าใจว่าคงปลูกไม่ได้เนื่องจากสภาพทางธรรมชาติไม่เหมาะสม ดังนั้น การที่คุณประสิทธิ์กับน้องสาวนำผลไม้มาปลูกจึงเป็นเรื่องที่ชาวบ้านมองว่าคงสูญเปล่า แต่ในที่สุดพี่น้องคู่นี้ก็ทำสำเร็จ สร้างความประหลาดใจให้กับเพื่อนบ้าน แล้วยังถือเป็นผู้ปลูกไม้ผลรายแรกในพื้นที่แห่งนี้ด้วย

คุณประสิทธิ์ บอกว่า ความจริงไม้ผลปลูกไม่ยาก หรือหากมีปัญหาที่เกิดขึ้นจะมีมากน้อยอยู่ที่การปฏิบัติของเรามากกว่า ในตอนแรกที่ปลูกแล้วไม่สำเร็จ เพราะไม่ได้ตั้งใจ แต่หลังจากเอาใจใส่หาข้อมูล สอบถามผู้มีประสบการณ์แล้วเมื่อลองมาปฏิบัติจะเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีความชำนาญ

“สมัยก่อนไม่มีใครมาสอน ไม่มีเครื่องมือสื่อสารที่พอจะหาความรู้ แม้เจ้าหน้าที่ราชการเองก็ยังไม่ปักใจเชื่อว่าพื้นที่แห่งนี้จะปลูกไม้ผลได้ ครั้นเมื่อความสำเร็จปรากฏเด่นชัด ทำให้ทางหน่วยงานเกษตรต้องปรับแนวทางการทำงานโดยเติมบุคลากรด้านไม้ผลเข้ามาส่งเสริมอบรมให้ความรู้และนำชาวบ้านไปศึกษาดูงานไม้ผลในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ”

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสภาพทางธรรมชาติของแต่ละพื้นที่มีความต่างกัน แนวทางปฏิบัติอาจนำมาใช้เหมือนกันทั้งหมดไม่ได้ แล้วบางอย่างต้องปรับเปลี่ยนหรือคิดหาวิธีอื่นตามหลักวิชาการนำมาใช้ให้เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นช่วงการสร้างดอก การควบคุมน้ำ การให้ปุ๋ย การดูแลในช่วงผลผลิต ฯลฯ

ปัจจุบัน สวนทุเรียนของคุณประสิทธิ์ที่มีคุณขจรศักดิ์เข้ามาดูแล มีจำนวนต้นทุเรียนเก่าอยู่ 200 กว่าต้น ระยะปลูกไม่แน่นอน เพราะเพิ่งปลูกครั้งแรก มีทั้ง 6 คูณ 6 เมตร กับ 5 คูณ 5 เมตร กับทุเรียนรุ่นใหม่ที่ปลูกได้สัก 2 ปี จำนวน 600 ต้น ที่ปลูกระยะมาตรฐาน 7 คูณ 8 เมตร

เงาะโรงเรียน จะให้ผลผลิตตัดเก็บได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม หลังจากเก็บผลผลิตเงาะเสร็จแล้ว จะตัดแต่งทรงพุ่ม ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 จะใส่ต้นละประมาณ 10 กำมือ หว่านให้รอบทรงพุ่มแล้วรดน้ำ จากนั้นยังไม่ต้องดูแลอะไร เพียงให้น้ำตามความเหมาะสม พอถึงราวเดือนธันวาคมจะเริ่มมีดอก พอใกล้เข้าหน้าฝนจึงใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 สำหรับปัญหาโรค/แมลงไม่ค่อยพบ แต่จะฉีดพ่นด้วยสารชีวภาพ

คุณประสิทธิ์ บอกว่า ปีใดที่ตั้งใจทำสาวต้นเงาะ พอปีถัดไปจะได้ผลผลิตดกมาก ซึ่งจะมีรายได้จากผลผลิตต่อต้นราว 500-1,000 บาท ทั้งนี้การทำสาวจะพิจารณาจากหลายปัจจัยประกอบ คุณสมบัติเงาะที่สวนจะเนื้อแห้ง กรอบ หวาน สำหรับความหวานไม่ได้ดูแลอะไรเป็นพิเศษ อาจจะเกิดจากลักษณะของดิน ดังนั้น จึงเป็นความหวานที่เกิดจากธรรมชาติล้วน

“เงาะให้ผลผลิตเฉลี่ย ต้นละ 200 กิโลกรัม จะเก็บพร้อมกันครั้งเดียวในราวกลางเดือนกรกฎาคม เพราะต้องการประหยัดต้นทุนค่าแรง เพราะเงาะราคาขายไม่สูงมาก แล้วไม่แน่นอน บางปีราคาจากสวน กิโลกรัมละ 20 บาท บางปีเหลือแค่ 10 บาท แม้การปลูกเงาะจะมีต้นทุนไม่มาก แต่ต้นทุนค่าแรงก็ควรจะน้อยด้วย เพื่อประกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอน”

ทุเรียนในสวนแห่งนี้จะปลูกร่วมกับมะละกอฮอลแลนด์ โดยให้มะละกอเป็นพี่เลี้ยง และการปรับพื้นที่ปลูกจะไถยกร่องลูกฟูก ขนาดกว้าง 3 เมตรกว่า สูง 50 เซนติเมตร ความยาวตามพื้นที่ ต้นทุเรียนปลูกระหว่างมะละกอ หลุมทุเรียนลึกเสมอปากถุงต้นพันธุ์ ยังไม่ต้องใส่ปุ๋ยแต่ให้ทุเรียนกินปุ๋ยร่วมกับมะละกอไปด้วยกัน เป็นสูตรเสมอ 15-15-15/16-16-16 ใช้สลับกับปุ๋ยหวาน สูตร 13-13-21 พร้อมกับปุ๋ยคอกประมาณครึ่งตัน ทั้งนี้หลังจากผ่านไปประมาณ 3 ปี จึงโค่นมะละกอแล้วเริ่มบำรุงทุเรียนตามขั้นตอน

ดอกทุเรียนเริ่มติดประมาณเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ช่วงนี้ต้องใส่สูตรเสมอจนดอกส่งกลิ่นจึงหยุดใส่ปุ๋ยแล้วลดปริมาณน้ำลง เพื่อเลี่ยงการแตกใบอ่อน พอดอกบานแล้วหางแย้เริ่มแห้งจะค่อยๆ เพิ่มปริมาณน้ำทีละน้อยจนมีผล เมื่อผลมีขนาดเท่ากระป๋องนมจึงกลับมาให้น้ำได้ตามปกติ พร้อมไปกับการใส่ปุ๋ยที่เน้นแคลเซียม อย่าง 15-0-0 ให้สลับกับสูตรเสมอ ส่วนฮอร์โมนจะใส่หรือไม่ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของใบ ถ้าใบมีขนาดใหญ่ เขียว ก็ไม่จำเป็นจะต้องใส่เพื่อจะได้ลดต้นทุน

ก่อนจะเริ่มทำลูกทุเรียน จะใส่ปุ๋ยสูตรเสมอเป็นหลัก หรืออาจสลับกับสูตรหน้าสูง อย่าง 27-12-6 ในช่วงที่ต้องการกระตุ้นใบ จะใส่เดือนละครั้งเพื่อเร่งการเจริญเติบโต สำหรับปุ๋ยในช่วงบำรุงผล ควรใส่น้อยๆ แต่บ่อยครั้ง คือรอบละ 2 ขีด ให้แบ่งเฉลี่ย ประมาณ 2 เดือน อีกทั้งการให้ปุ๋ยทุเรียนก่อนเก็บผลผลิตจะใส่ปุ๋ยสูตร 15-5-25 ใส่ครั้งเดียวจำนวน 1 กิโลกรัม หรือแบ่งใส่สัก 3 ครั้ง ก็ได้เพื่อเพิ่มคุณภาพเนื้อ จากนั้นจะหยุดใส่ปุ๋ยก่อนเก็บผล 1 เดือน

แม้คุณภาพทุเรียนที่บ้านไร่ถึงจะไม่ได้ปลูกเพื่อส่งออก แต่ก็ต้องควบคุมมาตรฐานเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการปัดดอก แต่งดอก แต่งผล ฉะนั้น แนวทางนี้จะทำให้ต้นทุเรียนที่มีอายุ 5-6 ปี จะได้ผลผลิตเฉลี่ยต่อต้น ประมาณ 30 ลูก และมีน้ำหนักผลละประมาณ 3 กิโลกรัม

คุณขจรศักดิ์ ชี้ว่าคุณภาพผลไม้ที่บ้านไร่หลายชนิดส่วนมากจะพบว่า มีเนื้อแห้ง กรอบ โดยเฉพาะกลิ่นทุเรียนเท่าที่สังเกตจากตัวเองและหลายคนบอกกันว่าไม่ฉุนมาก เนื้อหนา เมล็ดลีบ จนทำให้ทุกคนต่างติดใจต้องกลับมาซื้อซ้ำอีกหรือความหวานมะละกอฮอลแลนด์ วัดได้ 16-17 บริกซ์ ทั้งนี้ลูกค้าที่มาซื้อมะละกอจะเป็นพ่อค้าจากตลาดไทและสี่มุมเมือง มารับที่สวน ส่วนทุเรียนกับเงาะขายในอุทัยธานีก็ยังไม่พอเลย

การดูแลเอาใจใส่ ตลอดจนนำมาตรฐานการปลูกไม้ผล จึงทำให้สวนของครอบครัวเตียวเจริญสินได้รับการรับรองให้มีมาตรฐาน GAP ส่งผลทำให้ทุเรียน เงาะ ตลอดจนผลไม้อื่นที่ปลูกในสวนแห่งนี้มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนยังมีไม่พอขายในจังหวัดอุทัยธานีเลย

ครอบครัวเตียวเจริญสิน นับเป็นหนึ่งในหลายสวนผลไม้ของจังหวัดอุทัยธานีที่ประสบความสำเร็จ สามารถปลูกไม้ผลชนิดต่างๆ ได้อย่างมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน จนทำให้บรรดานักชิมไม้ผลจากทั่วทุกสารทิศต่างจับจ้องเดินทางไปยังจังหวัดนี้กันอย่างคับคั่ง สะท้อนให้เห็นแล้วว่า ผลไม้ที่จังหวัดอุทัยธานี …อร่อยไม่เป็นรองใคร!!

หากมีโอกาสเดินทางไปจังหวัดอุทัยธานี อย่าลืมแวะไปชิมผลไม้จากในสวนของ คุณประสิทธิ์ และ คุณขจรศักดิ์ โทรศัพท์นัดหมายได้ที่เบอร์ 088-751-5916 หรือ 095-334-0443 ฉันมาจากแดนไกล เดินทางข้ามทวีปก่อนจะมาอยู่เมืองไทย ถิ่นกำเนิดฉันในแอฟริกาตะวันตก สาธารณรัฐกานา (Ghana) ประเทศกานา อาจจะมีพูดถึงประเทศนี้น้อยแต่สีสันโดดเด่นมากทั้งสีผิวชนพื้นเมืองและสีสดใสของเสื้อผ้า แต่เมื่อฉันข้ามโลกไปอยู่ที่รัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ฉันจึงมีโอกาสได้มาอยู่เมืองไทย เพราะเมื่อปี 2532 เจ้าของ “suanvarin” คุณวารินทร์ ชิตะปัญญา จากสวนวารินทร์ อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ได้นำเข้ามาทำการปลูกเพาะขยายพันธุ์ไว้หลายร้อยต้น เพื่อเผยแพร่ให้ผู้สนใจไม้รสชาติแปลกชนิดนี้ ให้เป็นที่รู้จักจนทุกวันนี้ ฉันจึงรู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจมากที่ฉันได้อยู่ใน “โลกออนไลน์แห่งกูเกิล”

ฉันคิดไม่ถึงว่าตัวฉันเอง มีนักวิชาการเด่นดังระดับประเทศหลายท่านได้กล่าวถึง นอกเหนือจากที่ อาจารย์ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ บันทึกไว้เป็นเกียรติแล้ว มี อาจารย์อานนท์ เอื้อตระกูล ผู้มีชื่อเสียงด้านการเพาะเห็ด และผู้เชี่ยวชาญองค์การค้าโลก ประจำประเทศกานา ปี พ.ศ. 2532-2535 กล่าวถึง “ต้นมหัศจรรย์” ว่าเป็นพืชประจำประเทศกานา ที่มีการปลูกมากที่สุดเพื่อส่งออกไปจำหน่ายในยุโรปและอเมริกา ได้ศึกษาแล้วไม่มีความเป็นพิษ เพียงแต่มีข้อควรระวังคือ สตรีมีครรภ์ ให้นมบุตร ผู้ป่วยเบาหวานจะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้ มีนักวิชาการอีกท่าน คือ ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำมันมะพร้าว ได้กล่าวถึงว่า เป็นผลไม้ปราศจากน้ำตาล จึงไม่มีแคลอรี สามารถแทนน้ำตาลสำหรับคนเป็นโรคเบาหวาน แต่แปลกยิ่งขึ้นอีก เมื่อผู้ค้นพบความหวานและความแปลกของไม้ผลนี้ เป็นศาสตราจารย์ทางจิตวิทยา แห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล

คงอยากจะรู้จักฉันแล้วซินะ ถ้าจะปลูกก็ต้องใช้วิธีเพาะเมล็ด ถ้าจะตอนกิ่งก็ทำได้ แต่จะออกรากช้ามาก ทรงพุ่มไม่ใหญ่โตนัก สูงประมาณ 3-4 เมตร เจริญเติบโตช้า แม้ว่าสภาวะอากาศจากถิ่นฐานกำเนิดจะใกล้เคียงกับเมืองไทย ชอบความชื้น และอย่าให้แดดจัดมากเพราะชอบอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ออกดอกผลเกือบตลอดปีหลังปลูกอายุได้เกิน 2 ปี มีเคล็ดไม่ลับวิธีปลูกโดยนำผลแก่สุกเต็มที่ที่มีสีแดงคล้ำมาผึ่งแดด 1-2 วันให้แห้ง แต่เมล็ดไม่ควรเก็บไว้เกิน 10 วัน แกะเปลือกหุ้มเมล็ดออก นำวางไว้บนดินร่วนโปร่ง ดินขุยไผ่ หรือดินผสมใบก้ามปู ร่วมกับเปลือกมะพร้าวสับ ให้ดูดซึมน้ำชุ่มชื้น วางเมล็ดใช้นิ้วกดเบาๆ แต่อย่ากลบดินมิดให้เมล็ดลึก จะไม่งอก ในช่วงแรกควรพรางแสง 50 เปอร์เซ็นต์

รดน้ำทุกวันอย่าให้ดินแห้ง ฉันเป็นไม้ยืนต้น เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ลำต้นสีน้ำตาลอ่อน พุ่มเตี้ย ยอดใบอ่อนสีน้ำตาล ส่วนใบแก่สีเขียวเข้มคล้ายใบชาแก่ ออกผลตามกิ่งก้าน ผลสุกสีแดงสดเข้มคล้ายแอปเปิ้ลสุก ลักษณะผลคล้ายมะม่วงหาวมะนาวโห่ หรือมะเขือเทศขนาดเล็ก เมล็ดข้างในเป็นวงรีคล้ายเมล็ดกาแฟคั่ว เนื้อสีชมพูอ่อนไม่มีรสชาติ แต่เมื่อกลืนเข้าไปจะรู้สึกหวานนิดๆ อยากเจอตัวเป็นๆ ของฉันมั้ย พบฉันได้ที่ตึกพิพิธภัณฑ์พืชกรุงเทพ กรมวิชาการเกษตร ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ณ ประตูทางเข้าป้ายบอก “กลุ่มวิจัยพฤกษศาสตร์และพิพิธภัณฑ์พืช สำนักคุ้มครองพันธุ์พืช” ประตูด้านข้างริมถนนตรงข้าม โรงเรียนข้าวและชาวนา เข้าประตูแล้ว ฉันอยู่ต้นที่สองด้านขวามือจ้า

เมื่อปี พ.ศ. 2509 Mrs. Linda Summerfield นักจิตวิทยาสหรัฐอเมริกา ศึกษาเรื่องจิตวิทยาการลิ้มรส พบชิมรสชาติของผลไม้มหัศจรรย์ และรายงานความมหัศจรรย์ว่า มีส่วนช่วยในการลดความเครียดของผู้ป่วย ที่ถูกแพทย์ห้ามกินของหวานหรืออาหารที่ให้พลังงานสูง ได้ทดลองและวิจัยถึงสารที่มีผล ทำให้ลิ้นรับรสความหวาน จากอาหารทุกชนิดได้นานเป็นชั่วโมง พบว่าตัวการนี้คือ Glycoprotein ที่จะเคลือบลิ้นเป็นชั้นบางๆ ติดนานเป็นชั่วโมง จากกลไกนี้ ในปี พ.ศ. 2511 ทั่วโลกจึงรู้ว่าสารที่ทำให้เกิดความมหัศจรรย์นี้คือ Miraculin ซึ่งสารมิราคูลิน เป็นไกลโคโปรตีน ที่จะจับตัวรับรสหวานในตุ่มรับรส (taste bud) เปลี่ยนโครงสร้างตัวรับ ทำให้ตัวรับรสหวานตอบสนองกับรสหวานและรสเปรี้ยว เมื่อกินอาหารรสเปรี้ยวเข้าไป ตัวรับรสหวานก็ส่งกระแสประสาท ไปยังสมองบอกว่าอาหารนั้นมีรสหวาน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2554 นักวิจัยญี่ปุ่นและฝรั่งเศส steelexcel.com ได้ตีพิมพ์ในวารสาร PNAS ยืนยันว่ายิ่งกินของเปรี้ยวมากก็จะรับรู้รสหวานมาก ด้วยอิทธิพลจากสารมิราคูลินนี้ ในทางการค้าญี่ปุ่นต้องการผลไม้ชนิดนี้มาก เพราะไม่สามารถปลูกในญี่ปุ่นได้ผลดี จึงใช้ผลมิราเคิลสดๆ จัดวางบนโต๊ะดื่มไวน์ ร้านกาแฟ ให้เพิ่มรสชาติโดยไม่ต้องใส่น้ำตาลในกาแฟ จนกลายเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เชิงลดความอ้วน จึงเป็นที่น่าสนใจในวงการเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมยา ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดี จึงมีการนำไปใช้ประโยชน์สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องงดน้ำตาล หรืออยากกินผลไม้เปรี้ยวจัด เช่น มะนาว มะยม ตะลิงปลิง มะดัน มะม่วงหาวมะนาวโห่ รวมถึงส้มตำ ต้มยำ รสเปรี้ยวจัดต่างๆ เพียงแค่กินผลสุกแก่จัด ของ “ผลมหัศจรรย์” 1 ผล เคลือบลิ้น แล้วกลืนน้ำลายทิ้งไว้ประมาณ 1-2 นาที แล้วกินผลไม้เปรี้ยวเหล่านั้นได้เลย สิ่ง “มหัศจรรย์” ที่เกิดขึ้นคือรสชาติของ “ของเปรี้ยว” จะกลายเป็นรสหวาน โดยไม่สูญเสีย วิตามินซี ที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ให้ผิวสวยสดใสชะลอความแก่ได้ด้วย ทำให้กินผลไม้รสเปรี้ยวจัดได้อย่างชื่นใจ

ชื่อมิราเคิล (Miracle Fruit) มหัศจรรย์ที่เปลี่ยนรสเปรี้ยวให้เป็นรสหวาน เอ่ยเป็นชื่อภาษาอังกฤษ ความรู้สึกคงจะไม่แปลกนัก เพราะค่อนข้างจะคุ้นชินหู เช่น Amazed ; Strange แต่อยากให้เอ่ยเป็นภาษาอีสานบ้างว่า “ข่อยละงึด” เพราะ “งึด” ที่อีสานคือ มันน่าทึ่ง น่าแปลก ประหลาด ทำให้นึกถึงคำว่า “เครื่องบินบินได้ก็บ่งึด เรือดำน้ำได้ก็บ่งึด (หยิบปลากระป๋องมา) แต่ไฉนน้อ ปลาจึงมานอนอ้อยสร้อยในกระป๋อง

ต้นฟักข้าว เป็นไม้เถาล้มลุก อายุยืน เลื้อยยืดยาว มีมือจับเกาะสิ่งกีดขวาง ใบและมือแตกตามข้อเถา ใบเป็นรูป 3 เหลี่ยม เว้าลึก อีกเป็น 3 แฉก เถาเลื้อยเท่าใดใบก็มากเท่านั้น จึงมักนิยมให้ปลูกขึ้นร้านต้นไม้ เพื่อให้ร่มเงา

ดอกฟักข้าว เป็นดอกเดี่ยว ออกตากซอกใบ มีสีเหลืองสวยชัดเจน (บางต้นก็สีขาว) ลักษณะดอกทรงดอกยาว มีใบเลี้ยงคล้ายตำลึง ภายในเป็นกรวย บานแผ่ออกเป็น 5 กลีบ ในโพรงดอกมีสีเหลืองเข้ม มีละอองภายในดอกสีม่วงเข้ม และมีกลุ่มเกสร เหมือนช่อดอกไม้เล็กๆ อยู่ใจกลางดอก เป็นดอกไม้ที่ไม่สมบูรณ์เพศ ต้องผสมเกสรจากต้นใกล้เคียงจึงจะติดผล

ผลฟักข้าวติดผลจากรังไข่ และเป็นผลเดียว เป็นรูปกลมรี รูปไข่อวบ ผิวมีหนามคล้ายขนุนผลเล็ก ยังอ่อนสีเขียว ปอกผิวออกหั่นกินได้ เช่น คล้ายผลน้ำเต้า ซึ่งนำไปแกงเลียง แกงส้ม เมื่อเริ่มแก่สีจะคล้ายเหลือง พอแก่จัดเป็นสีส้ม

เมื่อออกผลอยู่บนต้น เห็นห้อยย้อย พอเวลาแก่ สีที่สดใสอยู่ท่ามกลางสีเขียว สวยน่าดูมาก ผลฟักข้าวเมื่อสุกเป็นสีส้มจนแสด เนื้อในผลเต็มไปด้วยเมล็ด คล้ายแตงไทย เวลาจะกิน ขูดเนื้อและเมล็ดออกปั่นด้วยน้ำสะอาดแล้วกรอง อาจใส่น้ำเชื่อม หรือน้ำผึ้ง หรือเกลือ มะนาวก็ตามแต่พอใจ

ฟักข้าว มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Momordica Cochinechinensis Spreng อยู่ในวงศ์ CUCURBITACEAE อังกฤษเรียก Baby Jacfruit เวียดนามเรียก Gag ชาวบ้านเรียก ผักเข้า ฟักข้าว ขี้กาเครือ ตอนหลังมีการค้นพบว่า ฟักข้าวมีประโยชน์มาก จนผู้รู้ให้คำจำกัดความว่า Fruit From Heaven หรือผลไม้จากสวรรค์