มะม่วงไถจง 1 มีความหวานอยู่ระหว่าง 19-22 องศาบริกซ์

แต่ถ้าปล่อยให้แก่จัดสุกคาต้น จะมีความหวานถึง 24 องศาบริกซ์ ซึ่งยังไม่มีมะม่วงไต้หวันพันธุ์ใดมีความหวานเท่านี้มาก่อน มะม่วงไถจง 1 ได้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการมะม่วงที่หวานที่สุดของไต้หวัน หวานมากกว่ามะม่วงพันธุ์อ้ายเหวิน มะม่วงยอดนิยมของไต้หวัน มะม่วงอ้ายเหวินมีความหวานระหว่าง 11-15 องศาบริกซ์

ส่วนความหวานของมะม่วงพันธุ์จินหวง มี 19-20 องศาบริกซ์ มะม่วงไถจง 1 มีเนื้อละเอียด เนียน ฉ่ำน้ำ แต่ไม่เละ มีเสี้ยนบ้างเล็กน้อย เขาบอกว่ารสชาติเหมือนกับมะม่วงถู่ หรือ ผู่ (土芒果) มะม่วงพื้นเมืองผลเล็กเมื่อสุกผิวยังเขียว มะม่วงไถจง 1 มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว กลิ่นคล้ายน้ำกะทิ กลิ่นยั่วยวนชวนให้อยากรับประทาน ขนาดของผลมีน้ำหนักเฉลี่ย 600 กรัม หรือ 6 ขีด ผลทรงรูปไข่ ผลเมื่อยังอ่อนมีสีเขียว ผลสุกมีผิวสีส้มแดง (Reddish yellow) เป็นมะม่วงที่มีผิวสวยพันธุ์หนึ่งที่ตลาดต้องการมะม่วงผิวสี มีเนื้อเหลือง เมื่อปอกหั่นเป็นชิ้นทิ้งไว้เนื้อสีจะคล้ำช้า เปอร์เซ็นต์ของเปลือกมีประมาณ 9 เปอร์เซ็นต์ เปอร์เซ็นต์การติดผลค่อนข้างสูง การห่อจะห่อด้วยถุงสีขาว ไม่ใช้ถุงห่อดำคาร์บอน ระยะเก็บเกี่ยวตั้งแต่ออกดอกถึงเก็บเกี่ยวได้ 136 วัน หรือที่ความแก่ได้ 80 เปอร์เซ็นต์ เพื่อนำมาบ่มหรือเพื่อการขนส่ง

เงื่อนไขในการสั่งซื้อกิ่งพันธุ์มะม่วงไถจง 1 มีหลายข้อ เช่น

ผู้ซื้อจะต้องโทร.สั่งซื้อ หรือสั่งซื้อทางออนไลน์ โดยสินค้าที่มีระยะเวลาในการสั่งซื้อหรืออาจเป็นสินค้าที่ไม่มีของอยู่ในสต๊อก
มะม่วงไถจง 1 ไม่ได้ผูกขาด เปิดขายให้กับทุกคน แต่สงวนสิทธิ์กับผู้สั่งจองและปฏิบัติตามเงื่อนไข
จำนวนการสั่งซื้อ ขั้นต่ำต้องสั่งซื้อไม่ต่ำกว่า 40 กิ่ง
ชาวสวนที่อยู่ในพื้นที่โครงการจะขายให้ในราคา กิ่งละ 200 หยวน ชาวสวนนอกพื้นที่ตามชนบทจะขายให้ในราคา กิ่งละ 250 หยวน
ผู้ซื้อต้องปฏิบัติดังนี้ เช่น
5.1 ต้องแสดงบัตรประชาชน วางแผนการปลูกไว้ล่วงหน้า มีแผนที่ของพื้นที่เพาะปลูกชัดเจน

5.2 ภายใน 7-10 วันแรกจากการสั่งซื้อไป จะทำสัญญากับผู้ซื้อ

เกษตรกรผู้ทำสัญญาแล้วจะได้รับคำแนะนำในการปลูก การดูแลรักษา ที่ถูกต้อง
ดังนั้น ในการซื้อกิ่งมะม่วงไถจง 1 ในไต้หวัน ผู้ที่จะซื้อกิ่งพันธุ์มะม่วงไถจงเบอร์ 1 นี้ได้ ต้องแสดงตัวตนในการซื้อด้วยหลักฐานบัตรประชาชน ที่อยู่ทะเบียนบ้าน ลงทะเบียนผู้ปลูกมะม่วงพันธุ์ไถจง 1 ระบุจำนวนพื้นที่เพาะปลูก จำนวนต้นที่จะปลูกกี่ต้น ผู้ที่นำกิ่งพันธุ์ไปขายต่อจะถูกปรับเป็นเงินกว่าแสนบาท ดังนั้น จึงไม่มีชาวสวนมะม่วงไต้หวันคนใดเสี่ยงที่จะขายกิ่งพันธุ์ต่อให้บุคคลอื่น หรือผู้ที่ไม่เข้าโครงการหรือชาวสวนนอกพื้นที่โครงการ

คงปฏิเสธกันไม่ได้ว่า ทำไมไต้หวันจึงหวงมะม่วงไถจง 1 มีเงื่อนไขหลายข้อ และห้ามนำออกนอกพื้นที่ควบคุม ก็เพราะเขาใช้เวลาถึง 15 ปี ในการคัดเลือกพันธุ์ แล้วจะให้คนอื่นมาฉวยโอกาสเอาของดีไปง่ายๆ ได้อย่างไร แต่เริ่มมีข่าวบางกระแสบอกว่า มีมะม่วงไถจง 1 ได้เล็ดลอดเข้ามาในประเทศไทยบ้างแล้ว ยังอุบเงียบปิดตัวอยู่ อีกไม่นานสักระยะก็คงเปิดตัว รอหน่อยสำหรับผู้ต้องการจะได้พันธุ์มะม่วงที่หวานที่สุดของไต้หวัน

“เงาะพันธุ์โรงเรียน ” ถือเป็น “สินค้าเด่น-ดัง ” ที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของจังหวัดสุราษฎร์ธานี เงาะพันธุ์โรงเรียนได้ถือกำเนิดที่อำเภอบ้านนาสาร ตั้งแต่เมื่อ 88 ปีที่แล้ว โดยนายเค หว่อง ชาวจีนสัญชาติมาเลเซียได้นำเมล็ดพันธุ์เงาะจากปีนัง มาปลูก ต่อมาที่ดินดังกล่าวได้ถูกกระทรวงธรรมการในขณะนั้น (กระทรวงศึกษาธิการ)ซื้อไว้และนำมาปรับปรุงเป็นโรงเรียนนาสาร ทำให้ต้นเงาะที่นายเค วอง ปลูกไว้ได้ชื่อว่า “เงาะพันธุ์โรงเรียน” ตามไปด้วย

กล่าวได้ว่า เงาะพันธุ์โรงเรียน เป็นเงาะพันธุ์ดีที่สุดในประเทศไทย และเป็นเงาะพันธุ์ดีที่สุดในโลก ลักษณะผลเมื่อแก่จัด เปลือกเป็นสีแดงสวย แต่ที่ปลายขนยังมีสีเขียว ผลสุกมีรสชาติหวาน หอม เนื้อกรอบล่อนจากเมล็ดและเปลือกบาง ปัจจุบันเกษตรกรทั่วประเทศนิยมปลูกเงาะพันธุ์โรงเรียนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

อำเภอบ้านนาสาร มีการปลูกเงาะพันธุ์โรงเรียนกันอย่างกว้างขวาง ครอบคลุมพื้นที่ 11 ตำบล โดยแหล่งปลูกขนาดใหญ่อยู่ที่ตำบลนาสาร 5,396 ไร่ รองลงมาคือ ตำบลเพิ่มพูนทรัพย์ 3ล346 ไร่ และตำบลลำพูน 2,033 ไร่ มีเกษตรกรที่ปลูกเงาะประมาณ 4,021 ครัวเรือน เนื้อที่ปลูกจำนวน 21,300 ไร่ ผลผลิตรวมทั้งสิ้น 17,759.24 ไร่ ขายได้ในราคาเฉลี่ย 25 บาท/ก.ก. สร้างรายได้เข้าสู่ท้องถิ่นไม่ต่ำกว่าปีละ 443 .66 ล้านบาท

โดยทั่วไปเงาะพันธุ์โรงเรียนจะมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดประมาณช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคมซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานีมักจัดงานเทศกาลเงาะโรงเรียนนาสารเป็นประจำทุกปีในช่วงฤดูเงาะ บริเวณ ริมคลองฉวาง ตำบลนาสาร อำเภอบ้านนาสาร

ในครั้งนี้ ขอพาไปเยี่ยมชมสวนเงาะโรงเรียนของคุณสมาน แซ่ชั้น ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 57 หมู่ 6 ตำบลเพิ่มพูนทรัพย์ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี คุณสมาน เป็นคนไทยเชื้อสายจีน เตี่ยนั่งเรือมาจากเมืองจีน เริ่มต้นบุกเบิกทำสวนยางที่ จังหวัดสุราษฎธานีตั้งแต่เมื่อ 60 -70 ปีก่อน เมื่อคุณสมานเติบใหญ่ก็ยึดอาชีพทำสวน ปลูกยางพารา และเงาะมาตลอด สำหรับสวนแห่งนี้มีเนื้อที่ 14 ไร่ปลูกเงาะโรงเรียนอายุ11 ปี ปลูกแซมด้วยต้นลองกองอยู่ในแปลงเดียวกัน

คุณสมานหาซื้อกิ่งพันธุ์เงาะโรงเรียน จากตลาดในท้องถิ่น ในราคาต้นละ 13 บาท ขุดหลุมลึก 50 ซม. และใช้ปุ๋ยร็อคฟอสเฟต สูตร 0-3-0 ต้นละ ครึ่งก.ก. ผสมกับปุ๋ยหมัก ใส่รองก้นหลุมก่อนปลูก ในระยะ 8 x10 เมตร เนื่องจากปลูกในระยะประชิด เมื่อต้นเงาะอายุ 10 ปี จึงต้องตัดสางออกบางส่วน เพื่อให้ต้นเงาะที่เหลือเจริญเติบโตได้ในอนาคต เมื่อขยายพื้นที่ปลูกเงาะในระยะหลัง คุณสมาน หันมาปลูกต้นเงาะในระยะ 10 x10 เมตรแทน เพื่อให้สะดวกต่อการดูแลและการจัดการผลผลิตในอนาคต

ระยะก่อนให้ผลผลิต ควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 2 ช้อนโต๊ะต่อต้น ทุกๆ 2 เดือน เมื่อต้นใหญ่ขึ้นก็เพิ่มสัดส่วนปุ๋ยมากขึ้นตามอายุต้น ที่นี่ให้น้ำต้นเงาะในระบบสปิงเกอร์ ระยะเริ่มปลูก จะให้น้ำอย่างสม่ำเสมอจนกว่าเงาะจะตั้งตัวได้ โดยเปิดให้น้ำวันละ 30 นาที

โดยทั่วไป ต้นเงาะในระยะให้ผลผลิตแล้ว เมื่อใกล้ออกดอก ควรให้น้ำในปริมาณที่น้อยมาก เพื่อป้องกันการแตกใบอ่อน ถ้ามีใบอ่อนแซมช่อดอกมาก ควรงดให้น้ำสักระยะ จนกว่าใบอ่อนที่แซมมาจะร่วงหมด จึงเริ่มให้น้ำใหม่ เพื่อให้ตาดอกเจริญต่อไป ต้องให้น้ำ 1 ใน 3 ของการให้น้ำปกติ และเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ ดอกเริ่มบานและติดผล ช่วงการเจริญเติบโตของผล ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เพราะถ้าได้รับน้ำไม่เพียงพอผลจะเล็ก ลีบ และมีเปลือกหนา ช่วงใกล้เก็บเกี่ยว ถ้าฝนทิ้งช่วง ต้องดูแลให้น้ำสม่ำเสมอ เพราะถ้าเงาะขาดน้ำ แล้วเกิดมีฝนตกลงมา จะทำให้ผลแตกเสียหายเงาะ

นอกจากนี้ ต้องคอยตัดแต่งและควบคุมทรงพุ่ม โดยตัดแต่งกิ่งก่อนการใส่ปุ๋ย ตัดกิ่งต่ำที่ระดิน กิ่งเป็นโรค กิ่งแห้งตาย กิ่งใบทรงพุ่มที่ไม่ได้รับแสงแดด หลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว ให้ตัดแต่งกิ่งโดยเร็ว ตัดก้านผลที่เหลือค้างออกให้หมด โดยตัดลึกเข้าไปอีกประมาณ 1 คืบเพื่อให้มีการแตกยอดใหม่ที่ดี

สวนเงาะพันธุ์โรงเรียนในพื้นที่แห่งนี้ มีปัญหาศัตรูพืชประจำถิ่นบ้าง เช่น หนอนกินดอกเงาะ หนอนเจาะขั้วเงาะ แต่มีปริมาณน้อย จึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการดูแลจัดการของเกษตรกร ส่วนโรคพืชที่พบได้แก่ โรคราแป้ง เข้าทำลายได้ทั้งช่อดอกและผล มักพบการแพร่ระบาดของเชื้อเกิดขึ้นในสภาพอากาศที่เย็นมีความชื้นเพียงพอ เกษตรกรมักจะป้องกันกำจัดได้โดยการฉีดพ่นสารกำจัดเชื้อราในระยะแทงช่อดอกประมาณ 3-4 ครั้ง โดยใช้สารชนิดดูดซึม เช่น ไตรอะไดมีฟอน หรือกำมะถันผง แต่การฉีดพ่นด้วยกำมะถันผงอัตราที่สูงในสภาพที่มีอากาศร้อนอาจทำให้ผิวผลไหม้ได้และผลสุกจะมีสีไม่สม่ำเสมอ

ต้นเงาะพันธุ์โรงเรียนเริ่มให้ผลผลิตได้ตั้งแต่ปีที่ 4 เงาะที่มีผลแก่พร้อมเก็บเกี่ยวได้ใช้เวลาประมาณ 130-160 วัน หลังจากดอกบานหมด เงาะโรงเรียนอายุประมาณ 10 ปี ให้ผลผลิตประมาณ 2,000 กิโลกรัม/ไร่ เปลือกผลเมื่ออ่อนมีสีเหลืองอมชมพูและเมื่อแก่จัดจะเป็นสีแดงเข้ม ที่โคนขนเป็นสีแดงเข้มแต่ที่ปลายขนยังเป็นสีเขียวอ่อน คุณสมานจะเก็บเกี่ยวเงาะโดยใช้กรรไกรตัดกิ่งเงาะที่ต้องการ และรวบรวมผลผลิตใส่ตะกร้าพลาสติกเพื่อรอขายให้แก่แม่ค้าในท้องถิ่นต่อไป

หากดูแลต้นเงาะพันธุ์โรงเรียนอย่างดี จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ถึงปีที่ 25 ดูแลไม่ดี ผลผลิตน้อย ก็ต้องรื้อแปลงปลูกใหม่ สำหรับปีที่ผ่านมา เก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายได้ประมาณ 30,000 ก.ก. แต่ละปี คุณสมานจะว่าจ้างแรงงานชาวอีสานที่เดินทางมารับจ้างเก็บผลผลิตในช่วงเดือนก.ค.-สิงหาคม โดยจ่ายค่าจ้างตามน้ำหนักของผลผลิตที่เก็บได้ในอัตราก.ก.ละ 2 บาท ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว สวนแห่งนี้ ต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 15 วัน จึงเก็บเงาะได้หมดทั้งสวน

ตอนนี้ เกษตรกรมีต้นทุนการปลูกเงาะสูงพอสมควร ทางสำนักงานเกษตรอำเภอนาสารจึงพยายามส่งเสริมให้ลดต้นทุนการผลิตโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ผสมกับปุ๋ยเคมี เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่าย และดูแลจัดการแปลงที่ถูกต้องเหมาะสมเข้าสู่ระบบเกษตรดีที่เหมาะสม ( GAP ) เพื่อผลักดันผลผลิตให้เพิ่มสูงขึ้นจาก 1,200 กก/ไร่/ปี เป็น 1,500 ก.ก./ไร่/ปี ในอนาคต

สวนเงาะพันธุ์โรงเรียนที่ครบอายุการตัดโค่น เกษตรกรหลายรายเริ่มหันมาปลูกเงาะพันธุ์สีทอง เพิ่มมากขึ้น ประมาณ 1,000 ไร่ เนื่องจากเงาะพันธุ์สีทอง เป็นเงาะพันธุ์เบา ให้ผลผลิตเร็วกว่าพันธุ์อื่นๆ ลำต้นมีการเจริญเติบโตดีที่สุด ปลูกดูแลง่าย เงาะพันธุ์สีทอง แตกพุ่มดีมาก ลำต้นเกลี้ยง ใบค่อนข้างยาวและใหญ่ ผลขนาดใหญ่มาก ขนยาว แข็ง สีสวยโดยสีของขนและเปลือกเมื่อสุกเป็นสีแดงเข้ม ปลายขนมีสีเขียวตองอ่อน เปลือกแตกยาก เพราะเยื่อเหนียวมาก

เงาะพันธุ์สีทอง เนื้อมีสีขาวค่อนข้างใส ล่อนจากเมล็ดง่าย เก็บจากต้นใหม่จะมีรสหวานอมเปรี้ยว แต่ทิ้งไว้ 1-2 วันจะมีรสหวานขึ้นและมีกลิ่นหอม ที่สำคัญเงาะพันธุ์สีทอง เป็นสินค้าที่มีศักยภาพในตลาดส่งออก เนื่องจากมีรสหวานอมเปรี้ยว ตรงกับรสนิยมของผู้ซื้อในตลาดยุโรป ที่ต้องการทานเงาะผลสด ขณะเดียวกัน เงาะพันธุ์สีทอง กำลังเป็นที่ต้องการในกลุ่มผู้ผลิตอาหารกระป๋องแปรรูปอีกด้วย เพราะเกษตรกรจำนวนมากเชื่อว่า หากปลูกเงาะพันธุ์สีทองแล้วพวกเขา จะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น เพราะเมื่อเงาะพันธุ์สีทองเริ่มออกดอก จะติดผลได้ง่ายกว่าเงาะพันธุ์โรงเรียน เนื่องจากเงาะพันธุ์สีทอง มีเกสรตัวผู้ที่แข็งแรงดีนั่นเอง

ด้วยสภาพของดิน ฟ้า อากาศที่มีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลทำให้เกษตรกรในบ้านเราได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก เกษตรกรบางคนต้องจบอาชีพการเกษตรลงและหันไปเป็นลูกจ้างแทน นอกจากปัญหาที่เกิดจากธรรมชาติที่ไม่สามารถแก้ไขได้แล้วนั้น เกษตรกรยังพบกับปัญหาราคาตลาดรับชื้อที่มีการเปลี่ยนแปลง ทำไม่สามารถกำหนดราคาขายได้แน่นอน ปัญหาโรคแมลงที่เข้ามาทำลายพืชผลทางการเกษตรทำให้ผลผลิตเสียหาย แต่ด้วยความมุ่งมั่นและรักในอาชีพ เกษตรกรในบ้านเราจึงมีการพัฒนา ศึกษาหาแนวทางการทำการเกษตรที่ลดความเสี่ยงแต่สามารถสร้างรายได้ตลอดปีเข้ามาปรับใช้ ซึ่งการทำสวนผสมผสานนั้นเป็นทางออกหนึ่งที่เกษตรนั้นได้เลือกและหันมาให้ความสนใจ ลงมือทดลองปฏิบัติในพื้นที่ของตัวเองกันเป็นจำนวนมาก

คุณบุญธรรม นาคนิยม ชายวัย 41 ปี ชาวจังหวัดชุมพร อยู่บ้านเลขที่ 363 / 1 หมู่ 6 ตำบลสวี อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เป็นเกษตรกรคนหนึ่งที่ทำการเกษตรแบบเชิงเดี่ยวและประสบกับปัญหาของโรคแมลง ราคาผลผลิตที่ไม่แน่นอน เหมือนกับเกษตรกรคนอื่นๆ ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำการเกษตรแบบเชิงเดี่ยวมาเป็นการทำการเกษตรแบบผสมผสานแทน

“ครอบครัวมาจากอาชีพเกษตรกร ทำการเกษตรมาตั้งแต่จบประถม พอโตขึ้นมีครอบครัว พ่อและแม่ก็แบ่งพื้นที่ให้ทำการเกษตรให้จำนวน 20 ไร่ ในช่วงแรกจะเน้นทำการเกษตรแบบเชิงเดี่ยว คือปลูกกาแฟทั้งหมด ปลูกได้ระยะหนึ่งราคากาแฟก็ถูกลงก็เลยเอากาแฟออกและมาปลูกทุเรียนแทน พอปลูกมาได้สักพักทุเรียนก็ราคาไม่ดี เกิดโรคและแมลงบ่อย ทำให้เปลี่ยนจากทุเรียนมาทำส้มโชกุน หลังจากนั้นก็หันมาทำส้มโชกุนมาได้ประมาณ 10 ปี ส้มก็เริ่มโทรมหมดอายุลง ทำให้ต้องดูแลบำรุงรักษาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งต้องใช้ต้นทุนในการผลิตที่สูง อีกทั้งยังต้องพบกับปัญหาจากธรรมชาติ โรคแมลง ทำให้ได้ผลผลิตไม่มีคุณภาพ”

จากเชิงเดี่ยว เป็นผสมผสาน

ประสบกันปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกๆปี ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ด้วยความเป็นเกษตรกรที่ชอบทดลอง กล้าคิดและกล้าทำ สามารถพัฒนาและปรับเปลี่ยนวิธีการทำการเกษตรใหม่ ด้วยการหันมาทดลองทำการเกษตรแบบผสมผสาน สามารถลดความเสี่ยงและทำให้มีรายได้หมุนเวียนตลอดปี

“การปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นการทำการเกษตรที่ไม่มั่นคง ความเสี่ยงก็เยอะ เกิดโรคขึ้นมาผลผลิตก็เสียหายส่งผลต่อราคาผลผลิตทำให้ขาดทุน ผมเลยหันมาทดลองทำการเกษตรแบบผสมผสาน แทนการทำการเกษตรแบบเชิงเดี่ยว ซึ่งในช่วงแรกผมจะแบ่งพื้นที่จำนวน 5 ไร่ มาทดลองปลูกพืชประมาณ 3-4 ชนิด ประกอบด้วย กาแฟ ปาล์ม ทุเรียน ซึ่งเป็นพืชที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่และสามารถอยู่ร่วมกันได้ ”

“จะปลูกปาล์มเป็นตัวยืนพื้นโดยมีระยะห่างระหว่างต้น 6 เมตร ระหว่างแถว 18 เมตร จะได้ทั้งหมด 5 แถว ส่วนตรงกลางระหว่างแถวของต้นปาล์มก็จะปลูกทุเรียน 4 แถว ด้านข้างต้นทุนเรียนทั้งสองด้านก็จะปลูกกาแฟ 8 แถว และระหว่างปาล์มกับกาแฟ ก็จะปลูกกล้ายเสริม ซึ่งทั้งหมดนี้จะปลูกพร้อมกัน ในส่วนพื้นที่รอบๆแปลงจะปลูกไม้ยืนต้นพวกไม้จำปา ตะเคียนทอง เป็นตัวเสริม เพื่อช่วยป้องกันลม และในขณะที่รอปาล์ม ทุเรียน กาแฟ ให้ผลผลิต พื้นที่ว่างก็จะปลูกกล้วยแซม ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง”

“การดูแลรักษาและการให้ปุ๋ยจะมีระบบการดูแลที่เหมือนกัน ปุ๋ยที่ให้ก็จะเป็นปุ๋ยอินทรีย์ โดยจะให้ทุกๆ 3 เดือน ซึ่งวิธีการให้นั้นจะใช้วิธีการหว่านให้ทั่วพื้นที่ จะไม่หว่านรอบโคนต้น ส่วนน้ำก็จะรดบ้างไม่รดล้างเพราะพื้นที่บริเวณค่อนข้างชุมชื้น”

3 ปี มีผลผลิต

มีการดูแลที่ดีบวกกับความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่มีในพื้นที่ ส่งผลทำให้พืชที่ปลูกให้ผลผลิตหมุนเวียนออกมาจำหน่ายส่งขายให้กับตลาดได้ส่วนหนึ่ง “ผ่านมา 3 ปี กาแฟเริ่มให้ผลผลิตออกขายให้กับพ่อค้าที่มารับชื้อ ต่อมาไม่นานก็ตามด้วยปาล์ม ซึ่งจะไปส่งขายให้กับโรงงานในพื้นที่ ซึ่งในปีแรกได้ราคาดีเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง ซึ่งในส่วนนี้หากพื้นที่ 5 ไร่นี้มีความชัดเจนมากขึ้นทุเรียนเริ่มให้ผลผลิต พืชแต่ละชนิดที่ปลูกเจริญเติบโตเต็มทีแล้ว ผมก็จะขยายเพิ่มขึ้น”

“พื้นที่ 15 ไร่ที่เหลือ ก็จะค่อยปรับเปลี่ยนทำเป็นสวนผสมผสาน ซึ่งตอนนี้ใช้ปลูก ลองกอง มังคุด แก้วมังกร ไม้สัก ไม้ตะเคียนอยู่ ตอนนี้ก็เริ่มจะเอาสละเข้ามาทดลองปลูกดู เพราะเห็นว่าพื้นที่การผลิตยังมีน้อย ตลาดยังมีความต้องการอยู่”

ทุกวันนี้คุณบุญธรรมทำการเกษตรแบบไม่มีขาดทุน มีแต่จะได้มากหรือน้อยได้เท่านั้นเอง ตอนนี้เขาสามารถลดรายจ่าย ลดความเสี่ยง มีรายได้เพิ่มขึ้นกับการทำอาชีพการเกษตร

คุณวิชัย เหล่าเจริญพรกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ผัก ภายใต้ตราสินค้าศรแดง ได้เล่าว่า ความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานและข้าวโพดข้าวเหนียวของเกษตรกรในประเทศไทยต่อปี จำนวน 900 ตัน คิดเป็นมูลค่าตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด รวม 600 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นข้าวโพดหวาน 55% และข้าวโพดข้าวเหนียว 45% ซึ่งนอกจากเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพแล้ว ในเรื่องของสายพันธุ์ก็จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเกษตรกร ที่จะคอยตอบโจทย์ในเรื่องของการผลิต การทนทานต่อโรค รวมไปถึงช่วยในการลดต้นทุนด้านต่างๆ ทั้งในเรื่องของคุณภาพผลผลิต ความทนโรค และคุณภาพการกิน โดยศรแดงได้แสดงสายพันธุ์ข้าวโพดลูกผสมมากกว่า 30 สายพันธุ์ ซึ่งสายพันธุ์ที่น่าจับตามองและเป็นไฮไลต์มีอยู่ 3 สายพันธุ์

1.ข้าวโพดข้าวเหนียว 3 สี พันธุ์แฟนซี 35 เป็นข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมที่มีเอกลักษณ์เป็นตัวของตัวเอง คือ เมล็ดมี 3 สี ขาว ม่วง และเหลือง เมล็ดเรียงเต็มฝัก ฝักมีขนาดใหญ่ เปลือกสีเขียวหุ้มถึงปลายฝัก น้ำหนักดี ติดฝักสม่ำเสมอ ต้นแข็งแรง ให้ผลผลิตต่อไร่สูง รสชาติเหนียวนุ่ม จุดเด่นสำคัญคือ สามารถเก็บไว้ได้นานโดยเมล็ดไม่แข็ง

2.ข้าวโพดข้าวเหนียว พันธุ์เหนียวทับทิม เป็นข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วงทั้งฝัก มีลำต้นที่แข็งแรง โตเร็ว ฝักสีม่วงแดงเข้ม ติดฝักสม่ำเสมอ เปลือกฝักปิดถึงปลายฝัก

3.ข้าวโพดข้าวเหนียว พันธุ์สวีทไวโอเล็ต เป็นข้าวโพดข้าวเหนียวที่มีเมล็ด 2 สี สีม่วงและสีขาวผสมกัน ลำต้นแข็งแรง ฝักสีเขียวและเปลือกฝักปิดถึงปลายฝัก มีเมล็ดเรียงเต็มถึงปลายฝัก ฝักใหญ่น้ำหนักดี มีรสชาติเหนียว นุ่ม หวาน 25% ทิ้งค้างคืนไม่แข็ง เป็นที่ชื่นชอบในกลุ่มผู้บริโภค ซึ่งพันธุ์นี้ยังเป็นพันธุ์ยอดนิยม อันดับ 1 ในเกษตรกรผู้ปลูก

คุณสายทิพย์ นันทะมีชัย ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ แนะเทคนิคการปลูกข้าวโพดข้าวเหนียว ให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ ด้วยระบบน้ำหยด ดังนี้

ขั้นตอนแรกต้องมีการปรับปรุงดินด้วยการปลูกปอเทืองแล้วไถกลบ เพื่อพัฒนาดินให้ดี มีการไถพรวนตากดินให้แห้ง และจึงขึ้นแปลง ยกแปลงสูง 15 เซนติเมตร ระยะนี้เหมาะสำหรับปลูกช่วงหน้าฝน เพื่อช่วยการระบายน้ำได้ดี

วางระบบสายน้ำหยดแถวคู่ ระยะ 70 เซนติเมตร เจาะหลุมพลาสติก ระยะ 10-15 เซนติเมตร สำหรับปลูก 1 ต้น แต่ถ้าต้องการปลูกห่างเพื่อจะใช้ 2 ต้น ให้ขยับเป็น 25 เซนติเมตร

ในแปลงก่อนที่จะหยอดเมล็ดให้ปล่อยน้ำให้ความชุ่มชื้นแก่ดิน หลังจากนั้นหยอดเมล็ดลงไปโดยตรง ระยะ 4-5 วัน จะเริ่มงอก

ช่วง 7 วันแรก ยังไม่ต้องใช้สารเคมี เพราะเมล็ดพันธุ์ของศรแดงมีการเคลือบสารป้องกันแมลงและกระตุ้นการงอกมาแล้ว ให้เริ่มป้องกันโรคราน้ำค้างหลังปลูก 15 วัน และฉีดอีกครั้ง โดยให้นับไปอีก 15 วัน เพื่อป้องกันโรค

การให้ปุ๋ย หากพื้นที่ของเกษตรกรมีปุ๋ยโพแทสเซียมตกค้างเยอะ ให้เน้นใส่ปุ๋ยยูเรีย ให้ทุก 5 วัน อยู่ที่ความสมบูรณ์ของข้าวโพด แต่ถ้าเกษตรกรบางพื้นที่ดินไม่อุดมสมบูรณ์ก็พยายามดูเรื่องปุ๋ยอย่าให้ขาด พยายามเสริมตัวกลางกับตัวท้าย

หลักๆ ของข้าวโพดคือ ป้องกันช่วงระหว่างงอกจนถึงอายุ 45 วัน ถึงออกดอกอย่าให้โดนทำลาย ให้การเจริญเติบโตเต็มที่หลังจากนั้นรอเก็บผลผลิต

อายุการเก็บเกี่ยวของข้าวโพด 60 วัน เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ซึ่งวิธีการเก็บเกี่ยวดูง่ายๆ ปกติข้าวโพดจะออกดอกช่วง 40-45 วัน ให้นับหลังวันออกดอก 18 วัน ก็คือช่วงเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม ถ้าเป็นข้าวโพดข้าวเหนียว พันธุ์เหนียวทับทิม แนะนำว่าอย่าเก็บตอนฝักที่มีสีม่วงเข้ม แนะให้เก็บฝักที่มีสีม่วงยังไม่มาก รสชาติจะหวานเหนียวนุ่ม ต้นทุนการผลิต

ใช้เงินลงทุนเพียง 4,000-5,000 บาท ต่อไร่ ต้นทุนหลักๆ อยู่ที่ค่าสารเคมี สารป้องกันกำจัดศัตรูโรคแมลง และค่าแรงงาน ค่าเมล็ดพันธุ์เป็นส่วนน้อย เพียง 5-10 เปอร์เซ็นต์ ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ผลผลิตที่ได้ 1.2-1.5 ตัน ต่อไร่ คิดเป็นรายได้ ประมาณ 10,000-12,000 บาท ต่อไร่

สมาชิกกลุ่มเกษตรกรบ้านหนองระกำ หมู่ที่ 5 ตำบลเขาชายธง อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ สร้างรายได้จากการพลิกฟื้นไร่อ้อยแห้งตายเป็นไร่เกษตรเชิงผสมผสานตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่สร้างอาชีพที่มั่นคงและรายได้ที่มั่งคั่งจนสามารถปลดหนี้การเกษตรได้ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี ด้วยแหล่งน้ำบาดาลที่มีศักยภาพ

บ้านหนองระกำ หมู่ที่ 5 ตำบลเขาชายธง อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เคยประสบปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำในการเพาะปลูกของเกษตรกร เนื่องจากในอดีตต้องรอน้ำฟ้าในช่วงฤดูฝนเพียงอย่างเดียว และยังเป็นพื้นที่นอกเขตชลประทานล้อมรอบด้วยภูเขา ทำให้พืชไร่ที่ปลูกไว้ยืนต้นตาย อาทิ อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง แต่เมื่อพื้นที่ดังกล่าวได้รับการสนับสนุนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรในพื้นที่ประสบภัยแล้ง รูปแบบที่ 1 จากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ในปี พ.ศ. 2558

จึงทำให้พื้นที่การเกษตรดังกล่าวมีแหล่งน้ำบาดาลเพียงพอในการเพาะปลูกตลอดทั้งปี โดยสมาชิกกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำบาดาลนิยมเพาะปลูกพืชไร่แบบผสมผสาน อาทิ อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง ทานตะวัน กล้วย ไผ่หวาน มะขามเทศ มะเขือยาว มะนาว มะพร้าว และมะม่วง โดยผลผลิตดังกล่าวสามารถเก็บเกี่ยวจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี สร้างรายได้ที่มั่นคงสม่ำเสมอให้แก่เกษตรกรทุกครัวเรือน นอกจากนี้ กลุ่มเกษตรกรหลายรายยังสามารถปลดหนี้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และหนี้นอกระบบได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

สำหรับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดย พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้วางแนวทางในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยการสร้างความมั่นคงน้ำภาคการผลิตด้านเกษตรกรรม โดยได้มอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลสำรวจและพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรให้พี่น้องเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก รวมถึงพื้นที่ที่อยู่นอกเขตชลประทานซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำมาโดยตลอด

ทั้งนี้ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้ดำเนิน สมัคร SBOBET “โครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรในพื้นที่ประสบ ภัยแล้ง” ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2556 จนถึงปัจจุบัน แล้วเสร็จกว่า 7,465 แห่ง ทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรกว่า 89,000 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 7,340 ครัวเรือน สำหรับพื้นที่บ้านหนองระกำ หมู่ที่ 5 ตำบลเขาชายธง อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ ได้รับระบบกระจายน้ำบาดาลประกอบด้วย บ่อน้ำบาดาล 2 บ่อ เครื่องสูบน้ำไฟฟ้า ขนาด 3 แรงม้า ติดตั้งหอถังพักน้ำ ความจุ 30 ลูกบาศก์เมตร พร้อมวางท่อส่งน้ำ รวมระยะทางเกือบ 4 กิโลเมตร สามารถกระจายน้ำบาดาลได้ครอบคลุมพื้นที่กว่า 216 ไร่ ปัจจุบัน มีสมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำบาดาลกว่า 11 ราย สร้างรายได้เฉลี่ย 300,000-400,000 บาท ต่อปี เพิ่มมากขึ้น 3-4 เท่าตัว

นายสมควร เทพทรัพย์ ประธานสมาชิกกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำบาดาลบ้านหนองระกำ เปิดเผยว่า เมื่อก่อนพื้นที่ตรงนี้ต้องรอน้ำฟ้าน้ำฝนอย่างเดียว ปีไหนฝนแล้ง ป่าอ้อย ป่าข้าวโพด ก็ยืนต้นตาย เพราะขาดน้ำ ปีนั้นก็จะลงทุนเสียเปล่า ต้องไถกลบทิ้งอย่างเดียว เกษตรกรก็เดือดร้อนต้องไปหางานรับจ้างทำหรือไม่ก็เข้ากรุงเทพฯ หางานอย่างอื่นทำ แต่พอได้บ่อน้ำบาดาลมาก็ดีขึ้นมาก เพราะเรามีน้ำใช้ตลอดทั้งปี คิดจะปลูกอะไรก็ทำได้หมดไม่เดือดร้อนเหมือนเมื่อก่อน รายได้ก็มีมากขึ้น ปลดหนี้ ธ.ก.ส. ได้หมดแล้ว ลูกหลานก็กลับมาช่วยกันทำเกษตรอยู่บ้านเรา ไม่ต้องไปทำงานที่อื่นแล้ว

ทั้งนี้ มี นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวง ดร. อรัญญา เฟื่องสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล และ นายประทีป ศิลปเทศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่จากทั้ง 2 หน่วยงาน ร่วมลงพื้นที่เยี่ยมชมผลสำเร็จของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรในพื้นที่ประสบภัยแล้ง รูปแบบที่ 1 ณ บ้านหนองระกำ หมู่ที่ 5 ตำบลเขาชายธง อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์

พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการและพูดคุยกับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อทราบข้อมูลลักษณะเชิงพื้นที่และศักยภาพของน้ำบาดาลอย่างใกล้ชิด โดยในอนาคตทั้ง 2 หน่วยงาน จะได้ร่วมกันดำเนินงานด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ ทั้งในด้านข้อมูลวิชาการและวางแผนปฏิบัติการร่วมกัน เพื่อนำมาสู่การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถรองรับภาวะวิกฤตและภัยพิบัติได้อย่างเหมาะสมต่อไป

สำหรับประชาชนทั่วไป กลุ่มเกษตรกร หรือหน่วยงานท้องถิ่น มีความประสงค์ขอรับการสนับสนุนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรในพื้นที่ประสบภัยแล้ง สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กองสื่อสารและการมีส่วนร่วม กรมทรัพยากรน้ำบาดาล โทรศัพท์ 02-666-7000 หรือ สายด่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม Green Call 1310 กด 4 ในวันและเวลาราชการ หรือติดต่อโดยตรง ณ สำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 1-12 ทั่วประเทศ