มะละกอฮอลแลนด์…ปลูกแล้วรวยเกษตรกรผู้ปลูกมะละกอในพื้น

ที่ภาคอีสานมานานกว่า 20 ปี ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกมะละกอฮอลแลนด์ 20 ไร่ ปลายปีนี้เขาวางแผนขยายพื้นที่ปลูกมะละกอเพิ่มเป็น 100 ไร่ แรงจูงใจที่ทำให้หันมาทำอาชีพปลูกมะละกอเพราะอยากรวย เนื่องจากมะละกอฮอลแลนด์เป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้และสร้างเศรษฐีมาเยอะมาก แถมเป็นพืชเพียงไม่กี่ชนิดที่ให้ผลตอบแทนสูง

คุณอภิชาติ บอกว่า พื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกมะละกอฮอลแลนด์ได้ 200 ต้น แต่ละต้นจะให้ผลผลิตประมาณ 50 ลูก แค่ขายได้ลูกละ 10 บาท เท่ากับมีรายได้จากการขายมะละกอฮอลแลนด์ เฉลี่ยปีละ 100,000 บาท หากขายผลผลิตในช่วงปลายปี จะขายได้ราคาสูงประมาณกิโลกรัมละ 30-35 บาท เท่ากับมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว หากใครอยากมีรายได้ปีนี้สัก 500,000 บาท ก็ปลูกมะละกอฮอลแลนด์สัก 5 ไร่

เพื่อนเกษตรกรหลายรายที่ประสบความสำเร็จในการปลูกมะละกอฮอลแลนด์ต่างยืนยันว่า มีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตขั้นต่ำ ไร่ละ 100,000 บาท นอกจากนี้ การปลูกมะละกอฮอลแลนด์ใช้เงินทุนน้อย แค่ไร่ละ 15,000-18,000 บาท หากใครลงทุนเครื่องสูบน้ำ อาจจะใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้น เฉลี่ยไร่ละ 30,000 บาท หลังหักต้นทุนค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเหลือผลกำไรอีกก้อนโต

เล็งทำเลให้ดีก่อนปลูก
คุณอภิชาติ กล่าวว่า การคัดเลือกที่ดินสำหรับปลูกมะละกอเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องดูแลใส่ใจเป็นอันดับแรก ควรปลูกมะละกอในบริเวณที่ดอน สามารถระบายน้ำได้ดี ไม่ควรปลูกในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมขัง เพราะเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ง่าย ที่สำคัญแหล่งปลูกควรมีสระน้ำหรือบ่อบาดาล หากอยู่ใกล้ริมห้วยหรือแม่น้ำก็ยิ่งดี เพราะจะได้มีแหล่งน้ำสำหรับใช้ในการเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี

มะละกอฮอลแลนด์ ปลูกง่าย
คุณอภิชาติ เล่าว่า ผมรู้จักคนที่ไม่เคยกินมะละกอเยอะ หลายรายได้มีโอกาสกินมะละกอฮอลแลนด์แล้วเกิดความประทับใจ เพราะมะละกอฮอลแลนด์มีรสชาติอร่อย มะละกอฮอลแลนด์เป็นพืชที่น่าปลูก ใครยังมีพื้นที่ว่าง ผมแนะนำให้ปลูกมะละกอฮอลแลนด์ขาย หากมีที่ดินน้อยแค่ 1 ไร่ ก็ปลูกมะละกอฮอลแลนด์ขายในตลาดท้องถิ่น หากคิดจะลงทุนปลูกมะละกอฮอลแลนด์เชิงการค้า ควรมีพื้นที่ปลูกอย่างน้อย 5 ไร่ หรือรวมกลุ่มเพื่อนเกษตรกรในชุมชน แบ่งพื้นที่คนละ 2 ไร่ ลงทุนปลูกมะละกอแปลงใหญ่ เพื่อสร้างพลังต่อรองซื้อขายผลผลิตกับแม่ค้าได้ดีขึ้น

วางแผนการขายให้ถูกจังหวะ
คุณอภิชาติ บอกว่า อยากปลูกมะละกอฮอลแลนด์ให้รวย ต้องวางแผนปลูกให้สอดคล้องกับช่วงฤดูการขาย หากใครต้องการขายมะละกอให้ได้ราคาสูงๆ ควรเริ่มเพาะกล้ามะละกอ ประมาณช่วง วันที่ 15-30 มกราคม ก่อนย้ายต้นกล้ามาปลูกลงแปลงที่เตรียมไว้ในช่วงกลางเดือนมีนาคม วิธีนี้จะช่วยให้เกษตรกรมีผลผลิตออกขายได้ตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม เป็นต้น ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวเป็นโอกาสทองของฤดูการขายมะละกอ เพราะเป็นช่วงเวลาที่มีตลาดผลไม้มีการแข่งขันต่ำ ไม่ค่อยมีผลไม้ประเภทอื่นๆ เข้าสู่ตลาด ทำให้มะละกอเป็นผลไม้ทางเลือกที่โดดเด่นสุดในช่วงนี้ เรียกว่า หากใครต้องการบริโภคผลไม้ ก็ต้องเลือกซื้อมะละกอเป็นหลัก ทำให้เจ้าของสวนมะละกอสามารถขายผลผลิตได้ในราคาสูงๆ

หากใครมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการปลูกมะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ สามารถพูดคุยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับ คุณอภิชาติ นาคประสงค์ ที่เบอร์โทร. 088-529-2956 ได้ทุกวัน แต่กรุณาอย่าโทร.เกินเวลา 21.00 น. เพราะจะรบกวนเวลาพักผ่อน

คุณรัชนีกร เงินแย้ม รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 ขอนแก่น (สศท.4) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสินค้าเกษตรทางเลือกที่มีอนาคต (Future Crop) ที่น่าสนใจ 4 สินค้า ได้แก่ จิ้งหรีด แพะเนื้อ โคขุน และหญ้าเนเปียร์ ซึ่งสามารถสร้างรายได้สูงกว่าการผลิตข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง ในพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3, N) ของ 4 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง คือ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ตามแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map)

สศท.4 ได้ศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนสินค้าเกษตร Future Crop ทั้ง 4 ชนิด พบว่า สามารถเลี้ยงหรือปลูกเสริมทดแทนข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง ในพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3, N) ของพื้นที่เป้าหมายทั้ง 4 จังหวัด ได้เป็นอย่างดี

โดยหากจำแนกเป็นรายชนิด พบว่า จิ้งหรีด ต้นทุนการเลี้ยงเฉลี่ย 276 บาทต่อตารางเมตร ในระยะเวลา 1 ปี เลี้ยงได้ 6-7 รุ่น ให้ผลผลิตประมาณ 7 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ราคาขายเฉลี่ย 104.06 บาทต่อกิโลกรัม ผลตอบแทนเฉลี่ย 701 บาทต่อตารางเมตร ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 426 บาทต่อตารางเมตร หรือ 63 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดจำหน่ายผลผลิตเอง ทั้งจิ้งหรีดสดและจิ้งหรีดต้มสุก ซึ่งจำหน่ายภายในประเทศและจำหน่ายให้กับผู้รวบรวมหรือพ่อค้าคนกลาง เพื่อส่งต่อให้กับตลาด Modern Trade และส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น

แพะเนื้อ ต้นทุนการเลี้ยงเฉลี่ย 3,537 บาทต่อตัว โดยแม่แพะ 1 ตัว ให้ผลผลิตลูกแพะ 2 ตัวต่อรุ่น เกษตรกรจำหน่ายแพะเนื้ออายุเฉลี่ย 7 เดือน ราคาจำหน่าย 3,780 บาทต่อตัว หรือ 140 บาทต่อกิโลกรัม (น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 27 กิโลกรัมต่อตัว) ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 314 บาทต่อตัว เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตทั้งหมดให้แก่ผู้รวบรวมหรือพ่อค้าคนกลาง ทั้งในท้องถิ่นและต่างจังหวัดที่เข้ามารับซื้อ โดยผู้รวบรวมหรือพ่อค้าคนกลางจะมีการจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ สปป.ลาว เวียดนาม มาเลเซีย

โคขุน ต้นทุนการเลี้ยงเฉลี่ย 56,687 บาทต่อตัว ราคาจำหน่าย 60,864 บาทต่อตัว หรือ 91 บาทต่อกิโลกรัม (น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 666 กิโลกรัมต่อตัว) ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 4,177 บาทต่อตัว ปัจจุบันภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง ยังผลิตโคขุนไม่เพียงพอต่อความต้องการรับซื้อ และยังคงมีพ่อค้ารายใหม่ๆ เข้ามาติดต่อรับซื้ออย่างต่อเนื่อง เกษตรกร ผู้เลี้ยงโคขุนมีการจำหน่ายผลผลิตให้แก่ผู้รวบรวมหรือพ่อค้าคนกลาง ทั้งในท้องถิ่นและต่างจังหวัดที่เข้ามารับซื้อ รวมถึงมีการจำหน่ายโคขุนให้กับสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด และส่งออกไปยังตลาดประเทศจีน

หญ้าเนเปียร์ ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 17,899 บาทต่อไร่ สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี อายุการเก็บเกี่ยว 5-7 ปี ผลตอบแทนเฉลี่ย 51,210 บาทต่อไร่ ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 33,311 บาทต่อไร่ เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงปศุสัตว์รายย่อย สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมโคกก่อ จำกัด สหกรณ์ปศุสัตว์ตักสิลา จำกัด และสวนสัตว์ขอนแก่น

คุณรัชนีกร กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับสินค้าเกษตรทางเลือกที่มีอนาคต ทั้ง 4 ชนิด เกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง สามารถเลี้ยง ปลูกเสริมหรือทดแทนข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง ในพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3, N) ได้ ซึ่งสร้างรายได้ดีให้กับเกษตรกร อย่างไรก็ตาม เกษตรกรควรศึกษาข้อมูลสินค้าแต่ละชนิด พื้นที่ทำการเกษตร ตลาดรองรับ รวมถึงพิจารณาเรื่องน้ำเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมด้านข้อมูลพืชทางเลือกในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่

ปัจจุบันปัญหาภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการใช้สารเคมีอย่างแพร่หลาย อาทิ ด้านเกษตรกรรม ที่เกษตรกรมักใช้ในการกำจัดพวกแมลงศัตรูพืช หรือใช้สารเคมีในการช่วยเร่งพืชให้ออกดอก ออกผล

จึงทำให้หน่วยงานราชการหรือแม้กระทั่งหน่วยงานเอกชนช่วยกันรณรงค์การงดใช้สารเคมีในการไล่แมลง โดยให้หันมาใช้วิธีการไล่แมลงจากธรรมชาติแทน เช่น น้ำหมักชีวภาพ หรือปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อเป็นการลดภาวะโลกร้อน และเป็นการช่วยให้ผู้บริโภคไม่เสี่ยงต่อสารเคมีตกค้างในผลผลิตด้วย

คุณศราวุธ มะลิชัย หนุ่มวิศวะอิเล็กทรอนิกส์ วัย 27 ปี หัวใจรักการทำอาชีพการเกษตร เปิดเผยถึงสาเหตุที่เรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ เพราะความสงสัยในเรื่องของเครื่องเสียงติดรถยนต์ว่าจะทำอย่างไรให้เสียงนุ่มน่าฟัง การทำเครื่องเสียงให้ล้ำและทันสมัยได้อย่างไร แต่สิ่งที่หล่อหลอมจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ล้วนแล้วมาจากสิ่งแวดล้อมที่พ่อแม่และญาติๆ เป็นชาวนาและเกษตรกร หลังจากมาทำงานด้านวิศวะ จึงรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน หรืองานบริษัท ที่ไม่ใช่ของคนไทย เหมือนเขาหลอกเอาขยะมาทิ้งบ้านเรา นับตั้งแต่วันนั้นมาจึงมองย้อนไปว่าจะทำอย่างไรที่จะช่วยเหลือเกษตรกรได้

การเลี้ยงไส้เดือนจึงกลายเป็นความคิดแรกที่เชื่อว่าจะสามารถทำได้จริง เพื่อเป็นแนวทางให้ชาวบ้านได้เข้ามาศึกษาและนำไปเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพ หรือนำไปใช้ประโยชน์กับพืชสวนไร่นาของตัวเองได้ ซึ่งก่อนที่จะมาเลี้ยงไส้เดือนนี้ได้ลองผิดลองถูกหลายอย่าง เช่น การเลี้ยงหนอนนก ที่ได้ล้มเลิกไปเพราะหนอนนกชอบอากาศเย็น แต่นำมาเลี้ยงที่บ้านอากาศร้อนจึงทำให้หนอนตายหมด

คุณศราวุธ ยังเล่าต่อว่า มีอยู่วันหนึ่งได้อ่านหนังสือเจอการเลี้ยงไส้เดือน จึงเกิดความสนใจและศึกษาหาข้อมูลการเลี้ยงไส้เดือนอย่างจริงจัง ประกอบกับตนเองสนใจในเรื่องของการทำการเกษตรอินทรีย์อยู่แล้ว และไส้เดือนสามารถตอบโจทย์ของตนเองได้คือ แหล่งอาหารของไส้เดือนคือกินอะไรก็ได้โดยเฉพาะขยะอินทรีย์ ไส้เดือนเป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง ไส้เดือนดินมีลักษณะของลำตัวจะเป็นข้อปล้อง ส่วนมากจะพบได้ทั่วไปในดิน ใต้กองใบไม้หรือมูลสัตว์ จึงทำให้เป็นสัตว์ที่เลี้ยงดูง่าย ไส้เดือนมีโปรตีนอยู่ในตัวมาก ประมาณ 80% ของน้ำหนักตัว เลยตัดสินใจเลี้ยงเพราะเหมาะสำหรับนำมูลของไส้เดือนที่มีประโยชน์ต่อต้นไม้ในการเจริญเติบโตมาใส่ให้กับต้นไม้

สำหรับการเลี้ยงไส้เดือน ได้นำมูลวัวมาเป็นอาหารเลี้ยงไส้เดือน เนื่องจากมูลวัวแห้งเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีและหาได้ง่ายในท้องถิ่น เมื่อไส้เดือนกินมูลวัวไปแล้วถ่ายออกมาก็จะเป็นโปรตีนที่ดีเหมาะสำหรับนำไปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ เพราะมูลของไส้เดือนจะแปรไปตามอาหารที่กินเข้าไป ที่สำคัญไส้เดือนเป็นสัตว์จำพวกที่ชอบกินอาหารในมูลสัตว์เคี้ยวเอื้องอยู่แล้ว

การขยายพันธุ์ไส้เดือนคุณศราวุธบอกว่า ไส้เดือนเป็นสัตว์ 2 เพศ สามารถขยายพันธุ์ได้เอง ทุกวันนี้สามารถผลิตขี้ไส้เดือนส่งจำหน่ายเดือนละ 1 ตัน นำมาคัดแยกเกรดได้ 3 เกรด ก่อนนำมาบรรจุใส่ถุง ถุงละ 1 กิโลกรัม และ 25 กิโลกรัม ออกจำหน่ายเป็นปุ๋ยอินทรีย์มูลไส้เดือน การคัดแยกมูลไส้เดือนนั้นได้ใช้เครื่องร่อนมูลไส้เดือน ซึ่งจะต้องได้ตามมาตรฐานของกรมวิชาการเกษตรเรื่องมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ จึงได้มีการกำหนดมาตรฐานมาให้ ซึ่งการจะนำมูลไส้เดือนบรรจุเพื่อจำหน่ายก็ต้องใช้เครื่องทุ่นแรงในการคัดแยกมูลของไส้เดือนให้ได้ตามมาตรฐาน ตนได้ไอเดียมาจากเครื่องร่อนข้าวเปลือกจากโรงสีข้าว นำมาดัดแปลงและออกแบบให้ช่างทำเครื่องร่อนมูลไส้เดือนขึ้นมาใช้งาน จึงทำให้ผลผลิตได้คุณภาพและตรงตามมาตรฐานที่ทางการกำหนดไว้

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าในหมู่บ้านใหม่ปลายคลอง หมู่ที่ 7 ตำบลคลองข่อย อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกเตยหอมตัดใบขาย กำลังได้ผลผลิตเป็นอย่างดีหลังจากสภาพอากาศที่มีฝนตกชุกในช่วงที่ผ่านมา จนสร้างรายได้เป็นอย่างงาม จึงรุดตรวจสอบข้อเท็จจริง พบ นางไฉน ทับสน เกษตรกรผู้ปลูกเตยหอมตัดใบ กำลังก้มๆ เงยๆ ตัดใบเตยหอม สีเขียวเข้มใบใหญ่จำนวนมาก เพื่อเตรียมส่งขายให้กับลูกค้า

นางไฉน เล่าว่า ตนเองเป็นชาวนาและปลูกพืชผสมผสานหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือปลูกเตยหอมตัดใบขาย บนเนื้อที่ 1 ไร่ แบ่งเป็น 4 แปลง ตัดใบขายสัปดาห์ละ 1 งาน ส่งขายให้กับร้านขายดอกไม้กำไหว้พระในจังหวัดราชบุรี และใกล้เคียง ซึ่งในช่วงหน้าแล้งที่ผ่านมา ทางสวนต้องประสบปัญหาขาดน้ำทำให้ต้นเตยออกใบไม่สวย แคระแกรน แต่หลังจากเข้าสู่ช่วงฤดูฝน โดยปีนี้ในพื้นที่มีฝนตกชุก ส่งผลทำให้ต้นเตยกลับมาเจริญงอกงามขึ้นอีกครั้ง จนสามารถตัดใบเตยส่งขายได้ตามยอดสั่งซื้อของลูกค้า และรับยอดสั่งซื้อจากลูกค้ารายใหม่เพิ่มได้

การปลูกเตยหอม เริ่มจากการปรับพื้นที่ให้เรียบเสมอกัน แล้วบำรุงดินด้วยปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก ต่อด้วยการสร้างโรงเรือนที่ใช้เพียงเสาปูน และทำหลังคาสแลนสีดำพรางแสงที่ 60 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นขุดหลุมปลูกต้นเตยหอมให้ห่างกันต้นละประมาณ 50 เซนติเมตร เพื่อสะดวกในการเดินเก็บใบเตย และดูแลทำความสะอาด

สำหรับวิธีการดูแลก็ไม่ยุ่งยาก เพียงหมั่นกำจัดวัชพืชที่มีอยู่ในแปลงออก เพื่อให้โปร่ง อากาศถ่ายเทได้ดี ลดการเกิดโรคระบาด และแมลงศัตรูพืช นอกจากนั้นยังช่วยให้ต้นเตยหอมเติบโตดี ที่สำคัญควรรดน้ำให้ดินมีความชื้นอยู่เสมอ และควรบำรุงต้นด้วยการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ซึ่งจะช่วยทำให้ใบเขียวเข้ม ใบใหญ่ตามความต้องการของท้องตลาด

การจำหน่ายเตยหอมแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ แบบขายใบซึ่งในแต่ละเดือน สามารถตัดใบขายได้ถึง 4 ครั้ง โดยจะตัดในช่วงก่อนวันพระ 1-2 วัน ในการตัดก็จะเลือกตัดเฉพาะใบที่ไม่มีตำหนิ ตัดจากใบด้านล่างขึ้นมา ปัจจุบัน สามารถเก็บใบเตยได้ครั้งละกว่า 100-200 กิโลกรัม ในราคากิโลกรัมละ 20 บาท และอีกแบบคือ แบบขายต้นแขนง ซึ่งจะเลือกเก็บเฉพาะต้นที่สมบูรณ์ รูปทรงสวย ในราคาแขนงละ 50 สตางค์ โดยลูกค้าจะนำไปมัดรวมกับดอกไม้กำ หรือนำไปขยายพันธุ์ต่อไป

สวยกินได้ เรื่องแบบนี้น่าสนใจ เพราะเรามักจะได้ยินกันแต่ว่า สวยกินไม่ได้ คราวนี้สวยและกินได้ด้วย ไปดูกัน บ้านจัดสรรเล็กๆ อยู่ในเขตหางดง เชียงใหม่ เป็นของหญิงชายคู่หนึ่ง ผู้ชายเป็นคนทำสวนสวยกินได้ ส่วนผู้หญิงไม่ค่อยอยู่บ้าน เธอเป็นสาวนักทำงาน

ตอนนี้อยู่อุ้มผาง ทำงานในค่ายผู้อพยพ

บ้านจัดสรรเนื้อที่นิดเดียวเท่านั้น เหลือแค่ทำสวนหย่อมกับที่จอดรถ จะปลูกอะไรได้ แต่ คุณชลธี ตะพัง หรือ น้าปาน แกมีแนวคิดที่จะทำแบบนักจัดสวนเลยทีเดียว แต่อยากให้สวยกินได้ด้วย แกมีทีมงานเป็นน้องๆ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่เรียนเรื่องพืชผักและการจัดสวนมาทำ ทั้งเพาะเมล็ด ต้นกล้า ทำปุ๋ยหมักใบไม้หลังบ้าน ไว้ใช้ปลูกต้นไม้

“พื้นที่เป็นสวนหย่อม ที่เจ้าของโครงการปลูกไม้ดอกไม้ประดับไว้ พอปีหนึ่งฝนตกหนักน้ำระบายไม่ทัน ไหลมาตามถนนแล้วเข้าบ้านท่วมสวนหย่อม จากนั้นหญ้าก็ขึ้นรกเต็มหน้าบ้าน ผมก็เลยคิดว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เลยเลิกทำสวนหย่อม ทำสวนสวยกินได้ดีกว่า ก็เริ่มปลูกผักง่ายๆ เมื่อสามปีก่อน ปีนี้เริ่มทำจริงจัง หาข้อมูลต่างๆ แล้วก็มีน้องจาก ม.แม่โจ้ มาช่วย…ผมคิดว่า ผัก นอกจากกินได้แล้ว ดอกของผักหลายชนิดมีความงดงาม มีกลิ่นหอม นอกจากกินอิ่มท้องแล้ว ความสวยงามทำให้อิ่มใจด้วย”

ในระหว่างที่ทำหรือการเปลี่ยนจากสิ่งหนึ่งมาเป็นสิ่งหนึ่งน่าจะเป็นเรื่องท้าทายและดูแปลกแยก ริมรั้วบ้านจัดสรรเขาจะต้องปลูกไม้เลื้อย ไม้ดอก บานบุรี พวงชมพู พวงแสด ดอกไม้อื่นๆ แทนที่ด้วยการปลูกพวกผักเชียงดา ขจร หรือ ตำลึง

ดังนั้น ตอนเริ่มทำเพื่อนบ้านก็มองแปลกๆ แบบไม่เข้าใจว่าทำอะไร และเมื่อได้ผล พืชผักออกดอก ออกใบ น้าปานก็เลยเอาไปแจกให้เพื่อนบ้านกินบ้าง ให้เพื่อนสนิทบ้าง แกมักจะเอาผักใส่ถาดไปตามบ้านเพื่อนๆ

เมียแกไม่อยู่บ้านก็เอาผักไปทำกับข้าวบ้านเพื่อน แล้วก็กินข้าวบ้านเพื่อนด้วยเลย เรียกว่าได้สองต่อ ทั้งผู้ให้และผู้รับสมถวิล ตอนนี้เพื่อนบ้านสนใจอยากทำสวนสวยกินได้บ้างแล้ว ก็แนะนำให้น้อง ม.แม่โจ้ ไปช่วยออกแบบ ช่วยทำให้ ต่อไปก็ถึงขั้นรับจัด รับดูแลสวนสวยกินได้ตามบ้านเลยทีเดียว เพื่อที่จะปลูกอย่างไรให้สวยและกินได้”

ท้ายที่สุดแล้ว น้าปานคิดว่า “ไม่ได้ปลูกเป็นอาชีพในรูปแบบชาวไร่ชาวสวน แต่ว่าปลูกเพื่อกิน เพื่อมีกิจกรรม มีความสุขสนุกกับมัน เวลาผักงอกงาม มันก็ทำให้จิตใจเราเติบโตไปด้วย สิ่งที่ได้ในระยะยาวคือสุขภาพและลดค่าใช้จ่ายต่อเดือนต่อปีหลายบาท และในอนาคต กำลังคิดจะทำเครือข่ายคนปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เพื่อแลกเปลี่ยนอาหาร ผลผลิตที่ได้ แบ่งปันกัน

แรงบันดาลใจส่วนหนึ่ง

“ที่ผ่านมาได้ทำข่าวพลเมือง ออกอากาศทางช่อง ไทย พีบีเอส ก่อนจะพัฒนาไปเป็นรายการเกี่ยวกับเกษตรยุคใหม่ ผมไปสัมภาษณ์น้องต้นกล้า เป็นเด็กหนุ่ม อายุ 14 ปี ทำเกษตรอินทรีย์กับคุณพ่อ ที่อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ มีรายได้จากการขายไข่เป็ด และขายขี้วัวแห้ง ปลูกผักและช่วยดูแลข้าวในนา ถือว่าเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่”

ฉันกินผักของน้าปานมาหลายถาด แกเอามาให้ถึงบ้าน ทั้งผัด ต้มจืด และผักประเภทใส่ยำต่างๆ จึงคิดว่าในช่วงเศรษฐกิจเช่นนี้ สวนสวยกินได้ น่าจะเป็นทางออกหนึ่งที่ช่วยให้อยู่รอดปลอดภัย จึงเริ่มทำตามที่ห้องสมุดกระท่อมทุ่งเสี้ยว มีผักที่ปลูกง่ายๆ อย่าง ผักบุ้ง ผักชี ผักพื้นบ้าน และมองๆ ดูตามบ้านเพื่อน บ้านพี่ บ้านน้อง ที่ไปพัก ซึ่งบางบ้านก็ทำอยู่แล้ว ปลูกตามรั้ว ตามมุม เท่าที่บ้านจัดสรรจะมีเนื้อที่เหลืออยู่

จัดระบบ จัดวาง ก็เป็นสวนสวยกินได้เลยค่ะ ไม่ต้องหาของฝากเมื่อไปบ้านเพื่อน เอาผักใส่ถาดไปแบบน้าปานเลย สบาย อิ่มใจและก็อิ่มท้องด้วย

ได้ผักแล้วก็ทำกินกันสักหน่อยนะคะ

เอาเป็นจานง่ายๆ แบบเก็บผักในสวนสวยมาเลย

วันนี้เก็บพริกขี้หนูมาได้หนึ่งกำมือ กับ ใบชะพลู ในตู้เย็นมีปลาอินทรี เอาปลาอินทรีมาแล่ให้เป็นชิ้นเล็กๆ ย่างบนกระทะ เพื่อให้ปลากรอบ เหลือง ง่ายขึ้น เมื่อปลาสุกเราก็เอาช้อนตัดให้เล็กยิ่งขึ้น ก็จะได้กินเร็วขึ้น เอาแค่พอเหลือง

ระหว่างรอปลาสุกก็ทำน้ำจิ้ม พริกขี้หนู กระเทียม น้ำตาลนิดหนึ่ง ตำไปพร้อมๆ กันเลย เสร็จแล้วเติมน้ำปลา บีบมะนาวลงไปคนให้เข้ากัน ยกครกเทใส่ถ้วย

ปลาสุกได้ที่พอดี เอามาจัดวาง พร้อมใบชะพลู เผื่อใครอยากเผ็ดมากก็หั่นพริก ส่วนใครอยากลดเผ็ดก็ใส่หัวหอมลงไป หัวหอมเพิ่มความหวาน ลดเผ็ดได้

ใบชะพลูวาง ตามด้วยเนื้อปลา หัวหอม พริกขี้หนู ราดน้ำจิ้ม ห่อเป็นสามเหลี่ยม เคี้ยวให้ละเอียด จะกินเล่น กินเป็นกับก็ตามสบายเลยค่ะ ท้ายที่สุดนี้ น้าปาน ชลธี ตะพัง บอกว่า “ใครสนใจ สวนสวยกินได้ พูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ ที่ เพจสวนสวยกินได้ครับ”

ผักหวานป่า หรือเรียกอีกชื่อว่า ผักหวาน ผักหวานป่า ยูฟ่าเบท เป็นผักพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหลายภูมิภาคในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะเก็บมาจากป่า แต่ในปัจจุบันได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกผักหวานป่าเพื่อการค้ากันมากขึ้น ทำให้ในหลายๆ พื้นที่มีผลผลิตออกจำหน่ายมากขึ้น โดยแหล่งเพาะปลูกที่สำคัญในประเทศไทยอยู่ที่จังหวัดสระบุรี และพื้นที่ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ผักหวานป่า สามารถจำแนกออกได้เป็น 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ยอดเหลืองและพันธุ์ยอดเขียว โดยพันธุ์ยอดเขียวจะเจริญเติบโตได้ดีกว่าและเร็วกว่าพันธุ์ยอดเหลือง และลักษณะโดยรวมของทั้ง 2 สายพันธุ์ก็ดูจะไม่มีความแตกต่างกันมากนัก ไม่ว่าจะเป็นทรงพุ่ม กิ่ง และแขนงใบ หากไม่สังเกตดีๆ ก็จะมองไม่ออก มีคนสงสัยกันว่าผักหวานป่ากับผักหวานบ้านนั้นเป็นพืชชนิดเดียวกันหรือไม่ คำตอบก็คือพืชทั้งสองชนิดนี้ไม่ได้มีความสัมพันธ์หรือเป็นพืชในตระกูลเดียวกันแม้แต่น้อย เพียงแต่มีชื่อเรียกที่พ้องกันเท่านั้น

ผักหวานป่า จัดอยู่ในไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงของต้น ประมาณ 4-11 เมตร เปลือกต้นเรียบ กิ่งอ่อนมีสีเขียวเข้ม เมื่อต้นแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเทาอมสีน้ำตาลอ่อน เนื้อไม้มีความแข็ง เป็นพืชผลัดใบตามฤดูกาล เก็บสะสมอาหารไว้ที่รากและลำต้น ใบผักหวานป่าจะเป็นใบเดี่ยว ใบอ่อนเป็นสีเขียวอ่อน เมื่อแก่แล้วจะเป็นสีเขียวเข้ม ดอกผักหวานป่า ออกดอกเป็นช่อยาว ก้านช่อดอกยาว ประมาณ 15-20 เซนติเมตร โดยจะออกจากกิ่งหรือตามซอกใบ

ประโยชน์ของผักหวานป่า ผักหวานป่า เป็นอาหารและยาประจำฤดูร้อนที่ช่วยแก้อาการของธาตุไฟได้ตามหลักแพทย์แผนไทย ใบและรากมีสรรพคุณแก้อาการปวดศีรษะ รากมีฤทธิ์เย็น เป็นยาแก้ไข้ แก้อาการร้อนในกระหายน้ำ ยอดใบใช้ปรุงเป็นยาเขียวลดไข้ ลดความร้อน เป็นต้น

คนไทยนิยมใช้ยอดอ่อน ใบอ่อน ดอกอ่อน มารับประทานเป็นผัก โดยอาจนำมาลวกให้สุกแล้วใช้เป็นผักจิ้มกับน้ำพริก ลาบ ใช้เป็นเครื่องเคียง หรืออาจนำไปผัดน้ำมัน หรือนำมาใช้ประกอบอาหารในเมนูต่างๆ เช่น แกงเลียง แกงส้ม แกงอ่อม ผักหวานป่าเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรตีน พลังงาน และวิตามินซี อีกทั้งยังมีปริมาณของเส้นใยอาหารอยู่พอสมควร