มะเดื่อฝรั่งให้ผลผลิตต่อต้นที่ค่อนข้างสูง โดยมะเดื่อฝรั่ง

มีการติดผลค่อนข้างดก ติดผลทุกข้อใบ แต่ถามว่าให้ผลผลิตต่อไร่เท่าไรนั้น คงจะตอบยากพอสมควร นั้นต้องขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย เช่น ระยะปลูก จำนวนต้นต่อไร่ อายุต้น ขนาดของทรงพุ่ม ซึ่งมะเดื่อฝรั่งไม่มีระบบการปลูกหรือการจัดการทรงพุ่มที่ตายตัว สามารถปรับเปลี่ยนประยุกต์ให้เข้ากับสวนของผู้ปลูกว่าต้องการแบบไหน แต่ถ้าให้ยกตัวอย่าง สักข้อหนึ่งว่าจะประเมินผลผลิตมะเดื่อฝรั่งต่อต้นได้อย่างไร ก็จะตอบแบบคร่าวๆ ว่า มะเดื่อฝรั่งหนึ่งยอดนั่นสามารถให้ผลผลิตได้ประมาณ 1-3 กิโลกรัม (ยกตัวอย่าง มะเดื่อพันธุ์ญี่ปุ่น พันธุ์บราวน์ตุรกี พันธุ์ออสเตรเลีย พันธุ์โคนาเดีย เฉลี่ยขนาดผลและน้ำหนัก 8-15 ผล ต่อกิโลกรัม)

โดยตลอดฤดูกาลผลิตผลมะเดื่อนั้น ยอดมะเดื่อ 1 ยอด สามารถให้ผลได้อย่างน้อย ประมาณ 30-50 ผล เลยทีเดียว แต่ในเรื่องของน้ำหนักก็ต้องขึ้นกับสายพันธุ์มะเดื่อว่าให้ผลที่มีขนาดเล็กหรือใหญ่ประกอบด้วย ดังนั้น การจัดการทรงพุ่มจึงย่อมมีผลต่อผลผลิต การจัดการทรงพุ่มให้มีจำนวนยอดที่เหมาะกับอายุและระยะปลูกจึงส่งผลกับผลผลิต

ระยะปลูกมะเดื่อฝรั่ง มะเดื่อฝรั่งสามารถปลูกได้ทั้งระยะชิด คือตั้งแต่ 50 เซนติเมตรขึ้นไปได้อย่างสบาย เนื่องจากสามารถปลูกในกระถางหรือวงบ่อซีเมนต์ได้ จนไปถึงระยะปลูกที่ห่างออกไปตั้งแต่ 1-6 เมตร ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่อาจจะต้องมีการจัดการที่ต่างกันออกไปในการจัดแต่งทรงพุ่ม เนื่องจากมะเดื่อฝรั่งจำเป็นจะต้องตัดแต่งกิ่งปีละ 1 ครั้ง ดังนั้น หลังการตัดแต่งกิ่ง มีการบำรุงใส่ปุ๋ย ให้น้ำ ทรงพุ่มมะเดื่อฝรั่งจะเจริญกลับมาเท่าเดิม หรือทรงพุ่มใหญ่ขึ้นในปีต่อๆ ไป ถ้าเราเลือกปลูกระยะห่างในครั้งแรก เนื่องจากต้นมะเดื่อโตขึ้นเรื่อยๆ และเทคนิคการโน้มกิ่ง (เหมือนการโน้มกิ่งที่โน้มกิ่งหม่อน) จะทำให้ต้นมะเดื่อขยายทรงพุ่มเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในปีต่อๆ ไป

มะเดื่อฝรั่งรับประทานได้หลายรูปแบบนอกจากรับประทานผลสด มะเดื่อฝรั่งนอกจากจะเป็นผลไม้ที่รับประทานสดจะอร่อย รสชาติหวาน มีเมล็ดในผลเคี้ยวแล้วจะกรุบๆ เล็กน้อย (เมล็ดคล้ายเมล็ดแก้วมังกร) ยังสามารถรับประทานผลอ่อนได้ (นำไปใช้ทำกับข้าวเหมือนมะเขือเปราะ) เช่น นำผลอ่อนเอาไปใส่ในแกงเขียวหวานเหมือนมะเขือเปราะ ซึ่งนำผลอ่อนมาล้างผล ใช้มีดปาดขั้วผลแล้วผ่าครึ่งผลทิ้งล้างยางออกด้วยน้ำสะอาด ก็นำไปประกอบอาหารได้ ซึ่งรสชาติจะออกหวานมันเล็กน้อยคล้ายมะเขือเปราะ แปรรูปได้หลากหลาย เช่น การอบแห้ง ซึ่งสวนคุณลี ก็ได้อบแห้งจากผลมะเดื่อที่มีความแก่จัด ซึ่งผลจะนิ่ม มีรสชาติหวานจัด รับประทานอร่อยมาก เนื่องจากมีความสุกแก่ 100% (ซึ่งจริงๆ แล้ว มะเดื่อที่แก่จัด 90-100% จะเหมาะกับการขายหน้าสวนและรับประทานหมดภายใน 1-2 วัน โดยไม่แช่เย็น แต่ไม่เหมาะที่จะเก็บส่งลูกค้าที่จะต้องจัดส่งผ่านช่องทางขนส่ง เช่น ไปรษณีย์ ขนส่งเอกชน รถไฟ รถทัวร์ เป็นต้น

ซึ่งอาจจะทำให้ผลผลิตบอบช้ำได้ง่าย ซึ่งการเก็บผลผลิตจำหน่ายที่จะต้องมีการขนส่ง จึงควรจะเก็บมะเดื่อที่มีความแก่ ประมาณ 80% โดยจะใช้เตาอบแบบลมร้อนในการอบมะเดื่อฝรั่ง สามารถสร้างมูลค่าให้กับผลมะเดื่อได้อีกช่องทาง จากนั้นมะเดื่อฝรั่งยังนำไปทำแยม ตกแต่งหน้าเค้ก น้ำมะเดื่อฝรั่งพร้อมดื่ม ไอศกรีม แช่อิ่มผลดิบ เป็นต้น

คำถามในหลายๆ ครั้งที่ต้องการคำตอบมากที่สุดคือ หนึ่งชีวิตที่เรามีอยู่นี้เราต้องการอะไร ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นระหว่างที่เรากำลังก้าวเดินอยู่พร้อมลมหายใจในวันนี้ จึงมีเพียงคำตอบชีวิตเราคือ ต้องพยายามเลือกสิ่งที่ดีที่สุดนำมาสู่ให้กับชีวิตตัวเอง และพร้อมที่จะลงมือกระทำในทันที เพราะทุกเรื่องราวที่มีนั้นแน่นอนต้องมีการเริ่มต้นแล้วลงท้ายเกิดขึ้นเสมอ นี่คือสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ เป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดากับทุกคน เมื่อเป็นเช่นนี้ขอให้มีความเชื่อเบื้องต้นก่อนว่า กระทำอย่างไรย่อมจะได้สิ่งนั้นตอบแทนกลับมาเช่นกัน เราจะไม่สามารถรู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นได้บ้างหากเรายังไม่ได้ลงมือ เริ่มลงมือทันทีนะครับ อย่าพยายามให้เสียเวลาสำหรับเวลาที่เหลืออยู่ของชีวิตที่กำลังจะหมดไปทุกขณะที่เรากำลังหายใจ ชีวิตนี้ช่างสั้นเหลือเกิน

สวัสดีครับแฟนๆ ที่เคารพรักทุกท่าน ก่อนอื่นขอกราบขอบพระคุณแฟนๆ อย่างมากๆ จากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านและผู้เขียน ที่ได้ให้แรงใจตลอดมา เนื่องจากจะได้รับการส่งเสียงไปหา ที่โทร. (081) 846-0652 หรือในเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อ สมยศ ศรีสุโร หรือ ID Line. Janyos ชนิดไม่ขาดหาย ที่ผู้เขียนชอบมากๆ คือบอกไปว่าชอบทุกเรื่องราวที่นำมาเสนอ ขอขอบคุณจริงๆ อีกสักครั้ง

สำหรับปักษ์นี้ผมมีความมั่นใจว่าแฟนๆ ที่กำลังสนใจเรื่องนี้ต้องชอบอย่างแน่นอน เนื่องจากผมนำเสนอจากความต้องการของแฟนๆ ที่ส่งเสียงไปหา “อาจารย์ครับผมเกษียณอายุแล้ว อ่านคอลัมน์นี้มานานแล้ว ชอบมาก อยากจะปลูกผักกินเองหรือเหลือไว้แจกเพื่อนฝูงให้มีความสุขกับชีวิต ต้องการปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ เพราะมีเนื้อที่ข้างบ้านไม่เยอะมาก ช่วยแนะนำตามแบบของอาจารย์หน่อยครับ จะรอนะครับ ขอให้อาจารย์สุขภาพแข็งแรง อย่าเพิ่งหนีไปไหนนะครับ”

และ “หนูชอบคอลัมน์นี้มากติดตามตลอด เปิดเป็นหน้าแรกทุกครั้งที่หนังสือมาถึงบ้านเพราะเป็นสมาชิกคะ ดูในเฟซบุ๊กอาจารย์ประจำ ชอบจริงๆ สนุกสนานมาก อาจารย์อายุ 70 ปีแล้วจริงเหรอทำไมดูหนุ่มจัง” ประโยคหลังนี้ขอบอกหนูว่าชอบมากถึงมากที่สุด “หนูกับครอบครัวอยากให้อาจารย์นำเสนอเรื่องการปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์ ได้ศึกษามาบ้างจากหลายๆ แห่ง แต่หากอาจารย์มีเรื่องเช่นนี้มานำเสนอบ้างตามแบบฉบับของอาจารย์จะดีมาก หนูจะใช้พื้นที่หลังบ้านที่มีไม่เยอะมาก ทำแบบไว้กินเองและเหลือแจกญาติพี่น้อง ขออวยพรให้อาจารย์มีสุขภาพแข็งแรง หนูจะรออ่าน ขอบคุณมากค่ะ”

ผมเขียนคอลัมน์นี้มานาน 10 กว่าปี ที่ชอบมากที่สุดคือเมื่อเขียนแล้วมีคนอ่าน ถึงจะไม่มากมาย อย่างน้อยคนที่แนะนำเรื่องไปหาเราต้องอ่านสัก 1 คน ก็ยังดี (555) จริงไหมครับแฟนๆ หลังจากนั้นผมทิ้งเรื่องนี้อยู่นานพอสมควร เนื่องจากพยายามค้นหาเรื่องที่ต้องนำมาตอบให้ตรงประเด็นคำถามแฟนๆ ให้ได้มากที่สุด

วันหนึ่งขณะเปิดหาเรื่องราวเช่นนี้จากมือถือเพราะมีความเชื่ออยู่แล้วว่าสามารถท่องเที่ยวไปได้ทั่วโลก มีเสียงดังขึ้นจากมือถือ “สวัสดีค่ะอาจารย์ หนูติดตามคอลัมน์นี้มาตลอด อาจารย์สนใจเรื่องการปลูกผักแบบไฮโดรโปนิกส์แบบกินเองแถมสามารถนำมาเป็นอาชีพเสริมได้อีกด้วยไหมคะ” อะไรจะเป็นเช่นนี้ เหมือนกำลังตรวจล็อตเตอรี่แล้วถูกรางวัลใหญ่ขึ้นมาทันที

เสียงนั้นเป็นเสียงคุณสุภาพสตรี แค่เสียงก็คงต้องคิดว่าน่ารัก และต้องสวยอีกต่างหาก รอช้าอยู่อีกทำไม ทันทีเลยสิครับ ผมระดมคำถามไปทันที เยอะอีกด้วย ให้เธอจดไว้เพื่อตอบผมเป็นข้อๆ และต่อไปนี้นี่คือคำตอบ “หนูชื่อมะปรางค่ะอาจารย์ ปัจจุบันอายุ 35 ปี รับราชการตำแหน่งนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สังกัดสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองระนอง” มะปราง หรือ คุณภมรรัตน์ แย้มจรัส คือเสียงของสาวสวยคนนี้

ต่อไปนี้คือรายละเอียดต่างๆ อีกต่อมาจากการบอกเล่าของสาวมะปราง ด้วยเธอมีตำแหน่งงานที่ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ เป็นงานลงพื้นที่เพื่อส่งเสริมให้ความรู้แก่เกษตรกรเพื่อสร้างอาชีพ สร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกร เธอจึงพยายามหาข้อมูลด้านการเกษตรกรยุคใหม่พร้อมที่มีงานที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่นำมาใช้

ที่สำคัญต่อมาเพื่อนำมาให้ความรู้พร้อมจำเป็นต้องมีตัวอย่างจริงประกอบเพื่อสาธิตให้เกษตรกรได้เห็นจริงสัมผัสได้จริง เนื่องจากต้องออกบรรยายให้ความรู้กับเกษตรกรที่สนใจตามงานต่างๆ ที่สำนักงานเกษตรอำเภอไปจัดงานตามที่ต่างๆ และเกษตรกรเป้าหมายที่ต้องการจะสื่อให้ทราบส่วนใหญ่เป็นคนเมือง จึงจำเป็นต้องปรับการทำเกษตรแบบข้อสำคัญ ข้อแรกที่ต้องนำมาคิดคือ นำมาใช้กับพื้นที่ที่มีจำกัด

ความคิดต่อมา สาวมะปรางจึงมีความคิดที่เหมาะสมที่สุดที่ต้องการนำมาเสนอคือการปลูกผักไร้ดินแบบระบบไฮโดรโปนิกส์ เนื่องจากจะสามารถใช้พื้นที่น้อยพร้อมสามารถดูแลได้ง่ายและสะดวก เธอเริ่มทดลองทุกเรื่องราว ทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการปลูกโดยใช้กะละมัง หรือจากกล่องโฟม การทดสอบปุ๋ย ตลอดจนการตรวจสอบสารตกค้างในผักก่อนเก็บผลผลิต

เพื่อให้ชัดเจนมากขึ้น สาวมะปรางคนเก่งคนนี้ได้ใช้พื้นที่ประมาณ 18 ตารางวา ข้างบ้านพักที่จังหวัดระนอง ปฏิบัติงานจริงพัฒนาการปลูกจากกล่องโฟมและกะละมัง มาเป็นแปลงการปลูกกับท่อ PVC หลังจากนั้นปรับปรุงเรื่อยมาจนได้ระดับหนึ่งที่คิดว่าเยี่ยมพอแล้ว จึงพร้อมเปิดให้เป็นที่เรียนรู้กับเกษตรกรและนักเรียนที่สนใจได้มาศึกษา เธอตั้งชื่อไว้ว่า “เดอะบีชฟาร์ม”

ต่อมาได้มีร้านอาหาร โรงแรมในตัวเมืองระนอง เมื่อทราบข่าวและเห็นผลผลิตของเธอที่ออกมาได้เยี่ยมมากจริงๆ จึงติดต่อซื้อ เธอสรุปความต้องการที่ลูกค้าส่วนใหญ่มากที่สุดได้ที่มี 5 ชนิด คือ กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค คอส เรดคอรัล และฟิลเลย์ไอซ์เบิร์ก แปลงของเธอจึงมีผัก 5 ชนิดนี้เท่านั้น

เมื่อมีความต้องการจากผู้สนใจกับผัก 5 ชนิดนี้มากขึ้น สาวมะปรางคนเก่งคนนี้จึงตัดสินใจขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น ได้ไปปลูกที่บ้านตัวเอง ที่ตำบลพะโต๊ะ อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร อยู่ห่างจากระนอง ที่ทำงานประมาณ 50 กิโลเมตร สร้างโรงเรือนเพิ่มขึ้นอีก 2 เรือน ในเนื้อที่ประมาณ 50 ตารางวา เธอสามารถเดินทางไปกลับได้สะดวกสำหรับในการดูแล และสามารถมีผักออกบริการกับผู้ต้องการได้ประมาณ 50-60 กิโลกรัม ต่อสัปดาห์

เธอบอกต่อไปอีกว่า สามารถเป็นอาชีพเสริมให้กับตัวเธอได้อย่างดี แปลงผักของเธอได้รับการรับรองมาตรฐานผักปลอดจากสารพิษจากวิชาการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ มีการส่งผักไปตรวจสารพิษตกค้างปีละ 2 ครั้ง

สุดท้าย เธอบอกไว้อย่างน่าสนใจอย่างมากครับ เดอะบีชฟาร์มของเธอนี้ เป็นฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ขนาดเล็ก เลือกปลูกผักตามที่ลูกค้าต้องการ เหมาะกับทุกท่านที่สนใจ แม้ว่าจะมีงานประจำอยู่แล้วก็ตาม สามารถทำเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้อย่างแน่นอน ใช้เวลาว่างก่อนไปทำงานและหลังเลิกงานในการดูแล เดอะบรีชฟาร์มของเธอมีให้ท่านที่สนใจไปเยี่ยมหา ได้ทั้งสาขาระนอง และ พะโต๊ะ หรือติดตามได้ทาง Facebook : ผักไฮโดรโปนิกส์ เดอะบีชฟาร์มสาขาระนอง-สาขาพะโต๊ะ

ที่สำคัญอย่างมากคือ ทุกท่านที่ต้องการปลูกจะสามารถจัดการขั้นตอนได้ด้วยตัวเองอย่างไม่ยาก ตั้งแต่หยอดเมล็ด เพาะกล้า จนถึงการเก็บเกี่ยว ตลอดจนส่งถึงมือลูกค้า แค่ต้องมีคุณสมบัติ คือต้องมีความขยันและอดทนเท่านั้นเป็นพอ ท่านใดสนใจทุกรายละเอียดติดต่อ โทร. (098)126-3758 และ (089) 927-2745

“เดอะบีชฟาร์ม เป็นฟาร์มปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ขนาดเล็ก ต้องการผลิตผักปลอดสารพิษ สำหรับผู้รักดูแลสุขภาพ ดูแลอย่างละเอียดทุกขั้นตอน เราปลูกผักด้วยใจ เพราะห่วงใยสุขภาพค่ะ” สาวมะปรางหน้าหวานบอกสุดท้าย เยี่ยมมากครับ

ก้าวแรกที่มักจะได้ยินเสมอว่า จะเป็นก้าวที่ออกเดินได้ยากมากเป็นคำพูดที่มักจะได้ยินกันบ่อยมาก นับว่าถูกต้องอยู่นะครับ ทุกๆ การเริ่มต้นใหม่มักเจอกับอุปสรรคต่างๆ แน่นอน แต่ก็มีความจำเป็นอย่างมากที่ทุกคนต้องมีก้าวนี้ หากไม่มีก้าวแรกแล้วจะมีก้าวสุดท้ายได้อย่างไร อย่าพยายามไปกังวลกับสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นระหว่างที่เรากำลังก้าวเดินอยู่กับวันนี้ และอย่ามัวมองจุดที่ตัวเองก้าวพลาด เพราะทุกๆ การก้าวพลาดนั้นคือประตูสู่ความสมหวังทั้งสิ้น ตราบใดที่เราไม่ยอมหยุดก้าวเดิน เรานั้นย่อมมีความเป็นอิสระที่จะจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้กับชีวิตของเราได้เสมอ อย่าพยายามเอาโชควาสนา หรือชะตาฟ้าดินลิขิตมากล่าวอ้างเป็นเหตุผลกับการดำเนินชีวิต เพราะทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นมันคือชีวิตของเรา ขอบคุณ สวัสดี

ฉันไม่คุ้นเคยกับเมืองไทยมากนัก เพราะชีวิตฉันอยู่กับทะเลทราย ในกลุ่มประเทศขุด “บ่อน้ำ” แล้วได้ “น้ำมัน” ที่เมืองไทยอยากได้นัก แต่ฉันก็อิจฉาเมืองไทยที่ขุดบ่อแล้วได้น้ำใสๆ ดื่มได้ ฉันรู้จักเมืองไทยก็เพราะว่า มีเรื่องราวของฉันเขียนไว้ในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับที่ 519 วันที่ 15 มกราคม 2555 โดย อาจารย์ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา ได้ไปสนทนาหาข้อมูลกับนักวิชาการที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน “เห็ด”

ชื่ออาจารย์ ดร. อานนท์ เกื้อตระกูล ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับองค์การสหประชาชาติ สนใจที่จะนำฉันมาศึกษาทดลองปลูกในเมืองไทย ทั้งๆ ที่ฉันเป็น “ไม้หวงห้าม” ไม่อนุญาตให้ขุด หรือนำออกจากแหล่งปลูก และทุกต้นมีการขึ้นทะเบียนพร้อมระบุเจ้าของ โดยเฉพาะประเทศโอมานที่ฉันอยู่ แล้วกำลังขยายไปถึง ซาอุดีอาระเบีย ซีเรีย ซูดาน รวมทั้งอียิปต์ด้วย ฉันจึงรู้สึกแปลกใจจริงๆ ที่อาจารย์อานนท์ นำฉันออกมาได้ ฉันจึงกลายเป็น “ไม้แปลกมากๆ” แห่งเมืองไทย และที่มีคนรู้จักฉันมากขึ้น คงจะเป็นเพราะอาจารย์ทะนุพงศ์ เขียนถึงฉันนี่เอง

สิ่งที่ฉันแปลกใจอีกอย่างคือ ที่เมืองไทยเรียกฉันว่า “เขว้” สะด่าน สาดสมิง ฉันไม่เข้าใจความหมายเลย เคยได้ยินแต่ “เสือสมิง” ฉันเคยรู้ว่าที่เมืองไทยเขา “กรีด” ต้นยางพาราแล้วได้น้ำยาง สำหรับฉันที่เขาเรียกต้น Boswellia หรือในสกุล Styrax เขาขูดเปลือกต้นไม้แล้วปล่อยให้น้ำยางซึมออกมาแข็งตัว เรียกน้ำยางนี้ว่า “น้ำตา” ก็ได้ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์ก็อาจให้น้ำยางต่างชนิดต่างคุณภาพก็มี แต่โดยเฉพาะ “Boswelliasacra” ที่ใช้ในการทำเครื่องหอม (incense) และน้ำหอม ได้จากยางหอมนี้

เรื่องน่าแปลกสำหรับฉันอีกอย่างคือ สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาวะแวดล้อมที่ไม่น่าจะขึ้นได้ เช่นดูเหมือนงอกออกมาจากหิน แต่ฉันก็คุ้นชินในทะเลทราย ฉันจะเริ่มให้น้ำยางเมื่ออายุ 8-10 ปี การกรีดเก็บน้ำยาง ทำได้ 2-3 ครั้ง ต่อปี โดยเมื่อกรีดเปลือกต้นตามยาว น้ำยางจะซึมตามรอยแผลที่กรีด แล้วแข็งตัวเมื่อถูกอากาศ ชันยางที่กรีดได้ครั้งแรกจะขาวบริสุทธิ์และมีกลิ่นหอมมาก แต่ครั้งหลังสุดจะเป็นยางที่มีคุณภาพดีสุด ชันยาง มีสรรพคุณมากมายนำมาใช้เข้าเครื่องยาเครื่องสำอาง ยาฆ่าเชื้อโรคบางชนิด แก้ไอ ขับเสมหะ ปัสสาวะ ขับลม ห้ามเลือด บำรุงหัวใจ ลดความเครียด โดยเฉพาะใช้ทำเครื่องหอม เผารมควัน อบหอม ไล่ริ้นไรมดแมลง รวมทั้งใช้ผสมในตำรับยาโบราณ ตกแต่งกลิ่นกันบูด ในประเทศฝรั่งเศส นำไปใช้ผลิตอุตสาหกรรมเครื่องหอมชื่อดัง น้ำหอมราคาแพง

เรื่องแปลกอีกอย่างคือ กำยานที่มีขายในตลาด 2 ชนิด คือ กำยานสุมาตรา จากประเทศอินโดนีเซีย และกำยานญวน จากเวียดนาม หรือกำยานหลวงพระบาง จากประเทศลาว แต่แปลกที่ว่ากำยานญวน ฝรั่งเรียกว่า “Siam Benzoin” เพราะกำยานนี้ส่งออกไปขายจาก “ราชอาณาจักรสยาม” ราคาเป็นหลักหมื่นต่อกิโลกรัม

ฉันเป็นต้นไม้ทะเลทรายที่มีบทบาทในพิธีกรรมทางศาสนาตั้งแต่โบราณ มีเปลือกมัน มียางเคลือบให้กลิ่นหอมรุนแรง ทนนาน ในศาสนาคริสต์ และอิสลาม ใช้ทำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรค

“ชันยาง” ที่ไหลแห้งเองแล้วตกผลึกใสเหมือนแก้ว ไม่ต้องแปรรูปซับซ้อน

รูปทรงฉันมีเรือนยอดโปร่ง เปลือกต้นสีเทา ใบเดี่ยว มีขนประปราย ดอกสีขาวเป็นช่อสั้นๆ มีกลิ่นหอม ออกช่วงปลายเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ มีผลกลมสีเขียวอ่อน เมล็ด 1-2 เมล็ด แต่นำมาขยายพันธุ์ได้ช้า ต้องใช้ฮอร์โมนช่วย แหม…กำลังอยากจะมาอยู่เมืองไทยเชียว นะนายจ๋า?

อยากจะหอมให้อบอวล ทวนพายุทราย หอมจนได้ลืมกลิ่นเนย กรีดได้เลย…ได้น้ำยาง แล้วเป็น “น้ำหอม” จะยอมให้กรีดทั้งตัวเลยจริงจริ๊ง กรมวิชาการเกษตรส่งมันเทศพันธุ์ใหม่ “ พิจิตร 2 ” ป้อนโรงงานอุตสาหกรรมแป้ง ปลื้มพันธุ์ใหม่ให้ผลผลิตสูง แป้งสูง แถมขนาดหัวใหญ่ตรงความต้องการโรงงาน ปี 62 ปั๊มยอดพันธุ์กว่า 5 แสนยอด ขยายผลปลูกต่อในพื้นที่เกษตรกรได้ถึง 27 ไร่

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ให้ข้อมูลว่า มันเทศ เป็นพืชอาหารและพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญชนิดหนึ่งของโลก ผลผลิตส่วนใหญ่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตแป้ง และใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล จะเห็นได้ว่า มันเทศเป็นทั้งพืชอาหารและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตแป้งมันเทศ ซึ่งพันธุ์มันเทศสำหรับเป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม ต้องเป็นพันธุ์เนื้อสีขาว ให้ผลผลิตสูง และเปอร์เซ็นต์แป้งมากกว่า ร้อยละ 10 แต่เนื่องจากมันเทศที่เกษตรกรปลูกในปัจจุบันมีหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งสายพันธุ์เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นมันเทศเพื่อการบริโภคสด มีปริมาณแป้งค่อนข้างต่ำ และปริมาณน้ำตาลสูง ไม่เหมาะสมที่จะนำไปผลิตเป็นแป้งมันเทศ

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร กรมวิชาการเกษตร ได้ปรับปรุงพันธุ์มันเทศสำหรับอุตสาหกรรมแป้ง ตั้งแต่ปี 2554-2560 โดยปี 2554 ผสมพันธุ์มันเทศ ใช้พันธุ์มันเทศเนื้อสีขาวสำหรับเป็นพ่อแม่พันธุ์ 9 พันธุ์ ปี 2555 คัดเลือกพันธุ์และคัดเลือกสายต้นที่ให้ผลผลิตไม่น้อยกว่า 2,500 กิโลกรัม ต่อไร่ หัวมีขนาดใหญ่ เนื้อสีขาว ผิวเรียบ และน้ำหนักแห้งไม่น้อยกว่า ร้อยละ 30 ปี 2556 เปรียบเทียบพันธุ์มันเทศ ปี 2557-2558 ทดสอบพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาญจนบุรี และศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ ปี 2559-2560 ทดสอบพันธุ์ในแปลงเกษตรกรจังหวัดพิจิตร และในปี 2562 เสนอรับรองพันธุ์โดยคณะกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร เห็นชอบให้ตั้งชื่อมันเทศพันธุ์ใหม่นี้ว่า “มันเทศพันธุ์พิจิตร 2”

มันเทศพันธุ์พิจิตร 2 มีลักษณะเด่นตามที่ต้องการ คือ ให้ผลผลิตสูงถึง 3,617 กิโลกรัม ต่อไร่ มากกว่าพันธุ์เกษตรกรซึ่งให้ผลผลิต 2,676 กิโลกรัม ต่อไร่ ให้ผลผลิตแป้ง 846 กิโลกรัม ต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์เกษตรกรซึ่งให้ผลผลิตแป้ง 624 กิโลกรัม ต่อไร่ มีปริมาณขนาดหัวที่โรงงานต้องการสูง โดยมีขนาดหัว ร้อยละ 86.2 ของน้ำหนักรวม ซึ่งศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร มีแปลงแม่พันธุ์พร้อมที่จะขยายยอดพันธุ์ต่อได้ตลอด โดยสามารถผลิตยอดพันธุ์ได้ถึง 150,000 ยอด ปลูกได้จำนวนพื้นที่ 27 ไร่

“คุณหมู” หรือ คุณกรวิชญ์ มาระเสนา อดีตวิศวกรโยธา ที่ตัดสินใจลาออกแล้วเบนเข็มสู่อาชีพเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัว โดยมุ่งทำสวนเกษตรผสมผสานตามศาสตร์พระราชา นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยีและการตลาดมาใช้ผลิตและจำหน่ายสินค้า สร้างรายได้หลายแสนบาทต่อไร่

บนเส้นทางอาชีพเกษตรกร

เดิมทีครอบครัวคุณหมูทำธุรกิจเกษตรและประมง พ่อแม่ตั้งใจส่งเสริมให้คุณหมูเรียนจบสูงๆ เพราะไม่ได้อยากให้มาทำอาชีพเกษตรกรรม หลังคุณหมูเรียนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมโยธาจากมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ ก็ทำงานประจำในตำแหน่งวิศวกรโยธา ทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง เมื่อ 10 ปีก่อน คุณหมูจึงตัดสินใจลาออกแล้วกลับมาทำเกษตรที่บ้านเกิด เพื่อจะได้มีโอกาสดูแลพ่อแม่ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง

ในระยะแรก คุณหมูไม่มีพื้นฐานด้านงานเกษตร รูเล็ตออนไลน์ ก็พยายามเรียนรู้ข้อมูลด้านการผลิต-การตลาด จากหนังสือด้านเกษตรและข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต เนื่องจากกระแสนิยมบริโภคผักอินทรีย์ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คุณหมูจึงสนใจเรื่องการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ที่ให้ผลตอบแทนสูง คุณหมูเป็นแกนนำรวมกลุ่มชาวบ้าน จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่าสะอ้าน เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2550 เพื่อดำเนินกิจกรรมปลูกและจำหน่ายผักปลอดสารพิษ เช่น ผักคะน้า ผักกาด ผักสลัด ผักขม ผักกวางตุ้งฮ่องเต้ และผักบุ้ง ฯลฯ

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่าสะอ้าน ทำงานโดยยึดหลักเกษตรอินทรีย์ (organic agriculture) ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง “3 ห่วง 2 เงื่อนไข” ได้แก่ ความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน ความรู้ และคุณธรรม คุณหมูร่วมมือกับสมาชิกกลุ่มวางแผนจัดการโซ่อุปทาน ตั้งแต่การเตรียมคน พื้นที่ วัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งจัดหาเมล็ดพันธุ์ผักคุณภาพดีให้สมาชิกนำไปปลูก

ทางวิสาหกิจชุมชน ฯ ควบคุมคุณภาพผลผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานจัดการคุณภาพ GAP พืช จัดระบบการให้น้ำ-ปุ๋ย บำรุงรักษาไม่ให้แมลงและวัชพืชทำลายผลผลิต กำหนดวันเก็บเกี่ยวทุกวันหรือสองวันครั้ง ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชผัก นำผักมาใส่บรรจุภัณฑ์ที่มีการรับรองเกษตรปลอดภัย (Q) จากกรมวิชาการเกษตร ภายใต้การสนับสนุนของเทศบาลตำบลเขารูปช้างและสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสงขลา ด้านการตลาด ทางกลุ่มเน้นขายปลีก ณ ศูนย์เรียนรู้วิสาหกิจชุมชนท่าสะอ้านไฮโดรโปนิกส์ ตลาดนัดวันอาทิตย์ และตลาดนัดเกษตรทุกวันศุกร์ เวลา 06.30-13.00 น.

ในบางครั้งการปลูกผักอินทรีย์ก็ประสบปัญหาการแพร่ระบาดของเพลี้ยไฟ ไรแดง รวมถึงเชื้อราที่เกิดจากอาการโรครากเน่า และโรคใบจุด ทำให้ประสบปัญหาขาดทุน การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ แม้ระบบน้ำจะมีธาตุอาหารที่พืชต้องการครบ แต่ในช่วงหน้าร้อนต่อหน้าฝน รากพืชจะไม่สามารถดูดสารอาหารได้เต็มที่ เนื่องจากมีเชื้อรา 2 ชนิด จะเติบโตได้ดี และเป็นเชื้อราที่มักจะเกิดขึ้นกับการปลูกพืชชนิดเดียวซ้ำๆ หลายครั้ง และชอบไปเกาะอิงอาศัยอยู่กับรากพืช จนพืชไม่สามารถดูดอาหารได้ มีอาการโรครากเน่า ใบจุด เนื่องจากคุณหมูเป็นเกษตรกรมือใหม่ ยังขาดความรู้ด้านการกำจัดแมลงศัตรูพืช และการบริหารตลาดที่เหมาะสม เขาจึงพยายามเรียนรู้เทคโนโลยีการเกษตรใหม่ๆ เข้ามาใช้ปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ปี 2557 กรมส่งเสริมการเกษตรจัดโครงการอบรมเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer : YSF) โดยเปิดรับสมัครลูกหลานเกษตรกรอายุระหว่าง 17 – 45 ปี ที่มีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกร มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 180,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี ซึ่งคุณหมูมีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ที่กรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดจึงได้เป็นสมาชิกYSF รุ่นแรกของโครงการ ฯ