มะไฟกา เป็นผลไม้ป่าที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป

ในท้องถิ่นคือ มะไฟกาแดง ส้มไฟป่า ส้มไฟดิน มะไฟเต่า เป็นต้น ในทางพฤกษาศาสตร์ มะไฟกาเป็นไม้ยืนต้นในสกุล Baccaurea ตระกูลเดียวกับจำปูลิ่ง ลำต้นสูงประมาณ 6-10 เมตร เปลือกลำต้นสีเทาอ่อนปนน้ำตาล แตกเป็นสะเก็ดเล็กๆ บางๆ ใบเดี่ยว ออกรวมเป็นกลุ่ม ข้อต่อระหว่างโคนใบกับก้านใบบวมพอง ดอกออกที่ลำต้นและปลายกิ่งเป็นช่อ ดอกแยกเพศแยกต้น ดอกตัวผู้มีกลีบเลี้ยง 4-5 กลีบ มีขนสีขาวปกคลุม ดอกตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่า

ผลแก่มีสีแดง เปลือกหุ้มมีลักษณะเหนียวและหนา เมื่อแกะเปลือกจะเห็นผลแบ่งมี 3 ห้อง แต่ละห้องมี 1 เมล็ด ผลมีรูปร่างกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3 เซนติเมตร (ซม.) เนื้อหุ้มเมล็ดมีสีเหลืองอ่อน มะไฟกาขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด

ด้านการใช้ประโยชน์ ชาวบ้านทางภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามันมักนำยอด ใบอ่อน หรือผลอ่อนของมะไฟ ที่มีรสเปรี้ยวใช้กินเป็นผัก เช่น ใส่ในแกงคั่ว แกงเลียง แกงส้ม ทางภาคใต้นิยมกินเป็นผักเหนาะ เรียกกันว่า “ส้มไฟอ่อน”

นอกจากนี้ ยังนิยมนำเปลือกผลสุกที่เป็นสีแดงไปยำกับหนังหมูและกุ้งแห้ง ส่วนชาวบ้านแถบปัตตานีนิยมนำเปลือกของผลมะไฟกามาใส่แกงส้มแทนส้มแขก หรือมะขาม สำหรับผลสุกมักกินเป็นผลไม้สดหรือทำน้ำมะไฟ

มะไฟกานับเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เนื่องจากมีวิตามินซีสูง ช่วยในการสังเคราะห์คอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยให้ผิวหนัง กระดูก และข้อต่อต่างๆ แข็งแรง รวมทั้งสารโพแทสเซียมที่มีบทบาทในการควบคุมการเต้นของหัวใจและควบคุมความดันโลหิต รวมทั้งสารแมกนีเซียมที่จำเป็นต่อกระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกาย และมะไฟยังมีแคลเซียมและคาร์โบไฮเดรตอีกเล็กน้อย

มะไฟกาเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณทางยาคือ ช่วยขับเสมหะ รักษาอาการอาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเฟ้อ รากแก้พิษตานซาง แก้วัณโรค ฝี ดับพิษร้อนและเริม ลดอาการอักเสบ ในบางท้องถิ่นชาวบ้านนิยมใช้มะไฟกาเป็นพืชสมุนไพรกลางบ้าน โดยนำ “รากต้นมะไฟกา” มาต้มน้ำดื่ม เพื่อรักษาอาการอาหารไม่ย่อย หรืออาหารเป็นพิษ ท้องเสีย เป็นต้น

ความจริง ในผืนป่าภาคใต้ของไทยสามารถพบเห็นพืชในสกุลมะไฟอีกหลายชนิด เช่น ละไม ลังแข จำไร มะไฟลี ฯลฯ ในพื้นที่ป่าดิบชื้น ตั้งแต่บริเวณที่ราบเชิงเขา หรือริมลำธาร พื้นค่อนข้างจะลาดชัน เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่ป่าธรรมชาติในภาคใต้ถูกบุกรุกทำลายอย่างต่อเนื่อง ในอนาคตหากคนไทยไม่ช่วยกันอนุรักษ์ป่าไม้ พืชในสกุลมะไฟอาจจะมีโอกาสสูญพันธุ์จากป่าเมืองไทยได้เช่นกัน

ชาวบ้านเรียกอีกอย่างว่า ลูกปุย ตามลักษณะเด่นของผลไม้ชนิดนี้ ที่ด้านในผลมีเนื้อสีขาวฟูๆ ห่อหุ้มเมล็ดอยู่ ลังแขหรือลูกปุย เป็นผลไม้ป่าเฉพาะถิ่นทางภาคใต้ของไทยที่เจริญเติบโตในดินร่วนซุยตามภูเขาและป่าพรุ ผลของลูกปุยจะติดเป็นพวง มีลักษณะกลมแบนคล้ายผลกระท้อน แต่ขนาดเล็กกว่า นอกจากนี้ ลังแขยังมีขนาดของผลใหญ่กว่ามะไฟมาก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-6 เซนติเมตร

ผลลังแขโตเต็มที่จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-5 เซนติเมตร ลังแขมีเปลือกหนา สีส้มหรือสีน้ำตาลแดง มีรสชาติเปรี้ยวปนฝาดเล็กน้อย คนใต้นิยมนำเปลือกลังแขไปปรุงอาหาร ส่วนเนื้อมีรสชาติหวาน นิยมกินเป็นผลไม้ ลังแขจะติดผลให้ได้กินกันปีละครั้ง ประมาณเดือนสิงหาคมถึงกันยายนของทุกปี

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักและคิดถึงทุกท่าน เป็นอย่างไรกันบ้างครับในช่วงนี้ ทั้งโควิด ทั้งเจอฝนที่มาพร้อมพายุฤดูร้อน หลายๆ พื้นที่ในประเทศไทยเราเจอพลังลมและลูกเห็บ สร้างความเสียหายให้บ้านเรือนและเรือกสวนไร่นามากน้อยต่างกันไป ผมเองอยู่กรุงเทพฯ ก็พลอยได้รับอานิสงส์กับฝนหลงฤดูไปกับเขาด้วย ไม่เบานะครับ แถวๆ ดอนเมืองมีลูกเห็บด้วยเหมือนกัน นี่แหละครับ เรื่องราวของธรรมชาติ ยากที่เราจะป้องกันหรือหลีกเลี่ยงไปได้ ทางที่ดีคือเตรียมพร้อมเอาไว้

ขออนุญาตนอกเรื่องสักนิดครับ เชื่อไหมว่าในช่วงดังกล่าว ผมทราบการพยากรณ์ว่าจะมีฝน มีลมมาก่อนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือนแล้ว กำหนดวันได้แม่นยำขนาด +-5 วันเท่านั้น จากไหนหรือครับ จากการพิจารณาดอกไม้ตระกูลยางนา เต็ง กระบาก มะม่วงป่า ฯลฯ ซึ่ง อาจารย์นพพร นนทภา จดบันทึกรายละเอียดและวิจัยเรื่องนี้มากว่า 10 ปีแล้ว อาจหาโอกาสว่างๆ สักตอนนำมาบอกเล่าอย่างละเอียดมากกว่านี้ครับ ขอให้การเดินทางไปมาหาสู่สะดวกกว่านี้อีกนิดเถิด รับรองท่านจะได้ทั้งความรู้และความบันเทิงแน่นอน เพราะอาจารย์ท่านเป็นคนอารมณ์ดี

มาถึงเรื่องของเราที่ผมอยากนำมาบอกเล่าในคราวนี้ครับ หนุ่มน้อยนักฝัน ผู้สร้างฝันด้วยการลงมือทำ อดีตนักศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในขณะเรียนก็เก็บเกี่ยวความรู้ในส่วนของวิชาการและความรู้รอบตัวเกี่ยวกับเกษตรสาขาต่างๆ จบมาก็ได้ทำงานประจำ เงินเดือนสำหรับบัณฑิตจบใหม่ก็น่าจะพอเลี้ยงดูตัวเองได้ไม่ขัดสนนัก แต่ยังมียาย มีแม่ มีคนในครอบครัวที่ต้องช่วยกันดูแล เงินเดือนแค่นั้นคงไม่ทำให้ฝันอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้นมาได้ การทำงานเสริมจึงเกิดขึ้น และคงไม่มีงานใดที่จะเหมาะกับมนุษย์ออฟฟิศคนหนึ่งได้มากไปกว่าการขายของออนไลน์ และที่ถนัดสุดก็ต้อง ขายต้นไม้ออนไลน์นั่นเอง

น้องโอ – สรายุทธ วิทยะรัตน์ เบอร์โทร. (090) 891-2442 คือหนุ่มน้อยผู้เดินตามฝันคนนั้น ด้วยความที่ไม่มีที่ดินของตัวเอง และงานขายต้นไม้ออนไลน์ก็เริ่มมีลูกค้ามากขึ้น จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ แม้จะถูกทัดทานจากเพื่อร่วมงานและคนในครอบครัว แต่โอเชื่อว่าการเดินทางไปสู่ความฝันมีหลายเส้นทางจะทำให้ไขว้เขว สู้บุกเบิกในเส้นทางที่ตัวเองชอบน่าจะดีกว่า ประกอบกับในช่วงนั้นไปรู้จักกับสาวน้อยนางหนึ่ง ทั้งสองคนช่วยกันขายต้นไม้ออนไลน์เก็บหอมรอมริบอยู่ 3 ปี จึงมีเงินก้อนหนึ่งพอที่จะซื้อที่ดินแปลงน้อยๆ 1 งาน ได้ที่หมู่บ้านวังป้อง ตำบลเหมืองแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ สร้างบ้านและปลูกต้นไม้ในวงบ่อเพื่อศึกษาไม้ผลเมืองหนาวที่สามารถปลูกในพื้นที่ราบ ถึงตรงนี้บางท่านอาจแปลกใจว่า อยู่ถึงเชียงใหม่ไฉนจึงบอกว่าไม้ผลเมืองหนาวที่ปลูกในพื้นราบ หากใครได้ไปสัมผัสแม่ริม ณ จุดนั้นจะบอกเลยว่า สภาพอากาศร้อนมากนะครับ พื้นที่เป็นหุบพื้นราบ เหมือนกับพื้นราบในภาคอื่นๆ

ที่สวนก็ลองปลูกทั้งพลับช็อกโกแลต แอปเปิ้ล อะบิว สาลี่ ราสเบอรี่ แบล็คเบอร์รี่ และอื่นๆ อีกหลายตัวที่สามารถปลูกพื้นราบได้ และให้ผลได้ดี แต่ต้องเป็นสายพันธุ์สำหรับพื้นราบด้วยครับ จนมาถึงพระเอกของสวนน้อยๆ นั่นคือ พลับช็อกโกแลต ผมถามน้องโอว่า ทำไมจึงเลือกพลับช็อกโกแลต น้องบอกว่า ได้แรงบันดาลใจมาจากการที่ได้เห็นความแปลกในตัวผลไม้ชนิดนี้ จึงได้ซื้อต้นพันธุ์มาปลูก เป็นสายพันธุ์แบล็คบิวตี้ ดูแลจนได้เวลา ได้ผลผลิต จึงต้องประเดิมเอาฤกษ์เอาชัยด้วยการให้ยายได้ชิม สรุปว่าผ่าน ยายชอบมากๆ จึงกลับไปศึกษาต่อว่าจะมีประโยชน์อะไรบ้าง ปรากฏว่ามีวิตามินซีสูงมาก และเป็นแหล่งแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่ดี มีไขมันต่ำมาก เหมาะแก่ผู้สูงอายุและยังช่วยเรื่องความดันอีก ซึ่งแม่ของโอได้รับตรงนี้เต็มๆ เพราะเป็นทั้งเบาหวานและความดัน เรียกว่าปลูกเพื่อให้คนในบ้านได้บริโภคในเบื้องต้นนั่นเอง

“โอ พี่ถามแบบคนไม่รู้จริงๆ นะ แน่ใจเหรอว่าพลับช็อกโกแลตปลูกได้ผลผลิตแน่นอนในพื้นที่อื่น”

“ได้แน่นอนพี่ ลูกค้าผมซื้อไปปลูกได้ผลกันเยอะแล้วครับ”

“เป็นกิ่งตอนหรืออย่างไร” “เสียบยอดครับพี่ ใช้ตอพลับช็อกโกแลต เสียบยอดจากกิ่งที่ติดผลแล้ว”
“ปลูกนานไหม”
“ปีครึ่ง ไม่เกินนี้ครับพี่ รับรองติดแน่นอน ขอให้ดูแลรดน้ำ ให้ปุ๋ยเขาหน่อยก็พอ อ้อ! ปลูกกลางแดดเลยนะพี่” เมื่อพลับช็อกโกแลตได้ผลผลิตดีแล้ว ประกอบกับภรรยามีที่ดินอยู่อีกแปลงประมาณ 1 ไร่ที่ อำเภอเชียวดาว จึงทำเป็นแปลงปลูกเพื่อขายผลผลิตต่อไป ปัจจุบันมีต้นแม่พันธุ์ที่ติดผลแล้วไม่น้อยกว่า 15 ต้น ที่เหลือก็เริ่มทยอยออกต่อเนื่องกัน จากการที่ปลูกได้ ขายเป็น และเน้นสตอรี่มีเรื่องราวของการปลูก การดูแล ตลอดจนประโยชน์ที่ได้จากผลผลิต ทำให้การขายไม่ใช่ปัญหาเลย

พลับช็อกโกแลตสวนนายโอ ขายเป็นเซ็ต 2 ผล ราคา 500 บาท รวมส่งให้ด้วย และตอนนี้คิวจองยังยาวอีกไม่น้อย ทำให้มั่นใจว่าจะเป็นอีกหนึ่งผลไม้เพื่อสุขภาพที่ทำรายได้ให้กับเจ้าของสวนได้ไม่ยากเลย “นอกจากพลับช็อกโกแลตแล้ว โอยังมีอะไรอีกไหม”

“จริงแล้วผมลองหลายอย่างนะพี่ แต่พลับช็อกโกแลตผมยกให้เป็นพระเอกของสวน ทำรายได้แน่นอน”
“แสดงว่ายังมีนางเอก”
“ใช่ครับ ผมปลูกแอปเปิ้ลครับพี่” “ถามจริงๆ นะ บ้ารึเปล่าเนี่ย ตอนนี้แอปเปิ้ลมีวางขายอยู่ทั่วเมือง ราคาก็ไม่แพง แล้วเราจะปลูกทำไม”
“คำว่าฟินไงครับพี่ ลองนึกดูนะ หากแต่ละบ้านปลูกแอปเปิ้ลกันต้นสองต้น ติดผลจนสุกแล้วเราปลิดมากินตอนนั้น บอกไม่ถูกหรอกพี่ ว่าจะสุขขนาดไหน ใครจะคิดว่าผลไม้เมืองหนาวจะปลูกในสภาพร้อนๆ ในบ้านเมืองเราได้”
“โอปลูกพันธุ์อะไร”
“2 สายพันธุ์ครับ Anna กับ Dorsett Golden ถามว่าพันธุ์ไหนดีกว่าก็ยังบอกไม่ได้ เพราะยังเป็นการทดลองอยู่ แต่ติดผลแน่นอนครับ”
“รสชาติ”
“กรอบ หวาน หอม อร่อยทั้ง 2 สายพันธุ์ครับ”

ปลูกได้ ขายเป็น เน้นสตอรี่ มีดีที่แปรรูป เป็นคาถาให้พี่น้องเกษตรกรพึ่งตัวเองได้อย่างยั่งยืน แต่ที่สวนนายโอ ทำแค่ 3 อย่างก็พอ ปลูกได้แน่นอน ขายเป็น และมีลูกค้าแน่นอนอีกด้วย ส่วนเรื่องเล่าสตอรี่ของสวนบอกเล่าได้ไม่รู้จบ เพราะความฝันไม่มีวันหมดอายุ เด็กหนุ่มคนหนึ่งกล้าทำตัวเป็นปลาว่ายทวนน้ำ ผ่านคำถากถางจากคนรอบข้างมาไม่น้อย แต่มาถึงวันหนึ่ง สิ่งที่เขากล้าฝัน กล้าลงมือกลับให้ผลผลิต ทำให้ความสำเร็จเดินเข้ามาหาอย่างไม่ขาดสาย ผมเชื่อมั่นว่าบนถนนสายนี้ กว่าจะเดินมาถึงจุดหมายปลายทาง บาดแผลที่เกิดขึ้นย่อมมีไม่น้อย หากหยุดลงก็คงสิ้นบาดแผล แต่ความฝันที่ปลายทางจะไปถึงได้อย่างไร โชคดีนะนายโอ เกษตรสวนกระแส

คุณฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์หอมหัวใหญ่ ปีเพาะปลูก 2564/65 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ กุมภาพันธ์ 2565) คาดว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกหอมหัวใหญ่ รวมประมาณ 8,504 ไร่ ลดลงจากปีเพาะปลูก 2563/64 ที่มีพื้นที่ปลูก 8,798 ไร่ (ลดลงร้อยละ 3.34) ให้ผลผลิต 34,647 ตัน ลดลงจากปีเพาะปลูก 2563/64 ที่ให้ผลผลิต 34,797 ตัน (ลดลงร้อยละ 0.43) เนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ราคาดีกว่าแทน อาทิ หอมแขก ข้าวโพดหวาน เป็นต้น

ซึ่งแหล่งปลูกสำคัญอันดับหนึ่งของประเทศคือ จังหวัดเชียงใหม่ (ผลผลิตร้อยละ 74 ของประเทศ) รองลงมาคือ เชียงรายและนครสวรรค์ ตามลำดับ ผลผลิตส่วนใหญ่ทยอยออกตลาดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน และผลผลิตออกมากสุดในเดือนมีนาคม ทั้งนี้ ภาพรวมราคาหอมหัวใหญ่ที่เกษตรกรขายได้ เริ่มปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงต้นปี เนื่องจากผลผลิตลดลง พ่อค้าในพื้นที่เข้ามารับซื้อผลผลิตมากขึ้น และการส่งออกไปต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่นส่งออกได้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

ขณะที่การบริหารจัดการสินค้าหอมหัวใหญ่ในปี 2565 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยคณะอนุกรรมการจัดการการผลิตและการตลาดกระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง ในคราวประชุมครั้งที่ 3/2564 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2564 ได้มีแนวทางการบริหารจัดการผลผลิตเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตพืชหัวตกต่ำ ทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว

โดย ระยะเร่งด่วน เน้นมาตรการกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตที่สำคัญ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการเชื่อมโยงตลาดซื้อขายผลผลิตหอมหัวใหญ่ล่วงหน้าระหว่างกลุ่มเกษตรกรที่เป็นแหล่งผลิตที่สำคัญกับผู้รวบรวมผู้คัดคุณภาพผลผลิต ส่งจำหน่ายให้กับห้างส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ และโรงงานแปรรูป รวมทั้งมาตรการปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ การดำเนินการตรวจสอบสต๊อกสินค้าของผู้ประกอบการและผู้นำเข้าเพื่อป้องกันการกักตุนเพื่อเก็งกำไร

ระยะยาว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนการปลูกให้สอดคล้องกับตลาดรองรับ เพื่อลดผลผลิตกระจุกตัว บริหารผลผลิตตามพื้นที่การปลูกให้มีการเหลื่อมเวลาปลูก นอกจากนี้ ยังมีมาตรการที่เกี่ยวข้องกับด้านการเงิน โดย ธ.ก.ส. จะพิจารณาดำเนินโครงการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่เกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรมีเงินทุนหมุนเวียนใช้ในการชะลอการจำหน่ายผลผลิตในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ในทุกมาตรการ สศก. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการฯ จะได้ติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินการอย่างเคร่งครัด เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายต่อไป

ด้าน คุณกาญจนา แดงรุ่งโรจน์ รองเลขาธิการ สศก. กล่าวว่า สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีแหล่งผลิตสำคัญอยู่ที่อำเภอแม่วางและอำเภอฝาง ระหว่างวันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ 2565 พบว่า ทั้งสองอำเภอมีพื้นที่ปลูกและผลผลิตลดลง เนื่องจากในช่วงเพาะต้นกล้า ได้เกิดฝนตกติดต่อกันหลายวัน ส่งผลให้ต้นกล้าได้รับความเสียหายไปบางส่วน ประกอบกับสภาพอากาศที่แปรปรวน อากาศหนาวเย็นไม่ยาวนาน ส่งผลต่อคุณภาพของหอมหัวใหญ่

ทั้งนี้ ผลผลิตหอมหัวใหญ่ของอำเภอแม่วาง ถือเป็นแหล่งผลิตสำคัญที่ส่งออกไปต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่นที่เป็นตลาดส่งออกหลัก ซึ่งในช่วงเดือนมกราคม 2565 ไทยส่งออกหอมหัวใหญ่ไปญี่ปุ่นแล้ว ปริมาณ 121,913 กิโลกรัม มูลค่า 3.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ที่ส่งออกปริมาณ 92,069 กิโลกรัม (เพิ่มขึ้นร้อยละ 32) มูลค่า 2.42 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 40)

คีเปล หรือ Kepel เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 10-15 เมตร มีใบเป็นใบเดี่ยว ออกสลับ รูปวงรี ปลายแหลม ดอกออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบและกิ่งก้าน มีดอกย่อยหลายดอก มีกลีบเลี้ยง 4 กลีบ กลีบดอกมีสีเหลือง ส่งกลิ่นหอมที่แรง

ผลคีเปลจะออกตามลำต้นห้อยระย้าจำนวนมาก เปลือกผลสีน้ำตาลแก่ผิวหยาบ เมื่อผลแก่เปลือกจะมีผิวเรียบสีขาวอมเหลือง และจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อผลแก่จัด จะส่งกลิ่นหอมมาก รสชาติหวานกลมกล่อม มีเมล็ดที่ใหญ่ ทำให้เนื้อน้อย ใน 1 ผล จะมีเมล็ด 3-6 เมล็ด

คีเปลถือเป็นไม้แปลกและหายากของโลก มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซีย คีเปล แปลว่า กำมือ ซึ่งชาวชวาเรียกตามลักษณะของผลที่มีขนาดเท่ากำมือ คีเปลมีความต่างจากผลไม้ทั่วไป เพราะผลออกตามลำต้น คีเปลเป็นผลไม้ที่น่าสนใจ นอกจากดอกที่ส่งกลิ่นหอมแล้ว ผลสุกเมื่อทานเข้าไปก็ทำให้ร่างกายมีกลิ่นหอม นอกจากนี้ ยังมีสรรพคุณทางสมุนไพร คือช่วยให้ถ่ายปัสสาวะได้คล่องและมีกลิ่นหอม

คีเปลเป็นพันธุ์ไม้โบราณหายาก มีบางตำนานกล่าวไว้ว่า คีเปลเป็นผลไม้ต้องห้าม ที่อนุญาตให้ปลูกได้ในเขตวังเท่านั้น เพื่อให้บุคคลในวังทาน เพราะคีเปลผลไม้ที่ทำให้กลิ่นกายหอม แต่อาจด้วยระยะเวลาที่ผ่านไป ทำให้เกิดการขยายพันธุ์สู่นอกพระราชวัง

คุณธนวัฒน์ รัศมีพิไล หรือ คุณสมบัติ อายุ 46 ปี ปัจจุบันประกอบอาชีพเกษตร อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ปลูกต้นคีเปลที่มีอายุถึง 17 ปี ปัจจุบันต้นสูง 7-8 เมตร คุณธนวัฒน์ เล่าว่า เดิมทีตนเองชื่นชอบในการปลูกผลไม้แปลก โดยซื้อต้นพันธุ์มาจากเพื่อนที่รู้จักในประเทศอินโดนีเซีย ตอนนั้นซื้อต้นพันธุ์มาประมาณ 7-8 ชนิด โดยเพื่อนได้แนะนำต้นคีเปลให้ได้รู้จัก จึงนำมาปลูก ตอนนั้นซื้อมาในราคาต้นละ 500 บาท

การขยายพันธุ์ นิยมใช้วิธีเพาะเมล็ด เริ่มจากการนำตะไบขัดถูที่เมล็ด เพื่อให้เปลือกที่หุ้มอยู่แตกออก เนื่องจากเมล็ดแข็งและหนา จากนั้นจึงจะสามารถนำมาเพาะลงกระถางได้จนอายุ 6-18 เดือน ถึงจะสามารถปลูกลงดินได้ คีเปลจะเริ่มออกผลเมื่ออายุ 3-6 ปี และจะให้ผลใหญ่เต็มที่ในปีที่ 10 ผลจะออก 1 ปี 2 ครั้ง คือ ธันวาคม-มีนาคม, มิถุนายน-กรกฎาคม ในช่วงที่ 2 จะติดผลน้อยกว่าครั้งแรก โดยใช้เวลาตั้งแต่ออกดอก จนกระทั่งติดผลประมาณ 3-4 เดือน ชอบความชุ่มชื่นและร่มเงา ดังนั้น พื้นที่ปลูกควรมีต้นไม้ที่สามารถให้ร่มเงาได้ และมีอากาศชื้น จึงนิยมปลูกกันในภาคใต้

คีเปลถือเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางอีกชนิดหนึ่งที่ไม่มีปัญหาในโรคพืช หากปลูกในพื้นที่ที่มีร่มเงาแดดไม่จัด การรดน้ำไม่จำเป็นต้องรดบ่อย เพียงแค่คอยสังเกตหน้าดินไม่ให้หน้าดินแห้ง และหมั่นทำความสะอาดโคนต้นให้สะอาดเสมอ การดูแลไม่ยุ่งยาก เพราะไม่แตกต่างจากไม้ผลทั่วๆ ไป

คุณธนวัฒน์ กล่าวว่า คีเปลเป็นผลไม้ที่หาทานยากและมีสรรพคุณทางสมุนไพร จึงทำให้มีราคาที่สูง หลายปีที่ผ่านมา คีเปล 1 กิโลกรัม ราคา 3,500 บาท ถือว่าเป็นราคาที่สูง แต่ผู้บริโภคยอมจ่าย ปัจจุบัน 1 กิโลกรัม ราคา 2,500 บาท ราคาลดลงมาบ้าง แต่ก็ยังได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภค

หากให้บรรยายถึงผลคีเปล เปลือกผิวจะหยาบ สีคล้ายกับละมุด ผลแก่ใกล้สุกสีเริ่มออกเหลืองๆ การดูผลสุกจำเป็นต้องขูดผิวเปลือกดู เพราะเปลือกจะมีความเป็นแป้งที่เคลือบอยู่ แต่การขูดดูสีผลนั้นไม่ส่งผลกระทบต่อเนื้อด้านใน

เนื้อด้านในของคีเปล เนียนนุ่ม แน่น และมีกลิ่นหอมที่เกินจะบรรยายได้ชัดเจน บ้างก็ว่าหอมเหมือนผลไม้ 3-4 ชนิดรวมกัน บ้างก็ว่าหอมเหมือนกลิ่นดอกไม้นานาพรรณ มีรสชาติที่หวานกลางๆ ไม่หวานจัด หากใครได้ลิ้มลองเพียงครั้งเดียว ก็สามารถสังเกตได้ว่า ปัสสาวะจะมีกลิ่นที่หอมเหมือนกับกลิ่นของผลคีเปล

คุณธนวัฒน์ กล่าวว่า คีเปลเป็นผลไม้ที่ไม่แพร่หลายมากนัก เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่นิยมปลูก จึงเป็นผลไม้แปลกที่หาทานได้ยาก แต่ต่อให้กิโลกรัมละ 2,500 บาท ก็ไม่ทำให้ผู้บริโภคลดน้อยลง ออร์เดอร์ของทางสวนถือว่าต้องจองคิวกันข้ามปีเลยเพื่อให้ได้ลิ้มลอง ลูกค้าเก่า 99% กลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง และยังคงเป็นที่ให้ความสนใจกับลูกค้าใหม่

คีเปลสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้หลากหลายตลาด ทั้งกลุ่มผลไม้พรีเมี่ยม คนรักสุขภาพ ตลาดผลไม้ทั่วไป และผู้ที่ชื่นชอบในผลไม้แปลก อยากที่จะลิ้มลอง เกษตรกรที่กำลังมองหาไม้แปลกในการปลูก คีเปลเป็นไม้ผลอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจอย่างมาก ปลูกเพียง 1 ต้น ก็สามารถสร้างอาชีพเสริมได้กำไรดี และการดูแลไม่ยุ่งยากอีกด้วย

สำหรับท่านใดที่สนใจ ผลสุกคีเปล ต้นกล้าคีเปล เมล็ดพันธุ์คีเปล ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณธนวัฒน์ รัศมีพิไล หรือ คุณสมบัติ อายุ 46 ปี โทรศัพท์ 088-388-0668 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ทางเฟซบุ๊ก คีเปล

ระยะนี้มักจะมีฝนตกในบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร penny-stock-social.com แนะเกษตรกรผู้ปลูกมะขามเฝ้าระวังการระบาดของหนอนเจาะฝักมะขาม โดยจะพบการเข้าทำลายในระยะที่มะขามพัฒนาผล เริ่มแรกจะพบผีเสื้อตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่เป็นฟองเดี่ยวบนฝักมะขาม ตั้งแต่ช่วงที่มะขามพัฒนาผลเริ่มเป็นฝักอ่อนไปจนกระทั่งเป็นฝักแก่และสุก ซึ่งมักจะวางไข่บนฝักมะขามที่มีรอยแตกหรือรอยหักมากกว่าฝักปกติ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวหนอนจะเจาะเข้าสู่ฝักมะขามไปกัดกินเนื้อภายในและเมล็ด หนอนจะถ่ายมูลเป็นขุยออกมาที่ปากรูเป็นกระจุกสีน้ำตาล และอาศัยอยู่ในฝักจนกระทั่งเข้าดักแด้ เมื่อออกเป็นตัวเต็มวัยจะบินไปผสมพันธุ์และวางไข่ต่อไป การเข้าทำลายในช่วงฝักอ่อนทำให้ฝักแห้งลีบ ส่วนการเข้าทำลายในช่วงฝักแก่จะถูกกัดกินเนื้อภายในและส่งผลให้ฝักมะขามเสียหาย

แนวทางในการป้องกันและกำจัดหนอนเจาะฝักมะขาม ให้เกษตรกรหมั่นสำรวจและเก็บฝักมะขามที่ถูกทำลายไปเผาทิ้งทันที จะสามารถช่วยลดการแพร่ระบาดของหนอนลงได้ หากพบการเข้าทำลายของหนอนเจาะฝักมะขาม ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่น 2-3 ครั้งติดต่อกัน และพ่นห่างกัน 7 วันเมื่อพบการระบาด หลีกเลี่ยงการพ่นสารฆ่าแมลงชนิดเดียวติดต่อกันหลายครั้ง เพราะจะทำให้หนอนเจาะฝักมะขามสามารถสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าแมลงชนิดนั้นได้รวดเร็วและหลายชนิด

มะพร้าว เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญชนิดหนึ่งของไทย ส่วนใหญ่นิยมบริโภคน้ำมะพร้าวเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เนื้อมะพร้าวแปรรูปเป็นอาหารคาวหวาน มะพร้าวทั้งต้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบในชีวิตประจำวัน ก้านใบหรือทางมะพร้าว ใช้ทำไม้กวาด ใบมะพร้าวนําไปจักสานเป็นหมวก ฯลฯ นอกจากนี้ สามารถนำส่วนต่างๆ ของต้นมะพร้าวไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมน้ำมันมะพร้าว ผลิตน้ำกะทิเข้มข้น น้ำตาลมะพร้าว ที่นอนใยมะพร้าว การเผาถ่าน ฯลฯ

สำนักงานสถิติแห่งชาติได้เคยสำรวจพบว่า ประชากรไทย 1 คน จะบริโภคเนื้อมะพร้าวประมาณปีละ 8,273.2 กรัม หรือประมาณ 18 ผล ต่อคน ต่อปี ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีพลเมืองประมาณ 55 ล้านคน จะใช้ผลมะพร้าวประมาณ 990 ล้านผล หรือประมาณ 65% ของผลผลิตทั้งหมด ส่วนที่เหลือประมาณ 35% ของผลผลิตทั้งหมด หรือ 489 ล้านผล ใช้ในรูปของอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น เครื่องดื่ม อาหาร ฯลฯ สำหรับใช้ในประเทศและส่งออก