มัลเบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่กินสดหรือแปรรูปได้หลากหลายตลาดเบอร์รี่

แต่จุดอ่อนสำคัญคือ ขนส่งยาก เพราะเป็นผลไม้ที่ไม่มีเปลือก มัลเบอร์รี่มีลักษณะเหมือนองุ่น แต่เปราะบางเสียยิ่งกว่าองุ่น หากเก็บมาจากต้นแล้ว ต้องส่งให้ถึงมือผู้บริโภคภายใน 1 วัน มิฉะนั้นจะเสื่อมสภาพ หรือรักษาคุณภาพโดยแช่ในช่องฟรีซตู้เย็น” คุณรัตน์ บอก

ปัจจุบัน คุณรัตน์ ปลูกต้นมัลเบอร์รี่มาได้ 5 ปีแล้ว ระยะแรกเน้นกินผลสดเป็นหลัก เพิ่งหันมาแปรรูปมัลเบอร์รี่ในช่วง 3 ปีหลังนี่เอง คุณรัตน์ นำมัลเบอร์รี่ผลสดไปแปรรูป เพื่อยืดอายุการขายและสร้างมูลค่าเพิ่มในหลากหลายรูปแบบ เช่น น้ำมัลเบอร์รี่พร้อมดื่ม น้ำมัลเบอร์รี่แบบเข้มข้น แยมมัลเบอร์รี่ และมัลเบอร์รี่หยี (เอามัลเบอร์รี่ผลสดไปกวนกับน้ำตาลทราย นำไปอบแห้งและตัดเป็นชิ้นๆ กินเป็นขนมเพื่อสุขภาพ)

คุณรัตน์ พยายามแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทุกส่วนของต้นมัลเบอร์รี่ ตั้งแต่รากจนถึงใบ เช่น ใบนำไปผลิตเป็นชามัลเบอร์รี่ ช่วยบำรุงสุขภาพช่วยให้นอนหลับได้ดี นอกจากนี้ มีผลงานวิจัยออกมาว่า รากต้นมัลเบอร์รี่ ที่มีอายุ 10 ปีขึ้นไป เมื่อนำไปสกัดจะได้สารไวท์เทนนิ่งที่ช่วยบำรุงผิวให้ขาวใสตามธรรมชาติ คุณรัตน์จึงนำผลวิจัยดังกล่าวไปพัฒนาเป็นเครื่องสำอางบำรุงผิว ลดความหมองคล้ำบนใบหน้าได้อย่างดี เครื่องสำอางจากมัลเบอร์รี่ผลิตจากธรรมชาติล้วนๆ เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้สารเคมี

กระแสความนิยมบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพมาแรง ทำให้มัลเบอร์รี่ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์สูงต่อสุขภาพขายดีมาก ทั้งผลสด และแปรรูปจนผลิตไม่ทันกับความต้องการของตลาด ผลิตภัณฑ์สินค้าของคุณรัตน์จำหน่ายผ่านช่องตลาดออนไลน์ ผ่านเฟซบุ๊ก “มัลเบอร์รี่ Organic ทับเกษตรฟาร์ม” และเฟซบุ๊ก “Mulberry TAB Kaset’s Farm” ทำให้กิจการของคุณรัตน์มีฐานลูกค้ากระจายอยู่ทั่วประเทศ

นอกจากปลูกมัลเบอร์รี่เป็นสินค้าหลักแล้ว สวน “ทับเกษตรฟาร์ม” ของคุณรัตน์ยังปลูกพืชหลากหลายชนิด เช่น ไผ่กิมซุง ไผ่เลี้ยง ข้าวหอมนิลหนองคาย ผักหวานป่า ที่ปลูกดูแลในระบบเกษตรอินทรีย์ สินค้าของฟาร์มแห่งนี้ ผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐาน Organic Thailand และคุณรัตน์นำสินค้าออกจำหน่ายผ่านงานแสดงสินค้าและตลาดต้องชม (ถนนคนเดิน) และตลาดสีเขียวหนองคาย จนเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคในวงกว้าง

แนะชาวสวนยาง ปลูกมัลเบอร์รี่ เสริมรายได้

ภาวะราคายางตกต่ำ ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางพารามีรายได้ลดน้อยลง สวนทางกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น องค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ ในฐานะผู้จัดงานหลักงานวันยางพาราบึงกาฬ 2562 จึงจัดเสวนาในหัวข้อ “มัลเบอร์รี่ สร้างรายได้ ชดเชยสวนยาง” โดยเชิญ คุณจิรารัตน์ จัยวัฒน์ พนักงานการเกษตรชำนาญงาน โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยโมง จังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นเกษตรกรดีเด่น สาขาเกษตรอินทรีย์จังหวัดหนองคาย ประจำปี 2560 มาร่วมแบ่งปันความรู้สร้างอาชีพเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางพารา

คุณรัตน์ ได้แนะนำให้เกษตรกรชาวสวนยางพาราแบ่งพื้นที่ว่าง นำมาปลูกมัลเบอร์รี่อินทรีย์ปลอดสารพิษ จำนวน 1 ไร่ ใช้เวลาปลูกดูแลไม่ถึงปี ก็สามารถเก็บผลสด รวมทั้งน้ำทำมัลเบอร์รี่พร้อมดื่ม และผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆ ออกขาย สามารถสร้างรายได้สูงถึงเดือนละ 30,000 บาท ทีเดียว ต้นมัลเบอร์รี่ เป็นไม้ผลที่ต้องการแสงแดดจัด จึงไม่สามารถปลูกร่วมในแปลงสวนยางพาราได้ ยกเว้นปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือน ต้นมัลเบอร์รี่ก็เจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ แต่ไม่ดกเท่ากับต้นที่ปลูกกลางแจ้ง

คุณรัตน์ ยินดีแบ่งปันความรู้เรื่องการปลูกและแปรรูปมัลเบอร์รี่ให้แก่ผู้สนใจและเปิดโอกาสให้เยี่ยมชมสวนมัลเบอร์รี่ของเธอได้ ณ สวนทับเกษตรฟาร์ม เลขที่ 330 หมู่ที่ 5 บ้านเซี่ยน ตำบลบ้านเดื่อ อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ผู้สนใจกรุณาติดต่อขอเข้าชมสวนได้ล่วงหน้า ที่เบอร์โทร. 081-471-6062

กระแสดังจากโลกโซเชียลมีเดีย คงหนีไม่พ้นกับกระแส การโพสต์ท่ากับต้นไม้ของเหล่าบรรดาดารา ส่งผลให้ราคาของต้นไม้ชนิดนั้นมีราคาที่สูงขึ้น และวงการต้นไม้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ด้วยกระแสดังกล่าว อาจารย์พิศาล ตันสิน อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืชและภูมิทัศน์ คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.ธัญบุรี) มีเคล็ดลับในการเลือกและการดูแลต้นไม้ มาตกแต่งในสไตล์มินิมอล

อาจารย์พิศาล บอกว่า สำหรับต้นไม้สไตล์มินิมอล คือการวางตกแต่งต้นไม้ภายในบ้าน โดยที่ต่างประเทศมีมานานแล้ว สำหรับประเทศไทย ด้วยพฤติกรรมช่วงโควิด-19 คนอยู่บ้าน มีการ Work From Home และถูกกระตุ้นด้วยกระแสโซเชียลมีเดีย คนไทยจึงนิยมนำต้นไม้มาตกแต่งภายในบ้าน ประกอบกับ ในงานเชิงวิจัยต้นไม้พวกนี้ ช่วยฟอกอากาศ เพิ่มโอโซนในบรรยากาศ ลดความแข็งของตัวอาคาร นอกจากนี้ ยังโดดเด่น ในเรื่องของรูปทรง ฟอร์มสวย ความเขียวทำให้ดูซอฟต์ เมื่อนำมาใส่กระถางจึงเหมือนการตกแต่งภายในบ้านไปในตัว โดยเมื่อก่อนราคาเพียงต้นละ 300 บาท เมื่อดารานำมาถือมาโพสต์ทำให้ราคาขึ้นเป็น 500-10,000 บาท สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและวงการต้นไม้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ต้นไม้ที่ได้รับความนิยม เช่น ยางใบซอ หรือไทรใบสัก ยางอินเดีย มอนสเตอร์ล่า กวักมรกต ลิ้นมังกร หน้าวัวใบ และจำพวก ไม้ด่าง มอนเตอร์ล่าด่าง ฟิโลด่าง ไม้ด่างจะมีราคาสูง ต่างจากเมื่อก่อนที่ได้รับความนิยมเป็นในส่วนของเฟิร์น วาสนา พลู เมื่อไม่ได้รับการกระตุ้นทำให้กระแสตกลง ด้วยพฤติกรรมและความชอบ คนไทยไม่ชอบอะไรที่มันพื้นๆ เหมือนคนที่ติดแบรนด์เนม ยกตัวอย่างเช่น ไทรใบสักที่มีมานานในเมืองไทย แต่ไม่ได้รับการโปรโมต เดิมไม้เหล่านี้นำเข้ามาจากต่างประเทศ การเลี้ยงไม้ต่างประเทศกับเมืองไทยแตกต่างกัน ในต่างประเทศเลี้ยงด้วยระบบควบคุมอุณหภูมิและควบคุมการให้น้ำ ส่วนในเมืองไทยเลี้ยงด้วยระบบเทวดา คือเลี้ยงด้วยดินฟ้า

สังเกตว่าตอนซื้อต้นไม้มาจากร้านจะสมบูรณ์ สวยงาม แต่เมื่อซื้อไปแล้ว 1-2 อาทิตย์ ต้นไม้มีอาการใบเริ่มไหม้ ไม่สวยเหมือนอยู่ในร้าน ถ้าใบไม้ที่วางเริ่มต้องการแดด ขอบใบจะไหม้แห้ง เป็นการเตือนว่าต้นไม้ต้นนั้นต้องการแสงแดด ดังนั้น ตอนเช้าช่วง 07.00-08.00 น. อาจจะขยับให้โดนแดดตรงหน้าต่างสัก 10-15 นาที หรือเอาออกมาวางถูกแดด โดยควรวางไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ก่อน สัก 2-3 วัน ให้ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมภายนอก ไม่ควรเอาออกไปกลางแดดเลย ทำให้ใบไม้ไม่สามารถปรับตัวในแสงจ้าได้ ใบจะไหม้

ถ้าต้นไม้มีลักษณะใบตก ให้สันนิษฐานว่า 1. อายุของใบถึงฤดูผลัดใบ 2. ขาดน้ำ 3. น้ำเยอะไปใบจะเริ่มเน่า ปล่อยไว้นานๆ จะเกิดเป็นเพลี้ยแป้ง ต้นไม้จะตายในที่สุด โดยต้นไม้จำพวกนี้ต้องการแสงกึ่งแดด-กึ่งร่ม รดน้ำ ใส่ปุ๋ยบำรุง โดยปุ๋ยที่เหมาะคือปุ๋ยออสโมโค้ท ปุ๋ยละลายช้า

สำหรับใครที่อยากแต่งบ้านในสไตล์มินิมอล เริ่มปลูกต้นไม้ อาจเป็นต้นไม้ที่ไม่ต้องอยู่ในกระแส โดยมีหลากหลายชนิดที่สามารถนำมาวางในร่มภายใน เช่น วาสนา สาวน้อยปะแป้ง โดยเป็นไม้เดิมๆ ของไทย นำไปวางตามมุมอับ เช่น ซอกก่อนขึ้นบันไดบ้าน ข้างทีวี ข้างโซฟา ให้เหมาะสม และให้นำออกมาโดนแดดช่วงเช้า จะทำให้ต้นไม้อยู่ได้นาน ถ้าวางในบ้านนานๆ ฝุ่นละอองจับ ต้องใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด หรืออีกหนึ่งตัวเลือกคือการใช้เปรย์ฉีดเคลือบใบ เคลือบแล้วปิดรูปากใบ ลดการคายน้ำ อายุการใช้งานนานขึ้น แต่ข้อควรระวังคือ เมื่อนำต้นไม้ออกมาข้างนอกจะทำให้ต้นไม้น็อกได้

ข้อแนะนำในการวางจัดวางไม้ภายในบ้าน ควรมีต้นไม้ 3 กระถาง เพื่อเป็นการเวียนต้นไม้ นำต้นไม้ต้องการแดด น้ำค้าง ออกมาวางข้างนอก เพราะว่าต้นไม้มีชีวิต ที่สำคัญข้อควรระวังการซื้อต้นไม้ ไม่รู้ว่าทางร้านฉีดยาหรือสารเคมี ให้สอบถามทางร้าน ป้องกันเมื่อต้องใส่ในรถเก๋ง หรือถ้าซื้อมาแล้วควรพักไว้ก่อน 3-4 วัน ก่อนเข้าบ้าน เพื่อความปลอดภัย

คุณทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยหลังการสัมมนาเชิงปฏิบัติการบูรณาการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2565-2570 ครั้งที่ 2 ณ โรงแรมไมด้า ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า ปัจจุบันผลไม้ไทยนับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยคิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 45,613 ล้านบาท ซึ่งภาครัฐได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับผลไม้เศรษฐกิจหลัก 7 ชนิด ได้แก่ มะม่วง ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ลำไย และลิ้นจี่ เพื่อผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้า

ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) จัดการสัมมนาดังกล่าวขึ้น เพื่อรับฟังความคิดเห็นรอบด้านจากทุกภาคส่วน เพื่อนำข้อมูลและข้อเสนอแนะไปปรับปรุงแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2565-2570 หรือยุทธศาสตร์การพัฒนาผลไม้ไทย ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2565-2570) ให้ครอบคลุมสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่การจัดการผลิตและผลิตไม้ผลคุณภาพสู่ผู้บริโภค รวมทั้งเพื่อแก้ไขปัญหาการตลาดสินค้าผลไม้ที่มีมายาวนานต่อเนื่อง โดยเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาผลไม้ไทยในส่วนกลาง ระดับเขต และระดับจังหวัดของกรม ตลอดจนหน่วยงานผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ได้บูรณาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเชื่อมโยงข้อมูลด้านการพัฒนาผลไม้ไทยร่วมกัน เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ไทยในอนาคต

สำหรับ Roadmap แผนปฏิบัติการพัฒนาผลไม้ไทยใน 5 ปีข้างหน้า ช่วงปี 2565-2570 ได้วางยุทธศาสตร์ไว้ 5 ด้าน คือ

เพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการผลไม้ในการผลิตและยกระดับมาตรฐานสินค้าไม้ผล โดยมีกลยุทธ์/กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1. ส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการผลไม้ในการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการพัฒนาคุณภาพผลไม้ทั้งในและนอกฤดู การผลิตตามเขตความเหมาะสม (Zoning) สอดคล้องตามฤดูกาล การผลิตผลไม้คุณภาพตามแหล่งกำเนิดภูมิศาสตร์ (GI) และไม้ผลอัตลักษณ์ ศึกษาปริมาณผลผลิตและการกระจายผลผลิตสู่ตลาด การเฝ้าระวังและพัฒนาการเตือนภัยพิบัติด้านการเกษตร เป็นต้น 2. เพิ่มศักยภาพการผลิตด้วยการยกระดับมาตรฐานสินค้าไม้ผลเพื่อการส่งออก เช่น ส่งเสริมการผลิตตามมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์

พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการตลาดไม้ผลด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ได้แก่ 1. พัฒนาการตลาดไม้ผลในประเทศ เช่น เพิ่มประสิทธิภาพของตลาดกลางในแหล่งผลิต การรวบรวมผลผลิตและจำหน่ายผ่านสถาบันเกษตรกร การกระจายสินค้าไปยังจังหวัดนอกแหล่งผลิต กำกับดูแลการนำเข้าผลไม้จากต่างประเทศ สร้างช่องทางการตลาดรูปแบบใหม่และระบบตลาดออนไลน์ 2. พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการตลาดไม้ผลในต่างประเทศ เช่น อำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนในการดำเนินงานศูนย์กระจายสินค้าในต่างประเทศ การเปิดตลาดใหม่ การรักษาและขยายตลาดเดิม แก้ไขปัญหากฎหมายระเบียบส่งออก/นำเข้า 3. สร้างมูลค่าเพิ่มของผลไม้สดและผลิตภัณฑ์แปรรูป 4. ส่งเสริมการบริโภคผลไม้และการประชาสัมพันธ์ทั้งในและต่างประเทศ 5. พัฒนางานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อการผลิตและการตลาดไม้ผล ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพผลผลิต เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูปผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ พฤติกรรมการบริโภคผลไม้ รวมถึงคุณค่าทางโภชนาการและการใช้ประโยชน์ของผลไม้

สร้างความเข้มแข็งและความเสมอภาคให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรไม้ผล ได้แก่ การจัดตั้งกลุ่มและสร้างเครือข่าย พัฒนาเกษตรกรที่มีศักยภาพ เช่น Smart Farmer และ Young Smart Farmer ให้สามารถเป็นผู้ประกอบการได้
บริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในการผลิตผลไม้ครบวงจร ได้แก่ 1. บูรณาการหน่วยงานร่วมปรับปรุงและจัดทำข้อมูลการผลิตและการตลาดผลไม้ เน้นพัฒนาฐานข้อมูลด้านการผลิตการตลาดให้ครอบคลุมผลไม้เมืองร้อนที่สำคัญ 2. ปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตสู่การผลิตผลไม้ครบวงจร เช่น บริหารจัดการผลผลิตแบบป้องกันความเสี่ยงโดยใช้การตลาดนำการผลิต

พัฒนาเครือข่ายการส่งออกและระบบโลจิสติกส์ ได้แก่ สนับสนุนการดำเนินงานของผู้ส่งออก โดยภาครัฐให้การสนับสนุนศูนย์รวบรวมสินค้าในต่างประเทศ สร้างความร่วมมือกับเครือข่ายองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ประกอบการขนส่ง สถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัย ในการผลักดันการส่งออก ส่งเสริมระบบตรวจสอบย้อนกลับ การพัฒนาระบบโลจิสติกส์เพื่อรองรับการจำหน่ายในระบบตลาดออนไลน์ เป็นต้น

ทั้งนี้ มีเป้าประสงค์เพื่อสร้างเสถียรภาพราคาผลไม้เศรษฐกิจทั้ง 7 ชนิด โดยค่าเฉลี่ยที่เกษตรกรขายได้ราคาต้องไม่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต เพิ่มผลตอบแทนและมีกำไรสุทธิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 14,850 บาท ต่อไร่ ในปี 2565 เป็น 17,600 บาท ต่อไร่ ในปี 2570 พร้อมเพิ่มมูลค่าการส่งออกผลไม้สดและผลิตภัณฑ์แปรรูปให้เติบโตเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี และการพัฒนาคุณภาพที่ได้มาตรฐาน GAP ต้องสูงขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของแปลงที่ขอการรับรอง

มะเยาหิน เป็นพืชในมุมมองใหม่ของพืชที่ให้พลังงานทดแทน นอกเหนือจากสบู่ดำและปาล์มน้ำมัน ผศ.ดร. ณัฐวุฒิ ดุษฎี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ให้ข้อมูลว่ามีพืชน้ำมันชนิดหนึ่งที่มีการนำเข้ามาจากทางเหนือของประเทศลาว เรียกว่า “มะเยาหิน” มีต้นกำเนิดจากประเทศจีน จึงมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า china wood oil หรือ kalo Nut tree

จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า พืชชนิดนี้มีปลูกกันพอสมควรในลาว มีผลผลิตปีละ 200-300 ตัน โดยส่งออกไปจำหน่ายที่ประเทศเวียดนาม จากการนำตัวอย่างน้ำมันที่ได้ส่งไปวิเคราะห์คุณสมบัติทางเชื้อเพลิงที่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) พบว่า ค่าความร้อนใกล้เคียงกับสบู่ดำและปาล์มน้ำมัน

คณะวิจัยได้นำเข้ามะเยาหินมาปลูกในประเทศไทย ในปี 2551 ด้วยความร่วมมือของศูนย์วิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และสหกรณ์พืชพลังงานทดแทน ประมาณ 100 ไร่ และปลูกกระจายในภาคเหนือไม่ต่ำกว่า 500 ไร่ ปัจจุบันแปลงที่มีอายุสูงที่สุดประมาณ 2-3 ปี และให้เริ่มให้ผลผลิตในปีแรกแล้ว จากการสำรวจผลผลิตในประเทศลาวพบว่า ให้ผลผลิตสูงประมาณ 800-1,200 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนี้ยังพบอีกว่า พืชชนิดนี้ นอกจากเมล็ดจะนำมาหีบน้ำมันแล้ว ยังมีร่มเงา และดอกที่สวยงาม และใบไม่ร่วงในฤดูหนาวเหมือนสบู่ดำ การตัดแต่งกิ่งยังสามารถใช้เป็นชีวมวลได้อีก และยังเป็นไปได้ที่จะปลูกเพื่อขายคาร์บอนเครดิต

ต่อมาในปี 2553 สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ โดยโครงการวิจัยประเภททุนวิจัยนวมินทร์ ด้านพลังงานทดแทน ได้สนับสนุนวิจัยให้ศูนย์วิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ดำเนินโครงการ “การศึกษาศักยภาพ ในการปลูกมะเยาหินเพื่อควบคุมสภาพแวดล้อมแบบครบวงจรและการส่งเสริมการผลิตไบโอดีเซลด้วยเทคนิคไมโครเวฟ/อตราโซนิค”

จากการศึกษาพบว่า มะเยาหินมีผลผลิตที่สูงกว่าสบู่ดำ เมล็ดสามารถนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพมีคุณสมบัติใกล้เคียงน้ำมันดีเซล และสามารถนำไปผลิตเป็นน้ำยาเคลือบไม้ (แล็คเกอร์) กิ่งก้านให้ร่มเงา และยังสามารถใช้เป็นชีวมวล ระบบรากสามารถอุ้มน้ำได้ดี เปลือกหุ้มเมล็ดสามารถนำมาเพิ่มมูลค่าผลิตเป็นถ่านกัมมันต์ได้ มีความเหมาะสมที่จะส่งเสริมในการปลูกเพื่ออนุรักษ์ดินน้ำ และใช้พัฒนาเป็นเชื้อเพลิงใช้ในครัวเรือนหรือชุมชนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

ผลการศึกษาศักยภาพในการปลูกมะเยาหิน เพื่อควบคุมอุณหภูมิแวดล้อมแบบครบวงจร และการผลิตไบโอดีเซลด้วยเทคนิคไมโครเวฟ/อัลตราโซนิค ซึ่งในการศึกษาโครงการวิจัยนี้ได้สรุปรายละเอียดผลการศึกษาดังต่อไปนี้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
มะเยาหินหรือสบู่ดำหิน เป็นไม้ยืน มีต้นกำเนิดจากประเทศจีน ใบจะมีขนาดใหญ่ เมื่ออายุประมาณ 3-6 เดือน มีจำนวน 4-5 แฉก สีเขียวอ่อน และมีอายุเพิ่มมากขึ้นจะมีขนาดเล็กลง และมีสีส้ม ดอกมะเยาหินจะออกเป็นช่อ จะมีสีขาวอมชมพู เมื่อดอกบานผลมะเยาหินมีลักษณะเกลี้ยงกลมคล้ายลูกมะนาวแยกเป็นพู 3 พู แต่ละพู มีเมล็ด 1 เมล็ด บางลูกจะมีถึง 4 พู ซึ่งผลมะเยาหิน 1 ผล มีส่วนที่เป็นเปลือก 14-20% เมล็ด 53-60%

ศักยภาพการให้ผลผลิต และการสำรวจสายพันธุ์มะเยาหินในลาว
สายพันธุ์มะเยาหินที่ปลูกในลาว ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ Vernicia Montana Lour. โดยมีการปลูกตั้งแต่เมืองแปก แขวงเชียงขวาง ถึงเมืองชำเหนือ เมืองเวียงไชย แขวงหัวพัน โดยแขวงหัวพัน มีทั้งหมด 8 เมือง มีพื้นที่ประมาณ 17,186 ตารางกิโลเมตร ลักษณะการเพาะปลูกต้นมะเยาหินในลาว แบ่งเป็น 4 แบบ

จากข้อมูลการสำรวจสายพันธุ์มะเยาหินโดยส่วนใหญ่จะปลูกพันธุ์ Vernicia Montana Lour. โดยจากการสำรวจและประเมินศักยภาพด้านผลผลิต พบว่า ที่ช่วงอายุต้นมะเยาหินต่ำกว่า 4 ปี จะให้ผลผลิตเมล็ดมะเยาหิน 360-400 ลูกต่อต้น หรือ 23-25 กิโลกรัมต่อต้น และให้ผลผลิตต่อไร่ ที่ระยะการปลูก 4×4 เมตร (100 ต้น) จะให้ผลผลิต 2,300-2,500 กิโลกรัม/ไร่ ระยะ 5×5 เมตร (64 ต้น) จะให้ผลผลิต 1,472-1,600 กิโลกรัม/ไร่ และระยะการปลูกที่กำลังได้รับการส่งเสริมในลาว คือ ระยะ 7×7 เมตร (32 ต้น) จะให้ผลผลิต 736-800 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งราคาซื้อขายในกรณีที่ขายทั้งเมล็ดยังไม่แกะเปลือกออกจากเท่ากับ 8-12 บาท/กิโลกรัม และกรณีแกะเปลือกเหลือแต่เมล็ดในจะมีราคาขาย 12-14 บาท/กิโลกรัม โดยจะมีผู้รับซื้อคือ พ่อค้าคนกลาง และกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)

ศักยภาพการให้ผลผลิต และการตอบสนองสภาพแวดล้อมของมะเยาหิน จังหวัดเชียงใหม่
การปลูกมะเยาหินในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และแปลงปลูกทดสอบอายุ 2-3 ปี พบว่า ส่วนใหญ่จะปลูกสายพันธุ์ Vernicia Montana Lour.โดยมีการเพาะปลูกแบบพืชสวน ที่ระยะการปลูก 4×4 เมตร และ 3×4 เมตร มีความสูงของต้น 5-6 เมตร ขนาดทรงพุ่ม 3.5-4 เมตร และมีการตัดแต่งกิ่งต้นมะเยาหิน เพื่อให้เกิดยอดของต้นมะเยาหิน และรักษาทรงพุ่มของต้น และรูปแบบการปลูกอีกแบบหนึ่งจะปลูกแซม กับต้นลำไยในจังหวัดลำพูน

การให้น้ำสำหรับต้นมะเยาหินจะอาศัยน้ำฝนในช่วงฤดูฝน ส่วนการจัดการเรื่องปุ๋ย และสารเคมี จะมีการให้ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรืออาจใส่ปุ๋ยยูเรีย เพิ่ม46-0-0 ประมาณ 20-30 กรัม/ต้น ปริมาณสารอาหารในแปลงทดสอบของโครงการ พบว่า ดินมีความเป็นกรดปานกลางในช่วง pH 5.6-6.0 และมีปริมาณสารอินทรีย์วัตถุ (OM) ต่ำ ซึ่งทำให้ดินขาดแหล่งของธาตุอาหาร 3 ชนิด คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และกำมะถัน ปริมาณไนโตรเจนต่ำเพียงร้อยละ 0.04 ทำให้เกิดการโตช้า ใบมีสีเหลือง และกลายเป็นสีน้ำตาลร่วงหล่น

ส่วนในเรื่องโรคแมลงที่พบว่า สมัครเกมบาคาร่า มีแมลงมวนปีกแข็ง มวนสบู่ดำ เพลี้ยไฟ หนอนเจาะผล และหนอนม้วนใบ เข้าทำลายโดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากผลมะเยาหิน ทำให้ผลของมะเยาหินบิดเบี้ยว ศักยภาพในการผลผลิตในแปลงทดสอบ และจากการสำรวจแปลงมะเยาหินในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า จะให้ผลผลิตโดยเฉลี่ยประมาณ 4-8 กิโลกรัม/ต้น หรือประมาณ 400-800 กิโลกรัม/ไร่ ที่ระยะการปลูก 4×4 เมตร จำนวน 100 ต้น/ไร่

การเก็บเกี่ยวผลผลิต และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว
การเก็บเกี่ยวมะเยาหินจะเริ่ม เมื่ออายุมะเยาหิน 3 ปีขึ้นไป โดยจะให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นตามอายุ ทั้งนี้ จะขึ้นอยู่กับการบำรุงรักษา การใส่ปุ๋ย และการให้น้ำ ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด คือ ช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม ซึ่งจะใช้วิธีเก็บมะเยาหินโดยใช้ไม้สอยผลมะเยาหินจากต้น และอีกวิธีหนึ่ง คือ เก็บผลผลิตที่ตกตามใต้ต้นมะเยาหินหลังจากเก็บเกี่ยวเมล็ดมะเยาหินแล้วก็จะนำมาผึ่งให้แห้งเพื่อป้องกันเมล็ดเน่าเสีย จากนั้น นำมากะเทาะเอาเปลือกออก ซึ่งในการกะเทาะเอาเปลือกออกจะใช้แรงงานจากคนในการกะเทาะโดยใช้เหล็กขอกะเทาะเอาแต่เมล็ดในของมะเยาหิน เมื่อได้เมล็ดในแล้วก็นำไปผึ่งตากให้แห้งอีกครั้งหนึ่ง และใส่ตะกร้าหรือกระสอบป่านเพื่อเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ต่อไป

การศึกษาปริมาณน้ำมันจากเมล็ดมะเยาหิน
ในการศึกษาและทดสอบปริมาณน้ำมันในเมล็ดมะเยาหิน ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบการสกัดน้ำมันด้วยวิธีการ ทางกล ได้แก่ เครื่องสกัดแบบสกรู และเครื่องสกัดแบบไฮดรอลิคและทางเคมี โดยใช้ตัวทำละลายเฮกเซน

จากผลการสกัดน้ำมันจากเมล็ดมะเยาหินด้วยเครื่องอัดแบบสกรูและแบบไฮดรอลิค ที่อุณหภูมิเมล็ดเท่ากับอุณหภูมิสิ่งแวดล้อม พบว่า การสกัดโดยใช้เครื่องอัดแบบสกรูให้ปริมาณน้ำมันสูงสุด 22.16% โดยน้ำหนัก ในขณะที่การสกัดด้วยเครื่องอัดแบบไฮดรอลิคให้ปริมาณน้ำมันสูงสุด 17.79% โดยน้ำหนัก ซึ่งการสกัดทางกลยังพบว่า ยังมีปริมาณน้ำมันที่ยังคงเหลืออยู่ในถาด ขณะเดียวยังพบว่า การให้ความร้อนเมล็ดมะเยาหินก่อนสกัด สามารถเพิ่มปริมาณน้ำมันที่สกัดได้อย่างจาก 17.92% เป็น 25.39% เมื่อให้ความร้อนเมล็ดก่อนสกัดจาก 60 อาศาเซลเซียส เป็น 120 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 นาที ผลของความร้อนทำให้น้ำมันมีสีเข้มขึ้น

ส่วนการสกัดด้วยวิธีทางเคมีด้วยการใช้สารละลายเฮกเซน พบว่า เวลาที่ใช้ในการสกัดที่เหมาะสม คือ ไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง และที่อัตราส่วนน้ำหนักมะเยาหินต่อปริมาตรตัวทำลาย 1:12 จะให้ปริมาณน้ำมันสูงที่สุด 33.27%