มาตรการระยะยาวกำหนดเป้าหมายในการบรรเทาปัญหา

ด้านหนี้สินและจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อนำมาใช้ในการฟื้นฟูอาชีพการเกษตร โดยกรมฯจะสำรวจจำนวนสมาชิกที่เป็นหนี้กับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เพื่อเสนอให้สหกรณ์การเกษตร/กลุ่มเกษตรกร ขยายเวลาชำระหนี้ของสมาชิกที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมออกไปอีก 6 เดือน และจะเสนอครม.พิจารณาอนุมัติเงินชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 ต่อปี ซึ่งคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการคื อต้องมีหนี้เงินกู้อยู่กับสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรก่อนวันประกาศภัยพิบัติ ต้องมีอาชีพเป็นเกษตรกร และต้องอาศัยอยู่ในจังหวัดเป็นเขตประกาศภัยพิบัติ

นอกจากนี้ กองทุนพัฒนาสหกรณ์ยังได้จัดสรรเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยระยะเวลาให้กู้ 1 ปี วงเงิน 100 ล้านบาท เพื่อให้สหกรณ์กู้ยืมไปฟื้นฟูอาชีพของสมาชิกที่ประสบอุทกภัย ซึ่งได้สั่งการให้สหกรณ์จังหวัดรวบรวมรายชื่อสหกรณ์ที่แจ้งความประสงค์จะขอกู้ยืมเงินปลอดดอกเบี้ยมายังกรมฯ เพื่อนำเสนอเข้าที่ประชุมของคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสหกรณ์พิจารณา และหากวงเงินที่จัดเตรียมไว้ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ อาจจะขอมติที่ประชุมอนุมัติวงเงินเพิ่มเติมเพื่อรองรับความต้องการของสหกรณ์ และคาดว่าจะจัดสรรเงินกู้ยืมเพื่อให้สหกรณ์นำไปฟื้นฟูอาชีพแก่ สมาชิกได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 สำหรับสหกรณ์ที่กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ไปเป็นทุนในการดำเนินงานตั้งแต่ก่อนเกิดอุทกภัย และได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ส่งผลทำให้ธุรกิจของสหกรณ์หยุดชะงัก ไม่สามารถชำระหนี้คืนกองทุนฯได้ตามสัญญา สามารถขอขยายผ่อนผันการชำระนี้ออกไประยะหนึ่ง

การร่วมแรงร่วมใจจากทุกภาคส่วนที่ระดมความช่วยเหลือในด้านต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ประสบภัย หวังว่าจะช่วยส่งผลทำให้วิกฤติปัญหาน้ำท่วมในครั้งนี้สามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดี และสามารถพลิกฟื้นอาชีพการเกษตรของเกษตรกรในภาคใต้ให้เข้าสู่ภาวะปกติได้โดยเร็วในที่สุด

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศประจำวันที่ 27 มกราคม 2560 ดังนี้
ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ภาคใต้มีฝนลดลง สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรงโดยทางตอนล่างตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป มีคลื่นสูง 2-3 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 29 มกราคม 2560 และขอให้ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

ส่วนประเทศไทยตอนบนยังคงมีอากาศหนาวเย็น โดยภาคเหนือภาคเหนืออุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศา ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นไว้ด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงที่ปกคลุมประเทศไทยเริ่มมีกำลังอ่อนลง แต่มีลมตะวันตกระดับบนพัดปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้ประเทศไทยตอนบนยังคงมีอากาศหนาวเย็น โดยภาคเหนืออุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศา สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้ยังคงมีกำลังแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้ตอนล่างยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างมีกำลังแรง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้.

ภาคเหนือ อากาศเย็นถึงหนาว กับมีหมอกบางในตอนเช้า และอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศา
อุณหภูมิต่ำสุด 14-19 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส
บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 6-10 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็น กับมีหมอกบางในตอนเช้า
อุณหภูมิต่ำสุด 16-21 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส
บริเวณยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 7-14 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็น กับมีหมอกบางในตอนเช้า
อุณหภูมิต่ำสุด 19-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศเย็น กับมีหมอกบางในตอนเช้า
อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่
บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส
ตั้งแต่จังหวัดสุราษฏร์ธานีขึ้นมา: ลมตะวันออก ความเร็ว 20-35 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร
ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป: ลมตะวันออก ความเร็ว 20-40 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 3 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่
บริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล
อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 20-35 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็น กับมีหมอกบางในตอนเช้า
อุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. เมื่อวันที่ 26 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน เผยแพร่ภาพความน่ารักของช้างที่แสนชาญฉลาด โดยมารอที่ด่านคลองกลางตั้งแต่พระอาทิตย์ตกดิน เมื่อรถขนอ้อยชะลอผ่าน ได้รีบต่อแถวใช้งวงดึงมากิน
ข้อความมีดังนี้
พี่ใหญ่แห่งเขาอ่างฤๅไน ทั้งกล้าหาญเเละชาญฉลาด เหตุการณ์เกิดที่ด่านคลองกลาง ก่อนถึง สนง.ใหญ่ที่ฉะเชิงเทราน่ะครับ มายืนรอตั้งแต่พระอาทิตย์ตกดิน เพื่อรอรถอ้อยชะลอผ่านด่าน แล้วรีบต่อเเถวดึงอ้อยลงมากิน 5555

วันที่ 26 มกราคม 2560 นางสุชานาฏ จันทร์สุข อายุ 40 ปี ชาวบ้าน หมู่ 2 ตำบลดินแดง อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ ต้องเดินลุยน้ำกรีดยางพารา หลังจากมีน้ำท่วมขังในพื้นที่มานานกว่า 2 สัปดาห์ ทำให้ขาดรายได้ จำเป็นต้องลุยน้ำกรีดยางเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว แต่กังวลว่าหากน้ำยังคงท่วมพื้นที่ต่อเนื่อง อีกหลายวันต้นยางพาราอาจยืนต้นตาย เรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือเร่งด่วน

สำหรับพื้นที่ หมู่ 2 ตำบลดินแดง อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่มีน้ำท่วมขังในพื้นที่นานกว่า 2 สัปดาห์ โดยระดับน้ำสูง 30 เซนติเมตร ถึง 2 เมตร มีบ้านเรือนถูกน้ำท่วม 28 หลัง พื้นที่การเกษตร กว่า 700 ไร่ ถนนทางเข้าหมู่บ้านถูกน้ำท่วม รถทุกชนิดไม่สามารถผ่านได้ และยังมีบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมสูง กว่า 1 เมตร 8 หลัง ชาวบ้านต้องขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้าน ไปพักอาศัยอยู่ที่เต็นท์ชั่วคราว และขณะนี้มีฝนตกต่อเนื่องปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น ขยายท่วมพื้นที่เป็นวงกว้าง

นายไพศาล ขุนศรี ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า จากการสำรวจพื้นที่พบว่าชุมชนอยู่ในพื้นที่ลุ่มไม่มีทางระบายน้ำ จึงได้เตรียมประสานเครื่องสูบน้ำของสำนักงานชลประทาน มาทำการสูบน้ำออกจากพื้นที่ ซึ่งอยู่ระหว่างสำรวจพื้นที่แหล่งระบายน้ำทิ้ง คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้เร็วๆ

แม้ว่าการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในปี 2559 จะนับเป็นความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของประเทศไทยแต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้เกิดการตื่นตัวในทางที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งคนไทยได้เปลี่ยนความโศกเศร้าเป็นพลังและจิตสำนึกสาธารณะให้ลุกขึ้นทำสิ่งดีๆ เพื่อพัฒนาและเดินหน้าสังคมไทยต่อไป ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบอาสาสมัคร บุคคลทั่วไป หรือกลุ่มกิจกรรม

ตลอดจนโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมของทั้งภาครัฐและเอกชน โดยกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ ที่ทำไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริเวณท้องสนามหลวงและเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชพิธีพระบรมศพเท่านั้นแต่ขยายวงกว้างออกไปอย่างกว้างขวางทั้งลักษณะกิจกรรม และพื้นที่การดำเนินกิจกรรม บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ก็เป็นอีกหนึ่งองค์กรธุรกิจที่ใหความสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนให้พนักงานได้มีโอกาสได้ทำกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างจริงจังบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านธุรกิจพลังงานแห่งเอเชียที่มุ่งมั่นพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนได้ดำเนินโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมที่เน้นส่งเสริม“การศึกษาและการเรียนรู้” ให้กับเยาวชนและผู้เข้าร่วมโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อขับเคลื่อนชุมชนและสังคมให้พัฒนาอย่างมั่นคงในระยะยาว รวมทั้งให้ความสำคัญในการส่งเสริมพนักงานให้มีจิตสำนึกสาธารณะอย่างแท้จริงซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 3 ที่สนับสนุนให้พนักงานได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมโดยการนำเสนอแผนงานที่มุ่งแก้ปัญหา นำไปปฏิบัติได้จริง เข้าร่วมประกวดในโครงการ“CSR Ideas of the Year” ภายใต้ธีม “Moving Forward Together”โดยเน้นเรื่องความคิดสร้างสรรค์และการรวมพลัง

นางอุดมลักษณ์ โอฬาร ผู้อำนวยการสายอาวุโส-องค์กรสัมพันธ์ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า“โครงการ CSR Ideas of the Year เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจต่อการพัฒนาสังคมของบ้านปูฯ ผ่านค่านิยมร่วมองค์กร“บ้านปูสปิริต” คือ ความห่วงใยเอาใจใส่ และพลังร่วมระหว่างพนักงานจากต่างแผนกในแต่ละเจเนอเรชั่น ให้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ และทำงานร่วมกันเพื่อสร้างคุณค่าเชิงบวกแก่สังคม ด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับปณิธานในการดำเนินธุรกิจที่ว่า“อุตสาหกรรมที่ดีจะต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม” ที่บริษัทฯ ยึดมั่นมากว่า 30 ปี”

สำหรับโครงการCSR Ideas of the Year ในปีนี้ นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงพลังร่วมของคนในองค์กรแล้วพนักงานบ้านปูฯ ได้มีโอกาสวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ในสังคมไทย และตีโจทย์ออกมาเป็นไอเดียและโครงการซีเอสอาร์ดีๆ รวม10 โครงการที่มีความหลากหลาย อาทิ ด้านการส่งเสริมความปลอดภัยบนท้องถนนและทางเท้า ด้านการแบ่งปันความรู้เพื่อสร้างอาชีพ ด้านการส่งเสริมการเรียนรู้ในหมู่เยาวชน ชุมชน และผู้ด้อยโอกาส และด้านการปรับปรุงด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของสัตว์

สำหรับการส่งเสริมความปลอดภัยบนท้องถนน และทางเท้านั้น กลุ่มพนักงานได้นำเสนอผ่านโครงการBANPU Change for the Betterที่มุ่งรณรงค์ให้ประชาชนที่สัญจรในเส้นทางรอบบริษัทฯ (อาคารธนภูมิ)จากแยกมิตรสัมพันธ์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ไปจนถึงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินเพชรบุรีปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัดมากขึ้น โดยเฉพาะการงดขับขี่มอเตอร์ไซด์บนทางเท้าเพื่อลดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนเดินเท้า ซึ่งสะท้อนค่านิยมการให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของบ้านปูฯโดยพนักงานบ้านปูฯ ร่วมมือกับสถานีตำรวจนครบาลมักกะสันติดป้ายรณรงค์งดขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้า เดินรณรงค์ และมอบเสื้อจราจร เสื้อกันฝน ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่อาสาจราจรในการปฏิบัติหน้าที่และหลังจากติดตั้งป้ายรณรงค์บนทางเท้าไม่นานก็มีผู้ที่สนับสนุนแนวคิดนี้แชร์ภาพป้ายรณรงค์บนโซเซียลมีเดียเพื่อช่วยสร้างจิตสำนึกในวงกว้างอีกด้วย

อีกหนึ่งโครงการที่ได้รับความสนใจจากบุคคลภายนอกอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่2 คือโครงการมอบความรู้ สร้างอาชีพ สู่ชุมชน “อร่อยดี มีอาชีพ” ซึ่งเกิดจากไอเดียที่ต้องการแบ่งปันความรู้และทักษะที่มีเพื่อเสริมสร้างรายได้ให้กับผู้อื่น โดยพนักงานที่มีความชอบและเชี่ยวชาญด้านการทำอาหารรวมกลุ่มกัน จัดเวิร์คช็อปการทำซาลาเปาไส้ต่างๆทุกขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมอุปกรณ์ นวดแป้ง ปรุงไส้ ไปจนถึงการบรรจุอาหารเพื่อให้ผู้ที่สนใจจำนวน33 คนนำไปประกอบเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ โครงการนี้ นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ใช้งบประมาณ และเวลาไม่มาก แต่ทว่าสามารถส่งต่อทักษะที่สร้างรายได้ให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการในระยะยาวได้

นอกจากนี้ ยังมีโครงการด้านการส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อลดช่องว่างทางการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตเยาวชนไทยในต่างจังหวัด คือโครงการปรับปรุงโรงอาหารแหล่งพลังงานชีวิตและระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและราษฎรบ้านห้วยมะโหนกคี จังหวัดตากโครงการโรงเรียนของเราน่าอยู่ จัดทำแปลงเกษตรเพื่ออาหารกลางวันให้ครูและนักเรียนโรงเรียนวัดละมุด จังหวัดอยุธยานำผักที่ปลูกมาเป็นวัตถุดิบสำหรับอาหารกลางวัน โครงการสวนเรียนรู้สิ่งแวดล้อมศึกษาสร้างสวนหย่อมให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมศึกษาของโรงเรียนวัดถั่วทอง จังหวัดปทุมธานีโครงการสนามสร้างเด็กปัญญาดี จัดทำสนามตะกร้อให้โรงเรียนวัดห้วยตะเคียน จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย และการมีสุขภาวะที่ดี ทั้งกายและใจแก่เยาวชน และโครงการใส่ใจใส่หนังสือ พัฒนาห้องสมุดให้กับโรงเรียนชุมชนวัดสมรโกฏิ จังหวัดนนทบุรี เพื่อส่งเสริมการค้นคว้าและการเรียนรู้ด้วยตนเอง

ทางด้านสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ ยังมีโครงการปลูกป่าชายเลน (โซนแห้ง) ซึ่งเป็นการจัดทัศนศึกษาให้แก่นักเรียนผู้พิการทางสมองและสายตาจากโรงเรียนธรรมิกวิทยา จังหวัดเพชรบุรี ไปเปิดโลกทัศน์ด้วยการปลูกป่าชายเลนและปล่อยพันธ์สัตว์น้ำ ณ อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร และโครงการSolarเพื่อช้างพลังงานสะอาดเพื่ออนาคต สร้างเครื่องปั้มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ณ ศูนย์คชศึกษา บ้านตากลาง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำในหน้าแล้ง ให้ช้างได้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอ

“แม้โครงการต่างๆ ที่พนักงานนำเสนออาจเป็นเพียงส่วนเล็กๆ แต่บ้านปูฯ ก็เชื่อว่าการทำสิ่งเล็กๆ ที่เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจกัน จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้กับสังคมได้ นอกจากนี้การทำงานเพื่อสังคมยังเป็นการเรียนรู้ในบริบทที่อยู่นอกเหนือจากการทำงานที่พนักงานคุ้นเคยอยู่ทุกวัน อันจะนำไปสู่การเล็งเห็นปัญหาจริง และเรียนรู้วิธีแก้ไข เพื่อการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน”นางอุดมลักษณ์กล่าวสรุป

วันที่ 28 มกราคม 2560 พ.ต.ท.รัฐกร อินทนิล ผู้บังคับกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 346 อ.แม่สอด จ.ตาก ได้จัดชุดปฏิบัติการ ตำรวจจากกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 346 นำโดย ร.ต.อ.เอกพล รุณทอง รอง ผบ.ร้อย ตชด.346 และ ร.ต.ท.จิระวัฒน์ ทุมทา ผู้บังคับหมวดตำรวจตระเวนชายแดนที่ 3464 สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ และหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ เดินเท้าไปตรวจสอบการปลูกพืชเสพติด (ฝิ่น) หลังจากสืบว่า มีกลุ่มชาวเขาปลูกฝิ่นในพื้นที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ ที่ครอบครองพื้นที่ อ.แม่สอด, อ.พบพระ จ.ตาก โดยเจ้าหน้าที่ต้องเดินทางเท้า และพบไร่ฝิ่น จำนวน 5 แปลง คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 6 ไร่ ในพื้นที่บ้านแม่ละเมาน้อย พบพระ 2 แปลง และบ้านธงชัยบน เขตอำเภอแม่สอด จำนวน 3 แปลง จึงได้ตัดทำลายพืชเสพติดที่พบทั้งหมด

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า จากการออกปฏิบัติการปราบปรามผู้กระทำผิดในการปลูกฝิ่นในปีนี้มีเพิ่มมากขึ้น เช่น ในพื้นที่อำเภออุ้มผาง อำเภอพบพระ และอำเภอท่าสองยาง ส่วนมากเป็นพื้นที่ป่าเขา การเข้าไปของเจ้าหน้าที่ค่อนข้างลำบาก ต้องใช้ทางเดินเท้าขึ้นเขาสูง และจะพบไร่ฝิ่นอยู่ตามหุบเขา ซึ่งที่ผ่านมา มีหลายหน่วยงานเข้าไปปฏิบัติการทำลายไร่ฝิ่นไปแล้วไม่น้อยกว่า 50 ไร่

นายนายวรกุล บุตรดาจักร หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู เตือนเกษตรกรที่ทำสวนมะม่วง ควรระวังโรคราแป้งในระยะมะม่วงออกดอก เนื่องจากในช่วงนี้มีอากาศหนาวเย็น หากพบอาการของโรคาแป้งควรทำการควบคุมก่อนที่เชื้อจะเข้าทำลายทั้งใบ ดอก ช่อดอก และผลอ่อน ถ้าเข้าทำลายใบอ่อน เชื้อราเข้าทำลายเป็นขุยหรือผงสีขาวขึ้นบางๆ ส่วนใหญ่จะพบใต้ใบอาการต่อมาบริเวณที่เป็นโรคจะมีสีเหลืองจาง ถ้าสภาพอาการที่เหมาะสม ผงสีขาวๆชัดเจนขึ้น หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนและเข้มขึ้นตามลำดับ ถ้าเกิดโรครุนแรงใบอาจจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรง ร่วงหล่น หรือแสดงอาการเนื้อใบไหม้ อาการที่ช่อดอก จะพบผงสีขาวขึ้นฟูตามก้านช่อดอกย่อย และดอก ซึ่งจะทำให้ดอกร่วงไม่ติดผล ส่วนของก้านช่อดอกจะยังคงมีสีขาวปกคลุม แล้วจะค่อยๆเป็นสีน้ำตาลอ่อน โรคนี้มักจะพบในช่วงฤดูหนาว เมื่อมะม่วงเริ่มออกดอก และมักจะพบเป็นกับช่อดอกที่อยู่บริเวณตอนล่าง หรือกลางๆลำต้น หรือช่อดอกที่อยู่ในพุ่ม ดอก และก้านช่อดอกที่ถูกเชื้อราเข้าทำลาย การเจริญเติบโตจะลดลง ดอกไม่บาน และร่วงในที่สุด แต่บางครั้งสามารถทนได้จนถึงติดผลอ่อน ขอแนะนำการป้องกันและกำจัดดังนี้

หมั่นตรวจดูอาการของโรคราแป้ง ถ้าพบให้ตัดส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลาย
ใช้สารเคมีในช่วงดอกยังไม่บานครั้งหนึ่ง หากยังมีโรคระบาดอยู่ ก็ควรฉีดอีกครั้งในระยะติดผลอ่อน สารเคมีที่ใช้ป้องกันกำจัดโรคราแป้ง ได้แก่ ไดโนคาร์ป เบนโนมิล ไตรอะดิเมฟอน และกำมะถันผง
หากสงสัยหรือมีปัญหา สามารถขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู กลุ่มอารักขาพืช โทร.0-4231-788 หรือสำนักงานเกษตรอำเภอทุกอำเภอหรือศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประตำบลทุกตำบลที่ใกล้บ้านท่าน

นายวรกุล บุตรดาจักร หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวว่าในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายนของทุกปี จะมีสภาพหมอกควันปกคลุมหนาแน่นเป็นบริเวณกว้าง อันมีสาเหตุหลักเกิดจากเผาขยะเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นาและการเผาป่า เพื่อเตรียมพื้นที่ทำการเกษตร ทำให้คุณภาพอากาศอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัยของประชาชน และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทำให้ลดทัศนวิสัยการมองเห็น ทำให้เกิดอุบัติเหตุอันตรายบนท้องถนน ซึ่งผลเสียที่เกิดขึ้น จากการเผาตอซัง ฟางข้าวและเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นานั้น เกษตรกรหรือประชาชนทั่วไปอาจคาดคิดไม่ถึง ว่าจะทำให้เกิดฝุ่นละอองเถ้าเขม่า ควันไฟและก๊าซหลายชนิด ฟุ้งกระจายปกคลุมไปทั่วในบริเวณกว้าง ก่อให้เกิดมลพิษเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนแล้ว ยังส่งผลกระทบ อย่างมากต่อการทำลายโครงสร้างและความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทำให้สูญเสียน้ำในดิน เนื้อดินจับตัวกัน แน่นแข็ง สูญเสียอินทรียวัตถุ และธาตุอาหารในดิน เป็นการทำลายจุลินทรีย์ในดินตลอดจนไส้เดือนดิน หรือแมลงที่เป็นประโยชน์อื่น ๆ ทำให้ปริมาณและกิจกรรมของจุลินทรีย์ดินลดลง นอกจากนั้นตัวอ่อน ของแมลงศัตรูพืช เช่น ตัวห้ำ ตัวเบียน ที่อาศัยอยู่ในดินหรือตอซังพืช รวมทั้งจุลินทรีย์ที่สามารถควบคุมโรคพืชถูกทำลายไป ซึ่งหากระบบนิเวศน์ของดินไม่สมดุลจะทำให้การระบาดของโรคเกิดได้ง่ายขึ้น ส่งผลเสีย ต่อเกษตรกร ทำให้การเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจได้ปริมาณผลผลิตที่ไม่ดี ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน

ดังนั้นสำนักงานเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู ขอให้อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้านร่วมกับหมอดินอาสาประจำหมู่บ้านต่าง ๆ ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่เกษตรกรทราบถึงประโยชน์ของการงดเผาตอซัง ฟางข้าว แล้วใช้วิธีไถกลบลงดินแทน ซึ่งเกษตรกรสามารถทำเองได้โดยมีค่าใช้จ่ายต่ำ เป็นนวัตกรรมพื้นบ้านแบบง่าย ๆ ที่ได้ผลในการปรับปรุงโครงสร้างดินและบำรุงดินได้เป็นอย่างดี ร่วมกับการใช้น้ำหมักชีวภาพที่ผลิตจากสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ซึ่งข้อดีและผลของการหมักฟางในนาข้าวด้วยน้ำหมักชีวภาพ จะช่วยให้ตอซังอ่อนนิ่มย่อมสลายได้ง่ายขึ้น จะมีจุลินทรีย์และอินทรียวัตถุที่ช่วยคืนชีวิตในพื้นดินได้ทันที ถ้าหากเกษตรกรมีการปลูกพืชปุ๋ยสดร่วมด้วย เช่น ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า ปอเทือง ฯลฯ ในอัตรา 5 กิโลกรัม/ไร่ ปลูกนานประมาณ 50 วัน แล้วไถกลบลงดิน

จะเป็นการเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุที่มีมวลชีวภาพสด sixbetg8.com ประมาณ 2,500 กิโลกรัม หรือได้ปุ๋ยแห้ง จำนวน 500 กิโลกรัม ให้กับดินได้โดยตรง ทำให้ดินโปร่งร่วนซุยง่ายต่อการเตรียมดิน การระบายอากาศของดิน มีเพิ่มมากขึ้น เป็นแหล่งสะสมธาตุอาหารพืชและเป็นการเพิ่มจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดิน ช่วยในการปรับปรุงโครงสร้างของดินเป็นการหมุนเวียนธาตุอาหารพืชกลับคืนสู่ดิน มีผลให้การเจริญเติบโตและผลผลิตพืชมากขึ้น ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนในการผลิต และช่วยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีหรือสารเคมีลงได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ถ้าหากเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจ วิธีการ ไถกลบตอซังฟาง ร่วมกับการใช้น้ำหมักชีวภาพ เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพิ่มปริมาณผลผลิต ให้มีคุณภาพ โดยมีต้นทุนต่ำ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินใกล้บ้าน หรือกลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู โทร.0-4231-6788 หรือสำนักงานเกษตรอำเภอทุกอำเภอที่ใกล้บ้านท่าน

ผู้ว่าการ กยท.ชี้ราคายางปี′60 จะดีกว่าปีที่ผ่านมา เหตุเพราะพ้นจุดต่ำสุดแล้ว เตรียมนำเงินเซส 3,000 ล้าน ให้เกษตรกรปลูกยางกู้ตั้งโรงงานแปรรูปเพิ่มมูลค่า เตือนอย่าโหมปลูกจนล้นตลาดอีก ยืนมาตรการโค่นยางเก่าปีละ 4 แสนไร่ ตั้งทีมลงใต้ช่วยเหลือชาวสวนยางหลังน้ำลด

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงสถานการณ์และทิศทางราคายางพาราในขณะนี้ซึ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องว่า เป็นสาเหตุมาจากปริมาณการผลิตยางในตลาดลดน้อยลง และวงจรราคายางได้พ้นวงจรจุดต่ำสุดกิโลกรัมละ 30 บาทเศษ

ในเดือน ก.พ.-มี.ค. 2559 มาแล้ว สำหรับปริมาณยางในตลาดที่ลดลงนั้น เป็นผลจากประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นสามประเทศที่ผลิตยางได้ 70% ของผลผลิตโลก ตกลงร่วมกันลดปริมาณการส่งออกยางลง 7 แสนตัน/ปี กอปรกับพื้นที่ปลูกยางภาคใต้ถูกน้ำท่วม ทำให้ผลผลิตกรีดไม่ได้ประมาณ 4 แสนตัน จึงทำให้ผลผลิตยางทั่วโลกหายไป 8.8% หรือประมาณ 1.1 ล้านตัน เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงทำให้ราคายางดีดกลับขึ้นมา ถือว่าเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิดไว้

“ปกติแล้วผลผลิตยางจะเกินความต้องการอยู่ปีละ 4-5% แต่เมื่อสามประเทศตกลงลดการผลิต และภาคใต้เกิดน้ำท่วมสวนยางเสียหายหนัก ราคายางจึงสูงขึ้นอย่างเร็ว แต่เรื่องนี้เป็นผลดีในระยะสั้น ส่วนในระยะยาวต้องระวัง ไม่เป็นผลดี ฉะนั้นเกษตรกรต้องดูให้ดี อย่าไประดมปลูกยางเพิ่มมากเกินไป เพราะจะทำให้ราคากลับมาตกลงอีก ต้องทำจุดสมดุล ราคาไม่สะวิง ให้มีเสถียรภาพด้านราคา อย่างไรก็ดี ราคายางปี 2560 จะดีกว่าปี 2559 แน่นอน” นายธีธัชกล่าว

ผู้ว่าการ กยท.กล่าวต่อว่า ในปีนี้ กยท.มีมาตรการควบคุมการปลูกยางเหมือนเดิม คือ 1.ส่งเสริมการโค่นยางเก่าปีละ 4 แสนไร่ เป็นเวลา 7 ปี เริ่มดำเนินการมาแล้ว 1 ปี เมื่อโค่นแล้วจะส่งเสริมปลูกยางพันธุ์ดีที่ให้น้ำยางมาก กับปลูกพืชอื่นทดแทน โดยให้เงินสนับสนุนไร่ละ 1.6 หมื่นบาท เงินนี้ไม่ต้องเอามาคืน 2.สนับสนุนสินเชื่อแก่ชาวสวนยางที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมภาคใต้ ทำให้ขาดรายได้ เงินทุนหมุนเวียนขาดแคลน โดยจะสนับสนุนเงินทุนด้านการตลาด ให้สวัสดิการช่วยเหลือต่าง ๆ แก่สมาชิกที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. “หลังน้ำลดแล้ว กยท.จะส่งเจ้าหน้าที่ลงสำรวจความเสียหายพื้นที่ปลูกยางทั้งหมด และให้การช่วยเหลือ โดยดูจากขนาดยาง ซึ่ง กยท.จะแบ่งเป็นยางเล็กมีอายุไม่เกิน 2 ปีครึ่ง ยางขนาดกลางที่จะทนน้ำท่วมได้ประมาณ 20 วัน และยางขนาดใหญ่ที่จะทนน้ำท่วมได้ 30-40 วัน จะช่วยเหลือแตกต่างกันไป”

มาตรการที่ 3.สร้างตลาดใหม่และส่งเสริมการแปรรูปยาง เช่น หมอนยางพารา หรือสินค้าก่อสร้าง แผ่นยางกันลื่น ยางปูสนามฟุตซอล ผลิตเป็นสินค้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น เฝือกยาง หุ่นยางที่ใช้ในการสอนทางการแพทย์ เป็นต้น นอกเหนือจากมาตรการดังกล่าวแล้ว กยท.นำเงินกองทุนสงเคราะห์ที่ได้จากเงินเซส 35% คิดเป็นเงิน 2,000-3,000 ล้านบาท มาให้สมาชิกกู้ยืมตั้งโรงงานแปรรูปยาง ดอกเบี้ย 2% ต่อปี เพื่อช่วยชาวสวนยาง