มาตรฐานเปอร์เซ็นต์เนื้อแป้งหมอนทอง 32% ทุเรียนก่อน

ดร.พีรพงษ์ แสงวนางค์กูล ศูนย์เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ผู้บุกเบิกงานวิจัยเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งในเนื้อทุเรียนสำเร็จและนำมาใช้เป็นมาตรฐาน กล่าวว่า มาตรฐานทุเรียนมีความสำคัญทำให้มูลค่าเพิ่มสูงขึ้น จากปี 2557-2558 มูลค่าการขยายตัวลดลงมาก จาก 69.3% เหลือ 6.5% เพราะปัญหามาตรฐานสารพิษตกค้าง

แต่มูลค่าทุเรียนส่งออกไปจีนเพิ่มสูงถึง 5 เท่า จากปี 2557 จำนวน 12,436 ล้านบาท ปี 2563 มูลค่า 65,631 ล้านบาท ขณะที่ปริมาณเพิ่มขึ้น 2 เท่า ไทยมีโอกาสดีที่จีนให้นำเข้าผลสดได้ประเทศเดียว และตลาดจีนยังมีโอกาสเติบโตได้มาก ทุเรียนไทย 600,000 ตัน แค่ 1% ของประชากรจีน 1,500 ล้านคน ยังมีผู้บริโภคอีก 99% ปัญหาทุเรียนล้นตลาดไม่น่ากลัวเท่าทุเรียนด้อยคุณภาพ เพราะอนาคตจีนอาจจะให้เวียดนาม มาเลเซีย นำเข้าผลสดได้เหมือนไทย

ทุเรียนไทยส่งตลาดจีน กำหนดมาตรฐานด้านคุณภาพ คือ มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี GAP (Good Agricultural Practices) และมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงคัดบรรจุ GMP (Good Manufacturing Practice) มาตรฐานสารพิษตกค้าง มกษ. 9002-2556 และปัญหาทุเรียนอ่อน คือมาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ.3-2556 (ปรับปรุง มกษ.3-2546) กำหนดการใช้น้ำหนักเนื้อแห้งเป็นเกณฑ์มาตรฐานความแก่ทุเรียน 4 พันธุ์ คือ หมอนทอง น้ำหนักเนื้อแห้งขั้นต่ำ 32% ชะนี พวงมณี 30% กระดุมทอง 27% ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำสุด อย่าง หมอนทอง สูงถึง 40/42/43% ปัญหาทุเรียนอ่อนคือ เปอร์เซ็นต์น้ำหนักเนื้อแห้งไม่ได้มาตรฐาน เกณฑ์เป็นขั้นต่ำ แม้แต่ซูเปอร์มาร์เก็ตในจีน ยังกำหนด 35% การลดเปอร์เซ็นต์ทำได้ง่าย แต่ไทยจะสูญเสียตลาดให้เพื่อนบ้านหรือไม่ อย่าง มูซันคิง ของมาเลเซียยังต้องนำเข้าแช่แข็งอยู่ รสชาติเป็นที่ยอมรับ สุก 100% เทียบทุเรียนไทยสุก 75-80% หรือเวียดนาม ที่ยังทำคุณภาพสู้ไทยไม่ได้

“คุณภาพทุเรียนนอกจากทุเรียนอ่อนแล้ว ยังมีเรื่องปัญหาแมลง โรคผลเน่า จากแปลงต้นทางผลทุเรียนภายนอกไม่ผิดปกติ แต่อาจจะมีเชื้อราในลูกทุเรียนเติบโตในตู้คอนเทรนเนอร์ที่มีความชื้น ระยะเวลา 7-10 วัน ถึงปลายทาง ผลแตก เน่า มีหนอน เกิดจากไม่ดูแลพ่นยาก่อนการเก็บเกี่ยว หรือผลแตกจากการใช้น้ำยาเร่งสุกเอทีฟอน (Ethephon) เข้มข้นเกินไป ทุเรียนที่เก็บเกี่ยวแล้วขั้วหัก ก้านหัก หนามช้ำ ต้องคัดออกเพราะเชื้อราจะเติบโตและไปทำลายผลผลิตอื่นๆ เสียหายด้วย หรือผลทุเรียนร่วงหล่นบนพื้นดินต้องคัดออก เพราะดักแด้ทิ้งตัวในดินเติบโตอาจจะชอนไชไปในหนามและเติบโตในผล จึงต้องมีวิธีจัดการทุเรียนก่อน-หลังการเก็บเกี่ยวให้ถูกต้อง” ดร. พีรพงษ์ กล่าว

เทคนิคดูทุเรียนแก่…จากผู้มีประสบการณ์กว่า 40 ปี
คุณประสาทพร ศรีสกุลเดช หรือ “หนุ่ย” รองประธานกลุ่มวิสาหกิจทุเรียนจันทบุรี และที่ปรึกษาสมาคมทุเรียนไทย “เกษตรกรตัวจริง” มีประสบการณ์ด้านทุเรียนมากว่า 40 ปี บอกเทคนิคเฉพาะตัวการดูทุเรียนแก่ง่ายๆ โดยมีความเข้าใจองค์ประกอบสำคัญ คือ 1. เริ่มต้นนับตั้งแต่วันดอกทุเรียนบานถึงวันเก็บเกี่ยว ทุเรียนจะใช้เวลาออกดอก 7 วัน ออกดอกตั้งแต่ยอด ปลายกิ่ง ไล่ลงมา แต่ละสายพันธุ์ระยะเวลาไม่เท่ากัน 2. การเก็บเกี่ยวผล ปกติทุเรียนจะแก่จากยอดลงมากิ่งล่างสุด ต้นหนึ่งตัดไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง ปัญหาทุเรียนอ่อน คือ “ตัดรูด”

เก็บทั้งต้นพร้อมกัน 3. การดูลูกทุเรียนแก่ ขั้วบนสีจางกว่าขั้วล่างๆ ลูบจะสากมือ ช่องปลิงห่าง หัวขั้วเป็นวงแหวนลึกชัดเจน ร่องน้ำสีน้ำตาลเข้ม แบ่งพูชัดเจน โคนหนามเหี่ยวยุบลงเห็นรอยชัดเจน ปลายหนามจะชี้ไปทางหัวขั้ว แยกซ้าย-ขวา ทุเรียนจะสุกจากก้นไปหัวพู ก้นเม็ดจะดำมากกว่าหัว และมีตัวแปรทำให้กำหนดวันแก่คลาดเคลื่อน ช้า เร็ว เช่น สภาพอากาศแปรปรวนที่ทุเรียนแตกใบอ่อน แป้งสะสมไม่พอต้องยืดอายุการตัด ความชื้นในดินค่าเป็นบวกแก่ช้า น้อยแก่เร็ว แดดร้อนยาวนานอุณหภูมิร้อนมากกว่า 35 องศาเซลเซียส สุกแก่เร็ว ถ้าต่ำกว่า 27 องศาเซลเซียส สุกแก่ช้า แต่ละสายพันธุ์จะแปรผันต่างกัน

“ทุเรียนแก่ดูลักษณะภายนอกชัดเจนผิวจะแห้งทั้งลูก ถ้าสุกต้องมีกลิ่นหอม รับประทานอร่อยต้องตอนอากาศร้อนเนื้อทุเรียนจะแห้ง เพราะทุเรียนมีชีวิต เมล็ดคือลูกที่แท้จริง เนื้อคืออาหารของเมล็ด ถ้าตอนเช้าอากาศชื้นเมล็ดคายน้ำทำให้เนื้อทุเรียนมีเหงื่อ (น้ำ) และการตัดทุเรียนต้องส่งล้งภายใน 3-6 ชั่วโมง ไม่ค้างคืน เพราะค้างคืนคายน้ำออก น้ำหนักจะหายไป 20% เวลาเคาะฟังเสียงเสียงจะเปลี่ยนไป แต่ไม่ได้บอกความอ่อนแก่เช่นเดียวกับเมล็ดสีเข้มใช้สารป้ายขั้วได้” คุณหนุ่ย สรุปง่ายๆ

การติดอาวุธให้นักตัด มือตัดทุเรียนที่มีสำนึกความรับผิดชอบครั้งนี้…คือ พลังขับเคลื่อนมาตรฐานทุเรียนไทยให้เกิดความเชื่อมั่นกับตลาดต่างประเทศอย่างยั่งยืน “โอบ” ใฝ่ฝันมือตัดอาชีพ ทำทุเรียนออนไลน์แบบฉบับชาวสวน

คุณหนุ่ย พาไปดูโรงคัดบรรจุส่งออกส่วนใหญ่รับจ้างแพ็กให้บริษัทจีนเป็นผู้ส่งออก กิโลกรัมละ 7 บาท ผู้อบรมสนใจใช้ความรู้นี้ตั้งล้งเล็กๆ หรือเป็นมือคัดทุเรียนบรรจุกล่องส่งออก ต้องเปอร์เซ็นต์เนื้อแห้ง 32-34% แบ่งเกรด A B และ C ลูกขนาด 2-6 กิโลกรัม บรรจุกล่องละ 6 ลูก น้ำหนัก 18-19 กิโลกรัม แต่ต้องคำนึงถึงการสูญเสียน้ำหนัก ถึง 20% ที่ต้องนำไปต่อรองราคาค่าแรง แต่ถ้าเราไม่ฝากลมหายใจไว้กับคนจีน แนะนำให้ชาวสวนเลือกทุเรียนพรีเมี่ยมเกรด A B ทำออนไลน์ ต้นละ 1-2 ลูก เพื่อให้ได้ต้นทุนคืนเร็วๆ คิดจากต้นทุนต้นละ 2,000-2,500 บาท ขายต้นละ 2 ลูก ลูกละ 1,000 บาท กล่องละ 2,000-2,500 บาท มี 100 ต้น ขายได้ 200,000-250,000 บาท ตอนนี้มีลูกค้าประจำ 300 กว่าคน ที่เหลือขายล้งเป็นกำไร คาดว่าปีนี้ไม่น่าจะต่ำกว่ากิโลกรัมละ 100 บาท

คุณโอบนิธิ กล่ำใส อายุ 21 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยบูรพา คณะธุรกิจระหว่างประเทศ ปีที่ 4 หนึ่งในผู้สมัครเข้าอบรม เล่าว่า มาอบรมกับแม่ คุณเพ็ญประภา กล่ำใส ครอบครัวมีสวนทุเรียน 40 ไร่ ที่อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ปกติพ่อแม่จะทำสวนทุเรียนเป็นอาชีพเสริมเป็นการบริหารจัดการ เช่นเดียวกับการตัดทุเรียนต้องจ้างทีมงานมาตัด ซึ่งคุณโอบสนใจการตัดทุเรียน เพราะเป็นอาชีพที่ทำรายได้สูง อย่างมือตัดธรรมดาๆ ได้ค่าจ้าง 1,200-1,500 บาท/รอบ (วัน) ถ้าเก่งๆ ค่าจ้างสูงถึง 1,600-1,800 บาท ทีมรับค่าจ้าง 700-800 บาท หรืออัตรา 60 : 40 คุณโอบทำงานอยู่กับทีมมือตัดของล้งมาได้ 3 ปีแล้ว ใช้เวลาช่วงปิดเทอม แต่ยังเป็นคนรับ เป้าหมายจะพัฒนาเป็นมือตัดอาชีพ นำมาใช้กับที่สวนตัวเองและรับจ้างตัดอิสระ หรือมือตัดของล้ง

“ต่อไปจะฝึกประสบการณ์กับมือตัดของล้ง กว่าจะเป็นมือตัดได้น่าจะฤดูกาลหน้า เพราะทุเรียนไม่ใช่แค่ดูขั้ว หนาม ร่องพู อย่างทุเรียนหนามเขียวแต่แก่ดูยาก หรือหนามแห้งเพราะถูกแดดไม่ใช่ทุเรียนแก่ และบางลูกอยู่สูงต้องใช้กรรไกรสอย อย่างไรมือตัดทุเรียนยังมีไม่เพียงพอเพราะพื้นที่ปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นหลายเท่า ล้งส่วนใหญ่จะสร้างมือตัดเป็นของตัวเอง มือตัดเป็นอาชีพที่รายได้ดี ไม่มีค่าใช้จ่าย ทุเรียนถูกแพงมือตัดมีรายได้ที่แน่นอน” คุณโอบ เล่าถึงแผนก้าวสู่มือตัดอาชีพ

อย่างที่หลายท่านทราบกันดีว่า “ไผ่” เป็นพืชที่มีประโยชน์รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นลำต้น ใบ หรือหน่อ ทุกส่วนล้วนแล้วนำมาทำประโยชน์ได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านของสิ่งปลูกสร้าง คือส่วนของลำ นำมาสร้างที่อยู่อาศัย ทำเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ ตู้ เตียง รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ใบ นำมาทำเป็นปุ๋ยปลูกพืชผักได้ และส่วนของหน่อ สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู และยังไม่นับรวมในส่วนของการนำมาทำพลังงานเชื้อเพลิง รวมถึงเครื่องนุ่งห่ม เพราะฉะนั้นแล้วไผ่จึงถือเป็นพืชมากประโยชน์ และมีอนาคตสดใส ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย ไผ่ ก็ยังเป็นพืชที่สร้างอนาคตได้อยู่ดี

คุณสมพร แก่นคำ หรือ พี่อ๊อด อยู่บ้านเลขที่ 55 หมู่บ้านถาวรพัฒนา ตำบลนิคมสร้างตนเอง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เกษตรกรอำเภอพิมาย ที่ยืนหยัดปลูกไผ่เป็นอาชีพหลักสร้างรายได้มานานกว่า 30 ปี โดยให้เหตุผลที่ว่า ไผ่ เป็นพืชที่มากประโยชน์ ทุกส่วนของไผ่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด รวมไปถึงการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด หากใครได้เรียนรู้และคลุกคลีอยู่กับไผ่จะรู้ดีกันอยู่แล้ว

พี่อ๊อด เล่าถึงการปลูกไผ่ให้ฟังว่า ตนเริ่มปลูกไผ่เป็นอาชีพเสริมมานานกว่า 30 ปีแล้ว ซึ่งสาเหตุที่เลือกปลูกไผ่ก็ไม่มีอะไรมาก อย่างที่คนทั่วไปรู้กันดีคือ ไผ่ เป็นพืชมากประโยชน์ ทุกส่วนสามารถนำมาสร้างประโยชน์ได้มากมายมหาศาล ถือเป็นการสร้างรายได้เข้ามาหลายทาง และไม่ต้องยุ่งยากในการดูแล เพราะไผ่เป็นพืชที่ปลูกง่าย ขอแค่มีแหล่งน้ำที่สมบูรณ์ก็สามารถออกหน่อ ออกลำ มาให้เก็บกิน เก็บขายได้ทุกปี

โดยที่สวนจะเลือกปลูกไผ่ทั้งหมดอยู่ 3 สายพันธุ์ด้วยกัน คือ 1. ไผ่เลี้ยงหวาน มีจุดเด่นคือ ถ้ามีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ หน่อจะออกตลอดทั้งปี ลำต้นแข็ง ตรง สวย ใช้งานได้หลายประเภท และส่วนของใบสามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพได้ดีมาก 2. ไผ่บงหวาน มีจุดเด่นคือ สามารถรับประทานหน่อสดได้ รสชาติหวาน หอม กรอบ อร่อย สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู 3. ไผ่ตง มีจุดเด่นคือ หน่อโต น้ำหนักต่อหน่อ ประมาณ 2-10 กิโลกรัม ให้ผลผลิตดกกว่าไผ่พันธุ์อื่นๆ หลายเท่า และนอกจากนี้ยังนิยมนำลำต้นไปทำเฟอร์นิเจอร์และเครื่องจักสาน

ปลูกไผ่ 3 สายพันธุ์ 500 กอ
มีรายได้หลายแสนบาทต่อปี
เจ้าของบอกว่า ตอนนี้ตนปลูกไผ่รวมทั้งหมด 3 สายพันธุ์ ปลูกอยู่ประมาณ 500 กอ มีวิธีการปลูกการดูแลไม่ยุ่งยากอะไร ส่วนใหญ่ที่สวนจะเน้นให้ธรรมชาติดูแล คืออาศัยน้ำฝนช่วยรดน้ำ เน้นปลูกให้ผลผลิตออกตามฤดูกาล พื้นที่ปลูกที่เหมาะสมคือ สามารถปลูกได้ทุกสภาพพื้นที่ ขอแค่มีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ โดยจะเริ่มลงมือปลูกช่วงต้นฝน

ในการปลูกสำหรับไผ่เลี้ยงหวาน แนะให้ปลูกความห่างระหว่างต้น 3×3 เมตร เพื่อสะดวกในการจัดการ ใน 1 กอ จะอยู่ได้ไม่เกิน 10 ต้น ส่วนระยะห่างของไผ่ตง ความห่างอยู่ที่ระยะ 10 เมตร เนื่องจากลำที่ใหญ่ กอใหญ่ จึงจำเป็นต้องใช้ระยะการปลูกที่ห่างกันมาก

สำหรับการปลูกก็ไม่ยุ่งยาก ขุดหลุมแค่พอให้เหง้าลงปลูกได้ หลังจากปลูกเสร็จรดน้ำให้ชุ่ม

การดูแล…อาศัยลงปลูกช่วงต้นฝน ไม่มีการดูแลอะไรมาก อาศัยให้ธรรมชาติดูแล ปุ๋ยไม่ใส่ เนื่องจากใบไผ่ที่หล่นลงมาเมื่อย่อยสลายก็กลายเป็นปุ๋ยไปในตัว ซึ่งใบไผ่มีคุณสมบัติทำให้ดินร่วนซุยดีอยู่แล้ว

ผลผลิต…จะเริ่มเก็บผลผลิตได้ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายนไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งผลผลิตของที่สวนออกมาเป็นที่น่าพอใจ มีหน่อให้เก็บขายทุกวัน เฉลี่ยแล้วต่อ 1 กอ เก็บได้ประมาณ 5-6 กิโลกรัม ต่อวัน หรือประมาณ 7-10 หน่อ ต่อกอ

พืชสร้างรายได้
มีเข้ามาหลายทางด้วยกัน ดังนี้ 1. รายได้จากการขายลำไผ่ จะเลือกตัดเฉพาะลำที่พักหน่อแล้ว ตัดขายในราคาลำละ 10-25 บาท ขนาดความกว้าง 2 นิ้ว ขายอยู่ที่ราคา 10 บาท ต่อลำ ส่วนราคาลำละ 25 บาท จะต้องมีขนาด 2.5-3 นิ้วขึ้นไป ซึ่งที่สวนสร้างรายได้จากการขายลำไผ่ปีละประมาณ 7,000-8,000 บาท ส่วนราคาของไผ่ตง ค่อนข้างมีลำใหญ่ ขายได้ราคาดีลำละ 100 บาท 1 กอ มีเยอะเป็น 100 ต้น ใช้ระยะเวลาปลูก 3 ปี ขายลำได้ ถือว่าคุ้มค่ามากๆ 2. รายได้จากการขายหน่อ ทั้งขายให้พ่อค้าที่มารับซื้อประจำและมีหน้าร้านขายเอง โดยจะขายส่งในราคาถุงละ 25 บาท ขายเองราคาถุงละ 30 บาท เฉลี่ยแล้วมีรายได้จาการขายหน่อสดประมาณวันละ 1,000 บาท 3. รายได้จากการขายกิ่งพันธุ์ ราคาขายตามอายุที่ชำ ถ้าชำอยู่ประมาณ 2 เดือนแล้ว จะขายอยู่ที่กิ่งพันธุ์ละ 50 บาท แต่ถ้า 3-4 เดือนแล้วหน่อเริ่มออกจะขยับราคาขึ้นเป็นกิ่งพันธุ์ละ 80 บาท และ 4. รายได้จากการแปรรูป หน่อไม้อัดถุง ซึ่งการแปรรูปตรงนี้ถือเป็นวิธีสร้างมูลค่าเพิ่มที่ง่าย แต่ได้ผลตอบรับที่ดีมากๆ สรุปแล้วในแต่ละปีตนสามารถสร้างรายได้จากการปลูกไผ่ได้ปีละกว่าหลายแสนบาท ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และเป็นอาชีพที่มีอนาคตสดใสมาตลอด

“หน่อไม้อัดถุง” สินค้าแปรรูป
สร้างรายได้นอกฤดู
พี่อ๊อด บอกว่า ผลิตภัณฑ์หน่อไม้อัดถุงนี้ ถือเป็นภูมิปัญญาที่ตนเองใช้เวลาคิดค้นมานานหลายปี ซึ่งเป็นภูมิปัญญาการถนอมอาหารแบบง่ายๆ แต่ไม่ใช่ว่าใครก็ทำได้ เพราะถ้าทำไม่ดี ไม่ถูกขั้นตอน และกรรมวิธีที่ไม่ถูกต้องก็สามารถเน่าเสียหายก่อนถึงมือผู้บริโภคได้ง่ายๆ เช่นกัน

โดยกรรมวิธีในการทำหน่อไม้อัดถุงของตนนั้น เริ่มต้นจากการนำผลผลิตหน่อไม้ที่ล้นจากออเดอร์ที่ลูกค้าสั่งในแต่ละวันมาแปรรูป ไว้ขายฤดูที่หน่อไม้ขาดตลาด หรือช่วงที่ผลผลิตออกน้อย โดยมีขั้นตอนกระบวนการทำดังนี้

เลือกสายพันธุ์ที่จะนำมาแปรรูปให้เหมาะสม ซึ่งที่สวนจะเลือกไผ่เลี้ยงหวานในการนำมาแปรรูป
นำหน่อไม้ที่ล้นออเดอร์ของแต่ละวันนำมาแปรรูป นำมาล้างทำความสะอาด แล้วตัดให้ได้ขนาดอ่อน ปอกเปลือกล้างทำความสะอาดอีกครั้ง

จากนั้นนำมาบรรจุใส่ในถุงพลาสติกที่เตรียมไว้ จะบรรจุถุงละกี่กิโลก็แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน โดยที่สวนเคยบรรจุอยู่ 2 รูปแบบ คือ บรรจุใส่ถุงปริมาณถุงละ 3 กิโลกรัม และถุงละ 1.7 กิโลกรัม เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม

หลังจากนึ่งเสร็จถอดถุงผ้าที่สวมไว้ตอนนึ่งออก แล้วใช้ถุงพลาสติกอีกใบห่อสวมทับถุงพลาสติกไปอีกชั้น แล้วมัดแขวนเก็บไว้บนราวไม้ไผ่ที่เตรียมไว้ โดยขั้นตอนการทำจะต้องทำในขณะที่หน่อไม้ยังร้อนๆ อยู่เพราะถ้าเย็นแล้วอากาศภายนอกจะเข้าไปทำให้หน่อไม้เสีย

โรงเรือนที่เก็บรักษาจะต้องเป็นที่แสงส่องเข้าไม่ถึง เพราะว่าถ้าหน่อไม้ได้รับแสงจากภายนอกกิริยาของหน่อไม้จะเปลี่ยนไปทำให้เกิดการเสีย
ลักษณะของโรงเรือนถนอมอาหาร ที่สวนจะใช้ประโยชน์จากต้นไผ่ นำมาสร้างทำเป็นโรงเรือนเก็บรักษา ด้วยการนำไม้ไผ่มาตีเป็นคอก โดยจะใช้ไม้ไผ่ตีติดกับเสาปูน ทำเป็นคอกสี่เหลี่ยม แล้ววางไม้ไผ่เป็นชั้น ทำแบบง่ายๆ ตามภูมิปัญญาชาวบ้านและวัสดุที่มีอยู่ภายในสวน

ส่วนปริมาณการผลิตนั้นแล้วแต่ฤดูกาล หากปีไหนออกเยอะก็จะผลิตได้เยอะ หากปีไหนฝนฟ้าอากาศไม่ค่อยเป็นใจ ผลผลิตออกน้อย ก็นำมาแปรรูปได้น้อย ยกตัวอย่างปีที่ฝนตกต้องตามฤดูกาล สามารถทำหน่อไม้แปรรูปได้ประมาณ 3.6-4 ตัน แต่ถ้าปีไหนฝนตกน้อยก็จะผลิตได้ประมาณ 1.5-2 ตัน

รสชาติของหน่อไม้อัดถุง…รสชาติจะเหมือนหน่อไม้สด หวาน หอม กรอบ สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย ทั้งคาวและหวาน อย่างเมนูทั่วไปที่คนนิยมบริโภคคือ ซุบหน่อไม้ ห่อหมกหน่อไม้ กระเพาะปลา ก็อร่อยไม่เบา ข้อดีของการแปรรูป….คือหน่อไม้เราไม่เสียหาย สามารถขายได้ราคาในช่วงที่ไม่ใช่ฤดูกาล ยกตัวอย่างปีที่ผ่านมา ผลิตหน่อไม้แปรรูปได้ 3.6 ตัน ขายได้หมดในเวลาเพียง 3 เดือน ราคาถุงละ 50-100 บาท ตามปริมาณที่บรรจุ ถือเป็นรายได้ที่ดี ยิ่งในช่วงสถานการณ์ที่เกิดความวุ่นวายแบบนี้ การแปรรูปสร้างมูลค่าถือเป็นอีกแนวทางเพื่อการอยู่รอดที่ดีมากๆ “ตลอดเวลากว่า 30 ปี ที่ผมปลูกไผ่มา ไผ่ไม่เคยทำให้ผมผิดหวังเลยสักปี” พี่อ๊อด กล่าวทิ้งท้าย

กล้วย…เป็นพืชอาหารที่มีวิตามินเกลือแร่ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพผู้บริโภค กล้วยที่เรารู้จักมักคุ้นกันดี เช่น กล้วยหอม กล้วยไข่ หรือกล้วยน้ำว้า กล้วยปลูกได้ทั้งในหัวไร่ปลายนา หรือปลูกในเชิงธุรกิจ ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจแปรปรวน การปลูกกล้วยจึงเป็นหนึ่งพืชที่มาแรงและน่าสนใจ เพื่อการยกระดับรายได้นำไปสู่การยังชีพที่พอเพียงและมั่นคง วันนี้จึงนำเรื่อง กล้วย พืชแซมในสวนไม้ผล มหัศจรรย์พืชเศรษฐกิจ สร้างรายได้สู่วิถีมั่นคง มาบอกเล่าสู่กัน

คุณเสน่ห์ ในจิตร เกษตรอำเภอน้ำขุ่น เล่าให้ฟังว่า กล้วยเป็นพืชที่ปลูกและเจริญเติบโตได้ดีในทุกพื้นที่ของประเทศไทย และสภาพพื้นที่อำเภอน้ำขุ่นก็มีความเหมาะสมที่จะปลูกกล้วยได้ดี ต้นกล้วยต้องได้รับน้ำพอเพียง ใส่ปุ๋ยตามสูตร ถูกอัตราส่วน และใส่ตามระยะเวลา หรือป้องกันกำจัดศัตรูได้ก็จะเจริญเติบโตได้ผลผลิตกล้วยดีมีคุณภาพ
โรคและแมลงศัตรูกล้วย กล้วยมีโรคและแมลงศัตรูเข้ามารบกวนทำลายน้อย เช่น โรคไฟทอปทอร่า มันจะทำให้รากเน่า โคนเน่า ใบเหลืองแห้ง หรือที่เรียกว่าตายพราย ป้องกันได้ด้วยการเลือกหน่อกล้วยพันธุ์ดีและปลอดโรคมาปลูก ศัตรูอีกชนิดคือ หนอนม้วนใบ มักจะกัดกินที่ริมใบให้แหว่งเข้าไปเป็นทางยาว ป้องกันและกำจัดได้ด้วยการจับไปทำลายทิ้ง หรือถ้าพบว่ามีจำนวนมากให้ใช้สารเคมีฉีดพ่นกำจัด การใช้สารเคมีควรปฏิบัติตามคำแนะนำในฉลาก

การปลูกกล้วยเป็นพืชแซมในสวนไม้ผล เป็นการจัดการระบบการปลูกพืชที่เกื้อกูลกัน ใช้ปัจจัยการผลิตผสมผสาน เช่น การใช้ปุ๋ย หรือค่าไฟฟ้าที่ต้องสูบน้ำขึ้นมาใช้กับพืชก็ผสมผสานกันทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง นอกจากนี้ ต้นกล้วยที่เป็นพืชแซมก็เป็นร่มเงาและปรับพื้นที่ให้ดินชุ่มชื้นให้กับไม้ผลหลัก เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด หรือมะม่วง
แปลงหรือสวนของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จและสำนักงานเกษตรอำเภอน้ำขุ่น ได้จัดให้เป็นแปลงต้นแบบเพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่ เช่น การรวมกลุ่มเพื่อบริหารจัดการการผลิต หรือการลดต้นทุนการผลิต เป็นหนึ่งวิถีการยังชีพแบบพอเพียง

คุณต้อย หรือ คุณสุดาพร ภักดีบุตร เกษตรกรปลูกกล้วย เล่าให้ฟังว่า คาสิโน UFABET ในสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจผันผวนได้ส่งผลกระทบต่อวิถีความไม่มั่นคงครอบครัว อาชีพเกษตรกรรม จึงเป็นทางเลือกเพื่อการยังชีพที่เป็นวิถีพื้นฐานที่ทำให้ได้เก็บผลผลิตมากินในครัวเรือน หรือก่อให้มีรายได้จากการขายผลผลิตได้นำมาจุนเจือครัวเรือนหรือใช้เป็นทุนการผลิต
พื้นที่ปลูกไม้ผล มี 18 ไร่ ปลูกไม้ผลผสมผสานหลายชนิด เช่น ทุเรียน มะม่วง มังคุด หรือกล้วย ช่วงเริ่มต้นได้นำกล้วยหอมทองและกล้วยน้ำว้า มาลงปลูกเป็นพืชแซมเพื่อให้เป็นพืชร่มเงาหรือพืชพี่เลี้ยงให้กับไม้ผลหลัก เพื่อให้ได้ผลผลิตเก็บมากินในครัวเรือน ได้ขายผลผลิตกล้วยเพื่อนำรายได้มาเป็นทุนหมุนเวียนใช้ในการผลิตเกษตร

การเตรียมหน่อพันธุ์ ได้ซื้อหน่อพันธุ์คุณภาพที่ปลอดโรคทั้งจากในพื้นที่และต่างถิ่น ความสูง 60 เซนติเมตรขึ้นไป ซื้อหน่อละ 20-30 บาท เป็นพันธุ์กล้วยน้ำว้า 4,000 หน่อ และพันธุ์กล้วยหอมทอง 3,000 หน่อ พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกกล้วยน้ำว้าและกล้วยหอมทองได้โดยเฉลี่ยราว 400 ต้น พื้นที่ทั้งหมดจะปลูกกล้วยได้กว่า 7,000 ต้น
การใช้มูลวัวแห้ง ได้ซื้อมูลวัวแห้ง น้ำหนัก 15 ตัน หรือที่บรรจุในรถยนต์บรรทุก 10 ล้อ ราคา 22,000 บาท เพื่อนำมาเป็นปุ๋ยรองก้นหลุมปลูกและใช้ปรับสภาพพื้นที่แปลงปลูกไม้ผล

การปลูก ได้เริ่มปลูกต้นฝน ขุดหลุมปลูก กว้าง ยาว และลึก ด้านละ 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกแห้ง วางหน่อพันธุ์กล้วยลงปลูกเกลี่ยดินกลบ ระยะระหว่างต้นและแถวปลูก ห่างกัน 4×4 เมตร และ 5×5 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกกล้วยได้ราว 400 ต้น หลังการปลูกให้น้ำแต่พอชุ่มเลี้ยงกอให้มี 3-5 ต้น ต่อกอ
การใส่ปุ๋ย ได้ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยชีวภาพ ใส่อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี แบ่งใส่ 3 ครั้ง เว้นระยะห่างกัน 3 เดือน และก่อนตัดเก็บ 1 เดือน ได้ใส่ปุ๋ยหวาน สูตร 13-13-21 อัตรา 2-3 กำมือ ต่อกอ แล้วให้น้ำแต่พอชุ่ม