มาตรฐาน GAP กับระยะเวลาของใบรับรอง 2 ปี ต้องสร้างความ

ซึ่งในกลุ่มสหกรณ์น่าจะตรวจติดตามกันเองได้ อนาคตถ้ามีการถ่ายโอนภารกิจให้ภาคเอกชน ปัญหาค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้น ขณะที่ทำกับกรมวิชาการเกษตรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ทางที่ดีภาครัฐต้องหามาตรการเชิงรุกกระตุ้นให้เกษตรกรหันมาทำ GAP ในปีนี้ให้ได้มากที่สุด สหกรณ์ต้องผลักดันให้สมาชิกทำมาตรฐาน GAP และสหกรณ์หรือล้งที่ส่งออกต้องได้มาตรฐาน GMP ด้วย โดยรับซื้อทุเรียนที่มีใบรับรอง GAP เท่านั้น เมื่อสินค้ามีคุณภาพราคาจะมาเอง นี่คือ ข้อแตกต่างของการทำหรือไม่ทำ GAP และ GMP” คุณวุฒิพงศ์ กล่าว

ทางด้าน คุณชลธี นุ่มหนู ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า จำนวนเกษตรกรเจ้าของแปลงทุเรียนในภาคตะวันออก 3 จังหวัดภาคตะวันออก ระยอง จันทบุรี ตราด พื้นที่ประมาณ 300,000 ไร่ มีเกษตรกรผ่านการประเมิน และรอการตรวจสอบมีเพียง 40,000 ไร่ ประมาณ 14-15% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก ซึ่งในอดีตมีผู้ได้ใบรับรองถึง 40% แต่เมื่อเกษตรกรไม่เห็นความสำคัญต่อมาเลิกต่ออายุบ้าง ไม่สนใจที่จะขอใบรับรองบ้าง จำนวนจึงลดลงมาก แต่ปีนี้ยอมรับว่าเกษตรกรมีการตื่นตัวมาก ยื่นขอทั้ง GAP และโรงคัด ยื่นขอ GMP สวพ.6 ได้เตรียมจัดระบบ ดังนี้

1. เกษตรกรที่ยื่นขอ GAP
2. ล้งที่ยื่นขอมาตรฐาน GMP จะร่วมกับสถาบันการศึกษาในการตรวจประเมิน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ สวพ.6 มีน้อย และ
3. ล้งที่ไม่ยื่นขอ GMP เป็นล้งที่ไม่เข้าสู่ระบบ สวพ.6 ร่วมกับมหาวิทยาลัยบูรพา จะจัดทำพิกัด เพื่อให้ทราบที่ตั้ง หากจีนมีการร้องเรียนปัญหาทุเรียนอ่อน มีศัตรูพืช จะสามารถตรวจสอบได้

“สวนทุเรียนใน 3 จังหวัดภาคตะวันออก ระยอง จันทบุรี ตราด มีพื้นที่ปลูกทุเรียน 300,000 ไร่ อยู่ในจันทบุรีมากที่สุด 200,000 ไร่ ข้อมูล จาก สวพ. 6 ปี 2561 มีผ่านการประเมินมาตรฐาน GAP และยังไม่หมดอายุ 30,451.56 ไร่ และอยู่ระหว่างการตรวจ 9,357 ไร่ รวม 39,808 ไร่ ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยมาก 13-14% เท่านั้น ส่วน GMP โรงคัดบรรจุผลไม้ ประมาณ 500 แห่ง ได้รับ GMP เพียง 147 แห่ง หรือ 30% แยกเป็นโรงคัดบรรจุทุเรียนเพียง 97 แห่งเท่านั้น ยอมรับว่ากำลังเจ้าหน้าที่ สวพ.6 มีเพียง 12 คน ไม่เพียงพอ เพราะต้องประเมินทั้ง GAP และ GMP จังหวัดจันทบุรีและตราด ปัญหาเรื่องนี้ สวพ.6 เตรียมประสานสถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยรำไพพรรณี มหาวิทยาลัยบูรพา (วิทยาเขตจันทบุรี) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี ระดมกำลังกันเพื่อประเมินผล”

“และกรมวิชาการเกษตร มีแผนที่จะโอนภารกิจออกใบรับรองทั้ง GAP GMP ให้ภาคเอกชน ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่าย ช่วงนี้จึงเหมาะสมที่เกษตรกรและผู้ประกอบการจะเร่งดำเนินการ ทุเรียนไทยต้องมีใบรับรองมาตรฐานคุณภาพ และต่อไปล้งจะมีเงื่อนไขรับซื้อทุเรียนจากสวนที่มี GAP เท่านั้น ไม่มีการสวมสิทธิ์กัน ทั้งนี้ GAP ยื่นขอได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด สวพ.6 จันทบุรี สวพ. ระยอง ขอที่ สำหรับ GMP จันทบุรี ตราด ขอได้ที่ สวพ.6 และระยองขอได้ที่ สวพ. ระยอง หรือสะดวกสามารถยื่นขอ มาตรฐาน THAI GAP จากสถาบันภาคเอกชนได้เช่นกัน”

“มีเกษตรกรที่ยื่นขอ GAP ไว้ 470 ราย ที่สำนักงาน (สวพ.6) จะเร่งตรวจให้ทันภายในมีนาคม 2562 ในส่วนของสมาคมส่งออกทุเรียนแห่งประเทศไทย ถ้าสมาชิกรวมๆ กันยื่นขอ GMP จะบริหารจัดการได้รวดเร็ว ตามแผนเดือนมกราคม 2562 จะมีการเปิดอบรมให้โรงคัดบรรจุ เพื่อปรับปรุงก่อนที่เจ้าหน้าที่ตรวจได้รวดเร็วขึ้น ทันในช่วงต้นฤดูกาล ต่อไปล้งที่รับรอง GMP อาจจะตั้งเตาไมรโครเวฟเพื่อพิสูจน์เปอร์เซ็นต์เนื้อแป้งกันก่อนซื้อ-ขาย และรายชื่อล้งที่ไม่ได้มาตรฐานจะจัดทำพิกัดไว้ สามารถตรวจสอบได้เช่นกัน”

ขานรับ GAP & GMP ต้องมาพร้อมกัน

คุณภานุวํฒน์ ไหมแก้ว นายกสมาคมส่งออกทุเรียนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มีสมาชิกหรือล้งรับซื้อผลไม้ ประมาณ 200 ล้ง ทั้งภาคใต้ ภาคตะวันออก แต่ยอมรับว่ามีล้งที่ได้มาตรฐาน (GMP) น้อยมาก ที่ผ่านมาระบบการบริหารจัดการทุเรียนตั้งแต่ในสวนมาถึงโรงคัดหรือล้งผู้ส่งออกมีความเสี่ยงตลอด ทั้งเรื่องทุเรียนอ่อน และแมลงศัตรูพืชปนเปื้อน เนื่องจากไม่มีมาตรการเข้มงวดเรื่องมาตร GAP จากสวน ปัญหาทุเรียนอ่อนโทษกันไปโทษกันมาตลอด คือโทษชาวสวนตัดทุเรียนอ่อนหรือล้งตัดทุเรียนอ่อน ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องร่วมมือกันแก้ปัญหา สวนต้องมีใบรับรอง GAP และโรงคัดบรรจุต้องมี GMP ไปด้วยกัน

ตลาดทุเรียนส่วนใหญ่ 80-85% อยู่ที่จีนเป็นหลัก เมื่อพ่อค้าเหมาสวนแขวนทุเรียน ชาวสวนไม่มั่นใจว่าพ่อค้าจะกลับมาเอาทุเรียนอีกหรือไม่ จึงพยายามจะตัดมีดเดียว (ครั้งเดียว) ทำให้มีทุเรียนอ่อน ทุเรียนตกไซซ์ติดมาด้วย ถ้าจะแก้ปัญหาต้องจ้างเจ้าของสวนตัดทุเรียนแก่ให้เอง โดยจ่ายค่าจ้างให้ กิโลกรัมละ 3-4 บาท จะทำให้ได้ทุเรียนคุณภาพ 100% ถ้าทำให้วงจร 3 กลุ่ม คือ ผู้ผลิต-ผู้ขาย-ผู้บริโภค ไปด้วยกัน จะได้ทุเรียนมาตรฐาน ส่วนนายหน้าติดต่อรับซื้อทุเรียนให้ล้งส่งออก ต้องบอกที่มาจากสวนและล้งที่รับซื้อได้ ส่วนล้งต้องจดทะเบียนและมีมาตรฐาน GMP หากสายตัดอ้างล้งให้ตัดชาวสวนจะตรวจสอบกลับได้ ซึ่งสมาคมจะสนับสนุนให้ชาวสวนทำมาตรฐาน GAP และให้โรงคัดบรรจุหรือล้งของสมาคมทำ มาตรฐาน GMP เป็นลูกโซ่ไปด้วยกัน โดยมีเงื่อนไขว่า ล้งต้องมี GMP และจะซื้อทุเรียนจากสวนที่มีใบรับรอง GAP เท่านั้น

“ปัญหาการส่งออกทุเรียน มีทั้งเรื่องมือตัดทุเรียนหายากมากๆ อนาคตต้องเร่งสร้างแรงงานฝีมือด้านนี้ให้เพียงพอ เนื่องจากเป็นแรงงานเชี่ยวชาญ ที่ผ่านมาจะใช้แรงงานต่างด้าวไม่มีคุณภาพ ระยะสั้นล้งต้องจ้างชาวสวนตัดเองไปก่อน ที่สำคัญภาครัฐไม่ควรมุ่งหวังตลาดจีนแห่งเดียว ควรเปิดตลาดใหม่ๆ ที่มีความน่าสนใจเพิ่มขึ้น อย่างตลาดอินเดีย เพราะมีประชากรมาก และมีกำลังซื้อสูง” นายกสมาคม กล่าว

ทางด้าน คุณไพฑูรย์ วานิชศรี เจ้าของทุเรียนรายใหญ่และเป็นผู้ผลิตทุเรียนของ บริษัท ซีพี ส่งตลาดจีนและญี่ปุ่น กล่าวว่า การสร้างมาตรฐานทุเรียนส่งออกเป็นเรื่องสำคัญและเรื่องจำเป็นสำหรับเกษตรกรและผู้ส่งออก ด้วยเหตุผลหลักๆ 2 ประการ คือ ไทยมีตลาดคู่แข่งในแถบอาเซียน โดยตลาดผลไม้ไทยได้รับความเชื่อมั่นระดับกลางๆ เพราะปัญหาทุเรียนอ่อน ศัตรูพืช ต่างจากผลไม้ของยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย ทุกวันนี้ผลไม้ที่ส่งไปตลาดจีนของ บริษัท ซีพี มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ ด้วย QR Code ตลาดจีนมีกำลังซื้อสูง ต้องการบริโภคของที่มีคุณภาพ ปัจจุบันไทยมีโอกาสทำตลาดทุเรียนไม่ใช่แค่จีนแต่ไปตลาดโลกได้ เพราะส่งออกได้ทั้งผลสด แช่แข็งและทุเรียนแกะเนื้อแช่เย็นที่ส่งออกไปยุโรป อเมริกา ดังนั้น การทำคุณภาพมาตรฐาน ความปลอดภัย จะทำให้เป็นที่ยอมรับเป็นส่วนสำคัญ

ปัญหาทุเรียนส่งออกของไทย บทสรุปคือ มาตรฐาน GAP & GMP เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร ที่จะทำให้ตลาดทุเรียนไทยเติบโตได้อย่างยั่น…เป็นการตั้งรับในแนวทางที่ถูกต้อง…และหวังว่าเวทีประชุมคงไม่สูญเปล่า

พื้นที่ที่ถูกขุดปลูกเป็นไร่อ้อย กว่า 600 ไร่ ในเขตตำบลหนองจาน อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี อยู่ในความดูแลของเกษตรกรวัยกลางคน คุณศรี ปานมา อายุเกือบ 70 ปี ชาวไร่อ้อยแต่กำเนิด

แม้อายุจะเลยวัยเกษียณมาแล้ว แต่คุณศรีก็จัดว่าเป็นเกษตรกรตัวยงคนหนึ่งที่ตรากตรำคร่ำเคร่งกับงานในอาชีพอย่างมั่นคง และมุ่งมั่นศึกษา พัฒนา เพื่อต่อยอด ให้การปลูกอ้อยที่ทำมาตลอดชีวิตมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

คุณศรี ไม่มีวุฒิการศึกษาใดมาประดับ อ่านและเขียนหนังสือได้ไม่มาก แต่ ณ วันนี้ รางวัลที่เป็นเครื่องการันตีว่าเกษตรกรผู้นี้มีคุณสมบัติน่ายกย่องให้เป็น “สมาร์ท ฟาร์มเมอร์” ตามหลักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตัวจริง

การปลูกอ้อยที่ดูเหมือนธรรมดา แต่ไม่ธรรมดา ของคุณศรี มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่การไม่เผาใบอ้อยในไร่เฉกเช่นเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยทั่วไป เป็นสิ่งที่คุณศรีทำมาตั้งแต่จำความได้ว่า เริ่มลงมือปลูกอ้อยทุกขั้นตอนด้วยตนเอง เหตุผลถูกอธิบายเพียงสั้นๆ ว่า ดินที่เสื่อมสภาพจากการเพาะปลูกหลายครั้ง ส่วนใหญ่เสื่อมสภาพจากการขาดธาตุไนโตรเจน ใบอ้อยที่ถูกตัดทิ้งหลังเก็บเกี่ยว เป็นใบอ้อยที่มีธาตุไนโตรเจนสูง หากไถกลบไปพร้อมกับการเตรียมดินก่อนการเพาะปลูกรอบต่อไป จะช่วยเพิ่มธาตุไนโตรเจนให้กับดิน เป็นการบำรุงดิน ไม่สูญเสียแร่ธาตุในดิน เหมือนการเผาใบอ้อย ซึ่งการเผาใบอ้อยภายในไร่นั้น นอกจากจะไม่เป็นการเพิ่มธาตุไนโตรเจนให้กับดินแล้ว ยังเป็นการทำลายหน้าดินและแร่ธาตุที่มีอยู่ในดินชนิดอื่นให้หมดไปด้วย

ข้อมูลที่คุณศรีนำมาอธิบาย เขายกตัวอย่างคร่าวๆ จากการวิจัยของนักวิชาการ กรมวิชาการเกษตร ซึ่งทำการวิจัยและเผยแพร่ข้อมูลมายังเกษตรกร แต่เกษตรกรชาวไร่อ้อยจำนวนมาก ก็ยังไม่ปรับวิธีกำจัดใบอ้อย ยังคงใช้การเผาเช่นเดิม

“ในอนาคต ใบอ้อยที่ถูกไถกลบไปพร้อมกับการเตรียมการปลูกครั้งต่อไป ผมตั้งใจเก็บไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อนำไปขายให้กับโรงไฟฟ้า ในราคากิโลกรัมละ 1 บาท เพราะใบอ้อยเป็นพลังงานอย่างดี สามารถนำไปเป็นวัตถุดิบสำหรับทำเชื้อเพลิงได้”

แนวคิดที่เป็นเกร็ดเล็กน้อยนี้ ส่งผลให้คุณศรี มีความแตกต่างทางด้านความคิด รู้ศึกษา เพื่อนำมาต่อยอดกับการเกษตรที่ดำเนินอยู่ แม้จะถูกมองว่าแตกต่างจากเพื่อนบ้านในระยะแรก แต่ผลที่ตอบสนองกลับมา ทำให้คุณศรีได้รับการยอมรับว่า เป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้าคนหนึ่ง ซึ่งเป็นการสอดคล้องกับหลักที่สำคัญของสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ตั้งแต่การมีความรู้ในอาชีพ การมีข้อมูลในการตัดสินใจ ที่สำคัญก็คือการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เครื่องจักรกลการเกษตร เป็นเครื่องมือทางการเกษตรที่คุณศรีเห็นว่ามีความจำเป็น เพราะปัจจุบัน แรงงานคนในภาคเกษตรลดน้อยถอยลงไปทุกขณะ ถึงกับมีข่าวแพร่กระจายว่าในหลายพื้นที่ วิกฤตแรงงานภาคเกษตรอย่างหนักถึงขั้นตกเขียวแรงงานก็มี

“แรงงานภาคเกษตรเริ่มหายากมาก ค่าแรงก็สูง บางรายเสียรู้วางเงินมัดจำไปก่อน เมื่อถึงวันเข้าพื้นที่การเกษตรจริง แรงงานกลับไม่มา ตามก็ไม่ได้”

คุณศรี เห็นความจำเป็นของเครื่องจักรกลการเกษตรมานานแล้ว ก่อนเกิดวิกฤตแรงงานภาคเกษตร โดยแรกเริ่มในอดีต รถไถเดินตาม เป็นเครื่องจักรกลการเกษตรชิ้นแรก ที่ช่วยผ่อนแรงในไร่อ้อย ต่อมาการใช้แรงงานคนในการใส่ปุ๋ยไม่ครบถ้วน ทำให้ผลผลิตไม่ได้ตามต้องการ จึงคิดหาวิธีสร้างเครื่องใส่ปุ๋ย เพื่อให้อ้อยในไร่ได้รับปุ๋ยที่เท่ากัน ในที่สุด คุณศรีก็สามารถสร้างอุปกรณ์ต่อพ่วงเข้ากับรถไถเดินตาม เป็นเครื่องใส่ปุ๋ยภายในไร่อ้อยได้สำเร็จ

ปุ๋ยที่ใช้สำหรับอ้อย คุณศรี เลือกที่จะใช้เพื่อการกำจัดศัตรูพืชไปพร้อมกัน ไม่ให้ปุ๋ยละลายไปกับวัชพืชที่ไม่ต้องการ

“ผมใช้ปุ๋ยน้ำที่ทำจากกากผงชูรส ปริมาณ 200 ลิตร ผสมกับพาราควอด (ยาฆ่าหญ้า) 1 ลิตร จากนั้นนำไปพ่นในแปลงอ้อย วัชพืชที่ไม่ต้องการ เช่น หญ้า เมื่อถูกพาราควอดก็ตาย ส่วนอ้อย เมื่อได้ปุ๋ยน้ำ ก็เจริญงอกงามดี ต้นทุนการให้ปุ๋ยก็ถูกลง อยู่ที่ไร่ละ 200-300 บาท เท่านั้น เมื่อเทียบกับปุ๋ยเคมีที่ต้องใช้ปริมาณ 1 กระสอบ ต่อไร่ ราคากระสอบละ 600 บาท แพงกว่าถึง 2 เท่า”

ปัญหาที่ตามมา คือ หากใช้ปุ๋ยน้ำผสมพาราควอดต่อเนื่องนาน จะทำให้ดินแข็ง เพราะไนโตรเจนในดินจะหมดไป ควรแก้ปัญหาด้วยการเว้นระยะการให้ปุ๋ยน้ำผสมพาราควอด 2-3 ปี ระหว่างนั้นใส่ปุ๋ยเคมีแทน แต่ควรให้ปุ๋ยที่มีค่าตัวท้าย หรือค่าโพแทสเซียม (K) สูง จะช่วยทดแทนกันได้

การเพิ่มผลผลิตในไร่อ้อยของคุณศรี ไม่ใช่เรื่องยาก การศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม ทำให้คุณศรีได้เทคนิคการเพิ่มผลผลิตอ้อยจากต่างประเทศ มาทดลองใช้ และได้ผลดี โดยเดินทางไปศึกษาดูงานด้านการเกษตรที่ประเทศออสเตรเลีย พบว่า การให้ปุ๋ยผ่ากลางกออ้อย จะทำให้อ้อยได้รับปุ๋ยทั่วถึงมากขึ้น ผลผลิตก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

การให้ปุ๋ยผ่ากลางกอ เพิ่มผลผลิต ลดวัชพืช

ปกติใส่ปุ๋ยรอบกออ้อย ทำให้ปุ๋ยที่ให้แผ่กระจายออกด้านข้าง ไปยังส่วนที่เป็นดินหรือช่องว่างระหว่างกอ บริเวณดังกล่าวเมื่อมีปุ๋ย จะทำให้วัชพืชขึ้นง่ายให้ใช้เครื่องมือทางการเกษตรแหวกกลางกออ้อย จากนั้นจึงใส่ปุ๋ย ปุ๋ยจะแผ่กระจายออกด้านข้าง ทำให้กออ้อยทั้งสองด้านได้รับปุ๋ยเต็มที่ บริเวณพื้นที่ว่างระหว่างกอ ก็ไม่ได้รับปุ๋ย วัชพืชจึงไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม การให้ปุ๋ยผ่ากลางกอวิธีนี้ ต้องใช้ลิปเปอร์ระเบิดดินดาน (เครื่องจักรกลการเกษตร) แทงดินลงให้ลึก จากนั้นเมื่อดินแตก ก็ให้ปุ๋ยลงไป จะทำให้ปุ๋ยลงลึกไปใต้กออ้อย อีกทั้งมีพื้นที่กักเก็บน้ำใต้ดินสำหรับอ้อยด้วย

ปริมาณปุ๋ยจากเดิมที่ต้องให้อยู่ที่ 50-70 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อให้ด้วยวิธีผ่ากลางกอ จะลดปริมาณปุ๋ยลงเหลือเพียงไร่ละ 30 กิโลกรัม

ปัจจุบัน คุณศรีใช้แรงงานคนในภาคเกษตรเพียง 10-15 คน เท่านั้น ส่วนใหญ่ใช้เครื่องจักรกลการเกษตรทดแทนแรงงาน เพราะเชื่อมั่นในการทำงานที่ได้มาตรฐาน เช่น เครื่องระเบิดดินดาน เครื่องให้ปุ๋ย เครื่องตัดอ้อย เครื่องพ่นยา เครื่องปลูก เป็นต้น

คุณศรี แนะนำเกษตรกรรายย่อย ที่ไม่มีเครื่องจักรกลการเกษตรเป็นของตนเอง บางขั้นตอนของการทำการเกษตร ควรมีเครื่องจักรกลการเกษตรเข้ามาช่วย จะผ่อนแรงได้มาก และทำให้ผลผลิตได้ตามที่ตั้งเป้าไว้

“ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นรายใหญ่ ถ้าไม่มีเครื่องจักรกลการเกษตรเป็นของตนเอง ก็รวมกับเพื่อนเกษตรกรด้วยกัน เมื่อมีปริมาณผลผลิตที่มาก ก็ขอให้โรงงานน้ำตาล ซึ่งมีเครื่องจักรกลการเกษตรขนาดใหญ่ (รถตัดอ้อย) เข้ามาดำเนินการให้ได้เช่นกัน”

สำหรับคุณศรีแล้ว ไม่ใช่เพราะเขามีพื้นที่ปลูกอ้อยมาก แต่เพราะเขามีวิธีคิดที่แตกต่าง คุณศรี เห็นว่า ค่าจ้างตัดอ้อยตันละ 555 บาท รวมเบ็ดเสร็จค่าตัดอ้อยทั้งหมดประมาณ 1.5 ล้านบาท หากต้องจ่ายค่าตัดอ้อยทุกปี ปีละ 1.5 ล้านบาท แต่นำเงินส่วนนี้ไปผ่อนชำระค่างวดรถตัดอ้อย เพียง 5-6 ปี ก็มีรถตัดอ้อยเป็นของตนเองได้เช่นกัน

แม้ว่าปัจจุบัน คุณศรี จะมีอายุเกือบ 70 ปีแล้ว แต่คุณศรีก็ยังไม่เลิกศึกษาค้นคว้าการพัฒนางานด้านการเกษตร เพราะมีความภูมิใจในอาชีพ หลักข้อสำคัญอีกข้อของสมาร์ทฟาร์มเมอร์ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเกษตร เป็นการพัฒนาและต่อยอดได้อย่างดี

ในแวดวงของนักวิชาการเกษตรและเกษตรกรผู้ปลูกมะนาวในเชิงพาณิชย์ต่างก็ยอมรับกันว่า มะนาวพันธุ์แป้นรำไพและพันธุ์แป้นดกพิเศษ (พันธุ์แป้นดกพิเศษมีลักษณะผลและคุณภาพเหมือนกับพันธุ์แป้นรำไพทุกประการ แต่ผลผลิตดกกว่า 4-5 เท่า ในอายุต้นที่เท่ากันและมีการติดผลเป็นพวง) เป็นพันธุ์ที่ตลาดต้องการผลผลิตมากที่สุด เนื่องจากพันธุ์ที่ออกดอกและติดผลง่าย ขนาดของผลค่อนข้างโต เปลือกผลบางและมีปริมาณน้ำในผลมาก มีอายุตั้งแต่ออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตใช้เวลาประมาณ 4 เดือน ที่สำคัญมะนาวทั้ง 2 สายพันธุ์ ดังที่ได้กล่าวมา สามารถบังคับให้ออกฤดูแล้งได้ง่ายมาก

ที่ผ่านมาในอดีตการปลูกมะนาวของเกษตรกรไทยนิยมปลูกโดยใช้กิ่งตอนหรือกิ่งปักชำโดยคิดว่าต้นเจริญเติบโตและให้ผลผลิตเร็ว โดยไม่ได้นึกถึงปัญหาในเรื่องของระบบรากที่ไม่แข็งแรง เพราะมีแต่รากฝอย เมื่อต้นมะนาวเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่มักจะพบปัญหาว่าต้นมะนาวทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากที่ภาระเลี้ยงผลมาก อีกทั้งกิ่งตอนมะนาวเกือบทั้งหมดที่ขยายพันธุ์มาปลูกมักจะมีโรคไวรัสทริสเทซ่าและโรคกรีนนิ่ง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ต้นมะนาวทรุดโทรมเร็ว ผลผลิตต่ำและมีอายุสั้นลง อีกทั้งยังพบปัญหาเรื่องโรคโคนเน่าและรากเน่าได้ง่าย

การทำสวนมะนาวที่ปลูกด้วยกิ่งตอนนั้นอายุไม่ยืนยาว เฉลี่ยอายุประมาณ 3-5 ปี ก็ตาย เกษตรกรจำเป็นต้องปลูกใหม่ ถ้าคิดการลงทุนปลูกใหม่ก็มีค่าใช้จ่ายมิใช่น้อย ทางเลือกใหม่ของเกษตรกรที่คิดจะลงทุนปลูกมะนาวแป้นอย่างยั่งยืน โดยที่มะนาวจะมีอายุอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป ควรจะใช้ต้นตอส้มต่างประเทศ เช่น ทรอยเยอร์, สวิงเกิล, โวลคา-เมอเรียน่า ฯลฯ เป็นต้นตอซึ่งมีข้อมูลยืนยันทางวิชาการว่าต้านทานโรครากเน่าและโคนเน่าได้ดี เนื่องจากมีระบบรากที่แข็งแรงและมีรากแก้ว

มีงานวิจัยจากภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตปทุมธานี ได้มีการศึกษาถึงอิทธิพลของต้นตอส้มบางชนิดที่มีต่อการเจริญเติบโตของมะนาวพันธุ์แป้นรำไพด้วยวิธีการนำกิ่งมะนาวพันธุ์แป้นรำไพมาเสียบยอดบนต้นตอส้มต่างประเทศ ผลจากการศึกษาและวิจัยพบว่า กิ่งพันธุ์มะนาวพันธุ์แป้นรำไพที่เสียบยอดบนต้นตอส้มทรอยเยอร์ (Troyer) มีเปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตมากที่สุด กิ่งพันธุ์มะนาวแป้นรำไพที่เสียบยอดไปมีการเจริญเติบโตสูงสุดในด้านความยาวกิ่งแขนง

เทคนิคในการเสียบยอดให้ใช้ต้นตอส้มทรอยเยอร์ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5-1 เซนติเมตร ตัดยอดต้นตอส้มให้สูงจากพื้นดินประมาณ 15 เซนติเมตร จากนั้นนำกิ่งมะนาวพันธุ์แป้นรำไพหรือแป้นดกพิเศษเสียบยอดด้วยวิธีการผ่าลิ่มให้แผลมีความยาวประมาณ 1 นิ้ว ใช้เวลาประมาณ 45 วัน ยอดที่เสียบจะแตกยอดใหม่ออกมา

ในปัจจุบันมีข้อมูลใหม่ล่าสุดพบว่า เว็บแทงบอลออนไลน์ การใช้ต้นตอส้มต่างประเทศที่มีชื่อว่าโวลคา-เมอเรียน่า ซึ่งเป็นพืชตระกูลส้มในกลุ่มของเลมอนเมื่อนำยอดมะนาวแป้นดกพิเศษมาเสียบบนต้นตอส้มโวลคา-เมอเรียน่าจะเจริญเติบโตเร็วมากและให้ผลผลิตเร็วมาก ปลูกไปเพียงปีเศษเท่านั้น ปัจจุบันศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่ กรมวิชาการเกษตร ได้ใช้มะนาวเสียบยอดบนต้นตอโวลคา-เมอเรียน่า ได้รับการยอมรับว่าดีจริงและได้เผยแพร่ให้เกษตรกรได้ขยายพื้นที่ปลูกกันอย่างกว้างขวางในขณะนี้

สรุปได้ว่าต้นตอส้มโวลคา-เมอเรียน่า มีความเหมาะสมที่สุดที่จะใช้เป็นต้นตอและนำยอดมะนาวมาเสียบ ในปี พ.ศ. 2554 ประเทศไทยประสบปัญหามหาอุทกภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ภาคการเกษตรได้รับความเสียหายอย่างยับเยิน เกษตรกรที่ปลูกมะนาวโดยใช้กิ่งตอนน้ำท่วมขังเพียงไม่กี่วัน พบว่าต้นมะนาวยืนต้นตายเกือบทั้งหมด ในขณะที่เกษตรกรที่ปลูกต้นมะนาวโดยใช้กิ่งเสียบยอดบนต้นตอส้มต่างประเทศรอดตายหลายรายเนื่องจากมีระบบรากที่แข็งแรง

สรุปข้อดีของการปลูกมะนาวบนต้นตอส้มโวลคา-เมอเรียน่า ได้ดังนี้ ลำต้นแข็งแรงทนทานต่อสภาพแห้งแล้ง แม้จะเอาใจใส่น้อยก็ตาม เพราะมีระบบรากที่หากินเก่ง แม้จะเป็นดินลูกรังก็เจริญเติบโตได้ดี หรือในสภาพดินปนหิน, ลดการเกิดโรคแคงเกอร์ โรคนี้ถือเป็นโรคประจำตัวของมะนาว โดยเฉพาะถ้าปลูกด้วยกิ่งตอน ในช่วงปีแรกเกษตรกรต้องเฝ้าดูแลรักษาโรคนี้เพราะพันธุ์มะนาวแป้นจะอ่อนแอต่อโรคมาก

แต่ว่าปลูกด้วยต้นตอส้มโวลคา-เมอเรียน่าแล้วเอามะนาวแป้นดกพิเศษมาเสียบ การเกิดโรคนี้ลดลงไปอย่างมาก ลดการใช้ยาป้องกันกำจัดโรคแคงเกอร์ไปได้มาก การใช้สารเคมีพ่นจาก 7-10 วัน อาจห่างเป็น 15 วัน ต่อครั้ง, ลดการใช้ไม้ค้ำช่วงติดผลดก หากปลูกด้วยกิ่งต้องจำเป็นต้องใช้ไม้ค้ำรอบทรงพุ่ม ถ้าคิดเป็นพื้นที่ 1 ไร่ ต้องใช้ไม้นับพันอัน คิดเป็นเงิน 5,000-6,000 บาท หากปลูกด้วยกิ่งเปลี่ยนยอดแทบจะไม่ต้องใช้ไม้ค้ำ เนื่องจากความแข็งแรงของกิ่งก้าน ทรงต้นสามารถแบกรับน้ำหนักผลมะนาวในต้นได้ โดยมิต้องใช้ไม้ค้ำช่วย และบังคับออกนอกฤดูง่ายติดผลดก

ต้นที่เปลี่ยนยอดจะขยันออกดอกอย่างเห็นได้ชัด โดยเกษตรกรเช็คข้อมูลได้ง่ายๆ โดยนำกิ่งมะนาวเสียบยอดไปปลูกแทรกในแถวมะนาวที่ปลูกด้วยกิ่งตอน ก็จะสังเกตได้ชัดว่าออกดอกง่ายกว่า สันนิษฐานว่าเกิดจากระบบลำเลียงน้ำและอาหารอาจไม่สะดวกโดยเฉพาะตรงรอยต่อ ทำให้มีผลต่อการออกดอกง่ายขึ้น และบริเวณโคนที่เป็นต้นตอส้มเหนือพื้นดินจะทนต่อการใช้ยาฆ่าหญ้า หากฉีดพ่นโดนบ้างก็ไม่เป็นไร กรณีโคนต้นรกมากกำจัดวัชพืชไม่ทันจำเป็นต้องใช้ยาฆ่าหญ้าช่วยจะ

เป็นที่ทราบกันดีว่าในการปลูกมะนาวในเชิงพาณิชย์ในปัจจุบันนี้ ตลาดมีความต้องการมะนาวพันธุ์แป้นรำไพและพันธุ์แป้นดกพิเศษมากที่สุด และการเลือกใช้กิ่งพันธุ์มะนาวได้เปลี่ยนจากการใช้กิ่งตอนมาใช้กิ่งเสียบยอดบนต้นตอส้มต่างประเทศ เนื่องจากต้นมีความสมบูรณ์แข็งแรงและอายุยืนยาวกว่าปลูกด้วยกิ่งตอน