มีคนถามว่าซื้อของแท้ได้ที่ไหน ริมทางเราไม่มั่นใจเพราะส่วน

หนึ่งนำมาจากอุทัยธานีและพิจิตร เราจึงแนะนำให้ไปซื้อกับเกษตรกรโดยตรง ใครที่มาเที่ยวงานส้มโอจังหวัดชัยนาทแล้ว มีที่เที่ยวใกล้ๆ กันหลายแห่ง เช่น สวนนกชัยนาท เขื่อนเจ้าพระยา วัดหลวงปู่ศุข วัดธรรมามูล และที่อื่นๆ นางสาวรัตนา กล่าว

นายวิเชียร ชั้นเกียรติคุณ ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรชาวสวนส้มโอขาวแตงกวาจังหวัดชัยนาท จำกัด เปิดเผยว่า ผลผลิตส้มโอขาวแตงกวาจังหวัดชัยนาท มี 2 ช่วงด้วยกัน คือเดือนมีนาคม-เมษายน ถือว่าเป็นส้มโอนอกฤดู ส่วนส้มปีผลผลิตออกสู่ตลาดเดือนสิงหาคม-กันยายน รวมผลผลิต 2 ช่วง ในปี 2559 มีประมาณ 100 ตันเศษ

“พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกส้มโอขาวแตงกวาได้ 25 ต้น โดยเฉลี่ยส้มโอให้ผลผลิตได้ 50 ผล น้ำหนัก ผลละ 1.5 กิโลกรัม ใน 1 ต้น ได้ส้มโอ 75 กิโลกรัม ราคาซื้อขาย กิโลกรัมละ 60-70 บาท เท่ากับต้นหนึ่งส้มโอทำรายได้ 5,250 บาท ไร่หนึ่งมีรายได้ 131,250 บาท เปรียบเทียบกับราคาข้าวปัจจุบัน เกวียนละ 8,000 บาทเศษ ทำสวนส้มโอขาวแตงกวาดีกว่าทำนาเยอะ ที่หน้าสวนนก มีผู้ค้านำผลผลิตจากที่อื่นมาจำหน่าย ตอนที่ให้ผู้ซื้อชิม เขาเอาของแท้ให้ชิม แต่เมื่อหยิบให้ผู้ซื้อ เขาหยิบของไม่แท้ให้ เมื่อนำกลับไปบ้านขม กินไม่ได้ เรากำลังดำเนินการอยู่ เพราะนำของที่อื่นมาขาย ถือว่าผิดกับสิ่งที่บัญญัติไว้ในสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือ จีไอ ส้มโอขาวแตงกวาชัยนาทดังมาก เหมือนหลวงพ่อคูณ ส้มโอขาวแตงกวามีเอกลักษณ์ จนได้ จีไอ แต่นำส้มโอจากที่อื่นมาขายแล้วบอกว่าเป็นของชัยนาทถือว่าผิด” นายวิเชียร กล่าว

นายวิเชียร กล่าวทิ้งท้ายว่า ส้มโอขาวแตงกวาชัยนาท มีเอกลักษณ์ตรงที่รสชาติหวานอมเปรี้ยว เนื้อแห้ง ไม่มีเมล็ด แหล่งข่าวจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดชัยนาทกล่าวว่า ทางสำนักงานพาณิชย์จังหวัดชัยนาท ไม่ได้เข้าไปช่วยเรื่องการตลาดของส้มโอขาวแตงกวามากนัก เพราะของเขามีชื่อเสียง คนนิยม จะช่วยคือเรื่องของการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ที่ผ่านมาทางราชการเข้าไปแนะนำผู้ค้าหน้าสวนนก ให้ซื่อสัตย์ คือบอกว่าส้มโอนำมาจากแหล่งไหน แต่ผู้ค้าไม่ได้บอกตรงๆ ถ้าบอกตรงๆ เขาคงขายไม่ได้ แนวทางหนึ่งที่หน่วยงานราชการทำอยู่คือ การจัดงาน ให้ผู้ขายและผู้ซื้อมาพบกัน บางครั้งก็แนะนำให้ไปที่สวนเกษตรกรโดยตรง สำหรับในเมือง มีร้านโชคชัย อยู่ทางแยกไปธนาคารกรุงไทย ร้านนี้เขามีสวนเอง แต่มีขายไม่ทั้งปี

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในงานสัมมนาโอกาสการค้าสินค้าเกษตรไทยในแดนภารตะ จัดโดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ว่า สินค้าการเกษตรที่อินเดียนำเข้าปี 2558 ส่วนใหญ่เป็นถั่วและผลไม้ เนื่องจากประชากรครึ่งหนึ่งของินเดียจาก จำนวน 1.28 พันล้านคน รับประทานอาหารมังสวิรัติ แม้อินเดียมีกำลังผลิตผลไม้ 74 ล้านตัน/ปี และเป็นประเทศอันดับ 2 ของโลกที่เพาะปลูกผลไม้รองจากจีน หรือมีปริมาณผลผลิต 12.5% ของผลไม้ทั้งโลก แต่ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภค

โดยอินเดียมีความต้องการบริโภคผลไม้ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อปีที่แล้วประมาณ 70 ล้านตัน เพิ่มเป็น 75 ล้านตันในปีนี้ และคาดว่าในปีหน้าจะเพิ่มเป็น 80 ล้านตัน โดยผลไม้ 5 ลำดับแรกที่มีความต้องการสูง คือ กล้วยสัดส่วน 39.8% มะม่วงสัดส่วน 20.3% มะนาวสัดส่วน 10% มะละกอสัดส่วน 5.6% ฝรั่งสัดส่วน 3.3% จึงเป็นโอกาสที่ดีของการส่งออกผลไม้ไทยไปอินเดียมีโอกาสเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นางจิตตรา ปัญญาชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาตาโปรดักส์ จำกัด กล่าวว่า ผลไม้ไทยส่งไปอินเดียแล้ว ส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องระบบการขนส่งและการกระจายสินค้าให้ทั่วถึง ลักษณะตลาดเป็นการขายส่งหรือตลาดผลไม้ จึงไม่ให้ความสำคัญกับหีบห่อ และการซื้อต่อครั้งยังเป็นจำนวนน้อยมากกว่าซื้อแบบเหมาตู้คอนเทนเนอร์ ทำให้ไม่คุ้มต้นทุนหรือขาดทุนได้ง่าย ถือเป็นโอกาสที่ดีต่อผู้ค้าเอสเอ็มอีที่จะหันมาเจาะตลาดอินเดียให้มากขึ้น

เมื่อเวลา 12.20 น. วันที่ 6 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีมีกระแสข่าวว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาศึกษาการถอดบัญชีกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดประเภท 5 ว่า ไม่มีการศึกษากฎหมาย เพราะยังไม่นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม. และจากที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีได้ระบุไว้ว่ายังไม่มีการถอดอะไรออกจากบัญชียาเสพติด ยืนยันว่าในเรื่องของกัญชารัฐบาลยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับตนคือการเสนอกฎกระทรวงเรื่องกัญชงเท่านั้นเพราะมีการศึกษามาแล้วว่าสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในเรื่องอื่นๆ เช่น ทำเสื้อผ้า เราจึงต้องปลดล็อกออกมา ทั้งนี้เราได้มีการศึกษากันมานานแล้ว ขณะเดียวกันรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะต้องจัดระบบควบคุมการใช้ให้ดี ซึ่งวันเดียวกันนี้ ครม.ได้อนุมัติกฎกระทรวงดังกล่าวแล้วพร้อมกับมีมติให้จัดระบบควบคุมเพราะยังไม่ได้ปลดล็อกหมด แสดงว่ารัฐบาลก็ยังยึดตามกฎหมายเดิมไม่ได้ถอดอะไรออกไปจากบัญชี ทั้งนี้ไม่ได้มีการเปรียบเทียบศึกษาระหว่างกัญชงและกัญชาเพราะเป็นคนละเรื่องกัน ซึ่งทั้งคู่จะนำไปทำสารสกัดยาเสพติดใดๆ ไม่ได้ อย่างไรก็ตามทางกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงยุติธรรมไม่ได้มาปรึกษาในเรื่องดังกล่าว แต่คาดว่าอยู่ในขั้นตอนการศึกษาอยู่

เมื่อถามว่าในชั้นกฤษฎีกากฎหมายที่จะรองรับทั้งกัญชาและยาบ้ายังไม่มีการดำเนินการใดๆ ใช่หรือไม่ นายดิสทัตกล่าวว่า ยังไม่มี ยังไม่ได้ยิน เพราะยังไม่มีการนำเรื่องเข้า ครม.

นายดิสทัตยังกล่าวถึงกรณีการเสนอความคิดเห็นเรื่องกฎหมายลูกในส่วนกฤษฎีกาให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า กฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของ กรธ. ตนไม่ทราบเรื่องความเห็นและยังไม่มีอะไร

เมื่อถามว่าได้มีการส่งกฤษฎีกาเข้าไปช่วย กรธ.ในการร่างกฎหมายลูกแล้วหรือไม่ นายดิสทัตกล่าวว่า ส่งไปนานแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของสภาฯ ซึ่งได้ตั้งเป็นอนุกรรมการเพื่อช่วยทำกฎหมายลูกประมาณ 10 คน ไม่ใช่ส่งไปเพื่อไปเป็น กรธ.เพิ่มจาก 21 คน โดยมีหน้าที่ยกร่างกฎหมายลูกเสนอ กรธ.

เมื่อวันที่ 6 กันยายน จากกรณีมีข่าวผ่านสื่อออกมาว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ผลิตยางรถยนต์ที่รับซื้อยางพาราจากภาคอีสาน จะไม่รับซื้อยางพาราที่มีการใส่กรดกำมะถัน “กรดซัลฟิวริก” ในน้ำยาง เพื่อช่วยให้ยางเซตตัวเร็ว เนื่องจากส่งผลต่อคุณภาพยางล้อรถที่ผลิตเสื่อมสภาพเร็วเกินกว่ากำหนดและไม่เป็นไปตามมาตรฐานนั้น แม้ว่าจะมีการปฏิเสธจากทั้งสองบริษัท แต่จากกระแสข่าวดังกล่าวทำเอากลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราบึงกาฬระยะแรกๆ ต่างตระหนักถึงเรื่องนี้เนื่องจากปัจจุบันราคายางพาราก็ตกต่ำอยู่แล้ว ซึ่งยางก้อนถ้วยหรือขี้ยางจะรับซื้ออยู่ที่ 24-25 บาทต่อกิโลกรัม ยิ่งมีข่าวนี้เกิดขึ้นอาจทำให้ราคายางก้อนถ้วยตกลงมาอีกก็เป็นได้ การมีข่าวเช่นนี้นับว่าไม่เป็นผลดีต่อกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราอย่างแน่นอน เนื่องจากที่ผ่านมากลุ่มเกษตรพยายามทำตัวเป็นลูกค้าหรือผู้ขายที่ดี แม้ราคาจะตกต่ำเพียงไรก็ยังทนสู้ไม่ยอมเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่น ความเป็นจริงแล้วทางบริษัทที่ให้ข่าวนี้ถ้าอยากจะได้คุณภาพยางก้อนถ้วยแบบไหนอย่างไรก็น่าจะมีการพูดคุยตกลงกันผ่านตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางหรือผ่านการยางแห่งประเทศไทยก็ได้

ด้านนายสิทธิพร ด้วงมาลา อายุ 48 ปี เกษตรกรชาวสวนยางพาราบ้านแสนเจริญหมู่ 10 ต.วิศิษฐ์ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ กล่าวว่า เกษตรกรชาวสวนยางในจังหวัดบึงกาฬส่วนใหญ่นิยมใช้กรดกำมะถัน “กรดซัลฟิวริก” มากกว่า 80% ที่เหลือใช้กรดฟอร์มิก ถึงจะดีกว่าแต่ก็มีราคาแพง แต่ข้อดีของการใช้ “กรดซัลฟิวริก” ผสมน้ำยางก็เพราะราคาถูก ทำให้น้ำยางแข็งตัวเร็วโดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนที่มีฝนตกต่อเนื่องในจังหวัดบึงกาฬ น้ำยางจะจับตัวแข็งเร็วมาก ส่วนราคาตกลิตรละ 18 บาท 6 ลิตร เพียงแค่ 70 บาท/1 ลิตร ผสมน้ำ 5 ลิตร ใช้หยอดกับน้ำยางพาราได้มากกว่า 500 ต้น ขณะที่กรดฟอร์มิก 4 ลิตรราคา 200 บาท

นายสิทธิพรกล่าวต่ออีกว่า แรกๆ ก็ตกใจแต่เมื่อสอบถามไปยังสหกรณ์ผู้รับซื้อเขาก็ไม่ว่าอย่างไรคงรับซื้อในราคาปกติและราคายางขึ้นลงตามปกติ ชาวสวนยางก็คงยังต้องใช้กรดซัลฟิวริกต่อไป แต่ถ้าบังคับให้ใช้กรดฟอร์มิก ก็ควรจะขึ้นราคายางพาราให้ด้วยเพราะต้นทุนสูงขึ้น ส่วนข้อเสียการใช้ “กรดซัลฟิวริก” คือมีกลิ่นเหม็นแรง

นายแพทย์สุริยะ วงศ์คงคาเทพ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า ทางกรมฯ เตรียมเปิดตัว “ข้าวเคลือบสมุนไพร” ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่พัฒนาจากภูมิปัญญาไทย ที่มีคุณประโยชน์ต่อการบำรุงสุขภาพคนไทยใน “4 ช่วงวัย” ได้แก่ วัยผู้สูงวัย ข้าวของกลุ่มวัยนี้ควรเป็นข้าวกล้องเพาะงอก ซึ่งมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ดูดซึมน้ำตาลน้อย มีสารกาบา เคลือบด้วยสมุนไพร : บัวบก ขมิ้นชัน พริก ฟักข้าว มะเขือเทศ และน้ำมันดาวอินคา เมื่อรับประทานข้าวนี้เป็นประจำผสมกับอาหารที่มีโปรตีนจากปลา และผัก ผลไม้ จะทำให้ผู้สูงวัยลดสภาวะของโรคบางอย่างที่ติดตัวมาตั้งแต่วัยทำงาน มีสมุนไพรที่ช่วยชะลอความเสื่อม ชะลอวัย และช่วยให้มีความจำดีขึ้น

วัยรุ่น ประกอบด้วยข้าวขาวหอมมะลิ พันธุ์ที่มีดัชนีน้ำตาลสูง เพื่อให้ได้แคลอรีสูง ให้พลังงานสูง เพราะเป็นวัยที่มีการเคลื่อนไหวมาก ผสมสารสกัดกลูโคแมนแนน ฟักข้าวและมะเขือเทศ น้ำมันถั่วดาวอินคาและโปรตีนของถั่วอินคา เมื่อรับประทานข้าวนี้เป็นประจำผสมกับอาหารที่มีโปรตีนจากปลา และผัก ผลไม้ วัยรุ่นจะได้พลังงาน ไม่หิวบ่อย เพิ่มการเสริมสร้างร่างกายและอวัยวะในทุกๆ ส่วน โดยไม่เพิ่มน้ำหนัก รวมทั้งเสริมสร้างความเจริญของทุกอวัยวะให้เข้มแข็ง

วัยทำงาน ประกอบด้วย ข้าวกล้องเพาะงอก มีสารกาบาสูง มีผลช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันไม่ดี ลดอาการถดถอยของความจำ หลงลืมง่าย ลดน้ำหนัก ผสมสารสกัดส้มแขก เมี่ยง อัญชัน ขมิ้นชัน เมื่อรับประทานข้าวนี้เป็นประจำผสมกับอาหารที่มีโปรตีนจากปลา และผัก ผลไม้ ก็จะทำให้ชีวิตวัยทำงาน มีสุขภาพดี อารมณ์แจ่มใส ไม่เครียดกับการทำงานและความอ้วน ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ป่วยระยะพักฟื้นและนักกีฬา ประกอบด้วยข้าวไรซ์เบอร์รี่ เป็นข้าวสายพันธุ์ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ทั้งชนิดที่ละลายในน้ำและละลายในไขมัน มีธาตุเหล็ก สังกะสี เหมาะกับผู้ป่วยพักฟื้น ในการช่วยบำรุงร่างกาย เคลือบด้วยสารสกัดอัญชัน กระเจี๊ยบแดง ฟักข้าว มะเขือเทศ น้ำมันถั่วดาวอินคา เมื่อรับประทานข้าวชนิดนี้เป็นประจำผสมกับอาหารที่มีโปรตีนจากปลา และผัก ผลไม้ ก็จะทำให้ร่างกายสามารถฟื้นฟูและกลับมาทำงานได้รวดเร็วตามปกติ

ช่วงที่โปรแกรมไลน์ กำลังได้รับความนิยมใหม่ๆ มีสติ๊กเกอร์ไลน์แบบหนึ่ง ที่วาดเจ้าปลาไหลสวนเป็นตัวการ์ตูนจำหน่าย ซึ่งต้องยอมรับว่า เจ้าปลาไหลสวนน่ารักชนิดนี้ ได้รับความนิยมมาจากเว็บไซต์ของญี่ปุ่น ที่ชื่อ anaco.crap.jp มาก่อน

ปลาไหลที่พบในท้องทะเลไทย แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ กลุ่มปลาไหลมอเรย์ และ กลุ่มปลาไหลสวน และที่เห็นในคลิปวิดีโอ คือ กลุ่มปลาไหลสวน ซึ่งเป็นปลาไหลขนาดเล็กเท่านิ้วก้อย ลักษณะตัวกลมยาว ชอบอาศัยอยู่ตามลานทราย แทรกตัวอยู่ในพื้นทราย และโผล่หัวขึ้นมามองดูความปลอดภัยรอบข้าง เมื่อมีอาหารเล็กๆ ลอยมาตามน้ำ เจ้าปลาไหลสวนจะยืดตัวยาวเพื่อจับอาหารที่ลอยมา

สาเหตุที่เรียกว่า ปลาไหลสวน น่าจะมาจากการโผล่หัวขึ้นมาเป็นสายเรียงรายราวกับต้นไม้ที่ปลูกไว้ลานสวน

ปลาไหลสวน จัดเป็นสัตว์น้ำหายาก จะอาศัยอยู่ในรูที่ฝังอยู่ใต้พื้นทรายใกล้กับแนวปะการังมักอยู่กันเป็นกลุ่มอาจมีจำนวนมากถึงหนึ่งพันตัวเลยทีเดียว รัฐลุยตั้ง “ธนาคารสหกรณ์” ให้ สศค.เป็นแกนนำศึกษาใน ก.ย.นี้ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์พร้อมหนุน ลุ้น “ประจิน” แก้ปมขัดแย้ง ขณะที่แผนคุมเข้มสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน-ออมทรัพย์อุดรูรั่ว 5 แสนล้านบาทไม่ลงตัว

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ความคืบหน้าในการจัดตั้งธนาคารสหกรณ์ ล่าสุด ที่ประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการจัดตั้งสหกรณ์ ซึ่งเข้ามาศึกษาแนวทางและรูปแบบในการจัดตั้ง เมื่อ 31 ส.ค. 2559 ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง เป็นแกนนำไปศึกษาว่า ธนาคารสหกรณ์จะมีรูปแบบใดเหมาะสม โดยมีตัวแทนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงานอัยการสูงสุดร่วมพิจารณา สิ้นเดือน ก.ย.นี้ ต้องได้รูปแบบ เพื่อนำมาทำประชาพิจารณ์กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จากนั้นเดือน พ.ย. ต้องได้รูปแบบธนาคารสหกรณ์ เสนอกระทรวงการคลัง เนื่องจากคลังจะเป็นผู้พิจารณาและเสนอเรื่องการจัดตั้งธนาคารต่อไป

เกษตรฯถก คลังยังไม่ลงตัว

สำหรับประเด็นที่ สศค.จะออกกฎหมายมากำกับดูแลสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน กับสหกรณ์ออมทรัพย์ เพื่อให้เกิดความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งมีการจัดสัมมนาระดมความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้วนั้น หากเกิดประโยชน์และทำให้สหกรณ์เข้มแข็ง ก็พร้อมยอมรับทุกอย่าง แต่การจะให้สหกรณ์ทั้ง 2 ประเภทไปอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานไหนนั้น ยังตอบไม่ได้ ต้องหารือกันก่อน

“เรื่องการสร้างความมั่นคงให้สหกรณ์ ท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สนับสนุนเต็มที่อยู่แล้ว แต่กลไกในการบังคับใช้ต้องเหมาะสมและยั่งยืน” ดร.วิณะโรจน์กล่าวว่า ปัจจุบันสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมีอยู่ประมาณเกือบ 600 แห่ง สหกรณ์ออมทรัพย์ประมาณ 1,500 แห่ง ปัญหาในการบริหารงานที่เกิดขึ้นมีไม่มากเท่าใดนัก เรื่องทุจริตตามระเบียบการปล่อยกู้อาจมีกรรมการสหกรณ์ยังรู้ไม่เพียงพอ กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้ร่วมกับ ธปท.กำหนดหลักสูตรฝึกอบรม ทั้งในเรื่องธรรมาภิบาล เรื่องบัญชี การพัฒนาสหกรณ์ ซึ่งปี 2558 มีการอบรมไปแล้วกว่า 100 ราย

“โดยเฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์มีปริมาณเงินที่ดูแลกว่า 3 ใน 4 หรือกว่า 5 แสนล้านบาท ของวงเงินทั้งหมดประมาณ 7 แสนล้านบาท ที่สหกรณ์ทั้ง 7 ประเภท ซึ่งมีประมาณ 8,230 แห่งดูแลอยู่ การบริหารเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์จึงค่อนข้างใหญ่มาก ดังนั้นพนักงานบัญชีต้องมีมาตรฐาน ต้องลงบัญชีเป็น และถูกต้อง” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าว

ขณะที่แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า แนวโน้มการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมากำกับดูแลสหกรณ์ ตามแนวคิดของกระทรวงการคลัง อาจล่าช้าออกไปอีก เพราะกระทรวงเกษตรฯไม่เห็นด้วยและคัดค้าน เนื่องจากหากแยกสหกรณ์ออกมาอยู่ภายใต้หน่วยงานใหม่ จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการบริหารของกระทรวงเกษตรฯถึง 2 หน่วยงาน คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

“เรื่องนี้ไม่ง่าย เพราะสหกรณ์มีคณะกรรมการระดับชาติที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานอยู่แล้ว มีเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์อยู่แล้ว ถ้าไปตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมากำกับ ก็จะกระทบโครงสร้างถึง 2 กรม”

ทั้งนี้ ทางกระทรวงการคลังได้ยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบกิจการทางการเงินขึ้น เพื่อปฏิรูประบบบริหารจัดการ และกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน โดยแยกออกมาตั้งหน่วยงานกำกับใหม่ ซึ่งภายใต้ร่างกฎหมายนี้จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เรียกว่าคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบกิจการทางการเงิน (คกง.) แต่ทางสหกรณ์เห็นว่าควรแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.สหกรณ์จะดีกว่า

มอบ “ประจิน” ชี้อนาคตสหกรณ์

อย่างไรก็ดี ล่าสุด หลังชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย (ชสอ.) ได้เข้าพบสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ได้มีข้อเสนอให้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กับตัวแทนสหกรณ์ เพื่อพิจารณาหลักเกณฑ์ วิธีการ และแนวทางปฏิบัติร่วมกันให้ได้ข้อสรุปก่อน โดยระหว่างนี้ให้ชะลอการเสนอร่าง พ.ร.บ.การประกอบกิจการทางการเงินออกไปอีก 120 วัน

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 30 ส.ค. ได้ปรับปรุงคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี โดยให้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯ ที่เดิมกำกับดูแลกระทรวงพลังงาน กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และกระทรวงศึกษาธิการ กำกับดูแลกระทรวงเกษตรฯเพิ่มด้วย ส่วนนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯด้านเศรษฐกิจ ที่เดิมกำกับดูแลกระทรวงเกษตรฯ จะกำกับดูแลกระทรวงการคลัง คมนาคม พาณิชย์ อุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงการต่างประเทศ “จึงต้องดูว่า พล.อ.อ.ประจิน จะตัดสินใจเรื่องสหกรณ์อย่างไร”

ยังไร้ข้อสรุป กม.คุมสหกรณ์

ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตามที่คลังมีแนวคิดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน รวมถึงธุรกิจสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (น็อนแบงก์) ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณา ยังไม่ได้ข้อสรุป จึงยังไม่สามารถบอกได้ว่า จะใช้วิธีการเสนอร่างกฎหมายใหม่ หรือแก้ไขกฎหมายสหกรณ์เดิม แต่ยืนยันว่า ยังไม่มีคำสั่งจากนายกฯให้ชะลอเรื่องนี้

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาคลังจัดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงเกษตรฯ ตัวแทนสหกรณ์ไปแล้ว ส่วนจะเดินหน้าอย่างไร ขึ้นอยู่กับระดับนโยบาย

ขณะที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯกล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่องที่กลุ่มสมาชิกสหกรณ์ทั้ง 2 ประเภท มายื่นหนังสือคัดค้านการโอนย้ายให้คลังกำกับดูแลแต่อย่างใด เกษตรกรไทย กับ การเดินขบวน เรียกร้องให้รัฐบาลช่วย ทั้งแทรกแซงราคา พยุงราคา ช่วยออกเงินเฉยๆ เป็นความคุ้นเคย จนบางทีผมแอบตั้งคำถามในใจว่า “ไม่มีวิธีอื่น” อีกแล้วหรือ

ยิ่งถ้ารัฐบาลที่มาจากพรรคการเมือง การหาทาง “เอาใจ” กลุ่มเกษตรกร ที่มีจำนวนมาก พูดง่ายๆ เป็นฐานเสียงใหญ่ของประเทศ เป็นสิ่งที่นักการเมืองนิยมทำ แต่ไม่ได้เกิดการ “แก้ปัญหา” อย่างยั่งยืน

ที่จังหวัดโออิตะ ตั้งอยู่ที่เกาะคิวชู เกาะทางใต้ของญี่ปุ่น ต้นกำเนิดโอท็อปที่ประเทศเราไปลอกเขามา เพียงแต่วิธีการของเรากับเขาต่างกันโดยสิ้นเชิง

โอท็อปของญี่ปุ่นเขาเรียก โอว็อป (OVOP) คือบ้านเขาไม่เรียกตำบล เขาเรียกหมู่บ้าน เลยเป็น OVOP (One Village One Product) เกิดเพราะชาวบ้านประสบปัญหาเรื่องการปลูกข้าว ภาครัฐบอกให้ปลูก แต่ปลูกแล้วไม่ค่อยดี ชาวบ้านเลยรวมตัวช่วยกันคิดแก้ปัญหา ปลูกบ๊วย ปลูกเกาลัด แทนการปลูกข้าว ทำตลาดกันเอง ไม่สนใจภาครัฐ

เขารวมตัวกัน เพื่อ “ใช้ความรู้” แต่เกษตรกรของไทยเรารวมตัวกันเมื่อ เพื่อ “เรียกร้อง” เขาช่วยกันทำ จนภาครัฐต้องกระโดดเข้ามาสนับสนุนเรื่องสาธารณูปโภคต่างๆ ช่วยทำร้านกระจายสินค้าให้ ขอเอาต้นแบบแนวคิดไปเผยแพร่ให้ที่อื่นๆ ทำตาม ทำดี มียกย่อง

แต่ของเราไปลอกเขาครึ่งเดียว abrahamstent.org แทนที่จะเอาแนวคิดมาผลักให้ชาวบ้านทำ แต่ภาครัฐกลับโยนเป็นนโยบายลงไปให้ทำ เอาคนภาครัฐเข้าไปพยายามเปลี่ยนให้ชาวบ้านทำตามที่ต้องการ บางชุมชนทำไป “แบบงงๆ” แต่ได้ “งบสนับสนุน” จึงไม่ต้องถามหาเหตุผลให้เวียนหัว

โอว็อปของญี่ปุ่นทำเพื่อแก้ปัญหาร่วมกันของชุมชน แต่โอท็อปของไทยทำเพื่อสนองนโยบายรัฐ เจ้าหน้าที่ต้องทำเพื่อให้มี “ฉากถ่ายรูป” นำเสนอเป็นผลงาน แต่ชาวบ้านยังคิดไม่ออกเหมือนเดิม เรื่องนี้เป็นอดีตไปนานแล้ว ช่างมันเหอะ แต่ผมชอบอีกเรื่องที่น่าสนใจ สะท้อนวิธีคิด วิธีปฏิบัติ วิธีแก้ปัญหาแบบญี่ปุ่นที่น่าสนใจ

หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่ท่าเรือคามาเอะ ในจังหวัดโออิตะ แหล่งเดียวกับต้นกำเนิดโอท็อปนั่นแหละครับ เป็นชุมชนที่ค้าขาย “ปลาฮิราเมะ (ปลาตาเดียว)” เป็นสินค้าหลัก แต่ว่าประสบปัญหายอดขายตกต่ำ เพราะเจอคนต่างถิ่นเอาปลาตาเดียวมาขายราคาถูก คนญี่ปุ่นไม่เดินขบวนครับ แต่หันมาช่วยกัน “ทำวิจัย” ผมฟังทีแรก ยังนึกไม่ถึงเลยว่า คิดมาได้ยังไง เพราะในเขตพื้นที่แห่งนี้ นอกจากปลาตาเดียวแล้ว ยังขึ้นชื่อเรื่อง “ส้มคาโบสึ” ที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งของดีในโออิตะ

ฟังครั้งแรกผมได้แต่รำพึงว่า “มันบ้าไปแล้ว” เพราะอุตริจะสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่มีปลาตาเดียวและน้ำส้มมารวมกัน

ได้ยินจั่วหัว ผมนึกถึงว่า คงเป็นการขายแพ็กคู่ ซื้อปลาแถมน้ำส้ม หรือซื้อน้ำส้มแถมปลา หรือว่าสร้างเมนูปลาราดซอสส้มอันโอชะ อะไรแนวนั้น

แต่เขาพัฒนา “ปลาตาเดียวรสส้ม” ครับ

รสส้มที่ผมพูดถึงคือ เนื้อของปลาตาเดียว มีรสส้มฝังในเนื้อตามธรรมชาติเลยครับ

เขาเริ่มต้นที่ “การวิจัย” คือ ทำการทดลอง ด้วยการตั้งสมมติฐานว่า ถ้าให้ปลาตาเดียวที่เอามาเพาะพันธุ์ กินอาหารที่ผสมน้ำส้มทุกวัน กลิ่นรสของน้ำส้มจะแทรกและฝังอยู่ในเนื้ออย่างเป็นธรรมชาติ

ใครหนอ…อุตริคิดแท้

แต่เชื่อไหมว่า “เป็นจริงได้”

ความร่วมแรงร่วมใจกันแก้ปัญหา คือสิ่งที่เกษตรกรชาวญี่ปุ่นทำ เขาแบ่งการทดลองออกเป็นหลายกลุ่มตัวอย่าง โดยสร้างอัตราส่วนการผสมอาหารกับน้ำส้มไม่เท่ากัน เช่น อาหาร 99 เปอร์เซ็นต์ น้ำส้ม 1 เปอร์เซ็นต์ อาหาร 98 เปอร์เซ็นต์ น้ำส้ม 2 เปอร์เซ็นต์ ฯลฯ ถ้าคนเดียวทดลอง คงเปลืองกลุ่มปลาตัวอย่างจำนวนมาก