มีความพร้อมด้านเทคโนโลยี เครื่องมือ และบุคลากร

ในการสนับสนุนส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้ก้าวไปสู่การเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ลดช่องว่างทางการค้า ด้วยงานบริการวิเคราะห์ทดสอบที่รองรับมาตรฐานต่างๆ ของประเทศและระดับสากล รวมถึงมาตรฐานในการส่งออก อาทิ

วิเคราะห์ทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพเพื่อยืนยันถึงสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยวิธีการตามมาตรฐานสากล อาทิ ISO 17088 ที่สอดคล้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรม มอก. 17088 และสามารถนำผลการทดสอบไปยื่นขอสัญลักษณ์การรับรองจากสถาบัน DIN CERTCO ประเทศเยอรมนี และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยได้ และที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการ คือ วว. สามารถให้การรับรองผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในขอบข่ายผลิตภัณฑ์ พลาสติกสลายตัวทางชีวภาพ ตามมาตรฐาน ISO 17088 เพื่อยกระดับผู้ประกอบการของไทยสู่การผลิตผลิตภัณฑ์ที่ได้คุณภาพและเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและระดับสากล

นอกจากนี้ วว.ยังมีผลงานวิจัยและพัฒนาด้านบรรจุภัณฑ์สีเขียว หรือ Green Packaging ภายใต้แนวคิดการออกแบบ Green by Design หลักการออกแบบและพัฒนาแบบองค์รวม ที่ได้รับรางวัลยืนยันคุณภาพผลงานมากมายทั้งในระดับประเทศและระดับสากล…” ผู้ว่าการ วว. ชี้แจงเพิ่มเติม

นายวิรัช จันทรา รองผู้ว่าการกลุ่มบริการอุตสาหกรรม วว. กล่าวเพิ่มเติมว่า งาน GREEN SERVICE BY TISTR ที่จัดขึ้นในวันนี้ ถือเป็นแสดงศักยภาพด้านงานบริการธุรกิจสีเขียวอย่างครบวงจรของ วว. และการสร้างการรับรู้ให้กับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยนำเสนอเป็นนิทรรศการแสดงศักยภาพด้านงานบริการของ 3 หน่วยงาน ได้แก่

ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์คุณสมบัติของวัสดุ (ศพว.) ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย (ศบท.) และสำนักรับรองระบบคุณภาพ (สรร.) ที่มีความพร้อมทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการบริการวิเคราะห์ ทดสอบ การวิจัยและพัฒนาการทดสอบสมบัติการสลายตัวทางชีวภาพของพลาสติก การออกแบบบรรจุภัณฑ์ หน่วยรับรองผลิตภัณฑ์ และงานบริการที่เกี่ยวข้องธุรกิจสีเขียวกับแก่ภาคเอกชน วว. คาดว่าจะช่วยยกระดับเสริมสร้างความแข็งแกร่งภาคอุตสาหกรรมสีเขียวไทยเติบโตก้าวไกลอย่างยั่งยืนต่อไป

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า มังคุด เป็นผลไม้ที่มีรสชาติอร่อยเป็นที่นิยมของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไต้หวัน ซึ่งที่ผ่านมาไต้หวันได้นำเข้ามังคุดจากประเทศไทยเป็นอันดับต้นๆ อย่างไรก็ตาม ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2546 สำนักงานกักกันและตรวจสอบสุขอนามัยพืชและสัตว์ไต้หวันได้ออกประกาศห้ามนำเข้ามังคุดจากประเทศไทยไปจำหน่ายที่ไต้หวัน โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2546 ด้วยเหตุผลมังคุดเป็นพืชอาศัยของแมลงวันผลไม้ ซึ่งเป็นศัตรูพืชกักกันของไต้หวัน จำนวน 4 ชนิด ได้แก่ Bactrocera carambolae, B. papayae, B. correcta และ B. zonata

ภายหลังจากไต้หวันยกเลิกการนำเข้ามังคุดจากประเทศไทย กรมวิชาการเกษตร ได้เสนอวิธีการจัดการความเสี่ยงต่อการป้องกันและกำจัดแมลงวันผลไม้ให้ไต้หวันพิจารณาหลายวิธี โดยไต้หวันให้การยอมรับวิธีการอบไอน้ำปรับสภาพความชื้นสัมพัทธ์ ที่อุณหภูมิ 46 องศาเซลเซียส นาน 58 นาที ก่อนการส่งออก ซึ่งวิธีการจัดการความเสี่ยงดังกล่าวเป็นวิธีการเดียวกับที่ดำเนินการส่งออกมังคุดไปประเทศญี่ปุ่น

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ในปี 2560 เจ้าหน้าที่ด้านกักกันพืชของไต้หวัน ได้เดินทางมาร่วมทำการทดลองวิจัยด้วยวิธีการอบไอน้ำกับเจ้าหน้าที่กักกันพืชของไทย ผลการทดลองพบว่า วิธีการดังกล่าวสามารถกำจัดระยะไข่ของแมลงวันผลไม้ตายได้อย่างหมดสิ้น ไต้หวันจึงได้จัดส่งร่างเงื่อนไขการนำเข้าผลมังคุดสดส่งออกจากไทยไปไต้หวันให้ฝ่ายไทยพิจารณา ซึ่งกรมวิชาการเกษตรมีหนังสือตอบรับร่างเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว

โดยทุกครั้งที่จะมีการส่งออกไต้หวันจะส่งเจ้าหน้าที่กักกันพืชของไต้หวันมาปฏิบัติงานร่วมตรวจสอบกระบวนการอบไอน้ำกับเจ้าหน้าที่กักกันพืชของไทยเพื่อควบคุมการส่งออกมังคุดให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยจะเริ่มมีการส่งออกมังคุดสดในล็อตแรกได้ประมาณเดือนกรกฎาคมนี้ คาดว่าในปี 2562 ไต้หวันจะมีการนำเข้ามังคุดจากไทยไม่ต่ำกว่า 65 ตัน คิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท

“เรื่องนี้ถือเป็นข่าวดี ที่กรมวิชาการเกษตร สามารถเปิดตลาดส่งออกมังคุดไปไต้หวันได้อีกครั้ง หลังจากไต้หวันยกเลิกการนำเข้ามังคุดจากไทยมานานกว่า 15 ปี จึงขอแจ้งให้ผู้ประกอบการที่ต้องการจะส่งออกมังคุดสดไปไต้หวัน ส่งข้อมูลโรงงานอบไอน้ำให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการจัดส่งให้ไต้หวันพิจารณาล่วงหน้า รวมทั้งผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกมังคุดไปไต้หวัน แต่ไม่มีโรงงานอบไอน้ำ สามารถติดสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิจัยการกักกันพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทร. 02 940 6770 ต่อ 141 ,142 ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

นายสมจิตร ช่างทอง อายุ 68 ปี อาศัยอยู่ที่ บ้านฝ่ายท่า ม.1 ต.ถ้ำน้ำผุด อ.เมืองพังงา เกษตรกรวัยเกษียณชาวตลาดพังงา ได้ใช้พื้นที่ 1 ไร่เศษ ปลูกต้นกาหยี หรือต้นมะม่วงหิมพานต์ และต้นจิกนา ซึ่งเป็นไม้ยืนต้น ตัดแต่งกิ่ง เพื่อเก็บใบอ่อนขาย สามารถสร้างรายได้ วันละ 500-2,000 บาท ซึ่งปัจจุบันผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดในพื้นที่ โดยเฉพาะพ่อค้าคนกลางที่มารับไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง

นายสมจิตร ช่างทอง เปิดเผยว่า รู้สึกมีความสุขกับการทำการเกษตรแบบนี้ เพราะไม่ต้องดูแลวุ่นวายมาก แต่เดิมนั้นตนเองปลูกพืชผักล้มลุกแบบทั่วๆ ไปขาย ซึ่งรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและไม่ค่อยคุ้มค่ากับการลงทุน มีความยุ่งยากในการดูแล จึงเริ่มคิดปลูกพืชยืนต้นเก็บใบอ่อนขายเมื่อประมาณ 12 ปีที่แล้ว พร้อมกับเริ่มลงมือทำ โดยการรวบรวมพันธุ์ต้นกาหยี หรือมะม่วงหิมพานต์และต้นจิกนา ลงปลูกในพื้นที่ คอยตัดแต่งกิ่งและตัดใบอ่อนออกขาย ซึ่งสามารถตัดใบอ่อนขายได้ทุกวัน โดยนำมาขายเป็นมัด มัดละ 5 บาท บางช่วงสามารถตัดขายได้ถึง 400 มัด ซึ่งรายได้สามารถเลี้ยงชีพได้เป็นอย่างดี นับเป็นการเกษตรแบบทางรอดอีกประเภทหนึ่ง

นายสมจิตร ช่างทอง อายุ 68 ปี อาศัยอยู่ที่ บ้านฝ่ายท่า ม.1 ต.ถ้ำน้ำผุด อ.เมืองพังงา เกษตรกรวัยเกษียณชาวตลาดพังงา ได้ใช้พื้นที่ 1 ไร่เศษ ปลูกต้นกาหยี หรือต้นมะม่วงหิมพานต์ และต้นจิกนา ซึ่งเป็นไม้ยืนต้น ตัดแต่งกิ่ง เพื่อเก็บใบอ่อนขาย สามารถสร้างรายได้ วันละ 500-2,000 บาท ซึ่งปัจจุบันผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดในพื้นที่ โดยเฉพาะพ่อค้าคนกลางที่มารับไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง

นายสมจิตร ช่างทอง เปิดเผยว่า รู้สึกมีความสุขกับการทำการเกษตรแบบนี้ เพราะไม่ต้องดูแลวุ่นวายมาก แต่เดิมนั้นตนเองปลูกพืชผักล้มลุกแบบทั่วๆ ไปขาย ซึ่งรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและไม่ค่อยคุ้มค่ากับการลงทุน มีความยุ่งยากในการดูแล จึงเริ่มคิดปลูกพืชยืนต้นเก็บใบอ่อนขายเมื่อประมาณ 12 ปีที่แล้ว พร้อมกับเริ่มลงมือทำ โดยการรวบรวมพันธุ์ต้นกาหยี หรือมะม่วงหิมพานต์และต้นจิกนา ลงปลูกในพื้นที่ คอยตัดแต่งกิ่งและตัดใบอ่อนออกขาย ซึ่งสามารถตัดใบอ่อนขายได้ทุกวัน โดยนำมาขายเป็นมัด มัดละ 5 บาท บางช่วงสามารถตัดขายได้ถึง 400 มัด ซึ่งรายได้สามารถเลี้ยงชีพได้เป็นอย่างดี นับเป็นการเกษตรแบบทางรอดอีกประเภทหนึ่ง

ดร.ศศินันท์ วาสิน พยาบาลชำนาญการพิเศษ สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัว ศูนย์การแพทย์ปัญญา นันทภิกขุ ชลประทาน เผยว่า สาขาวิชาเวชศาสตร์ครอบครัว ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้จัดโครงการระยะยาวนำทีมนักสุขศึกษาลงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ทำงานเชิงรุกรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทยสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” หรือ “Aged Society” โดยมุ่งสร้างเครือข่ายกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล, นักสาธารณสุข, อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน, และเยาวชนในพื้นที่จัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้กลุ่มคนเหล่านี้ให้สามารถดูแล ผู้สูงอายุในชุมชนได้ ภายใต้โครงการ “การดูแลผู้สูงอายุที่บ้านโดยจิตอาสาหมอจิ๋ว”

ซึ่งเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเกี่ยวกับร่างกายและกลุ่มโรคที่มักเป็นในผู้สูงอายุ อาทิ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน โรคหัวใจ เป็นต้น รวมถึงการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงด้วยอาหารและการออกกำลังกาย นอกจากนั้นยังสอนการปฐมพยาบาลเบื้องต้นไว้สำหรับดูแลผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังหรือต้องนอนติดเตียง

สำหรับหลักสูตรการอบรมที่มีความจำเป็นต่อการช่วยฟื้นฟูร่างกายของผู้สูงอายุก็คือ “การนวด” ซึ่งหมอจิ๋วจะต้องรู้หลักการนวดเพื่อสุขภาพเบื้องต้นเพื่อนำไปดูแลผู้ป่วย การนวดผู้สูงอายุจะครอบคลุมหลายสาขาวิชา อาทิ ชราภาพวิทยา กายภาพวิทยาและสรีรวิทยา เวชศาสตร์วัยชรา กายภาพบำบัด เพราะการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวของคนชราทำได้จำกัด จึงทำให้การหมุนเวียนโลหิตลดลง การส่งอาหารไปเลี้ยงเซลล์และการขจัดพิษออกจากเซลล์ก็ช้าลงไปด้วย การนวดจึงเป็นการช่วยเพิ่มการส่งโลหิตไปเลี้ยงยังบริเวณเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย และยังกระตุ้นระบบน้ำเหลือง ช่วยสร้างความอ่อนนุ่มให้เนื้อเยื่อในส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อที่แข็งตัวจนขาดความยืดหยุ่นกลับมาอ่อนนุ่มขยับเขยื้อนข้อต่อกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น การนวดจะช่วยบรรเทาโรครูมาติซึ่ม ข้ออักเสบ ปัญหาของข้อต่อและสะโพก การหมุนเวียนของโลหิตที่บกพร่อง การปวดบั้นเอว ปวดหรือขัดที่คอและไหล่ ไม่สบายเท้า มีปัญหาในการเดิน หลังโก่งหรือแอ่นเพราะกระดูกสันหลังโค้งผิดปกติ

ส่วนการนวดสำหรับบรรเทาอาการปวดเมื่อย ควรเริ่มต้นที่ท้ายทอย ต้นคอ และตามด้วยบ่า ศีรษะ และแขน เนื่องจากเป็นกล้ามเนื้อที่ใช้งานหนักมาก ข้อควรระวังในการนวดผู้สูงอายุคือ ผู้ที่มีโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ถ้าอยู่ในสภาวะอันตรายไม่ควรนวด รวมไปถึงผู้สูงอายุที่มีอาการข้ออักเสบบวมแดง โรคติดต่อหรือโรคผิวหนังร้ายแรง ส่วนผู้สูงอายุที่เป็นโรคกระดูกพรุนหรือกระดูกบางควรนวดเบาๆ หลีกเลี่ยงท่านวดที่เป็นการนวดลึกและหนัก และควรนวดหลังรับประทานอาหารสัก 2-3 ชั่วโมง

หลังจากผ่านการฝึกอบรมแล้วพี่เลี้ยงหมอจิ๋วจะพาหมอจิ๋วออกเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรังในชุมชนร่วมกับพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรังในชุมชน โดยจิตอาสาหมอจิ๋วจาก 4 ตำบลของจังหวัดสระแก้ว ประกอบด้วย ตำบลหนองแวง ตำบลหนองหล่ม ตำบลหนองหมู และตำบลหนองสังข์ ได้นำเสนอผลงานการลงเยี่ยมบ้านดูแลผู้ป่วยตลอดปีที่ผ่านมา ที่ได้ช่วยพี่ๆ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ และยังระดมสมองร่วมกันเพื่อสรุปความต้องการของชุมชนเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของคนในชุมชนโดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุ

ซึ่งเด็กๆ สนใจที่จะอบรมเพิ่มเติมให้รู้ลึกมากขึ้นในโครงการการดูแลผู้สูงอายุที่บ้านโดยจิตอาสาหมอจิ๋ว และรู้สึกภูมิใจที่ได้มีทักษะเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น รวมถึงการออกกำลังกายและการดูแลเรื่องอาหารโภชนาการ และเด็กๆ ยังอยากให้เพิ่มจำนวนวันอบรมโครงการหมอจิ่วมากขึ้นเพราะอยากเรียนรู้งานด้านสาธารณสุขให้มากกว่านี้ เพื่อที่จะสร้างความมั่นใจให้ตนเองและชาวบ้านในการนำวิชาความรู้ไปดูแลผู้สูงอายุต่อไป

ยักษ์ใหญ่ธุรกิจเกษตร-ชาวไร่ หนุนระบบเกษตรพันธสัญญา แห่ขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 200 ราย มั่นใจตอบโจทย์อนาคตภาคอุตสาหกรรมเกษตรไทย ด้านเสียงสะท้อนเกษตรกรชาวไร่ ชี้ช่วยลดความเสี่ยง ปิดการเอาเปรียบระหว่างเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ยกระดับคุณภาพผลผลิต แก้ปัญหาล้นตลาด ดันรายได้มั่นคง

นายพีรพันธ์ คอทอง ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ภายหลังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนการบังคับใช้ พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา ปี 2560 อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาให้มีความเป็นธรรมตามหลักสากล ตลอดจนสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพในการผลิตผลิตผลอย่างยั่งยืน

จากผลดำเนินการขณะนี้ มีผู้ประกอบธุรกิจได้ทยอยจดแจ้งการประกอบธุรกิจในระบบแล้ว จำนวน 218 ราย และในจำนวนดังกล่าวได้ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรเรียบร้อยแล้ว 210 ราย แบ่งเป็น ด้านพืช 157 ราย ด้านปศุสัตว์ 38 ราย ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 11 ราย ด้านพืชและด้านปศุสัตว์ 2 ราย ด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและปศุสัตว์ 1 ราย ด้านพืช ปศุสัตว์ และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 1 ราย นอกจากนี้อยู่ระหว่างรอดำเนินการ 8 ราย ซึ่งแต่ละรายส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียงและความมั่นคงในการประกอบธุรกิจด้านการเกษตรมาอย่างยาวนาน

นายพีรพันธ์ กล่าวว่า ระบบเกษตรพันธสัญญาเป็นเครื่องมือลดความเสี่ยงระหว่างเกษตรกรผู้ผลิต และบริษัทรับซื้อผลผลิต ทั้งในด้านปริมาณ คุณภาพของผลผลิตและการตลาด มีกฎ กติกา มาตรฐานที่เป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย ที่สำคัญคือ ระบบดังกล่าวช่วยสร้างความมั่นใจและเชื่อใจว่าจะได้รับสิ่งที่ต้องการตามที่กำหนดร่วมกันอย่างเป็นธรรม ปิดช่องโอกาสที่จะเอาเปรียบซึ่งกันและกัน และมีกระบวนการไกล่เกลี่ยช่วยแก้ปัญหาข้อพิพาทต่างๆ เกิดการประหยัดต้นทุนการใช้ทรัพยากร สร้างกระบวนการพัฒนาการผลิตร่วมกันระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ นำไปสู่สร้างการเติบโตทางมูลค่าธุรกิจให้มีความมั่นคงด้านรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีจากรายได้ที่แน่นอนและระยะยาว

ด้าน นายวิชัย เหล่าเจริญพรกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผู้ผลิตเมล็ดพันธ์ุพืชภายใต้ตรา “ศรแดง” หนึ่งในบริษัทที่ได้ทะเบียนผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรในระบบเกษตรพันธสัญญา กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้ให้ความสำคัญกับเกษตรกรรายย่อยมาอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรรายย่อยให้ดีขึ้น เพราะเชื่อว่าเมล็ดพันธุ์ 1 เมล็ด หากมีคุณภาพที่ดีก็จะสามารถเปลี่ยนชีวิตเกษตรกรได้นับล้านคน

ปัจจุบัน มีเกษตรกรร่วมทำพันธสัญญากับบริษัท จำนวน 2,500 คู่สัญญา มีพื้นที่ดำเนินการ 13,000 ไร่ ใน 20 จังหวัดทั่วประเทศ อาทิ สุพรรณบุรี กาญจนบุรี นครราชสีมา สุโขทัย กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ ลำปาง ครอบคลุมเกือบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ เพราะมีปริมาณฝนตกมาก ไม่เหมาะกับการปลูกพืชเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ ภายหลังจาก พ.ร.บ. เกษตรพันธสัญญาประกาศใช้ บริษัทก็ได้ดำเนินการเปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการทันที โดยบริษัทได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตเพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์คุณภาพและรับซื้อผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม และเกษตรกรที่ทำสัญญากับบริษัทต่างมีความมั่นใจว่าได้รับการคุ้มครอง ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ

ด้าน นางใบ ต้องใจ อายุ 53 ปี ต.วังใต้ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง เกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ฟักทองลูกผสมพันธุ์โอโตะ ภายใต้พันธสัญญากับตราศรแดง กล่าวว่า เดิมทีครอบครัวตนปลูกข้าวโพดแต่ได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่มาเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ฟักทองคุณภาพ บนเนื้อที่กว่า 1 ไร่ เนื่องจากบริษัทได้เชิญชวนให้ปลูกพร้อมเสนอเงื่อนไขราคารับซื้อที่เป็นธรรม โดยบริษัทได้เข้ามาสนับสนุนต้นกล้าฟักทอง ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืช พร้อมส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาให้คำแนะนำทุกขั้นตอนการผลิตเพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ฟักทองที่มีคุณภาพ ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยได้มีการประกันราคาผลผลิต กิโลกรัมละ 800 บาท

ซึ่งในปีนี้เป็นปีแรกที่เข้าร่วมโครงการและได้ผลเป็นที่พอใจ พื้นที่ 1 ไร่ สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ 70 กิโลกรัม ต่อรอบ คิดเป็นมูลค่า 56,000 บาท เมื่อหักต้นทุนการผลิตแล้วยังเหลือรายได้เฉลี่ย 200,000 กว่าบาทต่อปี จึงพอใจมากที่ได้เข้าร่วมโครงการนี้ในการช่วยยกระดับชีวิตและรายได้ที่ดีขึ้น จากเดิมที่ปลูกข้าวโพด มีรายได้เพียงแค่ 10,000 กว่าบาท/รอบ และราคาก็ยังต้องขึ้นอยู่กับพ่อค้าคนกลางเป็นผู้กำหนดและไม่มีการประกันราคาที่แน่นอน

บริษัท โดล ไทยแลนด์ จำกัด ต.หนองพลับ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โรงงานผู้ผลิตผลไม้กระป๋องรายใหญ่ นับเป็นอีกบริษัทหนึ่งที่ได้แจ้งจดเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญา ปัจจุบัน มีโรงงานอยู่ 2 แห่ง มีความต้องการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ปีละ 200,000 ตัน ครอบคลุมพื้นที่ปลูกใน 3 จังหวัด คือ ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี และระยอง

นายวันเพ็ญ เรืองโรจน์ เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด ต.หินเหล็กไฟ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ หนึ่งในเกษตรกรที่เตรียมจะทำสัญญาข้อตกลงซื้อ-ขาย ผลผลิตภายใต้ระบบพันธสัญญาเป็นครั้งแรกกับบริษัทโดลฯ กล่าวว่า เมื่อไม่นานมานี้ตัวแทนบริษัทได้เรียกประชุมเพื่อชี้แจงเงื่อนไขในการซื้อ-ขาย ระบบใหม่ ให้ทราบและเห็นว่าระบบดังกล่าวเป็นแนวทางที่ดีที่จะเข้ามาเป็นกลไกกลางในการช่วยเกษตรกรชาวไร่สับปะรดให้หลุดพ้นจากปัญหาวังวนเดิมๆ คือ ผลผลิตล้นตลาด ราคาขึ้นๆ ลงๆ ไม่แน่นอน

ในขณะระบบใหม่ ทางบริษัทจะกำหนดราคาแต่ละเกรดอย่างชัดเจน ซึ่งเราจะต้องทำให้ได้ตามสัญญาถึงจะได้ราคา 7 บาท ตามที่ตกลง นอกจากนี้ ต่อไปจะมีเจ้าหน้าที่เข้ามาให้คำแนะนำ ทั้งในเรื่องเทคโนโลยีและสนับสนุนปัจจัยการผลิตต่างๆ แล้วค่อยหักค่าใช้จ่ายเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยไม่คิดดอกเบี้ย ในขณะที่สัญญาเก่าไม่มีการสนับสนุนเรื่องปัจจัยการผลิต เกษตรกรต้องจัดหาเอง ทำให้ควบคุมต้นทุนการผลิตได้

ด้าน นางสุรีย์พัชร์ ต่อพลศรี อายุ 58 ปี ต.ลานสัก อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี หนึ่งในเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมระบบแปลงใหญ่ ภายใต้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมจำหน่ายรังในพื้นที่ชุมชน 4 ส.ป.ก. อุทัยธานี กล่าวว่า หลังจากได้ตกลงทำสัญญาซื้อ-ขายรังไหม รังขาวหรือไหมอุตสาหกรรมระบบเกษตรพันธสัญญากับ บริษัท จุลไหมไทย จำกัด โดยสัญญาครอบคลุมการซื้อ-ขาย ตั้งแต่มีนาคม-กรกฎาคม 2562 เป็นระยะเวลา 5 ปี ทำให้ตนและครอบครัวมีความมั่นใจในรายได้และการทำอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมากขึ้นจากเดิม ต้องประสบปัญหาราคาขึ้น-ลงผันผวนทำให้มีรายได้ไม่แน่นอน

ปัจจุบัน ตนมีพื้นที่ปลูก 4.2 ไร่ ในพื้นที่แปลงใหญ่หม่อนไหมชุมชน 4 ส.ป.ก.อุทัยธานี ซึ่งทางบริษัท จุลไหมไทยฯ จะมีกฎเกณฑ์ว่าต้องทำอย่างไงถึงจะได้ราคาตามที่ตกลงกัน เช่น ต้องมีคุณภาพและต้องมีระบบประสิทธิภาพในการเลี้ยง โดยบริษัทจะดูจากเปอร์เซ็นต์เปลือกรัง เวลามารับซื้อจะมีการสุ่ม เพื่อที่จะคัดรังดี รังเสีย รังเกรดเอ รังเกรดบี ถ้ารังเกรดเอ จะเฉลี่ยอยู่ที่ 180-240 บาท ต่อกิโลกรัม และหากรังไหมที่มีเปอร์เซ็นต์เปลือกรังดีก็จะได้ถึง 230 บาท จากเดิมจะราคาประมาณ 170-180 บาท/กก.

ระบบเกษตรพันธสัญญาได้สร้างแรงจูงใจที่เป็นธรรมส่งผลให้ปัจจุบันมีเกษตรกรในพื้นที่ทยอยเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญามากขึ้นจากเดิมมีการปลูกแค่ 50 ราย ตอนนี้เพิ่มเป็น 107 ราย รวมพื้นที่ 200 ไร่ เนื่องจากทุกคนเห็นความมั่นคงในอาชีพ การมีตลาดรองรับที่แน่นอน ใช้เวลาเลี้ยงเพียง 22 วัน ก็สามารถสร้างรายได้ประมาณ 9,000 – 14,000 บาท ขายปุ๊บภายใน 5 วัน บริษัทจะโอนเงินเข้าบัญชีให้ทันที ทำให้เกษตรกรยิ้มออกและมีความภาคภูมิในและรู้สึกมั่นคงในอาชีพ

บริษัท ราชสีมา กรีน เอ็นเนอร์ยี จำกัด บริษัทในเครือโรงงานน้ำตาลมิตรผลเป็นหนึ่งในผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังชั้นนำของไทย มีโรงงานตั้งอยู่ที่ ต.ห้วยบง อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้จดแจ้งเป็นผู้ประกอบธุรกิจในระบบเกษตรพันธสัญญา ปัจจุบัน มีกำลังการผลิตหัวมันสำปะหลังสด 1,200 ตัน/วัน ผลิตแป้งดิบ 350 ตัน

โดยบริษัทจะเข้าไปถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนแก่เกษตรกรที่เป็นสมาชิก รวมทั้งส่งเสริมปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ ช่วยให้เกษตรกรผลิตมันสำปะหลังที่มีคุณภาพและได้ปริมาณที่เพิ่มขึ้นจากเดิม ในขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลง รวมถึงมีการรับซื้อผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม จนสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้

นายเกษม อินทรมาส ชาวไร่มันสำปะหลังที่ยึดอาชีพมากว่า 20 ปี ในพื้นที่หมู่บ้านโนนสะอาด ต.ห้วยบง อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ปัจจุบันได้ตกลงทำสัญญาซื้อ-ขาย ภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญากับ บริษัท ราชสีมา กรีนฯ หลังจากก่อนหน้านี้จะนำผลผลิตที่ได้ไปจำหน่ายตามลานมัน ซึ่งมักจะถูกกดราคาและเสียดอกเบี้ยแพง เนื่องจากต้องไปรับเงินจากลานมันมาลงทุนก่อน หรือที่เรียกว่า “ตกเขียว”

แต่ภายหลังมีโครงการเกษตรพันธสัญญา ก็ได้สมัครเข้าโครงการกับ บริษัท ครั้งแรกเมื่อปี 2561 ซึ่งได้รับการดูแลเป็นอย่างดี มีเจ้าหน้าที่ของบริษัทมาให้ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิต เช่น การระเบิดดินดาน แนะนำการใส่ปุ๋ยรองพื้นที่ดิน การเตรียมดิน ช่วยหาแหล่งน้ำ และพาไปศึกษาดูงานในพื้นที่ที่ประสบผลสำเร็จ ทำให้มีผลผลิตสูงขึ้นจากเดิมเคยผลิตได้ 2-3 ตัน ต่อไร่ ปัจจุบัน เพิ่มเป็น 4-5 ตัน ต่อไร่ และจำหน่ายผลผลิตได้ในราคา ตันละ 3,400 บาท จึงมั่นใจว่าระบบเกษตรพันธสัญญา เป็นกฎหมายที่มีไว้คุ้มครองเกษตรกร ช่วยให้เกษตรกรได้รับความยุติธรรมจากผู้ประกอบการหรือนายทุน และช่วยยกระดับราคาที่มั่นคง จึงมั่นใจว่าระบบเกษตรพันธสัญญาจะสร้างความเป็นธรรมให้กับเกษตรกร และสามารถอยู่ร่วมกันกับบริษัทคู่สัญญาโดยไม่ทอดทิ้งกันได้

ทั้งหมดคือ เสียงสะท้อนของเกษตรกรชาวไร่ น่าจะช่วยตอบโจทย์อนาคตของอุตสาหกรรมเกษตรไทยภายใต้การส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาของกระทวงเกษตรฯ ได้เป็นอย่างดี

กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมผลักดันเกษตรกร สู่ปราชญ์เกษตรดีเด่น ปี 2562 ดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ต้นแบบการทำสวนสละครบวงจร –เน้นแปรรูปสละสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืน

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร มีนักส่งเสริมการเกษตรครอบคลุมในทุกตำบล ทำหน้าที่ให้ความรู้ คำแนะนำ เป็นพี่เลี้ยงให้แก่เกษตรกร พร้อมช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่เกษตรในด้านต่างๆ เพื่อผลักดันให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นเกษตรกรที่มีความเข้มแข็ง ทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืน รวมถึงสามารถผลักดันเกษตรกรในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียงให้เกิดความเข้มแข็งไปด้วยกัน หนึ่งในเกษตรกรรายนั้นคือ นายอาทิตย์ มติธรรม ชาวอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี เกษตรกรที่ดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นเกษตรกรต้นแบบการทำสวนสละครบวงจร เน้นการแปรรูปผลผลิตสร้างมูลค่าเพิ่ม ผู้ได้รับรางวัลปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น ประจำปี 2562 ซึ่งได้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลปราชญ์เกษตรดีเด่น ในงานพระราช พิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี พ.ศ.2562 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา

นายอาทิตย์ มติธรรม ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในการประกอบอาชีพจนประสบความสำเร็จ จากเดิมเคยเป็นข้าราชการครู ใช้เวลาว่างหลังเลิกงานทำสวนทุเรียน เป็นระยะเวลา 25 ปี ก่อนจะลาออกมาทำอาชีพเกษตรกรอย่างเต็มตัว ในปี 2538 ช่วงนั้นเกิดวิกฤตราคาทุเรียนตกต่ำ สำนักงานเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงได้นำเกษตรกรในท้องถิ่นรวมทั้งนายอาทิตย์ไปศึกษาดูงานสวนผลไม้ในจังหวัดจันทบุรี โดยนายอาทิตย์สนใจปลูกสละจึงซื้อต้นพันธุ์สละมาปลูกที่บ้านเกิด จำนวน 36 ต้น ถือเป็นรายแรกที่นำสละมาปลูกในเชิงการค้าในภาคใต้จนได้ OTOP ของตำบลคลองปราบ เป็นสินค้าขึ้นชื่อของจังหวัด

นายอาทิตย์ เล่าให้ฟังว่า ระยะแรก ทดลองปลูกสละแซมในสวนทุเรียนก่อน เมื่อต้นสละให้ผลผลิตที่ดี จึงค่อยๆ ขยายพื้นที่ปลูกสละเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกรวม 152 ไร่ มีสละประมาณ 8,000 กอ ให้ผลผลิตมากกว่าปีละ 300 ตัน และผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP ผลสละคุณภาพดี ช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดในอนาคต เพราะทุกวันนี้ ผู้บริโภคสนใจเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพและความปลอดภัยทางอาหารเพิ่มมากขึ้น