มีลูกค้ามาซื้อถึงสวน เราแค่ตัดเครือที่พร้อมขายวางไว้

หรือรับออเดอร์แล้วตัดไว้รอลูกค้ามารับไป ราคาขายหน้าสวนในฤดูแล้ง เป็นราคาสูงที่สุด ซึ่งฤดูแล้งที่ผ่านมา ราคากล้วยขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 10 บาท ชั่งทั้งเครือ ราคาขายต่ำสุดที่เคยขายได้ คือ 3 บาท ต่อกิโลกรัม แต่ถึงอย่างนั้น ราคา 3 บาท ต่อกิโลกรัมที่เคยได้น้อยที่สุด ก็ยังมีกำไรสำหรับเกษตรกรปลูกกล้วย เพราะต้นทุนมีเพียงหน่อพันธุ์ ที่ลงทุนเพียงครั้งเดียว พลิกแปลงเปลี่ยนหน่อพันธุ์ใหม่ เมื่อ 8-9 ปี ระหว่างปลูกต้นทุนก็มีเพียงน้ำ น้ำหมักชีวภาพ และปุ๋ยอินทรีย์ เท่านั้น

เมื่อมีเวลาว่าง คุณอภิเษก จะเดินเข้าสวนเพื่อใช้ตะขอปลดใบกล้วยที่แห้ง และตัดแต่งใบที่มีมากเกินความจำเป็นออก เพื่อให้แร่ธาตุที่ให้ไปเลี้ยงส่วนอื่นๆ ของกล้วย โดยเฉพาะผล ดังนั้น ในแต่ละวันการดูแลแปลงกล้วยจึงไม่เวลาไม่มากเลย

ปัจจุบัน คุณอภิเษก ลดจำนวนปลูกกล้วยลงจาก 9 ไร่ เหลือเพียง 4 ไร่เศษ แล้วลงปลูกมะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่ที่เหลือ

“ไม่ใช่ว่าผมลดพื้นที่ปลูกกล้วยลงเพราะขาดทุน แต่เพราะอยากปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นบ้าง จึงลงทุนปลูกมะพร้าวน้ำหอมต้นเตี้ย ในพื้นที่ที่ 4 ไร่เศษ ครึ่งหนึ่งของแปลงกล้วย เพราะถึงอย่างไร กล้วยก็ยังเป็นพืชที่ปลูกแล้ว ต้นทุนต่ำ แต่เก็บผลผลิตขายได้ตลอดทั้งปี”

แปลงกล้วยของคุณอภิเษก อยู่ติดถนนสายย่อย หากสนใจจะไปชมแปลง แจ้งกันล่วงหน้า ได้ที่ คุณอภิเษก อ่ำบางราย ชาวบ้านหมู่ที่ 7 บ้านบึงเรียน ตำบลบางกระทุ่ม อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก โทรศัพท์ (086) 211-7490

เกษตรกรไทยมีความเชี่ยวชาญในการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ไม่แพ้ชาติใดในโลก หลายคนได้ศึกษาพัฒนาการทำการเกษตรด้วยตนเอง ตลอดจนปรึกษาอาจารย์ผู้รู้ด้านการเกษตร จนสามารถสร้างเทคโนโลยีการผลิตพืชได้คุณภาพดี ปริมาณสูง ยกตัวอย่างเช่น

เกษตรกรรายหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี ค้นพบเห็ดในดงมะกอกน้ำของตัวเองด้วยความบังเอิญ หลังปลูกมะกอกน้ำไปได้ 2 ปี ก็พบว่ามีดอกเห็ดเกิดขึ้นใต้ต้นมะกอกเป็นครั้งแรก ตอนแรกทุกคนไม่รู้ว่าเป็นเห็ดอะไรจึงไม่มีใครกล้านำมาบริโภค

ลักษณะของดอกเห็ดที่พบนั้นมีจำนวนมากอย่างไม่น่าเชื่อ โดยงอกเป็นตุ่มเล็กๆ ก่อน จากนั้นภายใน 2-3 วัน ดอกเห็ดก็จะบาน คนงานไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยเก็บมาขว้างเล่น ต่อมารู้ว่าเป็น “เห็ดตับเต่า” กินได้ และอร่อยด้วย จึงเก็บเห็ดตับเต่าที่เกิดบนสันร่องต้นมะกอกน้ำใส่ตะกร้าไปขายที่ตลาดบางปลาม้า แม่ค้าตีราคาให้กิโลกรัมละ 30 บาท นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เห็ดตับเต่าก็กลายเป็นของรักของหวงประจำสวนมะกอกน้ำแห่งนี้ไปเลย

บริเวณที่พบดอกเห็ดตับเต่ามากที่สุด คือตรงร่องที่ขึ้นแฉะ ซึ่งดอกเห็ดตับเต่าจะเกิดใกล้โคนต้น และแสงแดดจะส่องไม่ถึงบริเวณชายร่องโดยตรง ต่อมาได้สอบถามนักวิชาการจึงได้ความรู้เพิ่มเติมว่า เห็ดตับเต่า เป็น “ไมคอร์ไรซ่า” อาศัยอยู่ตามรากของต้นไม้ เช่น ไม้ยูคาลิปตัส, ทองหลาง, ป่าเสม็ด แคบ้าน ฯลฯ ที่พบในรากของต้นมะกอกน้ำถือว่าเป็นของใหม่

เห็ดตับเต่าในสวนมะกอกน้ำแห่งนี้ มีลักษณะพิเศษที่น่าสนใจคือ ในรอบ 1 ปีนั้น จะเกิดดอกเห็ดตลอดปีทั้ง 12 เดือน โดยแต่ละครั้งสามารถเก็บได้ประมาณ 30 กิโลกรัม มีทั้งดอกเล็กและดอกใหญ่ ดอกใหญ่ ขนาดดอกละ 1 กิโลกรัม ก็เคยพบเห็นมาแล้ว

ที่น่าทึ่งมากก็คือ เมื่อเก็บดอกเห็ดแล้ว ประมาณ 2-3 วัน ก็จะเกิดเห็ดชุดใหม่ขึ้นมาอีก หากอากาศร้อนอบอ้าวมากๆ รดน้ำต้นมะกอกให้ชุ่มชื้น จะมีดอกเห็ดเกิดขึ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม มีดอกเห็ดตับเต่าเกิดมากกว่าเดือนอื่นๆ

เกษตรกรรายนี้เคยดูดเลนจากท้องร่องขึ้นมาบนสันร่องและใส่ปุ๋ยขี้ไก่ลงไป ปรากฏว่ามีเห็ดเกิดขึ้นมากกว่าปกติ พอดีช่วงนั้นมีหญ้าขึ้นตามร่องแปลง เกษตรกรจึงใช้ยาฆ่าหญ้าฉีดกำจัดวัชพืช ปรากฏว่าสารเคมีส่งผลให้ดอกเห็ดยุบฝ่อลงทันที เป็นการยืนยันว่าเห็ดราไมคอร์ไรซ่า จะเกิดขึ้นในระบบนิเวศน์ที่เหมาะสมเท่านั้น นับจากนั้นมาเกษตรกรรายนี้ไม่กล้าฉีดยาฆ่าหญ้าอีกเลย แต่ใช้วิธีจัดการกำจัดวัชพืชอย่างอื่น เช่น เมื่อต้นหญ้าสูงก็คอยตัดให้สั้นลง

เห็ดตับเต่าขึ้นชุกในท้องร่องที่ชื้นแฉะ

ในสวนมะกอกน้ำแห่งนี้ พบดอกเห็ดเกิดมากชุกชุมที่สุดมีอยู่เพียง 2 ท้องร่อง ที่มีสภาพชื้นแฉะกว่าร่องอื่นๆ ท้องร่องที่มีดินแห้งจะพบเห็ดไม่ปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น ด้วยประสบการณ์ดังกล่าว ทำให้เกษตรกรเกิดแนวคิดเพาะเห็ดตับเต่าขาย โดยจับจุดเด่นในเรื่องความสัมพันธ์ของราไมคอร์ไรซ่ากับรากพืชมาใช้ ตามทฤษฎีพื้นฐานที่ว่า ไมคอร์ไรซ่าจะอาศัยอยู่ตามรากของต้นมะกอกน้ำ

หลังกวาดใบมะกอกน้ำที่ร่วงหล่นกองอยู่ใต้ต้นมะกอกน้ำมากองเป็นแถวเล็กๆ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม จากนั้นนำดอกเห็ดตับเต่าที่สปอร์แก่แล้วมาขยำละลายกับน้ำ นำไปรดบนกองใบมะกอกน้ำใต้ต้นไม้นั้น และควบคุมความชื้นให้ดีก็จะมีดอกเห็ดเกิดขึ้นได้มากมาย

ประโยชน์ที่เกิดขึ้นในสวนมะกอกนี้ ไม่ใช่แค่มีรายได้เพิ่มจากการขายเห็ดตับเต่าเท่านั้น แต่เกษตรกรยังจะได้ท้องร่องสวนที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเจริญเติบโตของต้นมะกอกน้ำด้วย เนื่องจากไมคอร์ไรซ่าไม่ได้เป็นเพียงผู้อาศัยเท่านั้น แต่ยังเกื้อหนุนต้นมะกอกน้ำด้วย โดยช่วยดึงจุลินทรีย์ และปลดปล่อยน้ำย่อยออกมาให้เป็นประโยชน์ต่อการดูดซึมธาตุอาหารใต้ดินของต้นมะกอกน้ำอีกด้วย

หากมีการเปรียบเทียบต้นมะกอกน้ำที่มีไมคอร์ไรซ่าเห็ดตับเต่ากับที่ไม่มีไมคอร์ไรซ่าเลย ย่อมเห็นได้ชัดว่า ต้นที่มีเห็ดตับเต่าย่อมเจริญเติบโตได้ดีกว่า ใครมีพื้นที่ว่างสำหรับปลูกต้นไม้ และสนใจเรียนรู้ความมหัศจรรย์ของไมคอร์ไรซ่า แนะนำให้ลองซื้อกิ่งพันธุ์มะกอกน้ำไปปลูกดูเองก็ได้ ควรเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ที่แข็งแรงหน่อย และซื้อดอกเห็ดตับเต่าที่ยังไม่บานเกินไป หรือตูมเกินไป นำมาขยำกับน้ำแล้วนำไปรดที่โคนต้นมะกอกน้ำ ในไม่ช้าก็จะมีเห็ดตับเต่าเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน หรือนำวิธีการนี้ไปลองกับต้นไม้อื่นๆ ที่เป็นพืชอาศัยของเห็ดตับเต่า เช่น ต้นยูคาลิปตัส มะม่วง ลำไย จามจุรี ชมพูพันธุ์ทิพย์ เป็นต้น

สวนเปนูเอลอันร่มรื่นและกว้างใหญ่ในพื้นที่หลายไร่ รายล้อมไปด้วยแปลงผักอินทรีย์ของ คุณขวัญหล้า เนื่องจำนงค์ เจ้าของสวนผักปลอดสารพิษ ได้แบ่งพื้นที่เพียงน้อยนิดมาปลูกผักเคล สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว

ผักเคล คือผักอะไร ทำไมถึงมีราคาแพง
ผักเคล หรือราชินีแห่งผักใบเขียว ขายในท้องตลาด ราคากิโลกรัมละหลายร้อยบาท สร้างรายได้หลักหลายหมื่นต่อเดือน ผักเคล (Kale) ฟังชื่อแล้วอาจจะใหม่สำหรับคนไทย แต่ก็ใหม่จริงๆ ถ้าสืบเสาะว่ามาจากตระกูลไหน ท่านก็จะร้องอ๋อ เพราะผักเคล มาจากตระกูลผักคะน้า เราเรียกว่า คะน้าใบหยิก เป็นพืชใหม่สำหรับคนไทย แต่ได้รับความนิยมในการรับประทานอย่างรวดเร็ว

จากการวิจัยของทางการว่ามีวิตามินสูง ผักเคล เป็นผักที่นิยมรับประทานกันมากจากชาวตะวันตก ซึ่งมีการวิจัยแล้วว่า มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก สูงกว่าผักชนิดอื่นๆ ผักเคล เป็นผักที่ใหม่ในตลาดผู้คนยังรู้จักไม่มาก แต่คนเริ่มที่จะรู้จักกันแพร่หลายมากขึ้น โดยได้รับความสนใจจากผู้ที่รับประทานอาหารคลีนทั้งหลาย

ซึ่งทางสวนผักเปนูเอลของคุณขวัญหล้าได้คำนึงถึงคุณภาพของการปลูกผักมาก ที่สวนเปนูเอลทั้งหมดเป็นสวนผักอินทรีย์ปลอดสารพิษ จนได้รับมาตรฐานออร์แกนิก ไทยแลนด์ (Organic Thailand) เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2562 จนถึง วันที่ 23 ธันวาคม 2564 ซึ่งใช้เวลาหลายปีมากกว่าจะได้ใบรับรองมา

คุณขวัญหล้า กล่าวว่า “เราต้องซื่อสัตย์ต่อตนเองก่อน เพราะเราเป็นด่านแรก ที่ได้สัมผัสแล้วถึงจะส่งต่อสิ่งดีๆ ให้ลูกค้า ชื่อเสียงเราก็จะตามมา รายได้ก็จะตามมาแบบยั่งยืนไปด้วย” นั่นคือ คำปณิธานของสวนว่า ที่ต้องการทำสวนปลอดสารพิษทั้งหมดเพื่อตัวเราและผู้อื่น ได้รับประทานผักปลอดภัย

สวนที่ว่านี้อยู่ที่อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ภายในสวนร่มรื่น เนื้อที่ 100 กว่าไร่ แต่แบ่งพื้นที่ไม่มากสำหรับปลูกผักปลอดสารพิษ ภายในสวนมีสระเก็บน้ำ ที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ทั้งปี คือสวนเปนูเอล (Penuel) ของ คุณขวัญหล้า เนื่องจำนงค์ ผู้ที่ใช้เวลาปลูกผักอินทรีย์ทำเป็นอาชีพขายมามากกว่า 10 ปี

ที่สวนเปนูเอล ปลูกผักสวนครัวเกือบทุกชนิด แต่ที่จะแนะนำให้รู้จักคือ ผักเคล หรือคะน้าใบหยิก เป็นผักที่สร้างรายได้หลักหมื่นต่อเดือน ขายส่งจากสวน มีลูกค้าประจำมารับโดยตรงจากสวน และขายเองบ้าง เพราะการขนส่งเดี๋ยวนี้สะดวกสบาย สั่งผ่านตัวแทนจากสวนคุณขวัญหล้าส่งทั่วประเทศ ความสะดวกรวดเร็วนั้นไม่ต้องพูดถึง ผักถึงมือท่านความสดยังคงอยู่

ลักษณะของผักเคล หรือคะน้าใบหยิกนั้น มีใบหยิกสีเขียวเข้ม รสชาติคล้ายคลึงกับผักคะน้า แต่ก็อยู่ในตระกูลเดียวกันกับกะหล่ำปลี เช่นเดียวกับบร็อกโคลี่ จะเห็นได้ว่าผักที่อยู่ในตระกูลนี้จะมีคุณค่าทางอาหารไม่แตกต่างกันมาก

แต่ตามข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับคุณค่าทางอาหาร ผักเคลจะมีสูงกว่าผักตระกูลคะน้าชนิดอื่น ตามที่ได้กล่าวกันไว้ว่า ผักเคล เป็นผักที่ถูกยกให้เป็น Super food ในต่างประเทศ ถูกเรียกว่าเป็น “The new beef” หรือ The queen of green ราชินีแห่งผักใบเขียว

ผักเคล นำมาประกอบอาหารอย่างไรบ้าง
คนที่นึกถึงสุขภาพและเน้นอาหารคลีน จะคุ้นเคยกับคำว่า ผักเคล อันดับแรกเมนูรับประทานเป็นผักสด เช่น สลัด น้ำผักผลไม้ที่ผสมผักเคล ทอดมันผักเคล ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยวิตามินและสารอาหารที่ดีต่อร่างกาย แม้จะรับประทานเพียงส่วนน้อย คนที่รักสุขภาพและต้องการดีท็อกซ์ น้ำผักเคลเข้มข้น ก็ช่วยได้เหมือนกัน

ข้อดีมากของการรับประทานผักเคลสด คือรสชาติและกลิ่นจะไม่ฉุนหรือเหม็นเขียว ผสมกับส่วนผสมผักอื่นหรือผลไม้อื่นก็จะไม่ทำให้เปลี่ยนรสชาติของผลไม้นั้นๆ คนที่ไม่ชอบรับประทานผักก็รับประทานได้ ผักเคลจึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

นอกจากรับประทานเป็นผักสดแล้ว ยังนำมาประกอบอาหาร เช่น ผัดน้ำมันหอย หรืออื่นๆ ได้เกือบทุกชนิดเหมือนผักคะน้าทั่วไปทุกประการ ข้อเปรียบเทียบของผักเคล น้ำหนักต่อแคลอรี ดังนี้ (ข้อมูลจาก Medically reviewed by Katherine Marengo LDN, R.D., specialty in nutrition, on January 17, 2020 – Written by Megan Ware, RDN, L.D.

ผักเคลมีแคลเซียมมากกว่า นม สามารถดื่มเป็นน้ำผักสดบำรุงกระดูกทดแทนนมวัวได้ มีวิตามินเค ช่วยสร้างความแข็งแรงของกระดูก มีวิตามินซีมากกว่าผักโขม 10 เปอร์เซ็นต์ มีธาตุเหล็กมากกว่าเนื้อวัว มีกรดไขมันโอเมก้า3 ช่วยลดคอเลสเตอรอล มีแคลอรีต่ำ ไขมันต่ำ มีโฟเลตและวิตามินบี ช่วยบำรุงสมอง (ข้อมูลอ้างอิงจาก Medically reviewed by Katherine Marengo LDN, R.D., specialty in nutrition, on January 17, 2020 – Written by Megan Ware, RDN, L.D.)

วิธีทำ หั่นผักเคล (ตัดเส้นกลางใบออก) ขยำผักเคลกับเกลือและน้ำมันกอก จนนิ่ม ใส่ไวท์ ไวน์ เวนิก้า และข้าวโพด พร้อมเสิร์ฟ

ทำไม คนกลัวที่จะรับประทานสด
พืชตระกูลคะน้าและกะหล่ำปลี
ตามข้อมูลทางอาหารพืชตระกูลผักเหล่านี้ให้คุณค่าทางอาหารสูงมาก รับประทานได้ทั้งเป็นผักสดและทำให้สุก ตามข้อมูลทางด้านอาหารทั่วโลกแล้ว ผักตระกูลนี้มีสารออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงมาก และยังล้างพิษ กำจัดสารตกค้างในร่างกาย

แต่ขั้นตอนการปลูกผักเหล่านี้เป็นที่ชื่นชอบของหนอนผีเสื้อกลางคืนบางชนิดมาก และถ้าระบาดในการปลูกแล้ว ภายในคืนเดียวจะหมดสวนได้ จึงเป็นผักที่ต้องใช้สารเคมีในการปลูกมาก นั่นหมายถึง คนกลัวสารเคมีตกค้าง

เพราะฉะนั้น สวนผักอินทรีย์เปนูเอล จึงขอเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผักเหล่านี้เป็นที่รับประทานสดได้อย่างมั่นใจ และยังทำรายได้ให้เกษตรกรอย่างคุณขวัญหล้า การที่คุณขวัญหล้าลองผิดลองถูกเรื่องการทำผักอินทรีย์หรือผักปลอดสารนั้น คุณขวัญหล้าได้สูญเสียเงินในการลงทุนทำมาเป็นหลักล้าน เคยคิดท้อ เพราะการเกิดหนี้สินแต่คุณขวัญหล้าไม่ท้อ เคยคิดแพ้มาครั้งหนึ่ง แต่คุณขวัญหล้าคิดว่าถ้าเราเอาความพ่ายแพ้มาเป็นครู ถือว่าเป็นบทเรียนราคาแพง

คุณขวัญหล้าและสามีจึงไปศึกษาดูงานจากสวนที่ทำสวนผักออร์แกนิกทางภาคกลาง และนำความรู้เหล่านั้นมาปรับปรุง โดยเฉพาะเรื่องของปุ๋ยหมัก ตอนนี้ที่สวนคุณขวัญหล้าเฉพาะลงทุนเรื่องปุ๋ยหมักใช้เงินมากพอสมควร เพราะคุณขวัญหล้าเน้นแต่เรื่องว่าต้องไม่มีสารเคมีปะปน

“เรื่องทำปุ๋ยหมักต้นทุนยังน้อยกว่าปุ๋ยเคมี แต่ถ้าเปรียบเทียบกับปุ๋ยเคมีน่าจะพอกัน แตกต่างกันที่ปุ๋ยหมักจะใช้เวลามาก อย่างน้อย 1 ปี โดย 6 เดือนแรกเป็นการหมัก และเช็กความร้อนจากการหมักทับถมกัน ทุกสัปดาห์ ถ้าอุณหภูมิสูงไปก็ต้องทำให้เย็นลงด้วยการรดน้ำ ถ้ารดน้ำมากไปก็จะเกิดการเน่าและเชื้อโรคต่างๆ เช่น เชื้อรา ที่เป็นอันตรายต่อพืช ปุ๋ยหมักถ้าใช้เวลาหมักน้อยกว่านี้ อาจจะทำลายรากพืชได้ ทำให้แคระแกร็น และตายได้ จะต้องเช็กอุณหภูมิจนกว่าในกองปุ๋ยหมักเย็นแล้วถึงนำไปใช้กับพืชได้ ใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน ถึง 1 ปี” ซึ่งเป็นเคล็ดลับของทางสวนถึงวิธีการทำปุ๋ยหมักที่คุณภาพดีกว่าสะอาดกว่าปุ๋ยเคมีมาก

แต่คุณขวัญหล้าอยากจะแนะนำว่า การที่ปลูกผักหลากหลายชนิด ทำให้มีรายได้เข้ามาทุกวัน ที่สวนปลูกผักหลากหลาย แต่ผักที่ทำเงินนั้น เป็นผักที่ตลาดมีความต้องการสูง จะมาเป็นบางช่วง อย่างตอนนี้ ผักที่มาแรงและคนปลูกน้อย ก็คือ ผักเคล ที่ตลาดยังไปได้ดี

ปลูกอย่างไร ถึงประสบความสำเร็จ
การปลูกผักเคลหรือคะน้าใบหยิก ไม่ยากอย่างที่คิด บางคนจะกลัวคำว่า ผักที่มาจากต่างประเทศ กลัวว่าเป็นผักเมืองหนาว ต้องปลูกที่อากาศเย็น เช่น บนเขาบ้าง ไม่น่าจะเป็นความจริง เพราะหลายคนที่นำผักเคลไปปลูกที่กรุงเทพฯ และจังหวัดนครปฐม ก็เจริญงอกงามดี ปลูกที่โคราชก็เจริญงอกงามดีเช่นกัน

วิธีการปลูก

จากประสบการณ์ตรงที่ปลูกจากสวน อันดับแรกเมล็ดพันธุ์ ทางสวนนำเข้ามาจากต่างประเทศด้วยตนเอง จากบริษัทที่เรานำเข้าเมล็ดพันธุ์ที่สั่งประจำมาหลายปี ถือว่าเชื่อถือได้ หลังจากนั้นเราจะนำมาแช่น้ำครึ่งวันเพื่อให้เมล็ดพองตัว นำมาวางในผ้าชื้นหรือกระดาษทิชชูที่ชุ่มน้ำ จนกว่าเมล็ดจะงอกขึ้นมาก็ประมาณ 3-4 วันหลังจากนั้นจึงนำไปเพาะในถาดเพาะเมล็ดพันธุ์ ขั้นตอนนี้ประมาณ 1 เดือน จึงนำไปปลูกลงแปลงผัก

การปลูกก็เหมือนปลูกผักทั่วไป ผสมปุ๋ยหมักที่สวน รดน้ำแบบพรมให้ชุ่ม ใช้เวลา 45 วัน ก็เริ่มเก็บผลผลิตได้ แต่ขั้นตอนการเก็บผักนั้นจะต้องเก็บในตอนเช้าดีที่สุด ผักจะได้ไม่เฉา หลังจากนั้นก็เก็บผักเพื่อให้คงความสดในถังน้ำแข็ง จะเก็บความสดได้ดี การปลูกผักถ้าทำเป็นอาชีพจะปลูกทุกวัน ก็จะมีผักให้เก็บขายทุกวัน การเพาะเมล็ดก็จะเพาะทุกวันเช่นกัน

แมลง และศัตรูพืช

ผักตระกูลผักคะน้าและกะหล่ำปีจะมีแมลงรบกวน คือ หนอนม้วนใบ ที่สวนใช้การดูแลทุกเช้า ถ้าพบผีเสื้อวางไข่ก็รีบกำจัดออกไป โดยตัดออกไปทำลาย ที่สวนปลูกผักเคลโดยเปิดโล่ง เพียงระยะต้นอ่อนเท่านั้นที่มุงด้วยพลาสติก

ในขั้นตอนนี้ก็ต้องเอาใจใส่เรื่องของหนอนและแมลง กำจัดโดยใช้วงจรคุณภาพ โดยใช้แมลงที่เป็นศัตรูกัน เช่นปล่อยธรรมชาติ เช่น ตัวห้ำตัวเบียน แมลงเต่าทอง หรือใช้น้ำส้มควันไม้ แต่เรื่องน้ำต้องไม่ให้ขาดเด็ดขาด ถ้าขาดน้ำหนอนและเพลี้ยก็จะเข้ามารบกวน

ระยะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว

จากขั้นตอนการเพาะเมล็ดเริ่มแรก ใช้เวลา 15 วัน ในกระบะเพาะ หลังจากนั้นเอาลงแปลงปลูก นับจากการลงแปลงปลูก 2 เดือน จะเริ่มเก็บใบล่างได้ ต่อจากนั้นก็จะเก็บได้ทุกวัน จนถึง 1 ปี ปลูกครั้งเดียวเก็บผลผลิตได้ 1 ปี

การเก็บผักเคลนั้นจะเก็บใบล่างที่มีสีเขียวเข้ม เพราะมีสารอาหารมาก ที่สวนเก็บได้วันละ 50-80 กิโลกรัม หักค่าใช้จ่าย ค่าแรงงาน ก็จะเหลือครึ่งต่อครึ่ง ถือว่าเป็นผักสร้างรายได้หลักของที่สวน

หากท่านต้องการซื้อผักเคล ติดต่อได้ที่ร้านตัวแทนจากสวนส่งผักอินทรีย์เกษตรปลอดภัยของ คุณอร หรือ คุณอรกมล แก้วโสวัฒนะ เลขที่ 98/1 บ้านนาก่วมใต้ ถนนพหลโยธิน ตำบลชมพู อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เบอร์โทร. 064-152-6662 ส่งผักสดทั่วประเทศ ถึงมือผู้รับรวดเร็วเหมือนได้รับประทานผักสดจากสวน

หากท่านต้องการซื้อผักเคล ติดต่อได้ที่ร้านตัวแทนจากสวนส่งผักอินทรีย์เกษตรปลอดภัยของคุณวริทธ์ วัชรางกูรพิพัฒน์ เลขที่ 98/1 บ้านนาก่วมใต้ ถนนพหลโยธิน ตำบลชมพู อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เบอร์โทร. 087-304-2484 ส่งผักสดทั่วประเทศ ถึงมือผู้รับรวดเร็วเหมือนได้รับประทานผักสดจากสวน

จะกี่ยุคกี่สมัย อาชีพเกษตรกรรมก็ยังเป็นอาชีพที่ยั่งยืนและตอบโจทย์วิถีชีวิตคนไทยได้เสมอ การเป็นเกษตรกรถึงอาจจะไม่ได้ทำให้ร่ำรวย แต่อย่างน้อยก็ทำให้หลุดพ้นจากความหิวโหยได้ อาชีพเกษตกรรมไม่ได้แบ่งชนชั้นการศึกษา จะเรียนจบ ป.1 หรือเรียนจบด็อกเตอร์ ก็สามารถเป็นเกษตรกรได้เหมือนกัน อาศัยเพียงความมีใจรัก ความขยันอดทน มุ่งพัฒนาหาความรู้ไม่หยุดนิ่ง เพียงเท่านี้ทุกคนก็จะประสบความสำเร็จจากอาชีพเกษตรกรรมได้ไม่ยาก

คุณวาสนา ภู่ทับทิม ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์จังหวัดนราธิวาส ต้นแบบเกษตรกรแบบครบวงจร อยู่บ้านเลขที่ 72/3 หมู่ที่ 5 ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส เล่าว่า ตนเรียนจบระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย แต่ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสทางการศึกษาน้อยแต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะความรู้หาได้ทุกที่ไม่จำกัดว่าต้องศึกษาแค่ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น ตนเลือกที่จะออกมาศึกษานอกโรงเรียน เพราะรู้เป้าหมายของตัวเองแล้วว่าจะเดินทางสายเกษตร จึงมุ่งเน้นศึกษาตามศูนย์การเรียนรู้ ได้ลองลงมือปฏิบัติจริง อย่างที่ในเขตตำบลกะลุวอเหนือที่อาศัยอยู่จะมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตนก็เข้าร่วม มีโอกาสได้ศึกษาเกี่ยวกับการทำเกษตรทุกด้าน ตั้งแต่ประมง ปศุสัตว์ และการปลูกพืช

เริ่มต้นจากการเลี้ยงแพะ พัฒนาต่อยอด
เป็นเกษตรผสมผสาน ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เอื้อประโยชน์กัน
จากที่ได้ศึกษาที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ fuyibapro.com คุณวาสนา เล่าว่า มีโอกาสได้เรียนรู้การทำเกษตรหลายด้าน แต่ที่ถูกใจและเริ่มทำเป็นสิ่งแรกคือ ปศุสัตว์ เป็นการเลี้ยงแพะ ไปเห็นคนอื่นเลี้ยงแล้วเกิดความสนใจ คิดว่าน่าจะเลี้ยงง่าย ประกอบกับในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นับถือศาสนาอิสลามกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ นิยมบริโภคเนื้อแพะ และนิยมนำแพะมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนา จึงมองเห็นโอกาสสร้างตลาด คิดว่าน่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการเดินทางสายนี้

คุณวาสนา เล่าต่อว่า เมื่อเริ่มต้นได้แล้วว่าจะเลี้ยงแพะจึงเริ่มติดต่อกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ เพื่อขอลูกพันธุ์แพะมาเลี้ยง ซึ่งในตอนนั้นที่บ้านมีพื้นที่ว่างประมาณ 8 ไร่ เลี้ยงแพะอย่างเดียวคงไม่เหมาะ จึงคิดที่จะทำเกษตรผสมผสานเพิ่ม เพื่อตัดวงจรเกษตรเชิงเดียว เมื่อเกิดปัญหาราคาตกจะแย่ไปด้วย และอยากทำให้ครบวงจรเพื่อลดต้นทุนการผลิต

“เลี้ยงสัตว์ สัตว์ให้มูล นำมูลมาหมักเป็นปุ๋ย แล้วนำปุ๋ยไปเลี้ยงพืชต่อ จะเป็นเหมือนวงจร เมื่อพืชโตคนเลี้ยงได้กินได้เลี้ยงตัวเอง คนเลี้ยงก็ไปเลี้ยงแพะต่อประโยชน์เอื้อกันเป็นวัฏจักรไปเรื่อยๆ” คุณวาสนา กล่าวถึงแนวคิดการทำเกษตรแบบครบวงจร

ทำเกษตรแบบครบวงจร ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มาก
ลักษณะการทำเกษตรผสมผสาน และการแบ่งพื้นที่ทำการเกษตร คุณวาสนา อธิบายว่า ทำเกษตรบนพื้นที่ 8 ไร่ แปลงที่ 1 อยู่ติดกับบริเวณที่อาศัยเป็นผืนใหญ่ติดกันกว่า 5 ไร่ พื้นที่ตรงนี้ใช้เลี้ยงแพะ ปลูกผักผลไม้แบบผสมผสาน แปลงที่ 2 อยู่ถัดไปจากบ้านไม่ไกลมาก อีกจำนวน 3 ไร่ ใช้ปลูกหญ้าซิกแนลเลื้อย ไว้ใช้เป็นอาหารสำหรับแพะ

ในส่วนของการจัดสรรทรัพยากรภายในสวนให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุด มีดังนี้ พื้นที่สำหรับเลี้ยงแพะ จำนวน 17 ตัว เลี้ยงแบบกึ่งขังกึ่งปล่อย แต่ส่วนมากจะตัดหญ้าให้กินมากกว่า จะปล่อยให้เดินหาอาหารเองเป็นบางครั้ง เน้นให้หญ้าซิกแนลที่ปลูกไว้เป็นหลัก อาหารเสริมให้บ้างเล็กน้อย เพราะหญ้าซิกแนลที่ปลูกไว้ จำนวน 3 ไร่ มีเพียงพอไว้เป็นอาหารแพะตลอดทั้งปี หญ้าซิกแนล คือ หญ้าสำหรับปลูกให้สัตว์กิน เป็นหญ้าเลื้อย เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ลุ่ม ทนน้ำท่วม เหมาะกับการปลูกในภาคใต้ ปลูกครั้งเดียวเก็บได้ตลอด เพราะฉะนั้นต้นทุนการเลี้ยงแพะจึงมีไม่มาก มีเพียงค่าน้ำมันตัดหญ้าเล็กน้อย ส่วนราคาแพะที่ขายได้ กิโลกรัมละ 150 บาท 1 ตัว ตกตัวละ 4,000-5,000 บาท

นำมูลแพะมาทำปุ๋ยหมัก ไปเลี้ยงพืช ในมูลแพะจะมีความเค็ม ช่วยในการร่วนซุยของดิน วิธีการคือ นำมูลแพะหมักกับหญ้าแห้งที่ตัดมาแล้วเป็นเศษ นำมาหมักรวมกัน ทำเป็นชั้นสลับหญ้าแห้งกับมูลแพะ ใช้วิธีรดน้ำคงความชื้น ดูจนว่าปุ๋ยย่อยสลายได้ดีแล้วก็ถือว่าใช้ได้
นำปุ๋ยมูลแพะใช้เป็นปุ๋ยรดผัก สามารถนำมาใส่พืชผักภายในสวนได้ทุกชนิด ทั้งผักปลูกกินเองในครัวเรือน รวมถึงผักปลอดสารพิษที่ปลูกขายทั้ง แตงโม พริก ผักบุ้ง แตงกวา ผักสวนครัว ช่วยประหยัดงบประมาณค่าปุ๋ยได้เกือบทั้งหมด และมูลแพะมีส่วนช่วยทำให้พืชหวาน อย่างที่สวนจะปลูกแตงโมสายพันธุ์ตอร์ปิโด และสายพันธุ์โบอิ้ง ปีละ 2 ครั้ง ผลผลิตที่ได้เป็นที่น่าพอใจ รสชาติของแตงโมจะหวานกว่าที่อื่น