มีหลากชนิด บนโลก เลม่อน กับ ไลม์ นั้นแตกต่างกันอย่างไร

มะนาวมีหลากชนิด แต่ก็มักเกิดความสับสนกันมาตลอด คือ มะนาวเลม่อน (Lemon) กับ มะนาวไลม์ (Lime) โดยมะนาวทั้งสองชนิด จัดอยู่ในสกุลเดียวกับส้ม ซึ่งล้วนมีจุดเด่นที่อุดมไปด้วยวิตามินซี มะนาว (เลม่อน) มีถิ่นกำเนิดน่าจะอยู่ที่แห่งใดแห่งหนึ่งใน 3 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย พม่า และจีน มะนาวชนิดนี้มีลักษณะผลกลม หรือรี ผิวเปลือกในระยะสุกแก่มีสีเหลือง เปลือกหนา ผลมีขนาดใหญ่ เนื้อมีรสเปรี้ยว กลิ่นหอม อดีตใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ต่อมามีการนำไปปลูกในอิรัก และอียิปต์ ก่อน แล้วกระจายเข้าสู่ยุโรปและสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2290 มีการสกัดนำเอาวิตามินซีไปใช้ประโยชน์เพื่อสุขภาพของมนุษย์ มะนาว (ไลม์) มีผลขนาดเล็กกว่าเลม่อน เปลือกสีเขียว ผลมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3-4 เซนติเมตร มีรสเปรี้ยวจัด มะนาวบ้านเราจัดอยู่ในประเภทนี้

ส่วนอีกประเภทหนึ่งที่เล่ามา เรียกว่า คัมควอด (Kumquad) มีลักษณะอยู่กึ่งกลางระหว่างส้มกับมะนาว นักวิทยาศาสตร์จัดไว้อยู่ในสกุล ซิตรัส หรือ ไซตรัส (Citrus) เช่นเดียวกับคัมควอด มีผลใกล้เคียงกับมะนาว ผลกลมรี ผิวสีเหลืองสดใส เลื่อมมัน จึงนิยมปลูกในกระถางเป็นไม้ประดับ เนื้อผลมีรสหวานอมเปรี้ยว อยู่กึ่งกลางระหว่างส้มกับมะนาว ไม้ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศจีน ต่อมาแพร่กระจายเข้าไปในญี่ปุ่น และมีการพัฒนาพันธุ์อย่างกว้างขวางที่ญี่ปุ่น พันธุ์คัมควอด ส่วนใหญ่จึงใช้ชื่อญี่ปุ่น ต่อมาแพร่กระจายเข้าไปสู่ทั้งในทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกา

การขยายพันธุ์คัมควอด นิยมการทาบกิ่ง โดยใช้พันธุ์มะนาวหรือส้มต้านทานโรคเป็นต้นตอ ประโยชน์ของคัมควอด ใช้เป็นไม้ประดับ รับประทานสด หรือแปรรูปได้หลากหลายชนิด

“ส้มโอ” เป็นผลไม้ไทยเพียงชนิดเดียวที่จะมีราคาแพงช่วงในฤดู ถ้าออกนอกฤดูจะมีราคาถูกลง เนื่องจากผลผลิตส้มโอไทยจะมีการส่งออกมากที่สุดในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์และเทศกาลสารทจีน ซึ่งจะตรงกับผลผลิตส้มโอแก่และเก็บเกี่ยวขายได้พอดี ปัจจุบัน ฮ่องกง ยังเป็นประเทศที่สั่งซื้อส้มโอจากประเทศไทยมากที่สุด โดยสายพันธุ์ส้มโอที่นิยมส่งออก ได้แก่ พันธุ์ขาวน้ำผึ้ง พันธุ์ทองดี และพันธุ์ทับทิมสยาม เป็นต้น

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ เจ้าของสวนคุณลี จังหวัดพิจิตร กล่าวถึง 5 ปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้เกษตรกรประสบความสำเร็จในการทำสวนส้มโอ ได้แก่ 1.เงินทุน เพราะเกษตรกรที่ปลูกส้มโอ กว่าจะเริ่มเก็บผลผลิตออกขายได้ ต้องรอจนกระทั่งต้นส้มโออายุได้ 5 ปี ดังนั้น การทำสวนส้มโอ เงินทุนจะจมในช่วง 5 ปีแรก หากใครสนใจทำสวนส้มโอควรลงทุนด้วยเงินในกระเป๋าตัวเอง อย่าลงทุนโดยอาศัยเงินกู้ เพราะต้องจ่ายดอกเบี้ยก้อนโตกว่าในระยะ 5ปีแรก กว่าจะได้เงินสดจากการขายผลผลิต เกษตรกรควรสำรวจว่า ในพื้นที่ 1 ไร่ จะใช้เงินทุนเท่าไร เมื่อถึงปีที่ต้นส้มโอเริ่มออกดอกติดผลแล้ว หากเกษตรกรเกิดขัดสนเงินทุนในช่วงปลายมือบ้าง ก็สามารถกู้จากธนาคารไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเวลาเพียงปีเดียวเท่านั้น เราก็สามารถคืนทุนได้แล้ว

2.แหล่งน้ำ ช่วงที่ต้นส้มโอเริ่มปลูกใหม่อาจจะต้องรดน้ำต้นส้มโอบ้าง หลังจากส้มโอมีลำต้นใหญ่และให้ผลผลิตแล้ว จะต้องการน้ำมากและสม่ำเสมอ หากเกษตรกรปล่อยให้พื้นดินแห้งจัดโดยไม่ให้น้ำ เมื่อมีฝนตกลงมาต้นส้มโอได้น้ำมากเกินไป จะทำให้ผลส้มโอร่วงหรือแตกเสียหายได้ และเสี่ยงเกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย อาทิ ใบส้มโอเดี๋ยวเล็ก เดี๋ยวใหญ่ นอกจากนี้ เมื่อต้นส้มโอได้รับน้ำไม่สม่ำเสมอ จะทำให้อายุต้นสั้นลง น้ำที่นำมาใช้รดต้นส้มโอ หากเป็นน้ำบาดาลควรจะตรวจสอบให้ดีว่าน้ำมีสภาพความเป็นกรดสูงหรือไม่ สำหรับการทำสวนส้มโอในที่ลุ่ม เรื่องระบบการระบายน้ำเข้า-ออก มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

3.ดิน ดินเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด สภาพดินที่มีความเหมาะสมต่อการปลูกส้มโอคือ ดินร่วนปนทราย เกษตรกรควรเตรียมดินให้พร้อมเสียก่อนที่จะตอนกิ่ง หรือหาซื้อกิ่งส้มโอพันธุ์ดีมาปลูก เกษตรกรควรสำรวจว่า ที่ดินที่มีอยู่ ควรใช้กิ่งพันธุ์จำนวนเท่าไร และบวกเพิ่มกิ่งพันธุ์สำรองอย่างน้อย 10% เช่น ต้องการปลูกส้มโอ จำนวน 1,000 ต้น ควรเตรียมกิ่งพันธุ์สำรองไว้อย่างน้อย 1,100 ต้น หากต้นโอที่ปลูกไปในแปลงเกิดมีต้นตาย จะได้มีกิ่งพันธุ์สำรองไว้ปลูกซ่อมได้ทันที

4.กิ่งพันธุ์ กิ่งพันธุ์ส้มโอที่เกษตรกรจะนำมาปลูก ควรเป็นกิ่งที่ขยายพันธุ์มาจากแม่พันธุ์ส้มโอที่มีลักษณะแข็งแรง ให้ผลดก รสชาติดี และไม่เป็นโรคไวรัสทริสเทซ่าหรือโรคกรีนนิ่ง ขนาดของกิ่งพันธุ์ที่ดี ต้องมีความยาวประมาณ 70-80 เซนติเมตร และกิ่งพันธุ์มีกิ่งแตก 2 กิ่ง จึงเหมาะสมที่สุด

ในอดีตที่ผ่านมา เกษตรกรนิยมขยายพันธุ์ส้มโอด้วยวิธีการตอนกิ่ง แต่ปัจจุบัน สามารถขยายพันธุ์ส้มโอโดยวิธีการเสียบยอดหรือการผลิต “กิ่งส้มโอปลอดโรค” ที่ติดตาบนต้นตอส้มต่างประเทศ สำหรับสภาพพื้นที่ดินเหนียวหรือที่ราบลุ่มแม่น้ำนครชัยศรีจนถึงจังหวัดสมุทรสงคราม กิ่งตอนยังมีความเหมาะสมที่สุด แต่ต้องคัดเลือกกิ่งพันธุ์ที่ผลิตจากแม่พันธุ์ส้มโอที่มีความสมบูรณ์ แข็งแรง ติดผลดกสม่ำเสมอทุกปี ปลอดจากโรคไวรัสทริสเทซ่าและโรคกรีนนิ่ง

5.การดูแลรักษา เมื่อเกษตรกรตัดสินใจทำสวนส้มโอ ควรมีการดูแลรักษาที่ดี หากทำสวนส้มโอในพื้นที่ลุ่ม เกษตรกรต้องมีความรู้ความเข้าใจว่า ต้นส้มโอจะต้องอดน้ำอย่างไร จะให้น้ำเมื่อใด ช่วงจังหวะที่มีความเหมาะสมในการให้ปุ๋ยและฉีดพ่นยาปราบศัตรูพืช

ระยะปลูกที่เหมาะสมสำหรับส้มโอ

การปลูกส้มโอในแถบลุ่มแม่น้ำนครชัยศรี ซึ่งเป็นที่ราบลุ่ม จำเป็นจะต้องยกร่องน้ำปลูก เกษตรกรโซนนี้ นิยมปลูกต้นส้มโอในระยะ 6×7 เมตร หรือ 6×8 เมตร โดยมีระยะระหว่างต้น 6 เมตร ส่วนระยะระหว่างแถวขึ้นอยู่กับขนาดร่องด้วย บางคนร่องใหญ่ บางคนร่องเล็ก ดังนั้น ระยะระหว่างแถวอาจจะเป็น 7 หรือ 8 เมตร ก็ได้ เกษตรกรนิยมปลูกส้มโอบนกลางร่องเพียงแถวเดียว เพื่อสะดวกต่อการบำรุงรักษา แต่มีเกษตรกรหลายรายนิยมปลูกแบบสลับฟันปลา เพื่อให้มีจำนวนต้นต่อไร่มากที่สุด และประหยัดเนื้อที่ปลูก แต่การบำรุงรักษาค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร

ส่วนสวนส้มโอซึ่งปลูกบนที่ดอน มักปลูกในระยะ 8×8 เมตร เป็นส่วนใหญ่ ในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 25 ต้น ถ้าเกษตรกรมีพื้นที่น้อยอาจจะใช้ระยะปลูก 6×8 เมตร ก็ได้ (ระหว่างต้น 6 เมตร และระหว่างแถว 8 เมตร) พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 33 ต้น

การดูแลตัดแต่งกิ่ง

การตัดแต่งกิ่งมีความจำเป็นในการทำสวนส้มโอ เกษตรกรที่ปลูกส้มโอแบบร่องสวน ต้องคอยดูแลแปลงปลูกให้มีสภาพโล่งเตียนอยู่ตลอดเวลา ดูแลตัดแต่งกิ่งต้นส้มโอเพื่อลดการระบาดของโรคและแมลง เกษตรกรที่ปลูกส้มโอขาวน้ำผึ้งแบบมืออาชีพจะเน้นการตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่งอยู่เสมอ โดยตัดแต่งกิ่งอย่างน้อยปีละ 3 ครั้ง การตัดแต่งกิ่งในแต่ละครั้งจะดูความหนาแน่นของกิ่งเป็นหลัก

การจัดการปุ๋ยในสวนส้มโอ

สวนส้มโอที่ปลูกในพื้นที่ลุ่ม จะใส่ทั้งปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมีควบคู่กันไป แนะนำให้ใช้ปุ๋ยขี้ค้างคาวเป็นหลัก โดยใส่ปุ๋ยขี้ค้างคาวปีละ 2 ครั้ง ในช่วงก่อนขึ้นน้ำประมาณเดือนมกราคมและเดือนพฤษภาคม ในอัตราต้นละ 18-20 กิโลกรัม (ต้นส้มโอให้ผลผลิตแล้ว) ส่วนปุ๋ยเคมี นิยมใช้สูตร 16-16-16 ใส่ต้นส้มโอในช่วงก่อนขึ้นน้ำใส่พร้อมกับปุ๋ยขี้ค้างคาว และใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 ก่อนที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิต ประมาณ 30 วัน เน้นใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 เพื่อเร่งความหวานของผลผลิตส้มโอ ในช่วงที่ต้นส้มโอพร้อมให้ผลผลิต ต้นส้มโอพร้อมเก็บเกี่ยวรุ่นใหญ่ๆ 2 รุ่น คือ เก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน และรุ่นที่ 2 เก็บเกี่ยวผลผลิตเดือนกรกฎาคม-กันยายน สำหรับปุ๋ยเคมี สูตร 12-12-17+2 แมกนีเซียม จะใส่เป็นประจำทุกปี เพื่อฟื้นสภาพต้นส้มโอในเดือนกันยายน

การใส่ปุ๋ยสวนส้มโอที่ให้ผลผลิตแล้วที่ปลูกแบบสภาพไร่ ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 8-24-24 เพื่อสะสมอาหาร เดือนพฤษภาคม ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 16-16-16 เพื่อเร่งการแตกใบอ่อนและเร่งการเจริญเติบโตทางต้น เดือนสิงหาคม ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 เพื่อเร่งความหวานและควบคุมการเจริญเติบโตของผลไม่ให้มีผลขนาดใหญ่เกินไป และช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 12-12-17+2 แมกนีเซียม ใส่กระดูกป่นเป็นประจำทุกปีในช่วงต้นฤดูฝน คือ ช่วงเดือนพฤษภาคมใส่ใส่ต้นละ 1-2 กิโลกรัม ช่วยให้ต้นส้มโอมีความสมบูรณ์แข็งแรง และทำให้ผลผลิตส้มโอมีคุณภาพดียิ่งขึ้น

การจัดการโรคและแมลง

ส้มโอต้นเล็กที่เริ่มปลูกจนถึงอายุ 3 ปี (ต้นอายุ 3 ปี ยังไม่ให้ผลผลิต) ต้องเฝ้าระวังหนอนชอนใบและโรคแคงเกอร์ที่มักระบาดมากในช่วงต้นส้มเล็ก หากเกษตรกรควบคุมหนอนชอนใบไม่ได้ ปัญหาโรคแคงเกอร์จะแพร่ระบาดรุนแรงมากขึ้นไปด้วย เมื่อต้นส้มโออายุมากขึ้น ปัญหาเรื่องโรคแคงเกอร์น้อยลง เกษตรกรต้องควบคุมและกำจัดหนอนชอนใบให้ได้ รวมทั้งคอยดูแลจัดการสวนให้สะอาด โล่งเตียน พร้อมตัดแต่งกิ่งเป็นทรงพุ่ม โปร่ง ให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก

ช่วงที่ส้มโอออกดอกและติดผลอ่อนนั้น เกษตรกรต้องป้องกันและกำจัดเพลี้ยไฟโดยการฉีดพ่นสารฟิโพนิล ในอัตรา 100 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร (10 ปี๊บ) ฉีดพ่นสารฟิโพนิลตั้งแต่ส้มโอเริ่มออกดอก จนถึงระยะของผลส้มโอมีขนาดใหญ่เท่ากับผลมะนาว (ผลมะนาวที่แก่และเก็บเกี่ยวได้แล้ว) ส่วนการใช้สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืชในสวนส้มโอ ควรใช้สารเคมีสลับกันตลอดเวลา เพื่อป้องกันปัญหาโรคแมลงดื้อยา

กรณีปัญหาโรครากเน่าและโคนเน่าที่มักพบในสวนส้มโอนั้น เกษตรกรควรเน้นวิธีป้องกันเป็นหลัก หากปล่อยให้เกิดโรคแล้ว จะแก้ปัญหาได้ยากมาก ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถใช้วิธีการสังเกตการเติบโตของต้นส้มโออย่างต่อเนื่อง หากพบว่า ใบต้นส้มโอเริ่มมีอาการแสดงออกมาทาง โคนต้นและราก แสดงว่า ต้นส้มโอติดโรคหนักมากแล้ว ดูแลรักษาได้ยากมาก

เคล็ดลับสำคัญในการป้องกันการระบาดของโรครากเน่าและโคนเน่าที่ได้ผลดีคือ ปรับสภาพร่องปลูกให้เรียบ อย่าให้มีน้ำขังเฉอะแฉะ หากปล่อยให้ต้นส้มโอมีลูกดก มีส่วนสำคัญที่ทำให้ต้นส้มโอทรุดโทรม และมีโอกาสเกิดโรคได้ง่าย ดังนั้น เกษตรกรควรไว้ผลส้มโอพอประมาณ โดยปกติต้นส้มโอที่ให้ผลผลิตแล้วมักฉีดพ่นสารอาลีเอท ใน อัตรา 500 กรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร เฉลี่ยปีละ โดย 2 ครั้ง คือ ช่วงต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝน สารอาลีเอทจะฆ่าเชื้อราไฟท็อปทอร่า ซึ่งเป็นสาเหตุของโรครากเน่าและโคนเน่าโดยตรง และช่วยกระตุ้นเพิ่มปริมาณของรากส้มโอที่เกิดขึ้นมาใหม่

คาดหวังว่า เคล็ดลับเหล่านี้ จะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนเกษตรกรชาวสวนส้มโอสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ปลูกดูแลสวนส้มโอให้ได้ผลผลิตที่ดี มีคุณภาพ ป้อนเข้าสู่ตลาดได้เพิ่มขึ้นในอนาคต

เกือบ 40 ปี ที่คลุกคลีอยู่ในวงการมะพร้าวน้ำหอม คุณณรงค์ศักดิ์ ชื่นสุชน ผู้ก้าวจากเกษตรกรหนุ่มทำสวนมะพร้าว บุกเบิกตลาดค้าส่งมะพร้าวน้ำหอมด้วยตนเอง จนเติบโตรุกตลาดต่างประเทศด้วยแนวคิด ต้องการความยั่งยืนจากการทำการเกษตร ด้วยการก่อตั้งบริษัท แปรรูปสินค้า สร้างแบรนด์สินค้า และส่งออกด้วยตนเอง ครบทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จนปัจจุบัน คุณณรงค์ศักดิ์ มีพนักงานบริษัทอยู่ในความดูแลถึง 400 ชีวิต ตลาดมะพร้าวน้ำหอมที่ส่งออกยังต่างประเทศมีไม่น้อยกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของการผลิต ทั้งยังเป็นแหล่งรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมจากลูกสวนที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี ด้วยการรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมจากเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวตามราคาซื้อขายสินค้าเกษตรที่แท้จริง

ความโดดเด่นของเกษตรกรรายนี้ เพราะความเป็นลูกชาวสวน จบการศึกษาเพียงมัธยมศึกษาปีที่ 6 และเติบโตคู่มากับการทำการเกษตรจริงๆ นับตั้งแต่ครั้งพ่อและแม่ที่เป็นชาวสวน มีพื้นที่เพียงเล็กน้อย ปลูกพืชผักผลไม้ไปตามฤดูกาล และมะพร้าวน้ำหอมก็เป็นผลไม้หนึ่งที่ปลูกมาตั้งแต่ยุคแรก ต่อเมื่อพืชอื่นมีความจำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมี คุณณรงค์ศักดิ์ จึงหยุดปลูกพืชเหล่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี แล้วหันมาดูแลสวนมะพร้าวน้ำหอมเพียงชนิดเดียว

“จากเดิมเราก็ปลูกแล้วก็ขาย เหมือนสวนอื่นๆ แต่เรารู้ว่า เราไม่ควรย่ำอยู่กับที่ ควรพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ จึงพยายามเข้าตลาดค้าส่งด้วยตนเอง เข้าไปติดต่อ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในอดีต ปี 2539 ก็มีคู่ค้าที่ผูกพันกันประจำแต่ละสวน การเปิดตลาดจึงเป็นเรื่องยาก แต่ก็เป็นความโชคดีที่ปีนั้น ตลาดไทเปิดใหม่ ผมจึงเข้าไปติดต่อค้าส่ง ก็ได้คู่ค้าที่ดี ค้าส่งกันเรื่อยมา และภายใน 1-2 ปีแรก ผมก็สามารถเปิดตลาดค้าส่งที่ตลาดโคราชได้อีกแห่ง แต่ถึงแม้จะเปิดตลาดค้าส่งได้แล้ว แต่ผมก็ยังคงเป็นเกษตรกรที่ทำหน้าที่ทุกอย่างเอง ตั้งแต่เป็นชาวสวน จนถึงขับรถหกล้อส่งมะพร้าวน้ำหอมเอง”

การพัฒนาการของการค้ามะพร้าว ไม่ได้มีแค่มะพร้าวลูกเขียวหรือมะพร้าวสด แต่เริ่มเข้าสู่ยุคของการปอกเปลือกมะพร้าวเหลือแต่ลูกกะลา แล้วนำไปต้มหรือเผา นับเป็นก้าวที่ 2 ของการวงการมะพร้าวที่ไม่เฉพาะขายส่งมะพร้าวเขียว แต่เริ่มต่อยอดด้วยการแปรรูปให้เป็นผลรับประทานง่ายขึ้น

เมื่อมีโอกาสก้าวเข้าสู่ตลาดส่งออก ในปี 2544 เพราะมีเพื่อนแนะนำให้รู้จักกับลูกค้าชาวไต้หวัน และทำให้รู้จักการค้าในรูปแบบของ OEM (Original Equipment Manufacturer) หรือรับจ้างผลิต โดยยังไม่มีแบรนด์เป็นของตนเอง และขยายฐานลูกค้าจากไต้หวันไปอีกหลายประเทศ

จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ ต้องการความมั่นคงยั่งยืนในอาชีพ จึงตัดสินใจสร้างแบรนด์ของตนเอง โดยการก่อตั้งบริษัท เอ็นซี โคโคนัท จำกัด และต่อยอดการแปรรูปจากมะพร้าวน้ำหอมปอกเปลือก เป็นวุ้นมะพร้าวในห่อสุญญากาศ ถือเป็นการทำการเกษตรครบวงจร และเริ่มค้าขายกับต่างประเทศภายใต้แบรนด์ เอ็นซี โคโคนัท กับหลากประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง อินโดนีเซีย ไต้หวัน จีน ออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศในยุโรป

เปลือกมะพร้าว ที่เดิมเคยเป็นวัตถุดิบเหลือทิ้งจากสวนมะพร้าว ปัจจุบันถูกขายให้กับโรงงานผลิตไฟฟ้า เพราะการทิ้งเปลือกมะพร้าวเป็นต้นทุนการผลิตอย่างหนึ่ง คุณณรงค์ศักดิ์ จึงศึกษาเรื่องการนำเปลือกมะพร้าวไปผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้าในกลุ่มชีวมวล อย่างน้อยก็ได้จัดการวัตถุดิบเหลือทิ้งจากสวนมะพร้าวเป็นเม็ดเงินกลับมา

คุณณรงค์ศักดิ์ บอกว่า ตลาดมะพร้าวน้ำหอมในประเทศไทยยังไม่ดีนัก ด้วยสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันมีผลกระทบ แต่สำหรับตลาดมะพร้าวน้ำหอมต่างประเทศ มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ซึ่งที่ผ่านมาการเติบโตของมะพร้าวน้ำหอมในต่างประเทศขยายตัวอย่างต่อเนื่องทุกปี ทำให้การค้าในประเทศมีผลผลิตจาก เอ็นซี โคโคนัท เพียง 5 เปอร์เซ็นต์ และส่งออกยังต่างประเทศมากถึง 95 เปอร์เซ็นต์ โดยในประเทศวางจำหน่ายที่ห้างโมเดิร์นเทรด เช่น โลตัส ซุปเปอร์สโตร์ ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ และศูนย์การค้าสยามพารากอน เท่านั้น

ปัจจุบัน คุณณรงค์ศักดิ์ ยังคงทำสวนมะพร้าวอยู่ ขยายพื้นที่ปลูกไปหลายแปลงในพื้นที่จังหวัดราชบุรี และช่วยเหลือเกษตรกรทำสวนมะพร้าวด้วยการรับซื้อมะพร้าวที่ได้คุณภาพมาตรฐานตามที่บริษัทกำหนด ภายใต้ราคาซื้อขายของตลาดสินค้าเกษตร ทั้งยังยืนยันด้วยว่า มะพร้าวน้ำหอมยังเป็นสินค้าเกษตรที่มีทิศทางและการเติบโตที่ดีในต่างประเทศอีกมาก

วิธีลดความเสี่ยงด้วยการปรับเปลี่ยนจากไม้ผลเชิงเดี่ยวมาเป็นแบบผสมผสาน ถือเป็นแนวทางประกอบอาชีพของเกษตรกรยุคใหม่ที่นับวันจะประสบความสำเร็จกันมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างเช่น “ไร่คุณชาย” ที่ไทรโยค เมืองกาญจน์ ที่ประสบความสำเร็จจากการปลูกไม้ผลหลายชนิดแบบผสมผสานด้วยวิธีทางธรรมชาติ ควบคู่กับหลักวิชาการ ผนวกกับภูมิปัญญาดั้งเดิม จึงช่วยลดโรค/แมลง ลดต้นทุน สร้างคุณภาพผลไม้เกรดพรีเมี่ยมเน้นส่งขายตลาดนอก พร้อมเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวดึงชาวต่างชาติเข้ามาอุดหนุนสินค้ากันอย่างคึกคัก

คุณสมชาย แซ่ตัน เจ้าของ “ไร่คุณชาย” ที่ตั้งอยู่เลขที่ 296 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เล่าว่า เดิมครอบครัวยึดอาชีพทำสวนอยู่แล้ว ส่วนตัวเขากลับออกไปตระเวนหางานตามรีสอร์ตและโรงแรมในละแวกบ้าน เมื่อมีเวลาว่างจะมาช่วยดูแลสวนมะม่วงของคุณพ่อ

กระทั่งเกิดความคิดทดลองทำมะม่วงนอกฤดูด้วยการศึกษาหาความรู้จากแผ่นพับที่ได้รับแจก จนประสบความสำเร็จได้ผลดีมาก แล้วยังต่อยอดด้วยการผลิตมะม่วงนอกฤดูส่งขายให้กับญี่ปุ่นสร้างรายได้อย่างงดงาม แต่ภายหลังต้องหยุดชะงัก เพราะจากผลของมาตรการเข้มงวดเรื่องคุณภาพผลไม้ส่งออก

ขณะเดียวกัน ในสวนมะม่วงมีต้นมะนาวปลูกแซมไว้ ดังนั้น คุณสมชายจึงเบนเข็มมาทำมะนาวนอกฤดูสำหรับไว้ขายตลาดในประเทศแทน เป็นพันธุ์มะนาวแป้นรำไพ ซึ่งพันธุ์นี้ตลาดมีความต้องการแล้วราคาดีมาก

คุณสมชาย ใช้แนวทางการทำมะนาวนอกฤดูของเขาเช่นเดียวกับเมื่อครั้งทำมะม่วงนอกฤดู ซึ่งจะไม่ใช้ราดสาร แต่จะใช้วิธีสร้างความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ พร้อมกับเผยวิธีการทำมะนาวนอกฤดูในแบบฉบับของตัวเองว่าในช่วงต้นเดือนสิงหาคม จะใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 จำนวน 1 ครั้ง แล้วปลายเดือนใส่อีกสัก 1 ครั้ง ในอัตรา 2-3 ขีด ต่อต้น (ต้องเริ่มกับต้นมะนาวอายุ 5 ปี) หลังจากนั้น ใช้ปุ๋ยทางใบสูตร 0-52-34 ฉีดพ่นช่วย

ขณะที่จะต้องแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง ควรตัดกิ่งด้านในที่หนาแน่นออกให้หมด เพื่อให้แสงแดดส่องผ่านได้ง่าย แล้วให้ใส่ปุ๋ยสูตร 13-0-46 ในอัตราส่วน 300 กรัม ใช้ไทโอยูเรีย 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสาหร่ายอีก 20 ซีซี แล้วฉีดพ่นทั้งต้นให้ชุ่ม หลังจากนั้นอีก 7 วัน ให้ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 หว่านลงดินแล้วรดน้ำตามในทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละครั้ง และระหว่างนั้นถ้าฝนตกไม่ต้องให้น้ำ แล้วให้เสริมแคลเซียมโบรอนด้วย

คุณสมชาย กล่าวยอมรับว่า การราดสารเพื่อให้มีผลผลิตนอกฤดูกาลเป็นแนวทางที่สะดวก แล้วขายได้ราคาดี แต่มีข้อเสียตรงที่จะทำให้พืชมีอายุสั้น พร้อมทั้งชี้ว่าแนวทางของเขาเป็นไปตามธรรมชาติที่ช่วยทำให้ดอกมีความสมบูรณ์มากกว่า ส่งผลให้มีผลผลิตดกและมีคุณภาพน้ำหนักดีมากด้วย

มะนาวที่คุณสมชายปลูกมีจำนวนกว่า 1,000 ต้น โดยเน้นผลิตมะนาวนอกฤดูเท่านั้น เพราะราคาดี ถึงแม้จะมีผลผลิตทยอยออกมาบ้าง แต่เขาไม่ต้องการ ทั้งนี้ เพื่อจะปล่อยให้ต้นมะนาวได้พัก ระหว่างนั้นจะตัดแต่งกิ่งและบำรุงดิน เพื่อรอเตรียมการผลิตในรุ่นต่อไป

ผลสำเร็จของมะนาวทำให้คุณสมชายวางแผนปลูกไม้ผลชนิดอื่นในพื้นที่ทั้งหมด 40 ไร่ ตามมาอีก ไม่ว่าจะเป็น มะละกอฮอลแลนด์ กล้วยไข่ กล้วยหอม เงาะ ปลูกอยู่รวมกันโดยอาศัยความเป็นธรรมชาติ ตลอดจนคุณสมบัติเฉพาะที่มีในไม้ผลแต่ละชนิดช่วยเกื้อกูลกัน

นอกจากการปลูกไม้ผลร่วมในแปลงเดียวกันแล้ว ยังต้องปลูกสลับแถวเพื่อป้องกันการเกิดโรคไวรัส ซึ่งแนวทางนี้ช่วยให้อัตราการเป็นโรคไวรัสลดลงมาก โดยปกติในพื้นที่ละแวกนี้จะปลูกมะละกอฮอลแลนด์ไม่ได้เลย เพราะเจอโรคไวรัสอย่างหนัก แต่พอได้ทดลองปลูกมะละกอ จำนวน 2 แถว สลับกับกล้วยไข่จำนวน 1 แถว ปรากฏว่าอัตราการเป็นโรคไวรัสเหลือไม่ถึงเปอร์เซ็นต์ แล้วยังพบว่าไม่มีแมลงศัตรูมารบกวนเหมือนอย่างเมื่อก่อน จึงทำให้ช่วยลดต้นทุนการใช้ยา

ขณะเดียวกัน ผลมะละกอของต้นที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตกมักจะถูกแดดเผาจนไหม้ได้รับความเสียหาย แต่เมื่อปลูกกล้วยไข่สลับทำให้ผลมะละกอได้รับร่มเงาจากใบกล้วย จึงทำให้มีความสมบูรณ์มาก ทั้งยังช่วยทำให้ได้จำนวนผลผลิตเพิ่มขึ้น สมบูรณ์มากขึ้น แล้วมีคุณภาพอีก

สำหรับสวนของคุณสมชายใช้ปุ๋ยคอกเพื่อเสริมสร้างคุณภาพไม้ผลเป็นหลัก ทั้งนี้ การใส่ปุ๋ยบำรุงต้นจะใช้หลักทางวิชาการผสมกับความเป็นธรรมชาติร่วมกับแนวทางภูมิปัญญาของชาวบ้านในไม้ผลแต่ละชนิด พร้อมกับชี้ว่ามีหลายคนเข้าใจว่าถ้าใส่ปุ๋ยคอกเพียงครั้งเดียวพืชจะอยู่ได้ไปถึง 3 เดือน แต่พอเขาทำเช่นนั้นกับกล้วยและมะละกอพบว่าใบเหลือง จึงอาจจำเป็นต้องสลับกับเคมี (เล็กน้อย) บ้าง เนื่องจากปุ๋ยคอกมีธาตุอาหารน้อย แต่ข้อดีของปุ๋ยคอกอยู่ตรงที่ช่วยปรับโครงสร้างดินให้ร่วนซุยจึงทำให้พืชได้รับอาหารในดินอย่างเต็มที่

แนวทางการปลูกไม้ผลแบบผสมผสานเพื่อให้ธรรมชาติเกื้อกูลกัน จึงทำให้ผลไม้ทุกชนิดในสวนคุณชายมีคุณภาพสมบูรณ์เต็มที่ ทั้งขนาด รสชาติ และทรงผล อีกทั้งยังมีผลผลิตสลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดทั้งปี ในบางเวลามีพร้อมกัน หรือบางเวลาอาจเหลื่อมกันเล็กน้อย

ฉะนั้น มะละกอฮอลแลนด์ที่ปลูกมีจำนวนพันกว่าต้นจะได้ผลผลิตรวมต่อปีเฉลี่ยประมาณ 90 กว่าตัน มีน้ำหนักต่อผลไม่ต่ำกว่า 1 กิโลกรัม กล้วยไข่ ให้ผลผลิตดีมาก ปลูกแล้วส่งขายตลาดต่างประเทศ

ไม่เพียงใส่ใจกับการปลูกไม้ผลเพื่อให้มีคุณภาพ สมัครเว็บจีคลับ แต่คุณสมชายมองว่าการรักษาความชุ่มชื้นในสวนจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติให้ดีขึ้นด้วย เหตุนี้เองบริเวณทางเดินภายในสวนถูกปูด้วยหญ้ามาเลเซียเพื่อสร้างบรรยากาศให้ดูสวยงามเป็นระเบียบ อีกทั้งยังช่วยรักษาหน้าดินให้มีความสมบูรณ์ รวมถึงยังช่วยรักษาอุณหภูมิในสวนได้อย่างดี โดยเฉพาะหน้าร้อนอุณหภูมิในสวนจะไม่ร้อนมาก เพราะหญ้าที่คลุมดินได้อุ้มความชื้นไว้แล้วจะคายความชื้นออกมา

นอกจากไม้ผลหลักที่กล่าวมาแล้วบริเวณรอบที่ดินของคุณสมชายยังปลูกพืชไม้ผลชนิดอื่นๆ อีก อย่าง ฝรั่ง ทุเรียน หรือผักใบ ไม้ดอก เพื่อเป็นการวางแผนดึงนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นคนไทย คนจีน คนรัสเซีย ที่มีตลอดทั้งปีสลับหมุนเวียนกัน ซึ่งวัตถุประสงค์ที่ต้องการจัดสวนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพราะต้องการให้ได้เรียนรู้วิถีชีวิตการเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวสวน ให้มารู้จักกับไม้ผลชนิดต่างๆ รวมถึงยังมีการนำไม้ผล พืชผัก และของใช้ทางหัตถกรรมมาจำหน่ายด้วย

ปัจจุบัน ไร่คุณชายมีไม้ผลไว้จำหน่ายตลอดทั้งปี นอกจากนั้น ยังมีไม้ดอกสวยๆ อย่าง ดาหรา ตัดส่งขายตามรีสอร์ตและโรงแรมเพื่อสร้างรายได้ สำหรับปี 2561 คุณสมชายวางแผนเชิงรุกด้วยการปลูกไม้ผลเพิ่มอีกหลายชนิด พร้อมได้รับความร่วมมือกับทางชุมชนคุณธรรมพุตะเคียน เพื่อต้องการสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้มีความสมบูรณ์แบบต้อนรับกับนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น

คุณสมชาย ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความสำเร็จของชาวสวนผลไม้ ด้วยการนำความรู้ที่เป็นทั้งภูมิปัญญา หลักวิชาการ และความเป็นธรรมชาติมายึดโยงเชื่อมต่อกันจนเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีหรือสารเคมี จึงนับเป็นตลาดสินค้าที่มีความก้าวหน้าอีกแห่ง

ในการฉีดเปิดตาดอกมะม่วง เกษตรกรส่วนมากจะใช้ ไทโอยูเรีย ผสมกับโพแทสเซียม-
ไนเตรต (13-0-46)

ที่สวน คุณจรัญ อยู่คำ จะใช้ สูตรเปิดตาดอก ไทโอยูเรีย 1 กิโลกรัม+สาหร่าย-สกัด 300 ซีซี (ต่อน้ำ 200 ลิตร) ฉีดพ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 5 วัน แล้วรอดูการเปลี่ยนแปลงของตายอด โดยปกติแล้ว ตาดอกจะเริ่มแทงหลังเปิดตาดอกครั้งแรก ประมาณ 10-15 วัน แต่ถ้าเริ่มแทงใน วันที่ 3-4 โอกาสเป็นใบอ่อนจะสูงมาก

กรณีเปิดตาดอกแล้วเป็นใบ สามารถแก้ไขได้ แต่ใบอ่อนที่ออกมาต้องมีความยาวไม่เกิน
1 เซนติเมตร หรือยังไม่คลี่ใบ ให้ใช้