มีอยู่ประเด็นหนึ่งที่ลุงผลกล่าวไว้ว่า เป็นคนชอบศึกษาหาความรู้

ทั้งจากสื่อโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ หากเห็นว่ามีพรรณไม้อะไรแปลกๆ ก็จะตระเวนหาซื้อมาปลูก “ก็ดูอย่างมะขามป้อมที่พาไปดูเมื่อสักครู่นี้ (พันธุ์อินเดีย) ลุงซื้อมา ต้นละ 1,000 บาท ลุงยังซื้อมาปลูกเลย”

ลุงผล ฝากบอกมายังเพื่อนๆ เกษตรกรว่า ลุงผลขอชักชวนให้ปลูกมะขามป้อมกันมากๆ เพราะไม่เพียงแต่จะสร้างรายได้เพียงอย่างเดียว แต่มะขามป้อมเป็นผลไม้สมุนไพรมาแต่โบราณ ใช้เป็นส่วนผสมยารักษาโรคให้แก่มนุษยชาติได้ ส่งผลให้ประชากรมีสุขภาพดี และลดการซื้อยาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะยาแก้ไอ

ผู้เขียนได้นำเสนอไปแล้วเกี่ยวกับข้อมูลจำเพาะของมะขามป้อมสายพันธุ์ต่างๆ ที่มีการปลูกกันอยู่ การปลูกมะขามป้อมในเชิงการค้า จากกรณีของสวนลุงผล ที่จังหวัดแพร่ ก็มาถึงช่วงสุดท้าย จากประโยชน์ของมะขามป้อมโดยเฉพาะจากผลสด

มีแหล่งข้อมูลรายงานว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้จดทะเบียนสิทธิบัตรยาที่มีส่วนผสมของมะขามป้อม ที่ระบุสรรพคุณที่ใช้ในการแก้หวัด วัณโรค ตับแข็ง ภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอและแก้ไข้

บ่งบอกว่า แม้แต่ประเทศสหรัฐอเมริกายังให้ความสำคัญกับมะขามป้อม ย่อมยืนยันได้ว่า มะขามป้อมมีประโยชน์ หรือแม้แต่ประเทศอินเดียก็ใช้เป็นสมุนไพรมาหลายพันปีแล้ว เพราะเป็นยาอายุวัฒนะ ในประเทศไทยก็มีหลายหน่วยงานได้ศึกษาประโยชน์ของมะขามป้อมและได้เผยแพร่ให้ความรู้แก่ผู้สนใจโดยทั่วไป ได้แก่

– ผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยสารโครเมียมในมะขามป้อม จะช่วยควบคุมการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและทำให้ร่างกายสนองต่ออินซูลิน

– ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด โดยสารเพคตินจะช่วยป้องกันการรวมตัวของเกล็ดเลือด และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี ช่วยปรับสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

– ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง

– สร้างภูมิคุ้มกัน ลดอาการภูมิแพ้ คัดจมูก ไอ เจ็บคอ ปากแห้ง

– รักษาสุขภาพช่องปาก โดยป้องกันแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของฟันผุและกลิ่นปาก

– บำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น สดใส ลดริ้วรอย

เมื่อประโยชน์ของมะขามป้อมมีหลายประการ จึงถูกนำไปใช้ทั้งทางอุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพ ยาสมุนไพร เครื่องสำอาง และเมื่อนำไปเป็นตัวยาร่วมกับผลไม้อื่นก็ยิ่งเพิ่มคุณค่า เพิ่มสรรพคุณมากขึ้นไปอีก ดังเราเคยรู้จักจากการแพทย์แผนไทยและตำรายาพื้นบ้านในบัญชียาหลักแห่งชาติ และในประเทศอินเดียก็ใช้เป็นยาโบราณ ใช้ผลของมะขามป้อม เป็นส่วนหนึ่งของ “ตรีผลา” ร่วมกับผลสมอพิเภกและผลสมอไทย นำมาผลิตเป็นตัวยา (คำว่า ตรี คือสาม ผลา คือผล รวมกันเรียกว่า ผลไม้ 3 ชนิด)

รายละเอียดเกี่ยวกับยาสมุนไพรตรีผลาขอให้สอบถามที่คลินิกร้านยาโพธิ์เงินโอสถอภัยภูเบศร โทรศัพท์ (037) 211-088 ต่อ 3333

ปัจจัยที่เป็นผลจากมะขามป้อมมีสรรพคุณมากมายหลายประการ ได้สอบถามผู้รู้ บอกว่ามาจากองค์ประกอบทางเคมีธรรมชาติของผลมะขามป้อมนั่นเอง คือ

– มีสารต้านอนุมูลอิสระ อย่าง วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี 3 โดยเฉพาะ วิตามินซี กรมอนามัยเคยรายงานไว้ว่า ผลมะขามป้อม 100 กรัม มีวิตามินซีถึง 276 มิลลิกรัม และหากนำผลสดมาคั้นน้ำ จะมีวิตามินซีสูงกว่าน้ำส้มคั้นถึง 20 เท่า

– มีธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก คาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร

– มีกรดอินทรีย์ มีสารฝาด สมานและอื่นๆ

– มีสารกลุ่มแทนนิน เบนซินอยด์ เทอร์ปิน ฟลาโวนอยด์ อัลคานอยค์ คูมาริน สารโครเมียม สารเพคติน

ข้อมูลจากการศึกษาเกี่ยวกับมะขามป้อมโดยสถาบันต่างๆ

การศึกษาน้ำคั้นจากมะขามป้อม ในการปกป้องอันตรายจากสาร Doxorubicin ที่มีต่อกล้ามเนื้อหัวใจ พบว่า น้ำคั้นมะขามป้อมช่วยเพิ่มเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจให้อยู่รอดได้

การศึกษาฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระของมะขามป้อม พบว่า สารสกัดมะขามป้อมสามารถออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี

การศึกษาสารสกัดจากมะขามป้อม สำหรับป้องกันเซลล์ผิวจากรังสี UVB พบว่า สารสกัดมะขามป้อมสามารถป้องกันอันตรายจากรังสี UVB ที่มีต่อผิวหนังได้

การศึกษาสารสกัดมะขามป้อมสำหรับใช้ผสมในเครื่องสำอาง พบว่า ใช้สารสกัดมะขามป้อม ขนาด 50 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร สามารถยับยั้งการสังเคราะห์เมลานินที่เป็นสาเหตุทำให้ผิวหมองคล้ำ หรือเกิดฝ้าได้

“ชวนชม” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Adenium obesum เป็นไม้ที่จัดอยู่ในวงศ์ Apocynaceae ลักษณะของลำต้นเป็นสีเขียว มีความสูงมากไปถึง 6 ฟุต ในส่วนของใบมีลักษณะแข็ง ผิวใบมีลักษณะที่เงามีเส้นเดินกลางใบที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน ไม้ชนิดนี้นอกจากจะปลูกเป็นไม้ประดับแล้ว ยังมีการจัดทรงต้นและรากที่มีเอกลักษณ์พิเศษ นอกจากตั้งโชว์ภายในบ้านเรือน ยังมีการจัดงานประกวดกันอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เวทีการประกวดเป็นช่องทางให้ผู้สนใจรายใหม่ได้เข้ามาศึกษาการปลูกและการพัฒนาสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง

คุณเรณู แฝงสุธา อยู่บ้านเลขที่ 223/241 หมู่ที่ 1 ตำบลชะแมบ อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นอีกหนึ่งท่านที่ชื่นชอบการปลูกชวนชม โดยสายพันธุ์ที่เธอพัฒนาจะเป็นชวนชมเขาแกะเป็นหลัก โดยพัฒนาลูกไม้ใหม่อยู่เสมอ พร้อมมีการทำรากใหม่ให้กับไม้ จึงทำให้ชวนชมภายในสวนโดดเด่นมีเอกลักษณ์ จึงทำให้ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศเข้ามาติดต่อซื้ออยู่เสมอ

จากพนักงานบริษัท ผันตัวเข้าสู่วงการชวนชม

คุณเรณู เล่าให้ฟังว่า ช่วงแรกทำงานบริษัท แต่ด้วยความชอบในชวนชม ในระหว่างนั้นจึงหาซื้อเข้ามาปลูกอยู่เป็นระยะ แต่เมื่อเวลาผ่านมาเรื่อยๆ ไม้ที่เก็บสะสมได้ทำการขยายพันธุ์อยู่เสมอ จึงทำให้มีจำนวนที่มากขึ้นและสามารถจำหน่ายได้ จากนั้นประมาณปี 2561 จึงได้ตัดสินใจที่จะทำสวนชวนชมเพื่อจำหน่ายไม้อย่างเต็มตัว ทำให้ลาออกจากงานประจำมาดำเนินธุรกิจทำสวนชวนชมแบบครบวงจร

“เนื่องจากเราไม่ได้จบทางการเกษตรมา การทำชวนชมแรกๆ มันเริ่มจากใจรักก่อน จากนั้นเราก็เรียนรู้ไป ปลูกบริเวณบ้านก่อน พอทำไปทำมาเต็มบริเวณบ้าน ก็ต้องขยายพื้นที่ออกมาทำเป็นสวน และลาออกจากงานมาทำแบบเต็มตัวเลย โดยช่วงแรกจะชอบชวนชมแบบสายพันธุ์ทั่วๆ ไปก่อน แต่หลังจากนั้นเราก็มาเน้นทำเป็นชวนชมเขาแกะอย่างเดียวเลย เพราะสายพันธุ์อื่นๆ มีทรงที่ใหญ่ เราทำไม่ไหว ก็เลยหันมาทำชวนชมเขาแกะ เพราะทรงต้นเล็กๆ ยกเคลื่อนย้ายง่าย ทำง่ายๆ ได้เอง” คุณเรณู บอก

จากเป็นเพียงนักสะสมพันธุ์ชวนชมในสมัยก่อน คุณเรณู บอกว่า ปัจจุบันรู้สึกภูมิใจที่ได้ทำในสิ่งที่รัก กลายมาเป็นอาชีพสร้างเงินมาจนถึงทุกวันนี้ และสวนของเธอผลิตชวนชมได้อย่างครบวงจรเลยก็ว่าได้

การเลือกพ่อแม่พันธุ์ชวนชมที่จะมาทำการผสมพันธุ์ให้เกิดลูกไม้ใหม่นั้น คุณเรณู บอกว่า ต้องทำการคัดต้นแม่พันธุ์ที่มีลักษณะเด่นจริงๆ เพราะบางต้นเมื่อนำมาผสมแล้วไม่ได้ลูกที่มีลักษณะเด่น 100 เปอร์เซ็นต์ก็มี เพราะฉะนั้นการเลือกพ่อแม่พันธุ์ชวนชมที่ดีต้องนำจุดเด่นของต้นนั้นๆ มาทำการผสมกัน เพื่อดึงลักษณะเด่นของกันและกันออกมาให้ได้มากที่สุด หรือบางครั้งหลังผสมแล้วไม่ดึงลักษณะเด่นของสายพันธุ์เขาแกะออกมาเลย

หลังจากผสมเกสรจนติดเป็นฝักจนได้เมล็ดจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน นำเมล็ดชวนชมที่ได้มาเพาะลงในวัสดุเพาะดูแลจนกล้าใหม่ เมื่อโตได้อายุประมาณ 2 เดือนครึ่ง ความสูงของต้นจะอยู่ประมาณ 5 เซนติเมตร จึงทำการแยกออกมาปลูกลงในกระถาง 4 นิ้ว ปลูกใส่กระถางละ 1 ต้น วัสดุปลูกในช่วงนี้ประกอบไปด้วยใบก้ามปู กาบมะพร้าวสับ พร้อมทั้งใส่สารกันแมลงศัตรูพืชต่างๆ ผสมไปกับวัสดุปลูกด้วย

“หลังจากแยกปลูกใส่ลงกระถาง 4 นิ้วแล้ว ดูแลไปอีกประมาณ 2-3 เดือน จากนั้นย้ายปลูกลงกระถาง 6 นิ้วต่อ ดูแลต่อไปสักระยะ เราก็จะเตรียมทำรากให้กับไม้ โดยก่อนที่จะตัดรากต้องดูก่อนว่า ถ้ารากธรรมชาติเขาสวยดีอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องตัดปล่อยไว้แบบนั้น แต่ถ้าต้นไหนรากไม่สวย เราก็จะตัดทำรากได้เลย โดยต้นที่ผ่านการตัดรากใหม่ เราก็จะดูแลต่อไปอีกสักพัก จากนั้นก็จะหมั่นเช็กรากบ้าง ว่าต้นที่ทำรากใหม่เขามีรากอะไรเด่นบ้าง เราจะเอารากไหนไว้ก็จะคัดจะตัดแต่งช่วงนี้ไปด้วย รวมๆ แล้ว กว่าจะขายได้ก็ใช้เวลา 1 ปีครึ่งโดยประมาณ” คุณเรณู บอก

สำหรับการดูแลชวนชมจนกว่าจะโตและสามารถจำหน่ายได้นั้น คุณเรณู เล่าว่า จะมีการตัดแต่งบ้างสำหรับไม้บางต้นที่ไม่สวย ไม้ที่สวยอยู่แล้วและเป็นรากธรรมชาติสามารถจำหน่ายได้ตั้งแต่อยู่ในกระถาง 6 นิ้ว ในเรื่องของการรดน้ำจะเน้นรดในช่วงเช้าเป็นส่วนใหญ่ทุกวัน ส่วนในเรื่องของการป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืช จะดูตามฤดูกาลเป็นหลัก หากมีการเข้าทำลายก็จะใช้ทั้งน้ำส้มควันไม้ และสารเคมีที่หาซื้อได้ทั่วไปตามร้านเคมีภัณฑ์เข้ามาช่วยดูแลสลับกันไป

“ชวนชมเขาแกะ หน้าฝนต้องระวังเชื้อราเป็นอย่างมาก เพราะมันจะเกิดเชื้อรา เวลาเข้าทำลายก็จะเข้าไปทางกิ่งและราก แต่เราเป็นสวนที่ทำไม้ส่งออกไปต่างประเทศด้วย บางครั้งก่อนที่จะส่งออก ก็ต้องหยุดใช้สารเคมีต่างๆ เวลาที่เราเห็นไม้ต้นไหนที่ถูกเชื้อราเข้าทำลาย เราก็จะแยกไม้นั้นออกจากสวนทันที เพื่อไม่ให้เกิดการระบาดไปยังไม้ต้นอื่นๆ ภายในสวนได้” คุณเรณู บอก

ส่งชวนชมเข้าประกวด เป็นตัวช่วยการทำตลาด

ในเรื่องของการทำตลาดเพื่อจำหน่ายชวนชมนั้น คุณเรณู เล่าว่า เริ่มแรกยังไม่เป็นที่รู้จักของลูกค้ามากนัก แต่การจำหน่ายส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนๆ เป็นหลัก ต่อมาเมื่อนำไม้ในสวนโพสต์ลงในกลุ่มคนรักชวนชมตามสื่อโซเชียลต่างๆ พร้อมทั้งนำไม้ส่งเขาประกวดอย่างสม่ำเสมอ จึงทำให้ลูกค้าที่สนใจได้บอกกันไปปากต่อปาก เพราะการเข้างานประกวดนอกจากจะช่วยในเรื่องของการทำตลาดได้แล้ว ยังเป็นการสร้างตัวตนให้เกิดความน่าเชื่อถืออีกด้วย

สำหรับราคาจำหน่ายชวนชมกระถาง 6 นิ้ว ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 200-250 บาท ต้นชวนชมที่ผ่านการทำรากอายุ 1 ปีครึ่ง ราคาอยู่ที่ต้นละ 3,000-4,000 บาท โดยไม้ไซซ์นี้จะมีทรงที่ชัดเจนลูกค้าซื้อไปแล้วสามารถนำไปพัฒนาต่อได้ และชวนชมที่มีอายุ 5-6 ปีขึ้นไป ราคาจำหน่ายอยู่ที่หลักหมื่นบาท

“ตั้งแต่มาปลูกชวนชมเขาแกะ ถือว่าสายพันธุ์นี้ในเรื่องตลาดยังไปได้เรื่อยๆ เพราะที่สวนทำทั้งตลาดส่งออกด้วย ก็ยังมีลูกค้าจากต่างประเทศติดต่อเข้ามาซื้ออยู่เสมอ ประเทศหลักๆ ก็จะมี ประเทศจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย ตลาดต่างประเทศเขาถือว่าชวนชมนี่เป็นไม้มงคล ทำให้มียอดสั่งซื้อเข้ามาเรื่อยๆ ที่สวนเราผลิตไม้ออกมาก็ขายได้หมด ไม้ที่ทำเราค่อนข้างใส่ใจในเรื่องการผลิต เพราะชอบจึงทำออกมาด้วยความรัก ไม้ก็เลยออกมามีคุณภาพและตลาดต้องการ และที่สำคัญกลุ่มเพื่อนถือว่าสำคัญมาก เป็นอีกช่องทางที่จะช่วยให้เราประสบผลสำเร็จ เพราะมีมิตรภาพที่ดีต่อกัน” คุณเรณู บอก

สำหรับมือใหม่อยากปลูกชวนชมเขาแกะเป็นอาชีพสร้างรายได้ คุณเรณู แนะว่า อยากให้เริ่มต้นปลูกจากจำนวนที่น้อยๆ ก่อน หรือเรียกง่ายๆ ว่าลงทุนจากราคาน้อยๆ ให้รู้ใจตัวเองว่าชอบไม้ชนิดนี้จริงมากน้อยเพียงใด จากนั้นเมื่อเกิดใจรักและอยากที่จะทำในสิ่งที่ชอบ ชวนชมที่ตั้งใจทำก็จะตอบแทนกลับมาเป็นรายได้อย่างแน่นอน หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณเรณู แฝงสุธา หมายเลขโทรศัพท์ 097-025-9241

แหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวมีน้อย หาซื้อได้ยาก ราคาค่อนข้างแพง เป็นปัญหาหนึ่งในการทำนา แต่ที่จังหวัดสุรินทร์ยังไม่สิ้นคนดี เมื่อมีผู้นำสหกรณ์การเกษตรวัน วัน วัน จำกัด ได้ริเริ่มและนำแนวคิดมาให้สมาชิกปลูกข้าวในถุงพลาสติกดำเพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี โดยการสนับสนุนด้านวิชาการและเสริมทักษะทุกขั้นตอนการผลิตจากภาครัฐและเอกชน ผลคือทำให้ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีปลูกและขาย และได้ก้าวเปลี่ยนสู่วิถียังชีพที่มั่นคง

คุณธนาบูลย์ สุขปัญญา อดีตผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ ที่ปรึกษากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุรินทร์ (ด้านการเกษตร) เล่าให้ฟังว่า เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีเป็นปัจจัยสำคัญในการทำนา แต่ละปีประเทศไทยใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวปลูก ในราว 670 ล้านกิโลกรัม แต่เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผลิตได้ก็ไม่เพียงพอ หาซื้อยาก ราคาค่อนข้างแพง จึงส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์การเกษตรรวมกลุ่มปลูกข้าวในถุงพลาสติกดำเพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าว

การปลูกเพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าว สมาชิกสหกรณ์การเกษตรวัน วัน วัน จำกัด จะได้รับความรู้วิชาการและเสริมทักษะในทุกขั้นตอนจากนักวิชาการเกษตรศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสุรินทร์ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีฝ่ายวิชาการตรวจสอบว่าต้องไม่มีสิ่งเจือปน มีความงอกไม่ต่ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ หรือมีความชื้นไม่เกิน 14 เปอร์เซ็นต์ จึงให้การรับรองว่าเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี พร้อมที่จะนำไปปลูกหรือขาย

คุณณชณฆ์ ตรงใจ ผู้ริเริ่มปลูกข้าวในถุงพลาสติกดำ เล่าให้ฟังว่า เป็นที่ปรึกษาสหกรณ์การเกษตรวัน วัน วัน จำกัด และเป็นประธานกรรมการ บริษัท ไซนี่อินเตอร์ คอปเรชั่น จำกัด ทำนา 50 ไร่ ปลูกข้าวพันธุ์หอมมะลิ 105 ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว 8-10 กิโลกรัม ต่อไร่ ได้ข้าวเปลือก 24 ตัน หรือเฉลี่ย 500 กิโลกรัม ต่อไร่ ใช้ต้นทุน 35,000 บาท ต่อไร่ รวมเป็นเงิน 170,000 บาท การปลูกและปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาได้รับความรู้และเสริมทักษะจากนักวิชาการเกษตรภาครัฐ ได้ขายข้าวเปลือกให้กับสหกรณ์การเกษตร 20 บาท ต่อกิโลกรัม ทำให้มีรายได้เฉลี่ย 480,000 บาท ต่อฤดู

สหกรณ์การเกษตรวัน วัน วัน จำกัด มีสมาชิก 675 คน มีพื้นที่ทำนา 10,101 ไร่ สมาชิกส่วนใหญ่ทำนาอาศัยน้ำฝนปีละครั้ง ปัญหาที่สมาชิกพบบ่อยก็คือ ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี ประสบกับภัยธรรมชาติ เช่น ฝนแล้งขาดน้ำ หรือมีศัตรูทำลาย จึงมักทำให้ได้ผลผลิตข้าวน้อย ขายก็ได้ราคาต่ำกว่าทุน จึงไม่มั่นคงในการยังชีพ

รวมกลุ่มสมาชิกสหกรณ์ปลูกข้าวในถุงพลาสติกดำผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าว หรือเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ สมาชิกได้จัดการพื้นที่ปลูกข้าวในถุงพลาสติกดำ 1 ไร่ ต่อราย หรือ 10% ของพื้นที่ทำนา และจะได้รับความรู้และเสริมทักษะในทุกขั้นตอนการปลูก ตรวจสอบและรับรองคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีจากนักวิชาการเกษตร

การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี จอบ พลั่ว เสียม ถุงพลาสติกดำพับข้าง ขนาด 9×18 นิ้ว

ดินร่วนซุย ขุยมะพร้าว แกลบหรือฟางข้าวแห้ง ปุ๋ยอินทรีย์เม็ด ได้แก่ สูตรรองพื้น สูตรบำรุงต้นและใบ สูตรบำรุงเมล็ดข้าว อาหารเสริมพืช ปุ๋ยคอกแห้ง เช่น มูลวัว มูลควาย หรือจัดหาแหล่งน้ำให้พร้อม การเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว นำเมล็ดพันธุ์ข้าวไปแช่ในอาหารเสริมพืชที่มีส่วนผสมของน้ำ 1 ลิตร กับอาหารเสริมพืช 4 ซีซี แช่ไว้ 1 คืน แล้วนำมาบ่ม 2 คืน เพื่อช่วยให้เมล็ดพันธุ์ข้าวมีอัตราการงอกเพิ่มและต้านทานโรค

การเตรียมวัสดุปลูก นำดินร่วนซุย 98% ปุ๋ยคอก 1% ปุ๋ยอินทรีย์เม็ด 0.5% และขุยมะพร้าว 0.5% ใส่ภาชนะผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำอาหารเสริมพืชที่มีส่วนผสมของน้ำ 1 ลิตร กับอาหารเสริมพืช 1 ซีซี เทใส่ลงบนวัสดุปลูกแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นตักวัสดุปลูกใส่ในถุงพลาสติกดำ 18 กิโลกรัม ต่อถุง ยกไปจัดวางในแปลงปลูก การปลูก ได้รดน้ำบนวัสดุปลูกพอชุ่ม วางเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกเป็นรูปสามเหลี่ยม 3 มุม 3 เมล็ด เมล็ดพันธุ์ข้าวแต่ละจุดอยู่ห่างกัน 4-5 นิ้ว ใช้นิ้วมือกดให้ลึกลงไป 1-2 เซนติเมตร เกลี่ยวัสดุปลูกกลบเมล็ดพันธุ์ข้าว

การให้น้ำ หลังจากปลูกข้าว 15 วัน ได้ใส่น้ำลงในภาชนะปลูกแต่พอชุ่ม เพื่อเก็บรักษาความชื้นให้ต้นข้าวเจริญเติบโตไปกระทั่งอายุ 1 เดือน เมื่อต้นข้าวเข้าสู่เดือนที่ 2 ได้รักษาระดับน้ำให้สูง 5 เซนติเมตร เหนือระดับผิววัสดุปลูก เมื่อมีฝนตกลงมาก็ให้รักษาระดับน้ำนี้ไว้เช่นเดิม และเมื่อต้นข้าวแตกรวงข้าวแก่สุก ประมาณ 70% ของพื้นที่ได้ระบายน้ำออกจากถุงพลาสติกดำให้หมด

การให้อาหารเสริมพืช หลังปลูก 30 วัน ได้ฉีดพ่นอาหารเสริมพืชที่มีส่วนผสมของน้ำ 1 ลิตร กับอาหารเสริมพืช 50 ซีซี ฉีดพ่นทุก 7-10 วัน ต่อครั้ง ในช่วงที่ต้นข้าวออกดอกได้หยุดให้อาหารเสริมพืชเพราะจะทำให้เกสรร่วง เมื่อต้นข้าวออกรวง 30% ได้ฉีดพ่นอาหารเสริมพืชที่มีส่วนผสมของน้ำ 1 ลิตร กับอาหารเสริมพืช 100 ซีซี ฉีดพ่น 15 วัน ต่อครั้ง รวม 2 ครั้ง และก่อนเก็บเกี่ยวข้าว 7-10 วัน ได้ฉีดพ่นอาหารเสริมพืชที่มีส่วนผสมของน้ำ 1 ลิตร กับอาหารเสริมพืช 20 ซีซี เพื่อทำให้เมล็ดข้าวเต็มเมล็ดและลดอัตราการลีบของเมล็ดข้าว

การใส่ปุ๋ยอินทรีย์เม็ด เมื่อต้นข้าวอายุ 25-30 วัน ได้ใส่ปุ๋ยเม็ดสูตรบำรุงต้นและใบ ในอัตรา 0.5 ช้อนโต๊ะ ต่อถุง และก่อนต้นข้าวตั้งท้อง 30 วัน ได้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์เม็ดสูตรบำรุงเมล็ดข้าว ในอัตรา 0.5 ช้อนโต๊ะ ต่อถุง

การตัดใบข้าว เมื่อต้นข้าวอายุ 45 วัน ได้ใช้กรรไกร หรือเคียว ตัดใบข้าวที่วัดจากเหนือระดับผิววัสดุปลูกสูงขึ้นมา 30 เซนติเมตร เพื่อช่วยเพิ่มการแตกกอ ไม่ให้ต้นข้าวสูงเกินไปหรือป้องกันศัตรูพืชไม่ให้เข้ามาทำลาย

คุณณชณฆ์ ตรงใจ เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า ได้เก็บเกี่ยวข้าวเมื่อต้นข้าวระยะพลับพลึงซึ่งเป็นระยะเหมาะสมที่ทำให้ได้ผลผลิตข้าวคุณภาพสูง โดยสังเกตเมล็ดข้าวที่โคนรวงข้าวจะยังมีเมล็ดข้าวเป็นสีเขียว 2-4 เมล็ด พื้นที่ปลูกข้าวในถุงพลาสติกดำ 1 ไร่ จะได้ผลผลิตข้าวพันธุ์ดี 620-650 กิโลกรัม นำออกขายได้ 25-30 บาท ต่อกิโลกรัม

เป็นความสำเร็จที่สมาชิกสหกรณ์ได้ร่วมกันปลูกข้าวในถุงพลาสติกดำ ทำให้มีเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีไว้ปลูกและขาย ขอบคุณทุกคำแนะนำจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์ อดีตอาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขอบคุณสหกรณ์การเกษตรวัน วัน วัน จำกัด ที่เสริมสร้างโอกาสให้สมาชิกมีรายได้และมีความมั่นคงในการยังชีพ

ท่านที่ต้องการซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีไปปลูก หรือสอบถามเพิ่มได้ที่ คุณณชณฆ์ ตรงใจ สหกรณ์การเกษตรวัน วัน วัน จำกัด หมู่ที่ 6 ตำบลนาบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ 32000 โทร. (061) 636-8591 ก็ได้ครับ

นายยอดชาย รังสีธนกุล วัย 35 ปี เกษตรกรชาวตำบลมดแดง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า ตนเรียนจบปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ การปกครอง จากมหาวิทยาลัยรัฐชื่อดัง หลังจากเรียนจบก็ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรแบบเต็มตัว เพื่อสืบสานอาชีพของครอบครัวที่แม่ทำนากว่า 50 ไร่ มาหลายสิบปี

แต่ช่วงระยะหลังประสบปัญหาเรื่องน้ำ ศัตรูพืช และราคาข้าวตกต่ำ เลยคิดลองไปเรียนรู้ศึกษาการทำเกษตรกรในรูปแบบอื่นดูบ้าง เลยตัดสินใจเลิกทำนา และหันมาทำเกษตรแบบผสมผสาน และตั้งใจเรียนรู้อย่างจริงจัง ใช้พื้นที่กว่า 50 ไร่ ปลูกคะน้า เป็นหลัก ส่วนรอบๆ ก็ปลูกผักชีและพริกเสริมรายได้ อีกทาง โดยลองผิดลองถูกมานับไม่ถ้วน

นายยอดชาย กล่าวอีกว่า ช่วงแรกที่เรียนจบปริญญาตรี catflux-forum.net แม่ขอให้มาช่วยกิจการของครอบครัว โดยเริ่มต้นจากการมาเป็นชาวนาก่อน แต่ตอนนั้นราคาข้าวก็ตกต่ำ และทำได้เพียงปีละ 2 ครั้ง อีกทั้งยังประสบปัญหาเรื่องน้ำอีก ตนจึงคิดว่าน่าจะลองหันไปปลูกผักชนิดอื่นดูบ้างที่ให้ราคาดี และลงทุนไม่มาก จึงได้ไปศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองจากตำราและดูงานจากเกษตรกรที่อื่นบ้าง จึงพบว่า การปลูกคะน้า ก็มีรายได้ดี จึงหันมาปลูกคะน้า ในเนื้อที่กว่า 50 ไร่ ทำมากว่า 3 ปีแล้ว

โดยปีหนึ่งทำได้ 5-6 ครั้ง ครั้งหนึ่งก็ได้กำไรหลักแสน รวมปีหนึ่งมีกำไรถึงหลักล้านบาท ซึ่งตนก็คิดว่า การปลูกกคะน้า จึงนับว่าเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้ดี จึงหันมาสนใจและเรียนรู้กับมันอย่างเต็มที่ ด้วยการทดลองและหาเทคนิคมาปลูกให้มีคุณภาพ ทั้งปุ๋ยชีวภาพ เพื่อลดการใช้สารเคมี ให้น้อยที่สุด

หลังจากที่ตนได้ลองผิดลองถูกมาสักระยะ จึงพบว่า การปลูกคะน้า สามารถสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ จึงตั้งหน้าตั้งหน้าทำอย่างจริงจัง ซึ่งการปลูกคะน้านั้นก็ต้องดูแลอย่างพิเศษ นอกจาก รดน้ำ ใส่ปุ๋ยหมัก พรวนดิน ตามสูตรที่ตัวเองใช้ ยังต้องมีเทคนิคพิเศษในการดูแล ด้วยการเอาใจใส่ ไม่ละเลย ตลอดระยะเวลาการเติบโต ตั้งแต่ขั้นตอนการหว่านเมล็ดพันธ์ุ จนเริ่มโตตามระยะ ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 45-55 วัน จึงสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ซึ่งตนเองก็จะมาดูแลด้วยตัวเองพร้อมคนงานในไร่

ซึ่งคะน้าไร่ของตนนั้นก็จะมีความแข็งแรง ตัดขายได้ราคาดี มีลำต้นใหญ่ โดยไร่คะน้าของตนก็มีหลายขนาด หลายไซซ์ แล้วแต่พ่อค้าที่มารับซื้อจะชอบขนาดแบบไหน แต่ที่ขายดีที่สุด โดยมีพ่อค้ามารับซื้อถึงไร่ จนปลูกแทบไม่ทัน คือ ไซซ์คะน้ายักษ์ ซึ่งเป็นคะน้าที่ตนเองดูแลอย่างดี จนมีขนาดต้นใหญ่มหึมา ความยาวเกือบประมาณ 2 ฟุต น้ำหนักต่อต้น ก็ประมาณ 6-7 ขีด ร่วมกิโล เห็นจะได้

โดยที่ผ่านมา ก็สร้างความฮือฮาให้กับลูกค้าที่มาซื้อที่ไร่ เพราะชอบเรียกกันว่า คะน้ายักษ์ ซึ่งผักคะน้าที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ พ่อค้าที่ซื้อไป ก็มีหลากหลาย บางคนก็ชอบต้นเล็ก ต้นกลาง และต้นใหญ่ แต่ต้นใหญ่ก็ขายดีมาก พ่อค้าที่มารับซื้อ บอกว่าคะน้าต้นใหญ่ก็จะซื้อไปขายส่งตามร้านอาหาร ร้านข้าวต้ม ที่มีออเดอร์ไว้ แล้วนำไปทำเมนู คะน้าผัดน้ำมันหอย ซึ่งคะน้าจะมีรสชาติอร่อย หวาน กรอบ และราคาถูก ไม่แพง เป็นคะน้าผักสดๆ ตัดมากจากไร่