มีแต่ข่าวเผยแพร่เป็นระยะๆ ว่ามีผู้คนทำสำเร็จ เพาะเห็ดถอบได้แล้ว

บางข่าวเพาะได้โดยบังเอิญ บ้างก็ว่าเพาะแบบศึกษาหลักการทางพฤกษศาสตร์มาอย่างดีแล้ว บางคนกล้าแนะนำออกมาให้คนอื่นอิจฉา โดยเฉพาะคนที่กำลังโหยหารสชาติเด็ดของเห็ดถอบ ก็คงหากินเห็ดป่าที่มีปีละหนต่อไป ในราคากระป๋องละ 180-200 บาท คิดแล้วก็ตกกิโลกรัมละ 350-500 บาท อย่างนี้ไปก่อน ถ้าใครเพาะขายได้ดังข่าวละก็ คงจะได้รวยอื้อ แต่ปีนี้ต้องอด-ทน รอคอย อีกปีหน้าฟ้าเป็นใจคงได้อร่อยลิ้นเต็มที่ ถ้าโชคดี

นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 17 ส.ค.นี้ ธนาคารจัดประชุมใหญ่ผู้บริหาร และสำนักงานสาขาทั่วประเทศกว่า 2,000 คน เพื่อซักซ้อมทำความเข้าใจโครงการลดภาระหนี้เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปภาคการเกษตรตามแนวทางเกษตรประชารัฐ และจัดทำแนวทางการลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์โครงการ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศถึงพื้นที่กว่า 3.81 ล้านคน โดยไม่ต้องเดินทางมาสาขาของ ธ.ก.ส.

“ตอนนี้ธนาคารกำลังเตรียมความพร้อม ด้วยการจัดทำคู่มือ วิธีปฏิบัติต่างๆ เพื่อสื่อสารกับพนักงานและนำไปประชาสัมพันธ์ให้กับเกษตรกรได้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยแนวทางของธ.ก.ส. จะจัดชุดเจ้าหน้าที่ลงไปหาเกษตรกรในพื้นที่เลย เพื่ออำนวยความสะดวกให้ ไม่ต้องให้เกษตรกรลำบากต้องเดินทางมายื่นเรื่องที่สาขา เพราะปกติธ.ก.ส. จะมีการลงพื้นที่สำหรับนัดพูดคุยกับเกษตรกรเป็นประจำอยู่แล้ว”

สำหรับรูปแบบการช่วยเหลือเกษตรกร แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นการช่วยเหลือแบบภาคสมัครใจ พักชำระเงินต้นใจแก่เกษตรกรที่มีหนี้กับธ.ก.ส. ระยะเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2561 – 31 ก.ค. 2564 โดยใครจะเข้าหรือไม่ก็ได้ เพราะหากเกษตรกรรายใด มีกำลังผ่อนชำระได้ ไม่ต้องการเสียดอกเบี้ยเพิ่มก็สามารถผ่อนชำระได้ตามปกติ เพราะโครงการนี้พักเฉพาะเงินต้น แต่ดอกเบี้ยยังคิด และให้ผ่อนชำระดอกเบี้ยอยู่ แต่ถ้าเป็นดอกเบี้ยเดิมก่อนเข้าโครงการให้ชำระตามงวดอย่างน้อยปีละ1ครั้ง

นายสมศักดิ์กล่าวว่า ส่วนที่สองโครงการการลดดอกเบี้ยเงินกู้ ธ.ก.ส. จะลดดอกเบี้ยเงินกู้ใหม่ 3% ให้ทุกคนที่เข้าเกณฑ์ เฉพาะวงเงิน 3 แสนบาทแรก เป็นเวลา 1 ปี โดยมีเกษตรกรที่เข้าเกณฑ์ 3.81 ล้านราย เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2561 – 31 ก.ค. 2562 โดยในจำนวนนี้เป็นส่วนที่ ธ.ก.ส. ลดให้ 0.5% อีกส่วนมาจากที่รัฐบาลช่วยชดเชยอีก 2.5%

“โครงการส่วนที่สองนี้เกษตรกรจะได้รับการช่วยเหลือเท่ากันไม่ต้องมาสมัครแต่อย่างใด นอกจากนี้ ในระหว่างที่มีการพักชำระหนี้ ธนาคารยังเปิดให้เกษตรกรสามารถกู้เงินดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อนำไปปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตได้ หรือกู้ทำการผลิตโครงการใหม่ได้ หลายโครงการเพื่อปรับเปลี่ยนการผลิต หรือนำไปพัฒนาอาชีพได้ด้วย”

รายงานข่าวแจ้งว่า ธ.ก.ส. เตรียมวงเงินสินเชื่อสำหรับเปิดให้เกษตรกรสามารถกู้เงินนำปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต หรือกู้ทำการผลิตโครงการใหม่ได้หลายโครงการ อาทิ โครงการสินเชื่อเพิ่มศักยภาพการประกอบอาชีพ ดอกเบี้ยเงินกู้ปี 5% ต่อปี วงเงิน 1 แสนล้านบาท อีกทั้งยังมีสินเชื่อนำไปใช้ปรับโครงสร้างการผลิตและมีแผนพัฒนาอาชีพรายบุคคล ด้วย เช่น โครงการสินเชื่อชุมชนเพื่อการปรับเปลี่ยนการผลิตเพื่อพัฒนาอาชีพผู้มีรายได้น้อย (โครงการเอ็กซ์วายแซด) ดอกเบี้ย 0.01%

นอกจากนี้ ยังมีโครงการสินเชื่อพัฒนาอาชีพผู้มีรายได้น้อยดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน สินเชื่อเพื่อปรับโครงสร้างการผลิตการเกษตรสู่ความยั่งยืน หรือกรณีมีความจำเป็นยังสามารถขอสินเชื่อและสินเชื่อจัดหาปัจจัยการผลิตจากโครงการบัตรสินเชื่อเกษตรกร โครงการสินเชื่อบัตรเกษตรสุขใจ โครงการสินเชื่อเงินด่วน เอ-แคลชได้ด้วย

รายงานข่าวแจ้งต่อว่า กลุ่มเกษตรกรเป้าหมายที่ได้รับความช่วยเหลือพักหนี้ลดดอกเบี้ยครั้งนี้ มีลูกหนี้ทั้งหมดที่เข้าข่าย 3.81 ล้านราย วงเงินลูกหนี้ 1.35 ล้านล้านบาท แยกเป็นวงเงิน 0-300,000 บาท จำนวน 2.61 ล้านราย เป็นเงิน 363,652 ล้านบาท วงเงิน 300,001 – 1,000,000 บาท จำนวน 1.05 ล้านราย เป็นเงิน 540,536 ล้านบาท วงเงิน 1,000,001 บาทขึ้นไป จำนวน 0.15 ล้านราย เป็นเงิน 445,829 ล้านบาท

ขณะที่การออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรดังกล่าว ครม. อนุมัติงบประมาณสำหรับทำทั้ง 2 โครงการ โดยเป็นการใช้งบกลางปี 2561 ในช่วงเดือนส.ค. และ ก.ย. 2561 จำนวน 2,724.85 ล้านบาท ส่วนอีก 10 เดือนที่เหลืออีก 13,580 ล้านบาท จะเป็นงบประมาณปี 2562 ซึ่งกระทรวงการคลังดำเนินการใช้ตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ และมติครม. ต่อไป

นครพนมเดินหน้ายกระดับสับปะรด หนุนเกษตรกรทำแปลงใหญ่-ขึ้นทะเบียน GI ดันราคาสูงถึง กก.ละ 7-8 บาท ไม่หวั่นแม้สับปะรดล้นตลาด-ราคาทรุดฮวบ

นายสงกรานต์ พิมพ์ทอง รองประธานและเลขานุการ กลุ่มสับปะรด ต.นาใน อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม ผู้ผลิตสับปะรดแปลงใหญ่มาตรฐาน GI เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จังหวัดนครพนม โดยเกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ สหกรณ์จังหวัด และพาณิชย์จังหวัด ได้เชิญชวนเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดรวมกลุ่มกันผลิตแปลงใหญ่เพื่อแก้ปัญหาราคาตกต่ำ ซึ่งปัจจุบันมีการดำเนินการทั้งหมด 2 อำเภอ 5 ตำบล ได้แก่ ท่าอุเทนและโพนสวรรค์ มีพื้นที่ปลูก 8,000 ไร่ สมาชิก 400 คน

ด้านการผลิตมุ่งเน้นให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันใช้สารเคมีเพียง 10-15% และอินทรีย์ 85-90% จึงทำให้ได้มาตรฐาน GAP และได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ขณะที่การจัดการตลาดได้กำหนดปริมาณสับปะรดที่จะออกสู่ตลาดในแต่ละเดือน เพื่อป้องกันปัญหาผลผลิตล้นตลาดในช่วงที่พีกของประเทศ ตั้งแต่เมษายน-พฤษภาคม รวมถึงมิถุนายน-กรกฎาคม ที่ผลไม้ทางภาคตะวันออกออกสู่ตลาดมาก โดยเฉลี่ยผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 100 ตัน/วัน ช่วงพีก 200 ตัน/วัน ซึ่งพาณิชย์จังหวัดเป็นส่วนสำคัญในการหาช่องทางการตลาด

ขณะที่ต้นทุนในการผลิตอยู่ที่ 3 บาท/กิโลกรัม (กก.) แต่กลุ่มสามารถขายในราคาหน้าสวนเฉลี่ย 5-6 บาท/กก. แต่เมื่อได้ GI ราคาอยู่ที่ 7-8 บาท/กก. และราคาหน้าแผง 10-12 บาท/กก. โดยเฉพาะช่วงที่มีผลิตออกมากหรือล้นตลาด ราคาสับปะรดที่อื่นตกลงเหลือเพียง กก.ละ 1 บาท แต่ของกลุ่มสามารถขายได้เท่าทุน โดยปัจจุบันมีพ่อค้ามารับซื้อถึงหน้าสวนในราคา 5-6 บาท/กก. และส่งไปจำหน่ายใน จ.อุบลราชธานี อุดรธานี นครราชสีมา และขอนแก่น อีกทั้งมีล้งรายใหญ่ ซึ่งเป็นเกษตกรในพื้นที่ประมาณ 4-5 รายเข้ามารับซื้อ ขณะเดียวกันกลุ่มได้แนะนำให้สมาชิกนำผลผลิตไปขายที่แผงวิสาหกิจชุมชนริมถนนทางหลวง 2028 อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร-อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม และเลียบแม่น้ำโขง บ้านแพง-ศรีสงคราม

“ตอนนี้มองหาตลาดต่างประเทศ อยากจะส่งออก กำลังมองหานักธุรกิจที่จะเข้ามาร่วมมือกับเราในการส่งออกผลผลิตไปจีนหรือเวียดนาม เพราะยังไม่มีความชำนาญในด้านนี้ แต่มั่นใจในคุณภาพของผลผลิต เพราะสามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง และอยากขยายตลาดมาที่กรุงเทพฯด้วย เนื่องจากตอนนี้สามารถกระจายผลผลิตได้เพียงภายในภูมิภาคเท่านั้น”

จากกรณี นางเสน่ห์ ป่วงรัมย์ อายุ 60 ปี แม่ค้าขายข้าวหมาก ถูกเจ้าหน้าที่สรรพสามิต เข้าจับกุมบริเวณตลาดนัดคลองถมสี่แยกกระสัง อ.เมืองบุรีรัมย์ ขณะนั่งขายข้าวหมากห่อใบตอง ในข้อหาจำหน่ายเหล้าสาโท โดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมเรียกค่าปรับสูงถึง 5 หมื่นบาท ก่อนมีการต่อรองลดเหลือ 1 หมื่นบาท จนเป็นที่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียล

ล่าสุด นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุถึงกรณีนี้ว่า ผมไม่มีข้อเท็จจริงในคดีนี้ จึงไม่สามารถวิพากษ์ได้ แต่อยากให้ความรู้เป็นการทั่วไปในส่วนที่เกี่ยวข้องครับ

ข้าวหมักหรือข้าวหมาก เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น มีส่วนผสมสำคัญจาก “ลูกแป้งข้าวหมาก” พบมากที่สุด จากหลายๆ ที่ ทำกันอย่างเปิดเผย ซึ่งปัจจุบันนี้ไม่ผิดกฎหมายแล้ว เพราะได้แยกลูกแป้งข้าวหมากออกจาก พรบ. สุราแล้ว และส่วนผสมก็มีไม่มาก

“ลูกแป้งข้าวหมักหรือข้าวหมาก” จะมีเชื้อราสกุล Mucor sp., Amylomyces rouxii , Rhizopus oryae ที่เป็นคุณเป็นประโยชน์ ไม่ใช่เชื้อราที่เป็นโทษ เชื้อราทำหน้าที่สร้างเอนไซม์อมิเลสออกมาย่อยแป้งในข้าวเหนียวให้เป็นน้ำตาลในช่วงหนึ่ง คือ ๒-๓ วัน หลังจากนั้น ก็เป็นหน้าที่ของยีสต์ ในสกุล Sacchacomyces sp., saccharomycopsis fibuligera , hansenula anomala , Endomycopsis ที่หมักน้ำตาลในข้าวหมากกลายเป็นแอลกอฮอล์ แต่ก็ไม่มาก ลูกแป้งทำข้าวหมากจะให้ความหวานมากกว่าแอลกอฮอล์ไม่เหมือนกับลูกแป้งเหล้า จะให้ แอลกอฮอล์มากกว่าความหวาน

จำได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญเคยมีมติ ๘:๖ ให้ถอดแป้งข้าวหมาก ออกจาก พ.ร.บ.สุราฯ ระบุละเมิดภูมิปัญญาชาวบ้าน และการประกอบอาชีพ

เนื่องจากคำว่าเชื้อสุรา ตามนิยามของความหมายใน มาตรา ๔ ของ พ.ร.บ.สุรา ระบุให้หมายความว่า แป้งเชื้อสุรา แป้งหมัก หรือเชื้อใดๆ ซึ่งเมื่อหมักกับวัตถุ ของเหลวอื่นแล้ว สามารถทำให้เกิดแอลกอฮอล์ที่ใช้ทำสุราได้ก็ตาม แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า แป้งข้าวหมักมีลักษณะที่ไม่ใช่เชื้อสุราในตัวเอง สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น อาหาร ยา

ดังนั้น การที่มาตรา ๒๔ บัญญัติว่า ทำหรือขายเชื้อสุรา ที่มีความหมายรวมถึงแป้งข้าวหมัก จึงเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๐ รวมทั้งยังเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๖ ที่บัญญัติให้บุคคลซึ่งรวมตัวกับเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ย่อมมีสิทธิอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น และของชาติด้วย แต่เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีบทกฎหมายบัญญัติรองรับมาตราดังกล่าว จึงไม่สามารถอ้างได้ว่า มาตรา ๒๔ ขัดหรือแย้งกับ มาตรา ๔๖ (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๒๕/๒๕๔๗. (๒๔๔๗, ๔ ตุลาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่มท่ี ๙๒๑ ตอนที่ ๖๓ ก)

หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว การผลิตและจำหน่ายแป้งข้าวหมักก็สามารถจำหน่ายนอกพื้นที่ที่ยื่นขออนุญาตไว้ได้ เรื่องที่เกรงว่าจะนำไปผลิตสุราเถื่อนนั้น ไม่ต้องห่วงเนื่องจากการผลิตสุรา เถื่อนไม่นิยมนำแป้งข้าวหมักมาใช้ในการผลิตเพราะดูแลยาก อีกทั้งตัวแป้งข้าวหมักจะต้องคอยควบคุม อุณหภูมิและไม่คุ้มต้นทุน และสุราที่ได้จะมีแรงแอลกอฮอล์เพียง ๕ ดีกรี จึงมักนิยมใช้ส่าเหล้ามาผลิต มากกว่า ในส่วนของการผลิตอาหารและยารักษาโรคที่ต้องใช้แป้งข้าวหมักเป็นส่วนผสมในการผลิตน้ัน ก็ สามารถใช้แป้งข้าวหมักได้อย่างเสรีโดย“แป้งข้าวหมัก”ไม่เป็น“เชื้อสุรา”ตามพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ.๒๔๙๓ แล้วครับ

นอกจากนี้คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับความหมายของคำว่า สุราที่น่าสนใจ…!!
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ใกล้เคียงกับกรณีนี้ไว้เป็นกรณีศึกษา คือคำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๙/๒๕๐๙ เจ้าพนักงานสรรพสามิตจับจำเลยพร้อมด้วยของกลางคือข้าวหมักผสมสีอินดิโก ๑ โอ่ง ปริมาณ ๗๐ ลิตร กรรมวิธีในการทำใช้ข้าวเหนียวกับลูกแป้งเชื้อสุราหมักทิ้งไว้ ๒-๓ วัน แล้วจึงเอาสีผสมที่จำเลยใช้ย้อมผ้าเป็นสีครามของกลางรายนี้มีสีผสมอยู่ สรรพสามิตอำเภอเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าไม่ทราบว่าข้าวหมักผสมสีอย่างรายของจำเลยจะมีคนเอามาดื่มกินหรือไม่ กรมวิทยาศาสตร์ชี้แจงผลการพิจารณาตัวอย่างที่กรมสรรพสามิตนำส่งและที่เจ้าหน้าท่ีกรมวิทยาศาสตร์ไปเก็บตัวอย่างมาพบว่ามีสีอินดิโก (indigo)

ผสมอยู่ทุกตัวอย่างอาจใช้ดื่มกินได้เช่นเดียวกับสุรา ถ้าผู้บริโภคไม่ทราบถึงคุณสมบัติของสีที่ใช้ผสมจะเป็นพิษอันตรายหรือไม่ เพียงใด ของกลางที่จับได้จากจำเลยเป็นข้าวหมักผสมสีอินดิโก เจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิตไม่แน่ใจว่าจะดื่มได้อย่างสุราธรรมดา ทั้งไม่ทราบว่าจะมีคนเอามาดื่มกินกันหรือไม่ ตามความเห็นของกรมวิทยาศาสตร์ปรากฎชัดอยู่ว่าข้าวหมักผสมสีอินดิโกใช้ดื่มกินได้เช่นเดียวกับสุราเฉพาะผู้บริโภคที่ไม่ทราบถึงคุณสมบัติของสีที่ใช้ผสมว่าจะเป็นพิษอันตรายเท่านั้นโดยเหตุนี้ของกลางในคดีนี้จึงมิใช่สุราตามความในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัตติสุรา พ.ศ. ๒๔๙๓ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิดตามฟ้อง

ส่วนการผลิตข้าวหมักหรือข้าวหมากขาย ซึ่งไม่ใช่เป็นผลิตแป้งข้าวหมากนั้น ยอมรับว่า ผมไม่มีความรู้ว่าชาวบ้านต้องไปขออนุญาตอย่างไรหรือไม่ แต่ถ้ามี…ขั้นตอนแรกควรสร้างความรู้ความเข้าใจ และตักเตือนก่อน แล้วให้ไปทำเสียให้ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมทั้งช่วยอำนวยความสะดวกให้ด้วย ถ้าไม่ทำและยังฝืนกฎหมายทำต่อ จึงค่อยบังคับใช้กฎหมายกันต่อไปดีไหมครับ

ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก ธวัชชัย ไทยเขียว โกคาร์ท คันเดียวในโลก ด้วยฝีมือเด็กอัจริยะ11ปี สร้างสรรค์ด้วยเพียงสองมือ
เมื่อวันที่ 15 ส.ค. เพจเฟซบุ๊ก ไชน่าซินหั่ว รายงานว่า ส้าวจือจิน เด็กชายวัย 11 ปี จากเมืองสุยโจว มณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน สร้างรถ โกคาร์ท ไฟฟ้าขึ้นจากเงินเพียง 620 หยวน (ประมาณ 3,000 บาท) ด้วยความสามารถจากสองมือ

เด็กชายส้าวใช้เวลากว่า 1 เดือน ในการค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต และวิดีโอจำนวนมาก เพื่อเรียนรู้วิธีสร้างรถคาร์ทขึ้นมาด้วยตนเอง

เขาไปซื้อแบตเตอรี่ของรถยนต์ที่ไม่ใช้แล้ว ล้อรถจักรยาน และวัสดุอลูมิเนียมอัลลอยจำนวนหนึ่ง มาใช้เป็นโครงสร้างของรถคาร์ท เด็กชายส้าวให้สัมภาษณ์ว่า “ผมสร้างมันขึ้นมาทดลองใช้และเจอความผิดพลาดอยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายแล้วมันก็สำเร็จ มันทำให้ผมรู้สึกยอดมากๆ”

กรมส่งเสริมการเกษตรเตรียมจัดงาน “เกษตรสร้างชาติ” ในวาระครบรอบ 50 ปี ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน 2561 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ เพื่อนำเสนอพัฒนาการของงานส่งเสริมการเกษตรตลอด 50 ปี ผลสำเร็จจากงานส่งเสริมการเกษตร ตลอด 5 ทศวรรษ ที่ผ่านมา นำเสนอหลากหลายรูปแบบ ทั้งนิทรรศการให้ความรู้ ตลาดเกษตรกร กิจกรรมฝึกอาชีพ 50 หลักสูตร การประกวดและแข่งขันด้านเกษตร อาหารจากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร จากทุกภาค ผลิตภัณฑ์ทั้งสดและแปรรูป รวมถึงสินค้านวัตกรรมต่างๆ และเปิดพื้นที่สำหรับเจรจาธุรกิจให้กับ นักลงทุนรุ่นใหม่ ได้พบปะเกษตรกรโดยตรง

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การจัดงานเกษตรสร้างชาติ ในครั้งนี้ นับเป็นเครื่องยืนยันผลสำเร็จจากการส่งเสริมการเกษตร ที่ผ่านมาตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี สามารถทำให้เกษตรกรผลิตสินค้าดี มีคุณภาพ ประกอบอาชีพทางการเกษตรได้อย่างภาคภูมิใจ นอกจากนี้ การจัดงานยังเป็นการเปิดโอกาสให้กับเกษตรกร ได้เรียนรู้การนำสินค้าของตัวเองมาจำหน่าย เรียนรู้การปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง รวมทั้งเปิดโอกาสให้มีการเจรจาภาคธุรกิจ กับกลุ่มนักลงทุน หรือ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมในการลงทุนด้านการเกษตรให้มีทางเลือกในการจำหน่ายหรือส่งออกสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในงานยังมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย เช่น นิทรรศการเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการเกษตร ผลงานเด่นที่แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการและผลสำเร็จที่เกิดจากการส่งเสริมการเกษตร การใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในการพัฒนาระบบการเกษตร มาตรฐานสินค้าเกษตร จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ผ่านตัวอย่างพืชที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเกษตรไทย เช่น กล้วยไม้ ทุเรียน มะพร้าว มะม่วง เป็นต้น โซนจำหน่ายสินค้าที่ส่งตรงจากมือของเกษตรกร ทั้งผักผลไม้ สมุนไพรและเวชสำอางแบบไทย ข้าว

เนื้อสัตว์ต่างๆ ชา กาแฟ รวมไปถึงงานหัตถกรรมต่าง ๆ ไม้ดอกไม้ประดับมงคล รวมไปถึงสินค้ารูปแบบใหม่ที่ถูกคิดค้นขึ้นด้วยนวัตกรรม ที่ไม่เหมือนใครและพลาดไม่ได้กับ โซนอาหารอร่อย 4 ภาคจากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร นอกจากนี้ประชาชนที่มาเที่ยวชมงาน ยังมีโซน “Knowledge Cafe” สำหรับเป็นจุดบริการความรู้ด้านการเกษตร และให้คำแนะนำในการประกอบการชีพการเกษตรต่างๆ รวมทั้ง โซน Young Smart Farmer ที่รวมเกษตรกรรุ่นใหม่จากทั่วประเทศ ผลผลิต ที่ดี มีคุณภาพ และเพื่อให้เกษตรกรรุ่นใหม่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่มีความตั้งใจให้หันมากลับมาทำการเกษตรได้จนประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมมากมายให้ผู้เข้าชมงานได้ร่วมสนุก ทั้งการฝึกอาชีพ 1 วัน ทำได้จริง กว่า 50 ฟรี งานนี้ ซึ่งเปิดผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่เว็บไซต์ของกรมส่งเสริมการเกษตร (www.doae.go.th) และมาร่วมชมและเชียร์การประกวด และการแข่งขันการจัดสวนผักคนเมือง การจัดดอกไม้ การแข่งขันส้มตำลีลา เป็นต้น เป็น 4 วันที่ต้องห้ามพลาด ตั้งแต่ 30 สิงหาคม – 2 กันยายน 2561 เวลา 09.00 – 20.00 น. ที่สวนลุมพินี กรุงเทพฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไชต์ องค์การอาหารและยา(อย.)ได้เผยแพร่ข้อมูลระบุว่า เรื่องแชร์มั่วมาอีกแล้ว อย.เช็คแล้ว ข่าวแชร์ที่ว่า ถ้าถูกงูกัดให้นำพริกขี้หนูตำกับยาสูบ แล้วเอาไปพอกตรงที่งูกัด จะสามารถช่วยดูดพิษงูได้ ไม่เป็นความจริง!!! ชัวร์

“พริก” มีสารสำคัญคือ แคปไซซิน (Capsaicin) ซึ่งทำให้เกิดความเผ็ดร้อนและยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ โดยพริกมีประโยชน์คือ ช่วยย่อยอาหาร ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน ช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น, ลดการอุดตันของหลอดเลือด, ลดไขมันในเส้นเลือด และบรรเทาอาการเจ็บปวด เป็นต้น

“ยาสูบ” มีส่วนประกอบสำคัญคือ นิโคติน ซึ่งจะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท เมื่อเสพในขนาดที่ต่ำ จะกระตุ้นระบบประสาททำให้รู้สึกมีความสุข แต่ถ้าเสพในปริมาณสูงจะมีผลต่อระบบประสาทที่ไปควบคุมระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการหลั่งสาร ผลที่แสดงออกทางร่างกายที่พบคือ อาจมีอาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะ ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง

ซึ่งทั้งสองอย่างไม่สามารถนำมาล้างพิษงูได้เด็ดขาดเพราะพิษจะเข้าสู่กระแสเลือด ทำลายระบบประสาท หลอดเลือด และเนื้อเยื่อ โดยการกำจัดพิษ จำเป็นต้องเข้าพบหมอเพื่อรับเซรุ่ม แต่สามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้องได้ดังนี้! วิธีที่ถูกต้องเวลาถูกงูกัดคือ

1. ควรดูให้แน่ใจว่างูที่กัดเป็นงูอะไร พยายามจดจำ สี รูปร่าง ลักษณะศีรษะ
2. ใช้เชือกรัดเหนือบริเวณที่ถูกกัดเล็กน้อย ไม่ควรรัดแน่น เนื่องจากจะทำให้เนื้อบริเวณนั้นขาดเลือด
3. ควรให้บริเวณที่ถูกกัด มีการขยับน้อยที่สุด หรือเป็นไปได้ควรยึดติดกับอุปกรณ์ที่ป้องกันการขยับ
4. ควรทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาด หรือน้ำเกลือล้างแผล ไม่ควรใส่ยาสมุนไพร เพราะจะทำให้แผลมีโอกาสติดเชื้อได้เพิ่มขึ้น
5. ไม่ควรให้ดื่มสุรา หรือยาที่มีสุราเจือปน
6. อย่าใช้ปากดูด หรือกรีดแผล หรือรีดแผล รวมถึงการใช้ไฟฟ้าจี้ เนื่องจากจะทำให้แผลมีโอกาสติดเชื้อมากขึ้น
7. รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาตั้งแต่เบื้องต้น ไม่ควรรักษาเอง หรือทานยาเอง
8. ระหว่างนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล คอยสังเกตอาการที่ผิดปกติ เพื่อจะได้บอกแพทย์ได้อย่างถูกต้อง

โดนงูกัด ควรรีบปฐมพยาบาลอย่างถูกต้องและพาไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด อย่ามัวแต่ทำตามสูตรนู่นโปะนี่ ยิ่งทำให้เสียเวลา และอาจได้รับอันตรายจนถึงชีวิตเลยนะ

มะพร้าวที่ปลูกในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ มะพร้าวต้นสูง นิยมปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ โดยนำเนื้อมะพร้าวแก่มาแปรรูปเป็นน้ำกะทิจำหน่ายทั่วโลก และ มะพร้าวต้นเตี้ย ได้แก่ มะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวกระทิ ประเทศไทย ถือเป็นแหล่งกำเนิดมะพร้าวที่มีความหลากหลายสายพันธุ์ ให้เลือกรับประทาน แต่ละสายพันธุ์มีเอกลักษณ์เด่นที่แตกต่างกันออกไป สำหรับสายพันธุ์มะพร้าวที่ให้ปริมาณน้ำตาลสดมาก ได้แก่ พันธุ์สาริชา พันธุ์สายบัว และพันธุ์ทะเลบ้า นิยมปลูกกันมากในจังหวัดสมุทรสงครามที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรมการผลิตน้ำตาลมะพร้าว

ประเทศไทยถือว่ามีความหลากหลายทางสายพันธุ์มะพร้าวมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก แต่มะพร้าวพันธุ์พื้นเมืองของไทยส่วนใหญ่หายากและเสี่ยงสูญพันธุ์เป็นจำนวนมาก จึงเตรียมยื่นขอทุนจากสภาวิจัยแห่งชาติเพื่อศึกษาและรวบรวมสายพันธุ์มะพร้าวพันธุ์ไทยที่หายากมารวบรวมไว้ในศูนย์ฯ แห่งนี้คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินงานประมาณ 5 ปีตั้งแต่ปี 2559-2563 สำหรับมะพร้าวพันธุ์ไทยหายากที่เตรียมจัดหามาปลูกอนุรักษ์สายพันธุ์ ในศูนย์วิจัยพืชสวนแห่งนี้ได้แก่ มะพร้าวพันธุ์พวงร้อย มะพร้าวกะโหลก มะพร้าวหมูสี มะพร้าวไฟ มะพร้าวนาฬิเก มะพร้าวซอ และมะพร้าวเปลือกหวาน ฯลฯ

สำหรับ “ มะพร้าวเปลือกหวาน ” มีลักษณะเด่นพิเศษไม่เหมือนใครเพราะเป็นมะพร้าวชนิดเดียวในโลกที่กินเปลือกได้ มะพร้าวเปลือกหวานอยู่ในกลุ่มมะพร้าวต้นสูง มีสะโพก รูปร่างขนาดของผลเหมือนมะพร้าวกลางและมะพร้าวใหญ่ โดยผลมีขนาดขนาดกลางถึงผลใหญ่ค่อนข้างกลม ผลอ่อนเปลือกบริเวณตามีสีขาว มีรสชาติคล้ายมันแกว เปลือกของผลแก่มีสีเทาอ่อนและมีเส้นใยนุ่ม แตกต่างจากมะพร้าวทั่วไปที่มีเส้นใยหยาบแข็ง มีสีน้ำตาล

มะพร้าว ” เปลือกหวาน ” เป็นมะพร้าวสายพันธุ์เก่าแก่หายากในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม และราชบุรี ชาวบ้านนิยมนำผลอ่อนตั้งแต่ยังไม่มีเนื้อมะพร้าว ขนาดเท่ากำปั้นมาทานเปลือกเล่นๆ ในยามว่าง โดยปาดจุกออก ค่อยๆ ลอกเปลือกออกแล้ว เฉาะกินเหมือนมันแกว จุดที่อร่อยที่สุดคือ ส่วนหัวเพราะมีรสหวาน มัน กรอบกว่าส่วนอื่นๆ เวลาทานจะได้รสชาติอ่อนนุ่มเหมือนเคี้ยวเนื้อมันแกว นอกจากนี้ยังนิยมนำส่วนที่เป็นเปลือกหวานไปปรุงอาหารโดยผัดร่วมกับหมูกุ้งจะได้เมนูอาหารจานเด็ดที่มีรสชาติอร่อยมาก