มุ่งให้ชาวนาแข่งขันเต็มที่เกษตรกรควรทำแปลงนาให้สะอาดบริสุทธิ์

หากแปลงนามีความสกปรก ถึงแม้จะใช้พันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพ ผลออกมาก็ไม่ได้ดี จุดนี้เองที่ทำให้เราแพ้เวียดนาม เขาบอกเคยเสนอว่าโรงสีควรจัดชั้นคุณภาพข้าว อย่างสมัยก่อนยังมียุ้งฉางที่ 1, 2, 3, 4 และ 5 นั่นเป็นการแบ่งเกรดข้าว หรือแบ่งคุณภาพข้าวในแต่ละครั้งที่ได้ผลผลิต

“การทำเช่นนั้นมีผลต่อชาวนาโดยตรง เพราะพวกเขาต้องเร่งพัฒนาให้ข้าวแต่ละฤดูกาลที่ได้มีคุณภาพ แล้วจะเริ่มพัฒนาตั้งแต่การสร้างเมล็ดพันธุ์ที่ดี การดูแลไร่นาให้สะอาดเป็นระเบียบไปจนกว่าจะได้ผลผลิต เพราะการที่มีคุณภาพข้าวที่ดีจะทำให้พวกเขาได้เงินมากกว่าข้าวที่มีคุณภาพรองลงมา ดังนั้น นัยของการแบ่งเกรดข้าวเพื่อต้องการให้ชาวนาทุกคนมุ่งมั่นแข่งขันกับตัวเองเพื่อให้ได้ข้าวที่ดีในราคาที่สูงเท่านั้น”

ชาวนา ต้องมีศักดิ์ศรีอย่ารอความช่วยเหลือ

ประธานศูนย์ย้ำว่า ควรจะทำอย่างไรให้ชาวนารู้จักตัวตนให้มากที่สุดว่า เป็นใคร กำลังทำอะไร ควรจะพัฒนาอย่างไร ในทิศทางไหน ทั้งนี้เพื่อวิถีชีวิตของพวกเขา ต้องบอกว่าธรรมชาติสร้างให้พวกเราเป็นชาวนา ดังนั้น จึงต้องทำอาชีพนี้ให้ดีที่สุด แล้วหวังว่าสักวันชาวนาต้องใส่สูท แต่ต้องเป็นตัวของตัวเองเสียก่อน ต้องมีศักดิ์ศรีก่อน ไม่ใช่แบมือขอแต่ความช่วยเหลือ ยกเว้นสุดวิสัยจริงๆ เช่น น้ำท่วมนาข้าวเสียหายหมด แต่ไม่ควรไปขอพร่ำเพรื่อ ควรมีศักดิ์ศรี อย่าไปอาย

“ความจริงนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลทุกยุค ทุกสมัยที่เข้ามาช่วยชาวนานั้นมันไม่ใช่ ความจริงมันเป็นภาพมายา ทั้งการจำนำและประกันราคา เพราะไม่ใช่สิ่งที่ยั่งยืน ความยั่งยืนที่แท้จริงคือราคาข้าว ต้องคิดว่าขณะนี้ราคาข้าวในตลาดโลกราคาเท่าไร และของเราขายอยู่ที่เท่าไร ต้องทำให้เป็นความจริงมากกว่า

เวลาผมไปประชุมจะใส่เสื้อนอก ใส่สูท แต่พอกลับมาวันรุ่งขึ้นลงนาใส่เสื้อสีเขียวขาดๆ เพราะเรามีความหยิ่งในศักดิ์ศรีตัวเอง ประเทศไทยถ้าไม่มีชาวนา คงไม่ใช่ประเทศไทย โลโก้ประเทศไทยคือ การเกษตร และชาวนาถือเป็นสาขาอาชีพหนึ่งที่มีความสำคัญมาก” คุณยงยุทธกล่าวปิดท้าย

ทุกวันนี้ นอกจากคุณยงยุทธจะมีบทบาทในฐานะประธานศูนย์ข้าวชุมชน เขตคลองสามวาแล้ว เขายังรับหน้าที่เป็นประธานชุมชน ดูแลงานวิสาหกิจชุมชนที่จะต้องดูแลทุกข์ สุข ตลอดถึงการทำมาหากินของลูกบ้านทุกครัวเรือน

ดังนั้น ภารกิจประจำทุกวันของคุณยงยุทธ จึงต้องออกตระเวนไปประชุม รับฟังปัญหาพร้อมแก้ปัญหาในเรื่องที่ต้องดูแลใส่ใจ ทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริมของชาวบ้านทุกคนในเขตความรับผิดชอบ เพื่อให้คนเหล่านั้นเกิดความผาสุก จึงถือว่าเป็นบุคคลที่ควรยกย่องและเชิดชูในฐานะ “ผู้ทรงคุณค่าข้าว” ในครั้งนี้ ท่านผู้อ่านที่ต้องการพูดคุยกับ คุณยงยุทธ เทียนรุ่งเรือง

แม้จะเป็นคนชอบกินผักและเดินสายไปทำข่าวตามจังหวัดต่างๆ มาหลายปี แต่เพิ่งได้ยินชื่อ “ต้นขาไก่” เมื่อไม่นานมานี้ จากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ข่าวสด ซึ่งทาง คุณประสิทธิ์ ทองขาว เกษตรอำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง กำลังสนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าส่งเสริม แทนที่จะปลูกกันไว้บริโภคเองภายในครัวเรือนเท่านั้น

ด้วยความที่ว่า “ขาไก่” เป็นผักที่มีรสชาติอร่อยและปลูกไม่ยาก ที่สำคัญได้ราคาดี ตกกิโลกรัมละ 100 บาท เทียบกันแล้วได้ราคาดีกว่าผักเหมียง ที่มีราคาแค่กิโลกรัมละ 50-60 บาท

ฟังแค่นี้น่าจะเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เกษตรกรและคนทั่วไปสนใจอยากจะปลูกต้นขาไก่ เพราะเห็นหนทางชัดเจนว่ามีโอกาสทำเงินได้ก้อนโตหากมีตลาดรองรับ เพียงแต่ว่าตอนนี้ผู้บริโภคยังไม่รู้จักในวงกว้างเท่านั้น ในขณะที่ต้นขาไก่เองมีคุณสมบัติเด่นหลายประการ

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าคงมีผู้คนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะคนในภูมิภาคอื่นที่ไม่รู้จักต้นขาไก่ที่ว่านี้ เพราะเป็นพืชพื้นถิ่นของทางภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรจะปลูกแซมในสวนยางพาราและสวนผลไม้ทั่วไป ถือว่าเป็นผักที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก เพราะมีคลอโรฟิลล์สูง ช่วยระบบขับถ่าย บำรุงสายตา และบำรุงโลหิต

ก่อนอื่นมารู้จักต้นขาไก่กันก่อนดีกว่า คุณประสิทธิ์ แจกแจงให้ฟังว่า “ขาไก่” เป็นพืชยืนต้นที่มีลักษณะทรงพุ่มคล้ายต้นผักเหมียง ใบเหมือนกุหลาบ ชอบที่ร่ม ไม่ทนแล้ง ชอบน้ำ ถ้าไม่มีน้ำจะเฉาตาย ในการตัดแต่งนั้นไม่ควรให้สูงเกิน 1.20-1.50 เมตร เพราะจะได้ตัดยอดตัดใบอ่อนได้ง่าย

อย่างที่บอก การปลูกไม่ยาก คุณประสิทธิ์ อธิบายว่า ตอนปลูกขุดหลุมลึกแค่ 30 เซนติเมตร ก็พอ แต่ต้นไม้ทั่วไปอาจจะต้องใช้หลุมลึก 50 เซนติเมตร ให้แต่ละหลุมห่างกันประมาณ 2 เมตร เผื่อให้แต่ละต้นแผ่ขยายได้ พร้อมใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงในหลุมปลูกไปด้วย จากนั้นสองสามเดือนก็ใส่อีกครั้ง โดยให้สังเกตว่าหากช่วงไหนออกใบออกช่อช้าหรือใบเล็กลงก็ควรใส่ปุ๋ยเข้าไปช่วย หลักสำคัญเลยคือ อย่าให้ต้นขาดน้ำ ต้องรดน้ำอยู่เป็นประจำ เพราะต้องใช้ในการสร้างใบ

สำหรับการปลูกแซมในสวนผลไม้หรือสวนยางพารานั้น เกษตรอำเภอย่านตาขาวให้ข้อมูลว่า ถ้าปลูกแซมในสวนยางพารา หากใบยางพาราที่ร่วงลงมามีปัญหาเชื้อราก็จะส่งผลต่อต้นขาไก่ด้วย จะทำให้ไม่แตกยอด

ตอนนี้มีการขายกิ่งพันธุ์กัน กิ่งละ 50-80 บาท ซึ่งเกษตรกรบางรายอาจจะบ่นว่าแพง ทางคุณประสิทธิ์เสนอว่า อาจจะซื้อไปสักกิ่งสองกิ่ง แล้วไปขยายพันธุ์เอง ซึ่งสามารถทำได้ทั้งการตอนและการเพาะชำ แต่อยากให้ตอนดีกว่า เพราะจะได้ผล 100% จะได้กิ่งพันธุ์ที่มีรากเต็ม โดยใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ขณะที่การเพาะชำอาจไม่ได้ผลทั้งหมด เนื่องจากรากจะน้อยกว่าการตอน

ทำได้สารพัดเมนู

พูดถึงเรื่องตลาดของต้นขาไก่ คุณประสิทธิ์ เล่าว่า ปัจจุบันเกษตรกรนิยมปลูกกันมากที่สุดในตำบลหนองบ่อ อำเภอย่านตาขาว มากกว่า 5,000 ต้น แต่ถือว่ายังปลูกกันอยู่ในวงแคบ และเป็นการปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนเท่านั้น ผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ซึ่งสามารถขายได้กิโลกรัมละ 100 บาท ถือว่าเป็นผักที่มีอนาคต เพราะมีรสชาติอร่อย มันและออกหวานนิดๆ ทั้งยังทำได้หลายเมนู ทั้งผัด แกงจืด แกงเลียง หรือต้มกับกะทิ หรือจะกินสดๆ ก็ได้

เรียกว่าเป็นผักที่น่าส่งเสริมให้ปลูกกันจริงๆ เพราะเด่นในเรื่องรสชาติ อีกทั้งไม่ต้องดูแลรักษาอะไรให้วุ่นวาย สำคัญสุดเรื่องต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ฉะนั้น พื้นที่ไหนไม่มีปัญหาเรื่องน้ำก็ปลูกได้หมด

ฉะนั้น ใครที่ไปอำเภอย่านตาขาว ขอแนะนำให้ไปลองชิมเมนูที่ทำจากต้นขาไก่นี้ดู ซึ่งหลายคนกินแล้วต่างติดใจกันเป็นแถว เพราะอร่อยจริงๆ โดยเฉพาะใครที่ชอบกินผัก ไม่ควรพลาดเด็ดขาด

ทีนี้มาคุยกับเกษตรกรตัวจริงเสียงจริงกันบ้าง “คุณอำไพ ตันธนาภินันท์” อยู่หมู่ที่ 1 บ้านโหละหาร ตำบลหนองบ่อ อำเภอย่านตาขาว ซึ่งนอกจากจะปลูกไว้ตัดยอด-ตัดใบอ่อนขายแล้ว ยังตอนกิ่งพันธุ์ขายได้ด้วย

คุณอำไพ เล่าว่า เริ่มปลูกต้นขาไก่เมื่อปี 2545 โดยได้พันธุ์มาจากจังหวัดนราธิวาส และขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง ตอนนี้ปลูกอยู่ประมาณ 100 ต้น โดยปลูกแซมในสวนยางพารา ซึ่งการปลูกไม่ยาก หากดูแลดีๆ ช่วง 5-6 เดือนหลังปลูกก็ตัดยอดขายได้แล้ว การบำรุงรักษาก็ไม่ยาก แค่ดายหญ้า พรวนดิน และใส่ปุ๋ยคอกเท่านั้น ไม่มีศัตรูพืชมารบกวน

ดังนั้น จึงไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆ เป็นพืชที่ชอบแสงแดดรำไร เหมาะที่จะปลูกแซมในสวนยางพาราหรือสวนผลไม้ แต่ต้องมีน้ำรดประจำ หากรดทุกวันยิ่งดี หรือไม่ก็สองวันรดน้ำครั้งหนึ่งในช่วงหน้าแล้ง กรณีมีน้ำไม่มาก

ในหน้าฝนนั้น ต้นขาไก่จะออกยอดดี ใน 1 สัปดาห์ จะสามารถตัดยอดขายได้ 2 ครั้ง แต่ขึ้นอยู่กับการดูแลด้วย เกษตรกรส่วนใหญ่ที่อำเภอย่านตาขาวจะปลูกไว้เพื่อกินกันเอง บ้านละ 5-6 ต้น เป็นพืชที่มีอายุยืนยาวถึง 15 ปีด้วย

ถามว่าจะขยายพื้นที่การปลูกอีกหรือไม่ คุณอำไพ บอกว่า คงไม่ขยายแล้ว เพราะที่สวนมีน้ำไม่เพียงพอ จึงปลูกเป็นพืชแซมในสวนยางพารา และเก็บขายได้ทุกสัปดาห์ เดือนๆ หนึ่งขายได้ 5,000-6,000 บาท โดยมียางพาราเป็นรายได้หลัก

แจงดีทั้งคนปลูก-คนกิน

ส่วนกรณีที่เกษตรกรจากพื้นที่อื่นจะนำต้นขาไก่ไปปลูกเพื่อส่งขาย คุณอำไพ แนะนำว่า หากคิดจะปลูกเพื่อทำการค้าอย่างจริงจัง คงต้องลงทุนแจกให้กินกันก่อนในตอนแรกๆ เพราะที่นี่ตอนที่เริ่มปลูกใหม่ๆ ก็ไม่มีคนกินเป็นเลย

“ต่อไปถ้าหาตลาดได้ เชื่อว่าต้นขาไก่เป็นพืชที่มีอนาคตไกล เพราะปลูกง่าย จุดขายคือ ไม่มีศัตรูพืช ไม่มีโรคหรือแมลงรบกวน จึงไม่ต้องฉีดยาอะไรเลย ปลูกแล้วเป็นผักปลอดสารพิษ 100% ดีทั้งคนปลูกและคนกิน อีกอย่างเป็นพืชแซมสวนที่ดี สามารถปลูกร่วมกับพืชอื่นๆ ได้หมด เพราะโดยธรรมชาติแล้ว มันไม่ชอบแดดจัด ชอบแดดรำไร และใช้ปุ๋ยอินทรีย์ได้ตลอด”

อย่างที่เกริ่นแต่ต้น นอกจาก คุณอำไพ จะปลูกต้นขาไก่ไว้ตัดยอดขายแล้ว ยังตอนกิ่งขายด้วย โดยเธอขายกิ่งละ 80 บาท ไม่รวมค่าขนส่ง ซึ่งในช่วงหน้าแล้งนี้มีคนสั่ง เจ้าตัวก็จะแจ้งให้ทราบว่า ยังไม่สามารถตอนให้ได้ เพราะการตอนช่วงหน้าแล้งรากจะไม่งอก ต้องรอตอนในช่วงหน้าฝน

เกษตรกรปราชญ์เปรื่อง อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา คุณอัฐสิทธิ์ พรหมจักร
ใช้กระดาษฟอยล์ที่ใช้ห่ออาหารมาห่อตุ้มตอนกิ่งมะเดื่อฝรั่งและผักหวานป่า ช่วยควบคุมความชื้น
ช่วยให้รากที่งอกออกมามีสีขาวอวบ ใครจะนำไปใช้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ครับ อำเภอบันนังสตา เป็นอำเภอหนึ่งที่เป็นเส้นทางเชื่อมต่อจากตัวอำเภอเมืองยะลาตามเส้นทางลงไปสู่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ใต้สุดแดนสยาม อันเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง แต่แม้อำเภอบันนังสตาจะไม่ได้ถูกจดจำว่ามีการเกษตรชนิดใดโดดเด่นเป็นหลัก แต่เมื่อถึงฤดูที่ทุเรียนให้ผลผลิต ก็มีทุเรียนหมอนทองจำนวนไม่น้อยที่ออกจากพื้นที่นี้ไป

คุณอาลี บือแน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 ตำบลตาเนาะปูเต๊ะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา พาเราเข้าพื้นที่ไปดูแปลงทุเรียนหมอนทอง ที่ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเองการันตีว่า หมู่ที่ 2 เป็นแปลงปลูกทุเรียนหมอนทองแปลงใหญ่ที่สุดของอำเภอบันนังสตา

คุณอาลี บอกว่า เดิมชาวบ้านส่วนใหญ่ปลูกยางพารา มีอาชีพกรีดยางขาย เป็นหลัก แต่เมื่อราคายางตกต่ำ ชาวบ้านหลายรายคิดเปลี่ยนอาชีพ ที่มองเห็นช่องทางของรายได้ขณะนั้นคือ การปลูกทุเรียน เพราะไม่มีปีใดที่ทุเรียนราคาถูก ทำให้มีเกษตรกรจำนวน 114 ราย โค่นยางพาราและปลูกทุเรียนหมอนทอง เฉลี่ยมีพื้นที่ปลูกทุเรียนหมอนทอง ประมาณ 5 ไร่ ต่อราย รวมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่ โดยในจำนวนนี้ มีเกษตรกรคุณภาพ 13 ราย

การรวมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านระบุว่า เพราะช่วยให้เกษตรกรสามารถต่อรองราคาผลผลิต มีหน่วยงานเข้ามาส่งเสริมและสนับสนุน ให้ความรู้และคำแนะนำ ซึ่งเกษตรกรยินดีและพึงพอใจมาก

ผลผลิตทุเรียนหมอนทองของกลุ่มเกษตรกร หมู่ที่ 2 จะเก็บเกี่ยวทุเรียนเมื่อความสุกที่ 80 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้สุกเมื่อถึงมือผู้บริโภคพอดี และได้ทุเรียนที่มีความแก่จัด ไม่ถูกตำหนิว่าเป็นทุเรียนไม่ได้คุณภาพ

ผลผลิตทั้งหมดที่เก็บได้ จะนำไปส่งยังตัวจังหวัดยะลาให้กับผู้ค้ารายใหญ่ ซึ่งทุกปีผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ และเท่าที่รู้ ทุเรียนหมอนทองของอำเภอบันนังสตาแห่งนี้ ถูกกระจายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน บรรจุลงกล่องส่งไปจำหน่ายที่มาเลเซียเป็นส่วนใหญ่

คุณฮามะ ตรอแซ ชาวบ้าน หมู่ที่ 2 ตำบลตาเนาะปูเต๊ะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ผู้ปลูกทุเรียน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ หมอนทอง พวงมณี ชะนี และก้านยาว บนพื้นที่ 10 ไร่ ที่ลาดเชิงเขา ให้ข้อมูลว่า เดิมทำสวนยางพารา เมื่อราคายางตกต่ำ จึงโค่นยางพาราทิ้งและลงปลูกทุเรียนทั้ง 4 สายพันธุ์ไว้ เพราะเห็นว่าเป็นสายพันธุ์ที่ตลาดมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยซื้อสายพันธุ์ทุเรียนทั้งหมดมาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี

“ที่เลือกปลูกทุเรียน เพราะเป็นที่ลาดเชิงเขา และดินไม่เหมาะกับไม้ผลชนิดอื่น เริ่มจากการทดลองปลูกเพียง 5 ไร่ เมื่อได้ผลผลิตดี ราคาซื้อขายดี จึงขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 10 ไร่”

คุณฮามะ ปลูกทุเรียนมานานกว่า 30 ปี ถือว่าเป็นเกษตรกรยุคแรกๆ ที่เริ่มโค่นยางและตัดสินใจปลูกทุเรียนเต็มแปลง แม้จะไม่มีความรู้เรื่องการปลูกไม้ผลมาก่อน แต่เพราะมีความสนใจใฝ่รู้ ความรู้เรื่องการดูแลรักษาทุเรียนจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคุณฮามะ

เมื่อได้ต้นพันธุ์ทุเรียนมา ควรขุดหลุมปลูกความลึก 1 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางหลุมปลูก 1 เมตร เมื่อนำต้นพันธุ์ลงปลูกให้กลบแล้วพูนโคนรอบต้น ระยะปลูก 10×10 เมตร เหตุที่ต้องมีระยะปลูกมาก เพราะเป็นที่ลาดเชิงเขา ทรงพุ่มของต้นทุเรียนจะไม่ชิดกันมากเกินไป เมื่อระยะปลูกเช่นนี้ ทำให้ปลูกทุเรียนได้จำนวน 20 ต้น ต่อไร่

การให้ปุ๋ย ใช้สูตร 15-15-15 ให้ 3 เดือน ต่อครั้ง ครั้งละกำมือหรือมากกว่า ให้พิจารณาจากอายุของต้นทุเรียน

การให้น้ำ เมื่อทุเรียนเริ่มติดผล ควรให้นาน 10 นาที หากฤดูแล้งควรเพิ่มเวลาให้น้ำเป็น 15-20 นาที ทุกวัน ยกเว้นฤดูฝนที่ไม่จำเป็นต้องรดน้ำ หากไม่แน่ใจให้ดูจากความชื้นของดิน

ผลผลิต แต่ละต้นจะให้จำนวนไม่เท่ากัน หากอายุต้นทุเรียน 15-17 ปี ควรไว้ผลทุเรียนเพียง 50 ผล จึงจะทำให้ผลทุเรียนมีความสมบูรณ์มากเพียงพอ

เมื่อผลผลิตออกจำนวนมาก จำเป็นต้องจ้างแรงงานโยงกิ่ง ปัจจุบัน ค่าจ้างแรงงานโยงกิ่งต่อต้น วันละ 200 บาท

การตัดแต่งกิ่ง จะทำก็ต่อเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตหมดเรียบร้อยแล้ว แต่ต้องทำ เมื่อถามถึงรสชาติ เพราะแน่นอนว่า ทุเรียนในภาคตะวันออกได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง คุณฮามะ กล่าวว่า รสชาติทุเรียนแต่ละถิ่นไม่เหมือนกัน ของอำเภอบันนังสตาแม้จะไม่โด่งดังเช่นภาคอื่น แต่ก็มีความหวานมัน และที่สำคัญไม่ใช้ยาฆ่าแมลงในการดูแลรักษา ซึ่งปัญหาที่พบส่วนใหญ่คือ ปัญหาหนอนเจาะลำต้นและในผลทุเรียน ซึ่งทั้งสองปัญหา ยังไม่สามารถแก้ได้

ในปีที่ผ่านมา ทุเรียนแปลงใหญ่ของ หมู่ที่ 2 นี้ สามารถเก็บผลผลิตส่งจำหน่ายได้มากถึง 2 ตัน สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไม่น้อย และแม้จะไม่ได้มีเทคนิคการดูแลทุเรียนมากเป็นพิเศษ แต่ก็สามารถทำทุเรียนได้คุณภาพตามตลาดต่างประเทศต้องการ ด้วยการปลูกแนวธรรมชาติ ใช้สารเคมีบ้างตามความจำเป็น เน้นการใช้ธรรมชาติดูแลมากกว่า

หากเกษตรกรในภาคใต้รายใด สนใจศึกษาดูงานการทำทุเรียนแปลงใหญ่ หมู่ที่ 2 ตำบลตาเนาะปูเต๊ะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา แห่งนี้ ติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอบันนังสตา โทรศัพท์ 073-289-229 ในวันและเวลาราชการ

หากทุเรียนอยู่ในระยะติดผลแล้วมีการแตกใบอ่อนพร้อมกันทั้งต้น ทำให้มีการแย่งอาหารกันระหว่างใบและผล ซึ่งผลที่ได้รับตามมาคือ ผลทุเรียนจะเสียหายเรื่องคุณภาพและมีการสลัดผลทิ้ง แต่ถ้าหากมีการแตกใบอ่อนแบบทยอยแตก จะส่งผลดีต่อคุณภาพทุเรียน ดังนั้น วิธีการแก้ไข คือ จะทำอย่างไรให้ทุเรียนค่อยๆ ทยอยแตกใบอ่อน ที่สวนจะใช้เทคนิคโดยการให้ปุ๋ยอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 12-12-7+2 (เพื่อลดการควบคุมความอวบอ้วนของหนามทุเรียน และถ้าสังเกตเห็นหนามทุเรียนบวมและโตเร็ว ให้เปลี่ยนเป็น สูตร 8-24-24 แทน) และปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 0.5 : 1 กิโลกรัม ใส่หลังดอกบานจนถึงก่อนเก็บเกี่ยว 1 เดือน ประมาณ 15-20 วัน/ครั้ง

การแก้ปัญหาทุเรียนเป็นโรคโคนเน่า การเป็นโรคโคนเน่าของทุเรียน จะเกิดเฉพาะต้น ไม่ได้เกิดกันทั้งแปลง สาเหตุของปัญหาเกิดจากการดูแลไม่ทั่วถึงของเจ้าของสวนเอง เช่น การระบายน้ำไม่ดี มีการใช้สารแพคโคลบิวทราโซลติดต่อกัน ต้นทุเรียนงามเกินไป เป็นต้น แนวทางที่สวนปฏิบัติอยู่ คือ

ระยะสั้น ถ้าหากมีการเป็นโรคเกิน 50% จะโค่นต้นทิ้ง เพราะไม่คุ้มค่าการรักษา
ระยะยาว มีรายงานทางวิชาการระบุว่า ต้นตอทุเรียนที่ทนทานต่อโรคโคนเน่ามากที่สุด คือ ทุเรียนนก และพวงมณี รองลงมา เกษตรกรที่เสร็จสิ้นการทำนาปีแล้ว นิยมปลูกผักหลังการทำนาเพื่อเป็นรายได้เสริม “ฟักทอง” พืชที่มีความเหมาะสมในการปลูกช่วงหลังการทำนา เกษตรกรจะประสบความสำเร็จในการผลิตฟักทองให้ได้คุณภาพ จึงต้องศึกษาถึงลักษณะนิสัยของพืชชนิดนี้ ตั้งแต่การปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยว การเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม การเตรียมดินก่อนปลูก การให้น้ำ-ปุ๋ย ตลอดจนปัญหาของโรค-แมลงศัตรู เพื่อจะได้หาวิธีป้องกันกำจัด และได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

สำหรับบ้านเราพบว่า ฟักทอง ที่ปลูกเพื่อการบริโภคนั้น ลักษณะของพันธุ์จะมีเปลือกสีเขียวคล้ำร่องผลเป็นพูสม่ำเสมอ หรือเปลือกขรุขระแบบหนังคางคก ผลที่แก่จัดขึ้นนวลสีขาวตั้งแต่ขั้วไปทั้งผลและนิยมปลูกพันธุ์ผลใหญ่มีน้ำหนักมากกว่า 4-5 กิโลกรัม หรือผลเล็กมีน้ำหนักผลระหว่าง 2-3 กิโลกรัม ในปัจจุบันพันธุ์ฟักทองทางการค้าที่เกษตรกรไทยนิยมปลูกจะใช้พันธุ์ลูกผสม ซึ่งมีให้เลือกตามที่ตลาดมีความต้องการ ก็จะเลือกใช้สายพันธุ์ที่ตลาดจะเป็นตัวกำหนดในแต่ละพื้นที่

การเตรียมพื้นที่ปลูกฟักทอง

ฟักทอง เป็นพืชผักที่มีลำต้นทอดเลื้อยไปตามพื้น เช่นเดียวกับแตงโม ฟักทองเป็นไม้เถาอ่อน มีขนสากมือ มีหนวด สำหรับเกี่ยวพันทอดไปตามพื้นดิน จึงต้องการเนื้อที่ปลูกมากกว่าพืชผักอื่นๆ เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ มีอายุปีเดียว (ฤดูเดียว) เมื่อให้ผลแล้วก็ตายไป ฟักทองจัดเป็นพืชที่มีระบบรากลึก การเตรียมแปลงปลูกจึงต้องไถดินให้ลึกประมาณ 25-30 เซนติเมตร

ตากดินไว้ 5-7 วัน เพื่อเป็นการไล่แมลงศัตรูในดินและฆ่าเชื้อโรคบางชนิด ในการเตรียมแปลงปลูกควรมีการตรวจวัดความเป็นกรด-ด่าง ของดิน ให้มีค่า pH 6.0-6.8 หากดินมีสภาพเป็นกรดควรปรับสภาพโดยใช้ปูนขาวหรือโดโลไมท์ใส่ระหว่างการเตรียมแปลงปลูก การใช้ปูนขาวหรือโดโลไมท์ในการปรับปรุงสภาพดินจะช่วยลดการเกิดโรครากเน่าโคนเน่าได้ในระดับหนึ่ง ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว โดยพิจารณาการใส่ตามความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทั้งนี้หากเกษตรกรนำดินส่งวิเคราะห์ (ที่กรมพัฒนาที่ดินในแต่ละจังหวัด) เกษตรกรก็จะทราบว่าที่ดินของตนเองมีปริมาณธาตุอาหารในดินสามารถที่จะทราบถึงปริมาณธาตุอาหารและอินทรียวัตถุในดิน และควรจะเพิ่มเติมอะไร เท่าไร รวมถึงการเลือกใช้ปุ๋ยเคมีสูตรที่เหมาะสม เป็นต้น เพื่อให้ฟักทองเจริญเติบโตดี

หลักการเลือกรูปแบบการปลูกฟักทอง

การเลือกเตรียมแปลงปลูกฟักทอง สามารถเลือกปลูกได้หลายรูปแบบ ควรพิจารณาถึงความเหมาะสมของพื้นที่ปลูกเป็นส่วนสำคัญมาก ยกตัวอย่าง เช่น

วิธีที่หนึ่ง…หากมีพื้นที่ปลูกเพียงเล็กน้อย สามารถปลูกระยะ 1.5×1.5 เมตร วิธีนี้เมื่อฟักทองโตขึ้นจะทำให้ลำบากต่อการจัดการ เนื่องจากเถาจะกระจายเต็มพื้นที่ แต่มีข้อดีคือ จะได้ผลผลิตต่อพื้นที่มากขึ้น

วิธีที่สอง…การปลูกแถวเดี่ยว ทำแปลงแถวเดี่ยว ความกว้างของแปลง 1.8-2 เมตร ระยะปลูกระหว่างต้น 1.5 เมตร เมื่อปลูกฟักทองสามารถจัดเถาฟักทองให้เลื้อยไปในแนวแปลงปลูก ทำให้ง่ายต่อการจัดการมากกว่าวิธีแรก

วิธีที่สาม…การปลูกแบบแถวคู่ ยกร่องแปลงเป็นสองด้าน ระยะ 3.5-5 เมตร ระยะห่างระหว่างต้น 1.5 เมตร เช่นเดียวกับวิธีที่หนึ่งและสอง วิธีนี้สามารถจัดเถาฟักทองให้เลื้อยจรดกันสองด้านพอดี และมีร่องทางเดินทำให้ทำงานได้สะดวกมากขึ้น

วิธีการปลูกโดยหยอดเมล็ดโดยตรง

หรือเพาะกล้าพิจารณาจากต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์

การเลือกเมล็ดพันธุ์ฟักทองที่ใช้ปลูกกันทั่วไปมี 2 แบบ i-army.org คือเมล็ดพันธุ์แบบผสมเปิดเป็นเมล็ดพันธุ์ที่สามารถเก็บไว้ขยายพันธุ์ต่อได้เอง ซึ่ง “สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. 081-886-7398 เลือกปลูกฟักทองพันธุ์แบบผสมเปิด ที่มีชื่อเรียกว่า “ฟักทองสายพันธุ์ดี” ซึ่งสามารถคัดเลือกพันธุ์เก็บเมล็ดไปปลูกต่อได้ตลอด ไม่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์อีกเลย และมีลักษณะพันธุ์ที่ดี คือเนื้อหนา เนื้อหวานเหนียว สีเนื้อเหลืองสวย ผิวแบบหนังคางคก ปัจจุบันเมล็ดพันธุ์แบบผสมเปิดหาได้ยากมาก เนื่องจากบริษัทเมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรซื้อมาปลูกจะเลือกผลิตเมล็ดพันธุ์แบบลูกผสมที่เก็บเมล็ดไปปลูกต่อไม่ได้ เพราะจะแปรปรวนในเรื่องของลักษณะผลและผลผลิต แต่เมล็ดพันธุ์แบบลูกผสมมีลักษณะเด่นในการให้ผลผลิตสูง ขนาดของต้น ผล และการเจริญเติบโตดี แต่มีข้อเสียที่ไม่สามารถนำเมล็ดไปปลูกต่อได้ และเกษตรกรต้องเสียค่าใช้จ่ายกับเมล็ดพันธุ์ฟักทองทุกครั้งที่ปลูก ดังนั้น การพิจารณาถึงวิธีการปลูกเพื่อลดต้นทุนในส่วนนี้โดยมีวิธีการเลือกปลูกได้ 2 แบบ ได้แก่

การปลูกแบบหยอดเมล็ด…ก่อนปลูกขุดหลุมปลูก รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้ว หยอดเมล็ด 3-5 เมล็ด กลบด้วยดินผสมละเอียด หรือขี้เถ้าแกลบดำก็ได้ ลึก 2.5-5 เซนติเมตร คลุมด้วยฟางข้าว รดน้ำให้ชุ่มอย่างสม่ำเสมอทุกวันเช้าและเย็น ประมาณ 3-5 วัน ต้นกล้าจะงอกพ้นจากดินให้เกษตรกรสังเกตและช่วยแหวกฟางข้าวที่คลุมแปลงที่หลุมปลูกออก ช่วยไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการงอกของต้นกล้าฟักทอง เมื่อต้นกล้าฟักทองมีใบจริง 2-3 ใบ ควรถอนเอาต้นที่อ่อนแอดูแล้วไม่แข็งแรงทิ้ง เหลือต้นที่สมบูรณ์ที่สุดไว้เพียง 1 ต้น ต่อหลุม

การปลูกโดยการเพาะกล้า…นำเมล็ดฟักทองล้างน้ำสัก 1-2 รอบ จากนั้นแช่น้ำสะอาดทิ้งไว้สัก 30 นาที จากนั้นนำเมล็ดไปห่อไว้ในผ้าขาวบาง นำเมล็ดไปบ่มไว้ในกล่องพลาสติกใส หรือกระติกน้ำเก่า 3-5 วัน เมล็ดจะแตกรากออกมาเล็กน้อย จึงค่อยๆ ย้ายเมล็ดนำไปเพาะในถาดเพาะกล้าที่ใส่วัสดุเพาะกล้า (เช่น มีเดีย) รดน้ำ 10-12 วัน หรือฟักทองมีใบจริง 2-3 ใบ จึงย้ายปลูกได้

ก่อนการหยอดเมล็ดหรือนำกล้าลงปลูก ควรหยอดปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 16-16-16, 19-19-19 อัตรา 5 กรัม รองก้นหลุม พร้อมกับการหยอดสารป้องกันแมลง จากการทดลองของสวนคุณลี
โดยใช้ “สตาร์เกิล จี” หยอดก้นหลุม อัตรา 2 กรัม ต่อหลุม พบว่า ระยะต้นกล้าของฟักทอง คือช่วงที่ต้นฟักทองทอดยอดยาว ระหว่าง 20-30 เซนติเมตร ฟักทองไม่ถูกทำลายจากแมลงปากดูดและสามารถกำจัดด้วงเต่าแตงที่มาทำลายใบได้ดีมาก นอกจากนี้ ยังได้ให้ปุ๋ยต้นฟักทองในระยะกล้าที่มีใบจริง 3-4 ใบ โดยการนำปุ๋ยเคมี สูตร 46-0-0 อัตรา 800 กรัม+แคลเซียมไนเตรต อัตรา 100 กรัม+ไฮมิค อัตรา 300 ซีซี+สารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น สารเมทาแลกซิล อัตรา 300 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร วิธีใช้จะใช้การราดโคนต้นฟักทอง อัตรา 300 ซีซี ต่อต้น จะช่วยให้ต้นฟักทองในระยะกล้าแข็งแรง ต้นกล้าที่ใบเหลืองไม่สมบูรณ์ฟื้นตัวได้ดีขึ้น