ยกตัวอย่าง ผักยอดฮิต คือ ผักสลัด มีวิธีการปลูก ดังนี้

หยอดเมล็ดในฟองน้ำสำเร็จรูป 1 เมล็ด ต่อ 1 ฟองน้ำ แล้วอนุบาลไว้ประมาณ 3 วัน ในที่ร่มรำไร
หลังจากนั้นเอาออกไปอนุบาลต่อในรางอนุบาล ประมาณอีก 3 สัปดาห์
ครบ 3 สัปดาห์ ย้ายลงบนโต๊ะปลูกอีกประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ใช้ระยะเวลาตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเพียง 45-50 วัน
การดูแลใส่ปุ๋ย… วัดตามค่า อีซี ปุ๋ย ซึ่งผักไฮโดรโปนิกส์ถ้าเป็นผักสลัด ค่า อีซี อยู่ที่ 1.8 จนถึงก่อนเก็บเกี่ยว 1 สัปดาห์ จะงดให้ปุ๋ย ให้แต่น้ำเปล่าอย่างเดียวเพื่อลดค่าไนเตรตในผัก

ผลผลิต… ผลผลิตต่อโต๊ะ ขึ้นอยู่กับฤดู ถ้าเป็นช่วงฤดูหนาวปลายปีผลผลิตสวย น้ำหนักดี แต่ถ้าเป็นหน้าร้อนและช่วงต้นฝน ผลผลิตจะหายไปมาก ช่วงหน้าร้อนอุณหภูมิจะสูง ทำให้ผักเป็นรากเน่าและโตช้า น้ำหนักไม่ดี ส่วนในช่วงต้นฝนแมลงจะมาก เฉลี่ยผลผลิตที่เก็บได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ต่อ 100 กิโลกรัม ถือว่าน้อย ยังไม่พอต่อความต้องการของตลาด

ต้นทุนการปลูกกับรายได้… คุ้มค่ากับการลงทุนถ้าทำบนพื้นที่ของตัวเองไม่ได้ไปเช่าคนอื่น ปลูกผักสลัด 1 โรงเรือน ปลูกได้ประมาณ 3-4 ครอป คืนทุนแล้ว คิดเป็น 1 โต๊ะ สร้างรายได้ 2,000 บาท 1 โรงเรือน ปลูกได้ 4 โต๊ะ คิดรายได้ต่อเดือนหักต้นทุนแล้ว เหลือกำไร ประมาณ 25,000-30,000 บาท ต่อเดือน กำไรมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์

จุดเด่นผักที่ฟาร์ม
“ผักของเราจะนำเอาประสบการณ์จากที่เคยปลูกผักอินทรีย์มาใช้ คือ ผักอินทรีย์ค่อนข้างแข็งแรงและมีการเก็บรักษาได้นาน เราก็นำความรู้ตรงนี้มาประยุกต์ใช้กับผักไฮโดรฯ คือการใช้จุลินทรีย์ต่างๆ มาใช้กับผักไฮโดรฯ ทำให้สามารถเก็บรักษาได้นานขึ้น รสชาติดีขึ้น หลายคนกินไปแล้วไม่รู้ว่าเป็นผักปลูกน้ำ เพราะมีลูกค้าหลายคนบอกว่าไม่กินผักปลูกน้ำ แต่เมื่อเราทดลองนำผักไฮโดรฯ ของฟาร์มไปให้เขากิน เขาก็ไม่รู้ เพราะว่าผักไอโดรฯ ตามปกติใบจะบางน้ำจะเยอะ และถ้าเป็นผักไทย อย่าง กว้างตุ้ง นำไปผัด ผักน้ำจะออกมาเยอะมาก แต่ของเราไม่เป็นแบบนั้น เพราะฉะนั้นเรื่องคุณภาพจะใกล้เคียงกับผักที่ปลูกในดินเลย และเวลาการส่งระยะไกลข้ามคืน ผักก็ยังสวยอยู่ นี่คือ จุดเด่นและจุดแข็งของเรา” พี่แตน อธิบายจุดเด่นผักไฮโดรฯ ของฟาร์มตัวเอง

ปัญหา อุปสรรค และวิธีการรับมือ

ปัญหาและอุปสรรคในการทำเกษตร สามารถเกิดขึ้นได้หลายทาง จะมีทั้งสถานการณ์ที่คาดการณ์ได้และไม่ได้ ในส่วนของสถานการณ์ที่คาดการณ์ได้ จะเป็นเรื่องของโรคแมลง อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า พังงา เป็นจังหวัดที่มีฝนตกมาก จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนการปลูกไว้ล่วงหน้า ก็ใช้ประสบการณ์ 4 ปี ที่สะสมมาช่วยในการวางแผนการปลูกว่าช่วงไหน จะมีปัญหาหรือเกิดโรคอะไรบ้าง ควรปลูกผักชนิดไหน ชนิดไหนควรหลีกเลี่ยง เช่น หน้าร้อน ผักสลัดจะมีปัญหารากเน่า ส่วนผักกาด กวางตุ้ง แมลงจะลงเยอะ ก็จะแก้ปัญหาด้วยการลดปริมาณการปลูกลง

เพื่อให้มีรายได้คงอยู่ เมื่อพ้นฤดูของหนอนไป ถึงจะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นมาอีกครั้ง แต่จะปรับเปลี่ยนจากผักสลัดเป็นผักไทยแทนในช่วงฤดูฝน และเป็นการลดความเสี่ยงของโรคที่จะเกิดขึ้นด้วย หน้าฝนผักจะไม่ค่อยสวยอยู่แล้ว เพราะว่าไม่มีแดด
สถานการณ์ที่คาดการณ์ไม่ได้ ที่เห็นชัดเจนตอนนี้คือ สถานการณ์โรคระบาดไวรัส โควิด-19 ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากผักที่เคยปลูกส่งโรงแรมโดนยกเลิกทั้งหมด เพราะโรงแรมต้องปิด มีวิธีรับมือคือ การกระจายความเสี่ยงด้วยการขายคนในท้องถิ่น เพราะก่อนที่จะเกิดโรคขึ้นมา ที่ฟาร์มมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่า จะไม่ปลูกส่งแค่โรงแรมที่เดียว แต่จะส่งให้ตลาดในท้องถิ่นด้วย ถือเป็นความโชคดีที่ตั้งมือรับกับทุกสถานการณ์ไว้ก่อนแล้ว

ตลาดผักไฮโดรโปนิกส์ ที่พังงา ยังไปได้ดี
ความต้องการมาก แต่คนปลูกน้อย
พี่แตน บอกว่า ตลาดผักที่จังหวัดพังงาอนาคตยังสดใส เพราะถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์คนปลูกผักขายในจังหวัดพังงามีไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ แต่ความต้องการผักมีล้นเหลือ เพราะฉะนั้นการทำอะไรที่มีคนทำน้อย แต่ความต้องการสูงย่อมดีในแง่ของการตลาดอยู่แล้ว ดูได้จากสถานการณ์ก่อนโควิดที่ฟาร์มปลูกผักไม่เคยพอขาย ตลาดกว้าง ทั้งโรงแรม รีสอร์ต และตลาดในท้องถิ่น แต่ทุกคนอย่ามองเห็นเป็นเรื่องง่าย ไม่แนะนำให้ปลูกก่อนแล้วค่อยหาตลาด ยกตัวอย่าง ตัวเองเริ่มการตลาดจากการเข้าไปทำความรู้จักกับซัพพลายเออร์ว่ามีความพร้อมในการผลิตสินค้าให้เขาอย่างต่อเนื่องไหม แล้วราคาถูกใจกันทั้งสองฝ่าย ถ้าตกลงกันได้เรียบร้อย ถึงค่อยผลิตส่ง ที่ฟาร์มตกลงราคาขาย ที่กิโลกรัมละ 80 บาท ราคาอาจจะถูกกว่าการขายปลีก แต่เราเน้นปริมาณขายง่ายกว่า ได้เงินเร็วกว่า หรือถ้าเป็นเกษตรกรรุ่นเก่าค่อนข้างหาตลาดยากจริงๆ ขอแนะนำให้รวมกลุ่มกับเกษตรกรรุ่นใหม่ อย่าง กลุ่มยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ค่อนข้างมีความสามารถในการหาตลาด เกษตรกรรุ่นเก่ามีความชำนาญในเรื่องการผลิต เมื่อทั้งสองเจนเนอเรชั่นมารวมตัวกัน ทุกอย่างจะง่ายขึ้น

ฝากถึงมนุษย์เงินเดือนอยากทำเกษตร
“อยากฝากถึงมนุษย์เงินเดือนอยากทำเกษตรว่า อย่าเพิ่งลาออกจากงานประจำ เพื่อมาทำเกษตรอย่างเดียว ใจเย็นๆ แนะนำว่า ให้ทดลองทำไปก่อน จนกว่าจะแน่ใจว่าทำได้ดีแล้ว อย่าเพิ่งวางใจ เพราะถ้าคุณปลูกในพื้นที่เล็กๆ แน่นอนว่าผลผลิตย่อมออกมาดี เพราะดูแลไหว แต่ถ้าจะขยายพื้นที่แล้วความรู้และประสบการณ์ยังมีไม่มากพอ ผลผลิตจะเสียหายทั้งหมดต้องทำใจ ถ้าจะลาออกคือ ต้องมีความมั่นใจในระดับหนึ่งว่า เราสามารถจัดการลูกค้าที่มีคงที่ ความรู้คงที่ และก็มีทุนสำรองพอรับกับความเสี่ยงหรือว่ามีแผนต่อไปที่จะทำยังไงหากเกิดปัญหาขึ้นมา ถ้าผ่านช่วงที่ยากลำบากในช่วงเก็บเกี่ยวความรู้และปัญหาเรื่องโรคแมลงไปได้แล้ว อาชีพเกษตรกรรมถือเป็นอาชีพที่ดี และสร้างความมั่นคงได้มาก ขยายงานได้เร็วกว่าเป็นลูกจ้าง เป็นลูกจ้างต้องรอเลื่อนตำแหน่งไปเรื่อยๆ ใช้เวลานาน แต่เป็นเจ้านายตัวเอง พร้อมเมื่อไรสามารถขยายพื้นที่เพิ่มรายได้ได้ทันทีเลย” พี่แตน กล่าวทิ้งท้าย

หญ้าหวาน มีกำเนิดแถบอเมริกาใต้ ใบของต้นหญ้าหวานมีรสหวาน เริ่มเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2550 และปลูกกันมากในภาคเหนือ โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และเชียงราย หญ้าหวานจึงจัดอยู่ในพืชสมุนไพรอีกชนิดหนึ่ง ความพิเศษของหญ้าหวานคือ ส่วนของใบให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 10-15 เท่า แต่ความหวานนี้ไม่ก่อให้เกิดพลังงานแต่อย่างไร ด้วยความพิเศษของหญ้าหวานนี้ หญ้าหวานจึงเป็นพืชที่ได้รับความสนใจทั้งทางด้านอุตสาหกรรม การแพทย์ ยาสมุนไพร เครื่องดื่ม นำไปสู่การปลูกเป็นพืชสร้างรายได้หลักและเสริมของเกษตรกรหลายจังหวัด

คุณณัฐกานต์ อุตะมะติง หรือ พี่ยุ้ย อยู่ที่หมู่ 7 ตำบลแม่สาบ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ สาวบัญชีสานต่องานเกษตรของครอบครัวปลูกและแปรรูปหญ้าหวานอินทรีย์ ตอบรับกระแสคนรักสุขภาพกำลังมาแรง ใช้เวลาว่างจากงานประจำช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ในการดูแล ฟันรายได้ 40,000 บาทต่อเดือน

พี่ยุ้ย เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันตนเองทำงานประจำเป็นพนักงานการเงินและบัญชี ที่โรงพยาบาลสะเมิง การปลูกและแปรรูปหญ้าหวานถือเป็นอาชีพเสริมที่เข้ามาสานต่อจากที่พ่อแม่ทำไว้ โดยก่อนหน้านี้พ่อกับแม่เริ่มปลูกหญ้าหวานมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี แต่ทำไม่ต่อเนื่อง ตนเองจึงได้ตัดสินใจเข้ามารับช่วงต่อ และหวังที่จะพัฒนาให้ผลผลิตหญ้าหวานของที่สวนสามารถเก็บเกี่ยวได้อย่างต่อเนื่องทั้งปี และก็ทำได้สำเร็จนับเป็นเวลากว่า 4 ปี ที่ตนเองได้เข้ามาช่วยและพัฒนาทั้งในด้านคุณภาพและการตลาดของหญ้าหวาน จากรุ่นพ่อแม่เคยโดนพ่อค้าคนกลางผูกขาด ในบางครั้งพ่อค้าไม่เข้ามารับซื้อสินค้าตามที่สั่งไว้ผลผลิตที่สวนก็ได้รับความเสียหาย เนื่องจากการเก็บรักษาหญ้าหวานจะอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี แต่เมื่อผ่านระยะ 6 เดือนไปแล้ว สีของใบจะเริ่มเปลี่ยน สีจะเริ่มซีด นำไปขายที่ไหนก็ไม่ได้แล้ว ตนเองจึงได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงเน้นทำตลาดออนไลน์เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ผลผลิตหญ้าหวานอบแห้งที่ผลิตได้เดือนละ 200 กิโลกรัม ขายหมดเกลี้ยงทุกเดือน

พี่ยุ้ย บอกว่า ปัจจุบันที่ฟาร์มปลูกหญ้าหวานบนพื้นที่ประมาณ 3 ไร่กว่า แบ่งปลูกเป็น 3 แปลง เพื่อหมุนเวียนให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดทั้งปี โดยในช่วงแรกของการเริ่มต้นเข้ามาสานต่อจากพ่อแม่ ต้องยอมรับว่าทั้งในด้านองค์ความรู้การปลูกมีไม่มาก อาศัยความขยัน ช่างสังเกต และถามจากพ่อกับแม่แล้วนำมาต่อยอดจนเกิดความเชี่ยวชาญในการปลูก สู่การปรับเปลี่ยนจากเมื่อก่อนที่พ่อกับแม่เคยปลูกแบบพึ่งสารเคมี ก็เปลี่ยนมาปลูกและดูแลให้เป็นอินทรีย์แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ให้สอดคล้องกับการตลาดยุคสมัยใหม่ที่คนหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพกันมากขึ้น

โดยปัจจัยสำคัญในการปลูกหญ้าหวานให้ประสบความสำเร็จนั้นอยู่ที่การดูแลเอาใจใส่ หญ้าหวานเป็นพืชที่สามารถเก็บได้ตลอดทั้งปี แต่ที่เห็นส่วนใหญ่จะมีการปลูกพืชอย่างอื่นหมุนเวียนในช่วงที่ราคาหญ้าหวานราคาตก ซึ่งในช่วงฤดูฝนจะเป็นช่วงที่หญ้าหวานราคาต่ำที่สุด ราคาใบแห้งจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 100-150 บาท เนื่องจากผลผลิตออกเยอะ สวนไหนๆ ก็มี บางครั้งถึงขั้นทำให้บางสวนทิ้งแปลงไปเลย ส่วนในช่วงที่หญ้าหวานมีราคาแพงที่สุดคือช่วงฤดูหนาว การเจริญเติบโตของหญ้าหวานจะช้ามาก ทำให้ความต้องการของตลาดมีมาก ราคาจะดีดสูงขึ้นไปขายได้กิโลกรัมละ 600-700 บาท

ซึ่งที่ฟาร์มจะไม่ทำเหมือนกับที่อื่นๆ จะเน้นทำผลผลิตให้มีตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นในช่วงที่ให้ผลผลิตน้อยหรือเป็นช่วงที่ราคาถูก อาศัยการแปรรูปช่วยเพิ่มมูลค่า หากช่วงไหนมีผลผลิตเยอะ นอกจากการทำหญ้าหวานอบแห้งแล้ว ยังมีในส่วนของการนำมาทำหญ้าหวานบดผง โดยการได้รับคำปรึกษาและความช่วยเหลือในการพัฒนาแปรรูปผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวง ช่วยแนะนำในส่วนของเตาอบและโรงเรือนพลังงานแสงอาทิตย์ ในการนำมาใช้ในการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์จากหญ้าหวาน

และนอกเหนือจากการแปรรูปแล้ว รูปแบบการปลูกแบบอินทรีย์ถือเป็นส่วนช่วยสำคัญในการประหยัดต้นทุน ไม่ต้องซื้อปุ๋ย ซื้อยา แต่จะไปหนักในส่วนของต้นทุนการจ้างแรงงานเก็บเกี่ยว ก็จะแก้ปัญหาด้วยการลดจำนวนพนักงานลง แล้วใช้แรงงานในครอบครัวให้มากขึ้น เพราะการผลิตหญ้าหวานในขั้นตอนที่ต้องใช้คนเยอะจะเป็นในส่วนของขั้นตอนของการเด็ดใบ นอกจากการจ้างแรงงานที่น้อยลงแล้ว ก็คือการแปรรูปหญ้าหวานบดผงให้มากขึ้น เนื่องจากการแปรรูปแบบบดผงสามารถตากแดดได้ทั้งก้านแล้วจึงค่อยเด็ดใบทีหลังได้ ต่างจากการทำหญ้าหวานอบแห้งที่ไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ แต่จะต้องเด็ดใบออกจากก้านให้เรียบร้อยก่อนนำไปตาก

สำคัญที่การดูแลเอาใจใส่ หญ้าหวานเป็นพืชล้มลุก ข้อสำคัญคือการดูแลต้นให้สมบูรณ์ ปลูก 1 ครั้ง สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานเกือบ 2 ปี จากนั้นให้โละแปลงปลูกใหม่ เพื่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิต

การเตรียมดิน ทำแปลงยกร่องสูงประมาณ 50 เซนติเมตร เพราะหญ้าหวานไม่ชอบที่ชื้น แล้วคลุมแปลงด้วยผ้าพลาสติกเพื่อไม่ให้น้ำขัง จากนั้นนำกิ่งพันธุ์ที่สมบูรณ์และแข็งแรงมาลงปลูกในระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 15 เซนติเมตร

การดูแลรดน้ำ-ใส่ปุ๋ย รดน้ำระบบสปริงเกลอร์ 2-3 วันครั้ง นาน 15 นาที ส่วนปุ๋ยที่บ้านเลี้ยงวัวอยู่แล้วก็จะใช้มูลวัวหมัก มาใช้บำรุงต้นในช่วงหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 10 วัน หญ้าจะเริ่มชอนขึ้นมาใหม่ ก็จะบำรุงด้วยมูลวัวหมัก 1 ครั้ง ในอัตราต้นละ 1 กำมือ

การดูแลป้องกันโรคและแมลง โดยปกติแล้ว เมื่อเจอโรคในหญ้าหวาน เช่น ใบ หด หยิก ใบเหลือง ต้นไม่สมบูรณ์ ทางฟาร์มจะแก้ปัญหาด้วยการขุดต้นที่แสดงอาการทิ้ง แล้วปลูกใหม่ ส่วนแมลงศัตรูพืช เช่น หนอน เพลี้ยกระโดด จะใช้ยาเส้น แช่น้ำฉีดพ่นทุกๆ 7 วัน เมื่อพบศัตรูพืชในแปลง

การเก็บเกี่ยว หลังจากปลูกได้ 30-45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ แต่ถ้าหากเป็นช่วงหน้าหนาวจะยืดเวลาในการเก็บออกไปเป็น 60 วัน โดยทยอยเก็บเป็นแปลง เก็บผลผลิตได้เดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งระยะเก็บเกี่ยวที่ดีที่สุดการเก็บในช่วงตูมดอกเพราะจะเป็นช่วงที่หญ้าหวานมีเปอร์เซ็นต์ความหวานสูงที่สุด

ปริมาณผลผลิตต่อไร่ หากเป็นในช่วงหน้าฝนจะเก็บหญ้าหวานสดได้ปริมาณ 100-120 กิโลกรัมต่อไร่ต่อครั้ง ก็คือเดือนหนึ่งจะผลิตหญ้าหวานแห้งได้ประมาณ 200-300 กิโลกรัม ในช่วงของฤดูฝน แต่ถ้าฤดูหนาวก็จะอยู่ที่ประมาณ 100-120 กิโลกรัมแห้ง

การแปรรูปหญ้าหวานอบแห้ง
และหญ้าหวานบดผง ทำได้ไม่ยาก

เจ้าของบอกว่า ในส่วนของผลิตภัณฑ์แปรรูปหญ้าหวานของที่ฟาร์มจะแบ่งออกเป็น 2 ผลิตภัณฑ์ด้วยกันคือ 1. หญ้าหวานอบแห้ง และ 2. หญ้าหวานบดผง ที่มีกระบวนการแปรรูปไปแนวทางเดียวกัน เพียงแค่ว่าการบดผงจะมีขั้นตอนเพิ่มขึ้นมาอีกเล็กน้อย ดังนี้

เริ่มจากการเก็บเกี่ยวหญ้าหวานในช่วงที่พระอาทิตย์กำลังขึ้นและกำลังตก จะไม่เก็บหญ้าหวานในตอนที่แดดจัด เพราะถ้าเก็บในช่วงที่แดดจัดจะทำให้ใบของหญ้าหวานเหี่ยว ส่งผลทำให้เมื่อนำมาล้างน้ำแล้วนำไปเด็ดจะทำให้หญ้าหวานช้ำ ใบไม่สวย และต้องเลือกเก็บหญ้าหวานในช่วงที่กำลังตูมดอก เพราะจะเป็นช่วงที่มีค่าความหวานมากที่สุด
หลังจากเลือกเก็บผลผลิตตรงตามลักษณะที่ต้องการแล้ว นำไปล้างทำความสะอาด และทำการเด็ดใบออกจากก้าน นำไปตากในโรงเรือนพลังงานแสงอาทิตย์ ใช้ระยะเวลาในการตากประมาณ 1 วันครึ่ง ถึง 2 วัน โดยอุณหภูมิในโดมเฉลี่ยอยู่ที่ 38-40 องศาเซลเซียส
นำไปอบด้วยเตาฟืน ใช้เวลาอบประมาณ 1 คืน หรือประมาณ 8-10 ชั่วโมง เคล็ดลับสำคัญอยู่ที่อุณหภูมิและช่วงเวลาในการอบ ให้เลือกอบในช่วงที่ไม่มีแดดหรือช่วงที่ฝนตกจะช่วยให้การอบเป็นไปอย่างมีคุณภาพ สีของใบออกมาเขียวสวย ใบไม่ช้ำ เป็นที่ต้องการของตลาด จบไปในส่วนของขั้นตอนการแปรรูปหญ้าหวานอบแห้ง
การบดผง เป็นการต่อยอดนำใบที่อบแห้งเสร็จแล้ว นำมาบดด้วยเครื่องบดสมุนไพร โดยการบดผงจะเลือกทำตามออร์เดอร์ที่ลูกค้าสั่ง หรือในช่วงที่ผลผลิตราคาตกต่ำ ถ้ามีผลผลิตเยอะ ไม่สามารถเด็ดใบได้ทัน

อัตราส่วนในการแปรรูป หญ้าหวานสดจำนวน 6 กิโลกรัมครึ่งต่อหญ้าหวานแห้ง 1 กิโลกรัม บรรจุใส่ถุง ถุงละ 1-2 กิโลกรัม หรือบรรจุตามออร์เดอร์ลูกค้า ราคากิโลกรัมละ 250 บาท ส่วนแบบบดผงราคาจะสูงกว่าหญ้าหวานอบแห้งกิโลกรัมละ 50 บาท เมื่อเทียบกับต้นทุนการปลูกและการดูแลแล้วถือว่าคุ้มค่า เพียงแต่เกษตรกรผู้ปลูกต้องอดทนและหาวิธีอยู่ให้ได้ในช่วงที่ราคาอาจจะตกลงมาบ้างก็สามารถนำไปถัวเฉลี่ยกับตอนที่ราคาสูงได้ยังมีกำไร ใน 1 เดือนสามารถผลิตหญ้าหวานแห้งได้เดือนละ 200 กิโลกรัม เมื่อหักต้นทุนแล้วจะมีรายได้เดือนละ 30,000-40,000 บาท

แนะมือใหม่ เน้นทำตลาดออนไลน์
ไม่ง้อพ่อค้าคนกลาง สำคัญที่คุณภาพ

“สำหรับใครที่กำลังสนใจอยากปลูกหญ้าหวานเป็นพืชสร้างรายได้เสริม หญ้าหวานก็ยังเป็นพืชที่น่าสนใจ แต่สำคัญคือต้องปลูกแบบอินทรีย์และหาตลาดเองให้ได้ เพราะถ้าหากยอมให้พ่อค้าคนกลางเข้ามาผูกขาดอาจจะมีผลกระทบตามมาได้ในระยะยาว อย่างที่ฟาร์มของยุ้ยตอนนี้จะเน้นขายตลาดออนไลน์เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ และยังไม่เคยประสบปัญหาสินค้าค้างสต๊อกเลย สามารถขายได้หมดทุกเดือน แต่ต้องอดทนด้วย ไม่ใช่ว่าโพสต์ขายแล้วจะขายได้เลย เพราะตัวยุ้ยเองก็ใช้เวลาหาตลาดออนไลน์อยู่สักพัก ในช่วง 2-3 เดือนแรกไม่มีลูกค้าเลย ก็ต้องอดทนและหาวิธีสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าของเราให้กับลูกค้าให้ได้ เพราะการขายของออนไลน์ความซื่อสัตย์ถือเป็นเรื่องสำคัญ การที่จะทำให้คนที่ไม่รู้จักเราโอนเงินมาได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้นเราต้องตอบแทนลูกค้าด้วยความซื่อสัตย์ ส่งของตรงต่อเวลา และคุณภาพให้ตรงตามที่พูดไว้ ถือเป็นใจความสำคัญในการทำตลาดอย่างยั่งยืน” พี่ยุ้ย กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดการปลูกและแปรรูปหญ้าหวานอินทรีย์เพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร. 093-285-6246 หรือติดต่อได้ที่ช่องทางเฟซบุ๊ก คุณประสิทธิ์ รัตนพรหม เลขที่ 1 หมู่ที่ 3 ตำบลเหล่ายาว อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน อดีตวิศวกร ผันตัวมาเป็นชาวสวนลำไยโดยการใช้น้ำหมักอินทรีย์บำรุงลำไย จากวัตถุดิบใกล้บ้าน หาง่าย ราคาถูก ต้นทุนถูกลงกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี 20 เปอร์เซ็นต์ ใช้ต่อเนื่องสภาพใบและต้นลำไยดีขึ้นเห็นผลอย่างชัดเจน ที่สำคัญยังหารายได้จากการขายน้ำหมักอินทรีย์ได้อีกด้วย

คุณประสิทธิ์ เล่าว่า ก่อนจะมายึดอาชีพเป็นชาวสวนลำไยอย่างเต็มตัวนั้น ตนเป็นวิศวกรในนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดลำพูน ประสพกับช่วง 13 ปีที่แล้ว ภรรยาท้องลูกแฝด 3 คน ตนจึงต้องเสียสละลาออกจากงานเพื่อมาดูแลลูก อีกทั้งครอบครัวพ่อแม่ของตนก็มีอาชีพเป็นชาวสวนลำไยอยู่แล้ว ประกอบกับราคาลำไยช่วงนั้นค่อนข้างดี จึงหันมาเป็นชาวสวนลำไยอย่างเต็มตัว ปัจจุบันมีสวนลำไยอยู่ที่ 120 ไร่ มีต้นลำไย 1,400 ต้น

สาเหตุที่หันมาใช้น้ำหมักอินทรีย์บำรุงต้นลำไย คุณประสิทธิ์บอกว่า เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน การทำลำไยให้มีคุณภาพที่สูงขึ้นจำเป็นต้องใช้สารเคมีสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลำไยนั้นสูงขึ้นตาม และพบว่าดินของลำไยมีปริมาณธาตุอาหารหลายๆ ตัวเกินสมดุล จึงมองหาความรู้ศึกษาแนวทางการปรับปรุงสภาพดิน นั่นคือการนำฮอร์โมนไข่, น้ำหมักจากปลาทะเล เข้ามาช่วยแก้ไขปรับปรุงสภาพดินให้ดีขึ้น

โชคดีที่รอบๆ สวนลำไยของตนค่อนข้างที่จะมีวัตถุดิบหลักที่ทำน้ำหมักทั้งสองตัวครบ ไม่ว่าจะเป็นน้ำนมตกเกรดเหลือทิ้งจากฟาร์ม ไข่ไก่ที่ขายไม่ได้ช่วงปิดเทอมโรงเรียนจากฟาร์มใกล้บ้าน ประกอบกับมีคนรู้จักที่ทำธุรกิจอาหารสัตว์ ทำให้มีปลาทะเลมาหมักได้ตลอดทั้งปี วัตถุดิบทั้งหมดที่ได้มาราคาไม่แพง นั่นคือข้อได้เปรียบที่หันมาทำน้ำหมักอินทรีย์มากกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี

การทำฮอร์โมนไข่ คุณประสิทธิ์อธิบายว่า จะใช้สัดส่วนถังสีฟ้า 200 ลิตร ไข่ไก่ 30 กิโลกรัม กากน้ำตาล 30 กิโลกรัม นมสด 120 ลิตร ผง พด.2 1 ซอง นมเปรี้ยวขวดใหญ่ 1 ขวด น้ำเปล่า 5 ลิตร เมื่อเตรียมวัตถุดิบเรียบร้อย ให้นำน้ำตาลใส่ในถัง 200 ลิตร จากนั้นให้ใส่ไข่ไก่ลงไป โดยจะมีเทคนิคเล็กๆ นั่นคือการทุบไข่พอให้ไข่แดงแตก แล้วนำเปลือกใส่ในถุงตาข่าย หย่อนลงไปทั้งหมด นำผง พด.2 มาละลายน้ำ 5 ลิตร แล้วค่อยเติมลงไปในถัง เติมนมเปรี้ยวและนมสดเป็นส่วนผสมสุดท้าย หลังจากนั้นปิดฝานำพลาสติกคลุมพร้อมใช้ยางรัดปากถังให้แน่น เก็บในที่ร่ม น้ำเข้าไม่ถึง ใช้เวลากระบวนการหมักประมาณ 2 สัปดาห์ ก็สามารถนำมาใช้พ่นทางใบได้แล้ว

คุณประสิทธิ์ เล่าหลักการนำน้ำหมักไปใช้พ่นทางใบว่า จะใช้ถังพ่น 200 ลิตร จะใช้ฮอร์โมนไข่ 300-500 ซีซี โดยสามารถใช้ร่วมกับปุ๋ยเกล็ด ฮอร์โมนธาตุอาหารเสริมได้ ผสมพร้อมกับน้ำในการฉีดพ่นทางใบลำไย ฮอร์โมนไข่จะใช้พ่นได้ 2 ช่วง นั่นคือช่วงระยะที่เมล็ดลำไยเล็กๆ เป็นสีขาว และช่วงที่เมล็ดลำไยเป็นสีดำหรือน้ำตาล สามารถพ่นได้ 1-2 ครั้ง

ข้อดี ข้อเสีย
ข้อดี คือ 1. เรื่องต้นทุนที่ถูกลง 2. สามารถใช้งานได้อย่างหลากหลายมากขึ้น 3. มีความปลอดภัยต่อต้นลำไยต่อชาวสวนมากขึ้น

ข้อเสีย คือ 1. ความรวดเร็วในการดูดซึม เช่น การทำดอกของผลไม้ จะมีสภาวะการแข่งขันกับใบ หมายความว่าหากพ่นปุ๋ยช้าไป หรือให้ฮอร์โมนช้าไป แทนที่จะได้ดอกลำไยกลับได้ใบลำไยแทน การใช้อินทรีย์ในช่วงนี้ค่อนข้างจะมีความเสี่ยง จำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้เคมีสัก 1 ครั้ง 2. ความสะดวกของสถานที่ในการหมัก

ข้อควรระวัง
หากอยู่ระหว่างกระบวนการหมักแล้วมีน้ำเข้าไปในถังจะทำให้เกิดกลิ่นเหม็น
การทำน้ำหมักต้องใช้กากน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ ดังนั้น อาจทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย จึงต้องระวังที่จะพ่นในช่วงการขยายขนาดผลลำไย แนะนำว่าหากไม่อยากใช้กากน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ สามารถเปลี่ยนมาใช้น้ำตาลทางด่วนหมักแทนกากน้ำตาล ราคาก็จะแพงขึ้นมากหน่อย แต่ตัดปัญหาเรื่องของกากน้ำตาลเป็นเหตุของเชื้อราได้

น้ำหมักปลาทะเล
การทำน้ำหมักปลาทะเล คุณประสิทธิ์อธิบายว่า elhogarprovegan.org จะใช้สัดส่วนถังสีฟ้า 200 ลิตร ปลาทะเล 30 กิโลกรัม กากน้ำตาล 30 กิโลกรัม ผง พด.2 1 ซอง นี่คือวัตถุดิบหลัก หากชาวสวนลำไยท่านไหนมีน้ำหมักชีวภาพ EM หรือเปลือกสับปะรดใส่ลงไปได้ยิ่งดี เพราะระยะการหมักแรกๆ น้ำหมักจะมีกลิ่นเหมือนปลาร้า อาจส่งกลิ่นรบกวนเพื่อนบ้านได้ หากใช้น้ำหมักชีวภาพ EM จะช่วยลดปัญหาเรื่องกลิ่นได้ดีขึ้น การใส่สับปะรดลงไปจะทำให้ส่วนผสมย่อยสลายได้ง่ายขึ้น เมื่อเตรียมวัตถุดิบเรียบร้อยให้นำส่วนผสมข้างต้นลงไปในถังทั้งหมด จากนั้นเติมน้ำลงไปในถังให้เหลือปริมาณจากปากถัง 1 คืบ ไม่ต้องปิดฝา

ช่วงสัปดาห์แรกต้องคนส่วนผสมให้เข้ากันวันละครั้ง เมื่อหมักผ่านไประยะเวลา 2 สัปดาห์ ให้ปิดฝาไม่ให้อากาศเข้าป้องกันกลิ่นรบกวนเพื่อนบ้าน ห้ามให้น้ำไหลเข้าไปในถังกรณีที่ฝนตก เมื่อหมักครบ 2 เดือน ส่วนผสมจะย่อยสลายเหลือแค่ก้าง สามารถนำก้างและน้ำหมักมาใช้งานราดทางดิน เพื่อปรับปรุงสภาพดินและฟื้นฟูระบบรากดินได้ และหมักต่อไปอีก 1 เดือน ก็สามารถนำมาพ่นทางใบทดแทนอะมิโนที่จะต้องไปซื้อตามร้านเคมีเกษตรได้ หลักการนำน้ำหมักไปใช้พ่นทางใบ คือใช้น้ำ 200 ลิตร น้ำหมักปลาทะเล 300-500 ซีซี ผสมกันแล้วฉีดพ่นทางใบในช่วงบำรุงใบ สามารถใช้สลับช่วงกับฮอร์โมนไข่ได้

ข้อดี ข้อเสีย

ข้อดี คือ 1. เรื่องต้นทุนที่ถูกลง อะมิโนทำใบขายตามร้านค้า 1 ลิตร เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 150-300 บาท พ่น 1 ครั้ง จะมีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 50 บาท หากใช้น้ำหมักปลา ต้นทุนต่อครั้งจะอยู่ที่ 10 บาท 2. สามารถใช้งานได้อย่างหลากหลายมากขึ้น 3. มีความปลอดภัยต่อต้นลำไยและชาวสวนมากขึ้น

ข้อเสีย คือ 1. สภาพต้นจะอยู่ที่ 80 เปอร์เซ็นต์ หากเทียบกับต้นลำไยที่ใช้สารเคมี 100 เปอร์เซ็นต์ 2. ใช้ช่วงขยายขนาดผลลำไยอาจเกิดเชื้อราได้จากส่วนผสมกากน้ำตาล 3. มีกลิ่นเหม็นเหมือนปลาร้า อาจรบกวนเพื่อนบ้านเรื่องกลิ่น

ฝากถึงชาวสวนลำไย

คุณประสิทธิ์ฝากถึงชาวสวนลำไยว่า การทำลำไยไม่ให้ขาดทุนต้องประเมินให้ได้ อย่างช่วงระยะทำดอกเสร็จ จะต้องประมาณการให้ออกว่าลำไยที่ติดผลมันคุ้มกับต้นทุนที่เราจะลงทุนไปไหม ยกตัวอย่าง ถ้าลำไยติดลูกน้อยเกินไป ตนแนะนำให้ตัดทิ้งเลย ไม่อยากให้ดันทุรังทำลำไยต่อ ถ้าน้ำหนักที่ได้มันหารต่อต้นทุนที่จะลงไปไม่คุ้ม ให้ตัดทิ้งแล้วทำใหม่และเน้นบำรุงต้นลำไยจากอินทรีย์